เสียงเสียดสีของโลหะกระทบกันดังก้องไปทั่วพื้นที่ป่า ต้นไผ่ขาดเป็นสองท่อนล้มระเนระนาดกีดขวางทางเดิน ทว่าไม่เป็นอุปสรรคต่อผู้ที่กำลังรุกไล่คนชุดดำ จำนวนคนมากกว่าไม่ทำให้อีกฝ่ายได้เปรียบแม้แต่น้อย
“นำตัวไปสอบสวน” กระบี่ถูกเก็บเข้าฝักหลังจากนำไปพาดคอคน ร่างองอาจในชุดสีน้ำเงินเข้มปักลายวิหคสยายปีกยังคงสีหน้าเรียบเฉย ทั้งที่เมื่อครู่เพิ่งลงมือสังหารคนไปไม่น้อย
ลูกน้องใต้บังคับบัญชาค้อมหัวรับคำสั่ง ก่อนจะควบคุมตัวชายฉกรรจ์ในชุดสีดำปกปิดใบหน้าที่เหลือรอดเพียงคนเดียวกลับไปยังทิศทางตรงกันข้าม
‘หมิงเจ๋อ’ หันหลังกลับ ทว่ามีเสียงล้อรถบดเบียดกับพื้นหินดังใกล้เข้ามาเสียก่อน กลีบเท้าม้าหลายคู่เหยียบย่ำเป็นจังหวะส่งเสียงให้ผู้ที่กำลังจะไปชะงักเท้า รั้งรอดูว่าเป็นผู้ใดที่ผ่านทางมาในเวลาเช่นนี้
“เกิดเรื่องอะไรขึ้น” เสียงโหวกเหวกโวยวายดังขึ้นก่อนที่รถม้าจะหยุดกะทันหัน เมื่อภาพเบื้องหน้าคือกองซากศพขนาดย่อม มือเรียวสวยแหวกม่านออกเพื่อถามไถ่ผู้ที่ควบม้าอารักขาอยู่ด้านนอก
“ข้างหน้ามีศพอยู่พ่ะย่ะค่ะพระสนม” องครักษ์หนุ่มตอบกลับก่อนที่จะมองเลยไปยังบุรุษที่ยืนอยู่อีกฟาก และคาดว่าเป็นผู้ลงมือละเลงเลือดบนถนนสายนี้
ผู้ที่นั่งโดยสารอยู่ภายในก้าวขาลงจากรถม้า นางกำลังจะเดินทางไปกราบไหว้หลุมศพของมารดาผู้ล่วงลับบนหุบเขาทางทิศใต้ หุบเขาที่มีไว้ฝังศพไร้ญาติ หรือศพที่ถูกตระกูลปฏิเสธไม่ให้ฝังในสุสานบรรพชน
อิงอี้หรานไม่เคยลืม ที่มารดามีจุดจบเช่นนี้ เพราะนางเป็นตัวกาลกิณี
“ถวายพระพรพระสนม ขอประทานอภัยที่กระหม่อมทำให้การเดินทางของพระองค์ต้องล่าช้า” หมิงเจ๋อหยุดลงเบื้องหน้าพร้อมทำความเคารพ ท่วงท่าองอาจสง่างามสมกับตำแหน่งหัวหน้าหน่วยวิหควาโย ผู้ที่ได้รับความไว้วางพระทัยจากองค์จักรพรรดิ และขึ้นตรงต่อพระองค์เพียงเท่านั้น
“ไม่เป็นไร ข้ารู้ว่าท่านกำลังปฏิบัติหน้าที่” กล่าวยังไม่ทันจบคำ ฝนธนูห่าใหญ่พุ่งตรงมายังกลุ่มคนที่เป็นเป้านิ่งแลไร้สิ่งกำบัง อิงอี้หรานยังไม่ทันได้ตกใจกลับถูกแขนแข็งแรงรั้งเข้าประชิดกับอกแกร่ง เบี่ยงหลบศรปลายแหลมที่พุ่งมาด้วยความเร็วราวงูฉก เดิมทีนางคิดว่าเป็นองครักษ์ที่พระสวามีส่งมาคุ้มกัน ทว่าทันทีที่เงยหน้าขึ้นไปมองปลายคางได้รูป กลับพบว่าเขาคือหัวหน้าหน่วยวิหควาโย
“ท่านได้รับบาดเจ็บ” ดวงตาหงส์เบิกกว้างเมื่อเห็นเลือดสีแดงสดซึมออกมาจากแขนที่กำลังโอบนางไว้ หมิงเจ๋อก้มลงมองบาดแผลเพียงชั่วครู่ ก่อนที่ดวงตาคมกริบจะกวาดมองกลุ่มคนในชุดสีดำปกปิดใบหน้าที่กำลังต่อสู้กับคนในหน่วยและองครักษ์ของพระสนมอย่างประเมิน
“ที่นี่ไม่ปลอดภัย พวกมันมีมากเกินไป กระหม่อมจะพาพระองค์ไปยังที่ที่ปลอดภัยพ่ะย่ะค่ะ” น้ำเสียงบวกกับสีหน้าเคร่งเครียดทำให้อิงอี้หรานเป็นกังวล พวกนางเป็นฝ่ายเสียเปรียบ ถูกรุกไล่จนต้องถอยร่นออกมาทีละน้อย
การคุ้มกันราชวงศ์เป็นอีกหนึ่งหน้าที่ของหน่วยวิหควาโย เช่นนั้นแล้วหมิงเจ๋อจึงต้องพาอิงอี้หรานออกจากสถานที่อันตราย มือหนากอบกุมข้อมือเล็กก่อนที่จะฉุดร่างบางให้วิ่งตาม ขณะมีนักฆ่าสองคนที่เล็ดลอดจากคนของพวกเขาวิ่งตามหลังมาไม่ห่าง
หมิงเจ๋อหันไปจัดการกับพวกมันในไม่กี่กระบวนท่า เพียงไม่นานก็มีพวกมันอีกสามคนวิ่งตามมา พวกเขาทั้งสองจำต้องวิ่งหนีอีกครั้ง
“บัดซบ” กรามแกร่งบดเข้าหากันแน่นเมื่อร่างกายเริ่มผิดปกติ เหงื่อเม็ดเล็กไหลตามกรอบหน้าคม อุณหภูมิในร่างเพิ่มขึ้นสูงเรื่อยๆ แขนขาเองก็คล้ายจะสิ้นเรี่ยวแรงในไม่ช้า ถึงกระนั้นกระบี่ในมือยังเฉียบคม ดวงตาคมปลาบเข้มขึ้นอีกระดับขณะที่ตัดสินใจหันไปเผชิญหน้ากับนักฆ่าอีกครั้ง
ร่างสูงใหญ่ยืนประจันหน้าดันร่างอิงอี้หรานไปหลบด้านหลัง ตั้งรับนักฆ่าสามคนที่กระโจนเข้ามาลงดาบพร้อมกัน
“อึก” หมิงเจ๋อถูกรุมจนต้องถอยร่นทีละน้อย แขนที่ยกกระบี่ขึ้นตั้งรับสั่นเทาอย่างไม่เคยเป็น หากเป็นเวลาปกติคงจัดการพวกมันได้โดยง่าย แต่ไม่ใช่เวลาที่เขาถูกพิษเช่นนี้ ซ้ำยังเป็นพิษประหลาดที่ทำให้เลือดในกายเดือดพล่าน ความร้อนระดับนี้ทำให้คนที่มีความอดทนสูงเกือบคลั่งจากการถูกแผดเผาจากภายใน
ฉึก!!
ขณะกำลังจะเพลี่ยงพล้ำมีมีดเล่มหนึ่งพุ่งเข้ามาปักกลางหลังนักฆ่าที่อยู่ตรงกลาง จนร่างสูงใหญ่ทรุดลงกับพื้น อีกสองคนที่เหลือเองก็พลอยเสียสมาธิไปด้วย หมิงเจ๋อใช้จังหวะนั้นโต้กลับจนพวกมันถอยร่น ก่อนที่เขาจะวาดกระบี่ตัดผ่านลำตัว สังหารนักฆ่าได้อีกหนึ่งคน
“ข้าจะสกัดพวกมันไว้เอง ท่านพาพระสนมไปก่อนเถิด” รองหัวหน้าหน่วยที่ตามมาทันพุ่งเข้าใส่นักฆ่าที่เหลือรอดเพียงคนเดียว หางตาเหลือบไปเห็นพวกมันกำลังมุ่งตรงมาทางนี้อีกสามคน พลันมีสีหน้าเคร่งเครียดขึ้น เขาสบถออกมาคำหนึ่งก่อนจะตั้งท่ารับ
หมิงเจ๋อกัดกรามแน่นอย่างคับแค้น พวกมันมากันไม่ว่างเว้นให้ได้พักหายใจ ฆ่าไปเท่าไหร่ก็ยิ่งมีมาเพิ่มมากเท่านั้น
“ระวังตัวด้วย” เมื่อรู้ดีว่าร่างกายเริ่มจะไม่ไหว อยู่ไปก็พานจะเป็นตัวถ่วงเสียเปล่า ร่างสูงองอาจบัดนี้ถูกสตรีร่างบางช่วยพยุงเพื่อพาหนี
นับเป็นเรื่องอัปยศที่สุดตั้งแต่เกิดมาแล้ว!!
“ใต้เท้าหมิง ท่านไหวหรือไม่” อิงอี้หรานมองใบหน้าแดงก่ำและเนื้อตัวร้อนรุ่มที่สัมผัสได้อย่างเป็นกังวล เลือดสีดำไหลอาบแขนเสื้อที่ถูกศรธนูฉีกขาดจนเป็นแผลเหวอะ เพียงแต่ไม่รู้ว่าเขาโดนพิษอันใดกันแน่
“กระหม่อมยังไหวพ่ะย่ะค่ะ เรารีบไปทางนั้นกันเถิด” หมิงเจ๋อพอจะรู้เส้นทางอยู่บ้าง เขาเป็นผู้บอกทาง ส่วนอิงอี้หรานก็ช่วยพยุงร่างสูงอย่างทุลักทุเล ใบหน้าคมคร้ามแดงก่ำร้อนรุ่ม เหงื่อผุดตามไรผม หากทำได้ก็อยากจะกระชากอาภรณ์ให้พ้นกายเสียเดี๋ยวนี้