bc

ชายารักมังกรไร้ใจ

book_age12+
509
FOLLOW
3.3K
READ
HE
dare to love and hate
prince
bxg
kicking
mystery
highschool
mythology
childhood crush
musclebear
like
intro-logo
Blurb

เยี่ยไป๋เฟิ่ง คุณหนูแห่งจวนเสนาบดี สตรีที่ไม่ปรารถนาเรื่องวุ่นวายหากแต่เรื่องวุ่นวายกลับวิ่งเขาหานางไม่หยุดหย่อน วันหนึ่งนางกลับถูกเลือกโดยตำราเก่าแก่เล่มหนึ่งแถมยังได้อาจารย์แบบไม่ทันตั้งตัว เพื่อปกป้องครอบครัวนางจึงต้องติดตามผู้เป็นอาจารย์ไปที่สำนักเพ่ยฉี สำนักฝึกวรยุทธอันดับหนึ่งของยุทธภพ แต่ฝึกไปยังไม่ทันเท่าไหร่ก็พบสิ่งอันตรายที่ถูกเหล่าปรมาจารย์ผนึกไว้เสียได้ สวรรค์! นางขออยู่อย่างสงบๆไม่ได้หรือ!

chap-preview
Free preview
บทนำ
แคว้นจ้าว ปกครองโดยราชวงศ์จ้าวมาหลายสมัยตั้งแต่ปฐมราชวงศ์จ้าวเจี้ยนหลงฮ่องเต้ผู้รวบรวมแคว้นจ้าวให้เป็นปึกแผ่น แคว้นนี้พร้อมพรั่งไปด้วยทุกสิ่งไม่ว่าจะเป็น พืชพรรณ เหมืองแร่ แหล่งน้ำทุกแห่งล้วนอุดมสมบูรณ์ทำให้แคว้นจ้าวเป็นที่ที่หลายแคว้นอยากเชื่อมสัมพันธไมตรีด้วย ปัจจุบันแคว้นจ้าวปกครองโดยจ้าวหมิงหลงฮ่องเต้ ซึ่งเป็นฮ่องเต้ที่ผู้คนขนานนามว่าเป็นฮ่องเต้หน้าหยก เนื่องจากพระองค์มีใบหน้างามเทียบเคียงอิสตรีที่ได้มาจากพระมารดาที่เป็นถึงอดีตหญิงงามล่มแคว้นที่ปัจจุบันคือหวงไท่โฮ่ว ผิดกับผู้เป็นพระอนุชาชินอ๋องจ้าวเฟยหลง ผู้ดำรงตำแหน่งแม่ทัพใหญ่ของแคว้น ที่มีใบหน้าคมเข้มของบิดาผสมกับความงามเป็นเอกของมารดาที่เป็นถึงหวงกุ้ยเฟยในรัชสมัยก่อน ทำให้คุณหนูชั้นสูงทั่วแคว้นหรือแม้แต่องค์หญิงต่างแคว้นหมายปอง แต่เนื่องด้วยนิสัยดุดัน เคร่งขรึม เย็นชา คลุกอยู่แต่กับกองทัพจึงไม่มีสตรีนางใดกล้าเข้าใกล้จนมีข่าวลือลับๆว่าพระองค์รังเกียจสตรี ณ จวนเสนาบดี “คุณหนูเจ้าคะได้เวลาตื่นแล้วเจ้าค่ะ ปลายยามเหม่า1แล้วเดี๋ยวจะไม่ทันไปรับท่านรองแม่ทัพนะเจ้าคะคุณหนู” เสี่ยวจูสาวใช้ตัวน้อยรีบเร่งปลุกคุณหนูของตัวเองตามคำสั่งนายหญิงของจวน “ขออีกครึ่งเค่อได้หรือไม่เสี่ยวจู” ไป๋เฟิ่งหรือเยี่ยไป๋เฟิ่ง คุณหนูแห่งจวนเสนาบดีบอกสาวใช้ตัวน้อยอย่างเกียจคร้าน นางลืมตามาครู่เดียวแล้วทำท่าจะหลับต่อ “ไม่ได้เจ้าค่ะ ฮูหยินสั่งมาว่าคุณหนูต้องไปที่โรงเตี๊ยมหน้าประตูเมืองหลวงยามซื่อ2” เสี่ยวจูรีบเอ่ยก่อนคุณหนูของนางจะหลับไปอีกรอบ “อืมมมม ข้าจะลุกแล้วเจ้าไปเตรียมตัวเถอะ” ดวงตาหงส์ลืมขึ้นอย่างเกียจคร้านกระพริบตาอยู่หลายทีกว่าจะตื่นเต็มตา แล้วค่อยๆลุกจากที่นอนไปยังอ่างอาบน้ำหลังฉากกั้นที่ถูกเตรียมโดยบ่าวรับใช้ กลิ่นหอมของดอกเหมยที่เจ้าตัวชื่นชอบลอยขึ้นมาจากผิวน้ำที่มีความอุ่นในระดับที่พอดีทำให้ไป๋เฟิ่งรู้สึกสดชื่นขึ้นมาบ้าง บรรดาคุณหนูทั่วไปที่แต่งกายด้วยเสื้อผ้าสีสันสดใสสมกับเป็นสตรีวัยแรกแย้ม แต่นั่นไม่ใช่สำหรับคุณหนูแห่งจวนเสนาบดีที่เลือกสวมชุดสีสันค่อยข้างราบเรียบ “คุณหนูให้บ่าวช่วยประทินโฉมให้นะเจ้าคะ” เสี่ยวจูเอ่ยเมื่อคุณหนูแต่งกายเสร็จเรียบร้อยแล้ว นางอยากให้คุณหนูของนางประทินโฉมบ้าง เพราะคุณหนูของนางวันๆนอกจากเรียนศาสตร์ทั้งสี่แล้ว ก็มีแค่การนั่งอ่านตำราการศึก ตำราฝึกวรยุทธ ตำราบัณฑิตในห้องหนังสือของนายท่าน ซึ่งไม่มีคุณหนูจวนใดเขาทำกัน คุณหนูของนางไม่สนใจบำรุงความงามของตนเอง แต่ถึงอย่างไรคุณหนูของนางก็งามมากอยู่ แต่นางอยากให้คุณหนูของนางงดงามไม่มีที่ติใดๆ “ไม่ล่ะ แค่ทำผมให้ข้าก็พอ” ไป๋เฟิ่งบอกปัดอย่างรวดเร็ว เนื่องจากนางไม่ชอบกลิ่นเครื่องแป้งใดๆทั้งสิ้น เสี่ยวจูแทบจะร่ำไห้เมื่อไม่มีโอกาสที่จะทำอย่างที่หวัง นางมองไป๋เฟิ่งอย่างตัดพ้อ เพราะนางพยายามจะประทินโฉมให้คุณหนูของนางทุกครั้งเมื่อมีเหตุให้ออกไปข้างนอกจวนแต่คุณหนูของนางก็ไม่ให้ความร่วมมือสักครั้ง เมื่อไป๋เฟิ่งเห็นสายตาของสาวใช้ตัวน้อยก็ถอนหายใจพร้อมเอ่ยปากให้สาวใช้ตัวน้อยทำตามใจซักครั้งโดยไม่ได้ไม่พอใจอันใด “เอาเถอะๆ แค่นิดเดียวเท่านั้นนะ ข้าไม่ชอบกลิ่นแป้ง” “ได้เจ้าค่ะ คุณหนูเชื่อมือเสี่ยวจูได้เลย” เสี่ยวจูเอ่ยอย่างยินดีในที่สุดคุณหนูของนางก็ยอมให้นางประทินโฉมให้เสียที ถึงจะแค่นิดเดียวก็เถอะ แค่นี้เหล่าคุณชายที่ได้ยินถึงความล่ำลือในความงามก็หมายตาคุณหนูของนางกันทั่วแคว้นแล้ว นางบรรจงวาดคิ้วอย่างเบามือพร้อมทั้งพินิจมองใบหน้าของคุณหนูของนางอย่างชื่นชม ใบหน้ารูปไข่ขาวนวลดั่งดวงจันทร์ยามราตรี คิ้วโก่งเหมือนกิ่งหลิว ดวงตาหงส์ตวัดโค้งขึ้น นัยน์ตาสีนิลสนิทเป็นประกายเจิดจ้าเหมือนดวงดารา จมูกเรียวยาวปลายเชิดขึ้น ริมฝีปากเล็กสีสดเหมือนผลอิงเถา รูปร่างสูงโปร่งระหงเอวคอดกิ่ว ผิวพรรณขาวราวหิมะ ผมสีดำสนิทเช่นเดียวกันนัยน์ตา งามแม้ยามที่ไม่ประทินโฉม ชายใดได้สบตาคู่งามต่างกล่าวว่าราวกับได้ตกไปในบ่วงลึกที่ยากแก่การถอนตัว สิ่งที่พรรณนามานั้นล้วนเป็นผู้คนที่เล่าลือถึงหาใช่ตัวคุณหนูของนางเยินยอตนเอง “เสร็จหรือยังเสี่ยวจู” ไป๋เฟิ่งเอ่ยถามพร้อมลืมตาขึ้นเมื่อรู้สึกว่าสาวใช้ของนางหยุดนิ่งไป “สะ..เสร็จแล้วเจ้าค่ะ” เสี่ยวจูสะดุ้งเมื่อคุณหนูของนาง “ไปกันเถิด ท่านแม่คงรอนานแล้ว” ไป๋เฟิ่งบอกพร้อมหยิบผ้าคลุมหน้าขึ้นมาใส่แล้วเดินนำสาวใช้ออกไปจากเรือนของตนเพื่อไปหามารดาที่รออยู่ เหตุที่ว่ามีเพียงท่านแม่ที่รอนางนั้นเพราะว่าท่านพ่อของนางติดราชการในวังยังไม่กลับมา จึงเหลือแค่นางและท่านแม่ที่ไปรอรับพี่ชายที่เป็นถึงรองแม่ทัพของแคว้นที่กลับมาจากชายแดนพร้อมชัยชนะสงครามระหว่างแคว้นจ้าวและเผ่านอกด่าน ร่างบางเดินผ่านด้านหน้าเรือนของตนที่ประดับไปด้วยดอกไม้นานาพรรณที่เจ้าของเรือนเป็นคนปลูกเองจนถูกผู้เป็นมารดากล่าวตักเตือนไปหลายรอบ แต่ที่เป็นเอกลักษณ์และที่เจ้าของเรือนชอบมากที่สุดเห็นจะเป็นต้นเหมยต้นใหญ่ที่ท่านพ่อของนางลงทุนปลูกเพื่อเอาใจท่านแม่เมื่อวันครบเดือนของท่านพี่ไป๋เทียนพี่ชายคนเดียวของนาง เมื่อนางเกิดมาพอรู้ความนางก็ขอให้ท่านพ่อสร้างเรือนของนางใกล้กับต้นเหมยต้นนี้ มารดาของไป๋เฟิ่งเป็นอดีตองค์หญิงแคว้นอ้ายที่ได้รับมอบหมายให้มาอภิเษกสมรสเพื่อเชื่อมสัมพันธไมตรีระหว่างสองแคว้น โดยครานั้นมารดาของนางแอบหนีเหล่าองครักษ์ที่เสด็จตานางมอบให้ดูแลมารดาไปเที่ยวที่ตลาดในเมืองหลวงกับนางกำนัลรับใช้เพียงสองคนก่อนวันเข้าเฝ้าจ้าวเหวินหลงฮ่องเต้ (ฮ่องเต้รัชกาลก่อน) มารดานางถูกโจรล้วงถุงเงิน ทำให้ไม่มีเงินจ่ายค่าอาหารจนเกือบจะโดนเจ้าของร้านเรียกคนของทางการมาจัดการ ท่านพ่อของนางตอนนั้นมีตำแหน่งเป็นขุนนางขั้นสี่ไปจัดการตรวจตรากิจการโรงเตี๊ยมของตระกูลเยี่ยเห็นเหตุการณ์ดังกล่าวจึงเข้าไปชวนเหลืออย่างสุภาพโดยไม่ทราบว่าเป็นมารดานางเป็นถึงองค์หญิง จึงทำให้มารดาของนางประทับใจและรักปักใจตั้งแต่แรกพบ จวบจนถึงวันที่เข้าเฝ้าจ้าวเหวินหลงฮ่องเต้มารดานางทูลเรื่องที่เกิดขึ้นต่อฮ่องเต้และร้องขอเลือกบิดานางเป็นคู่สมรส ฮ่องเต้จ้าวเหวินหลงเห็นว่าทั้งสองมีวาสนาต่อกันก็ไม่อยากขัดแต่ติดตรงที่จะให้ผู้เป็นถึงองค์หญิงขั้นหนึ่งของต่างแคว้นสมรสกับขุนนางธรรมดาสามัญนั้นย่อมไม่เหมาะสม จึงได้ส่งสารไปทางฮ่องเต้แคว้นอ้ายให้ได้รับทราบถึงความปรารถนาขององค์หญิงอ้ายเหม่ยหลิน ก่อนที่จะส่งสารไปอ้ายเหม่ยหลินได้มอบจดหมายของตนอีกหนึ่งฉบับแนบไปด้วย เมื่อทางแคว้นอ้ายได้อ่านจดหมายของฮ่องเต้แคว้นจ้าวในคราแรกก็ออกจะไม่เชื่อสิ่งที่ได้รับรู้อีกทั้งยังรู้สึกกริ้วไม่น้อยที่อีกฝ่ายจะให้ธิดาตนสมรสกับขุนนางเล็กๆของแคว้นจนได้อ่านจดหมายที่แนบมาอีกฉบับที่เขียนด้วยลายมือที่คุ้นเคย สิ่งที่ได้รับรู้คือธิดาตนเป็นผู้ร้องขอเรื่องนี้ด้วยตนเองตามที่ฮ่องเต้แคว้นจ้าวได้ระบุไว้ในจดหมายฉบับแรก แม้จะหายกริ้วไปบ้างแต่ก็ยังไม่อาจตัดสินใจได้สุดท้ายจึงได้ส่งคนไปสืบความเรื่องขุนนางที่ธิดาตนเกิดรักปักใจถึงขั้นยอมทิ้งบรรดาศักดิ์องค์หญิงไปเป็นเพียงฮูหยินของคนผู้หนึ่ง สืบสาวเรื่องราวจนเป็นที่พอใจก็รู้สึกพึงพอใจในตระกูลของคนที่กำลังจะได้มาเป็นราชบุตรเขยไม่น้อยจึงได้ตอบตกลงในการสมรสครั้งนั้น แต่นั่นก็เป็นการตัดสินใจที่ไม่ผิดนักเพราะบิดานางรักเพียงมารดาไม่มีหญิงอื่นใดอย่างบุรุษผู้อื่น “อรุณสวัสดิ์เจ้าค่ะท่านแม่” ไป๋เฟิ่งทักทายมารดาที่นั่งรอนางที่ห้องโถงใหญ่ของจวน “อรุณสวัสดิ์เฟิ่งเอ๋อร์ ใยเจ้าถึงช้านัก” อ้ายเหม่ยหลินเอ่ย พร้อมมองบุตรีของนางที่งามล้ำนางไปหลายส่วนด้วยแววตารักใคร่ นางรู้ว่าบุตรสาวตนเองนั้นไม่อยากออกนอกจวนไปไหนนักเนื่องจากข่าวลือที่ล่ำลือถึงความงามของนางที่กระจายไปทั่วเมืองหลวงหลังจากตอนที่นางาบุตรสาวไปร่วมงานชมดอกไม้ของฮูหยินจวนขุนนางท่านหนึ่งจนมีฮูหยินขุนนางหลายท่านเอ่ยทาบทามบุตรสาวนางให้บุตรชายตนเอง พอผู้เป็นสามีของนางทราบก็ออกอาการหวงบุตรสาวอย่างหนัก สั่งปิดประตูจวนไม่ต้อนรับแม่สื่อจากจวนใดทั้งสิ้น ไม่เคยคิดจะให้บุตรสาวออกนอกจวนแต่อย่างใด ตามใจบุตรสาวด้วยการให้ฝึกวรยุทธแลกกับการไม่ออกไปนอกจวนหรือหากจะไปก็ต้องมีเหตุจำเป็นจริงๆเท่านั้น จนบัดนี้บุตรสาวนางอายุสิบหกเลยวัยปักปิ่นมาปีกว่าแล้ว ยังไม่มีแม่สื่อจากที่ใดที่สามารถเข้ามาในเขตจวนเพื่อเป็นตัวแทนสู่ขอบุตรสาวนางซักที “ขออภัยท่านแม่ด้วยเจ้าค่ะ เฟิ่งเอ๋อร์อ่านตำราดึกไปหน่อย ลืมไปว่าวันนี้พี่ใหญ่กลับมาจากชายแดน แต่ถึงจะรีบไปพี่ใหญ่ก็ยังมาไม่หรอกเจ้าค่ะ” นางพูดพร้อมหาวเล็กน้อย จนมารดานางเห็นกิริยาไม่งามของนางยื่นมือมาตีแขนเรียวบาง เพี๊ยะ! "โอ๊ย! ท่านแม่ข้าเจ็บนะเจ้าคะ” ไป๋เฟิ่งสะดุ้งจากแรงฝ่ามือของมารดาร้องออกมา “ก็ตีให้เจ้าเจ็บ เป็นถึงคุณหนูจวนเสนาบดี ทำกิริยาแบบนี้ใช้ได้ที่ไหนกัน” เหม่ยหลินเอ็ดบุตรสาวเบาๆ บุตรสาวนางเวลาออกไปข้างนอกก็กิริยาเรียบร้อย สงบเยือกเย็น สมกับเป็นคุณหนูจวนเสนาบดีอยู่หรอก แต่พอกลับมาจวนก็กลายเป็นซะแบบนี้จะไม่ให้นางกังวลได้อย่างไร แต่งออกไปกลัวจะโดนทางบ้านสามีว่าเอาได้ ตัวตนที่แท้จริงของบุตรสาวนางเป็นอย่างไรนางย่อมรู้ดี “ไปกันเถิดเจ้าค่ะ ขบวนกองทัพพี่ใหญ่คงใกล้ถึงประตูเมืองแล้ว” ไป๋เฟิ่งรีบกล่าวก่อนที่มารดานางจะเริ่มอบรมนางยาวไปมากกว่านี้ ทั้งสองคนพากันนั่งรถม้าของจวนเสนาบดีมาถึงโรงเตี๊ยมตระกูลเยี่ยที่ใกล้กับประตูเมืองมากที่สุดเพื่อรอกองทัพหลวงที่กำลังเดินทางมาถึง เมื่อทั้งสองลงจากรถม้าก็ตกเป็นเป้าสายตาของคนทั้งหลายในบริเวณนั้นเนื่องจากตัวเยี่ยไป๋เฟิ่งนั้นน้อยนักที่จะออกจากจวนและถ้าออกไปร่วมงานต่างๆด้านนอกจวนก็มักจะสวมผ้าคลุมหน้าไว้เสมอ ถึงจะเห็นใบหน้าเพียงครึ่งเดียวก็ตามแต่ก็ทำให้ผู้คนเหลียวมองได้อย่างไม่อาจละสายตา ใครๆต่างก็อยากเห็นใบหน้าที่ปราศจากผ้าคลุมของเยี่ยไป๋เฟิ่งสักครั้ง ใบหน้าของผู้คนที่ขนานนามให้ว่างามราวกับจิ้งจอก “เชิญฮูหยินกับคุณหนูชั้นบนเลยขอรับ ข้าน้อยเตรียมห้องประจำของตระกูลให้เรียบร้อย นายท่านได้สั่งเอาไว้ขอรับ” หลงจู้ประจำโรงเตี๊ยมรีบเข้ามาเชิญนางกับมารดาเข้าไปอย่างรวดเร็ว “ท่านแม่เจ้าคะ ข้าขอตัวไปดูตำราสักครู่นะเจ้าคะ” ไป๋เฟิ่งเอ่ยกับมารดา ไหนๆนางก็ได้ออกจากจวนทั้งทีก็อยากไปเดินดูของใหม่ๆบ้าง นางอยากลองชิมขนมชนิดใหม่ที่ร้านชื่อดังของเมืองหลวงที่ได้ยินมาจากเสี่ยวจู “ถ้าอย่างนั้นอย่าไปนานล่ะ อีกเดี๋ยวพี่ใหญ่เจ้าก็มาแล้ว ห้ามช้าเด็ดขาดนะรู้ไหมเดี๋ยวไม่ทันขบวนของพี่ชายเจ้า” อ้ายเหม่ยหลินบอกบุตรสาวด้วยน้ำเสียงจริงจังเพราะไม่อยากพลาดชมขบวนกองทัพหลวงที่มีบุตรชายตนอยู่ในนั้น “เจ้าค่ะ ลูกทราบแล้ว” ไป๋เฟิ่งตอบรับคำมารดา เมื่อรับคำมารดาเสร็จไป๋เฟิ่งก็แยกตัวไปกับสาวใช้คนสนิททันทีระหว่างทางที่เดินผ่านก็ได้ชาวเมืองพูดคุยกันถึงเรื่องบางอย่างเข้า “นี่ๆ ข้างามพอรึยัง พอที่ชินอ๋องทอดพระเนตรมาแล้วสนใจหรือไม่” เสียงสตรีสาวแรกรุ่นที่ดูเหมือนว่าจะเป็นคุณหนูของทางจวนใดซักจวนเอ่ยขึ้นกับสหายที่ยืนอยู่ด้วยกัน “งามอย่างไรก็แค่นั้นแหละชินอ๋องทรงไม่โปรดสตรี แถมดุดัน หน้ากลัวปานนั้น สาวงามทั้งหลายที่จ้าวหมิงหลงฮ่องเต้ประทานให้ต่างถูกจับโยนออกมาจากจวนอ๋องของพระองค์เจ้าไม่เคยได้ข่าวเลยหรือไร” สตรีที่ยืนอยู่ด้วยกันเอ่ยขึ้น “แล้วอย่างไรเล่า หากเพียงพระองค์ยอมชายตามองเพียงนิดก็อาจมีสิทธิ์ได้เข้าไปอยู่ในตำหนังอ๋องแม้ว่าได้เป็นเพียงอิ้งซื่อ3 ก็ถือว่าชาตินี้ข้าตายตาหลับแล้ว” สตรีคนเดิมเอ่ยอย่างเพ้อฝัน ชินอ๋องอย่างนั้นหรือ? เท่าที่นางทราบ ชินอ๋องหรือจ้าวเฟยหลง ทรงเป็นแม่ทัพใหญ่ของแคว้นจ้าวและเป็นเจ้านายของพี่ชายของนาง พระองค์ทรงพระปรีชาในหลายด้าน และเป็นผู้มีวรยุทธสูงส่งถึงขั้นแปดปลาย จ้าวหมิงหลงฮ่องเต้ผู้เป็นพระเชษฐาและหวงไท่โฮ่วทรงไว้วางพระทัยเป็นอย่างมาก หวงไท่โฮ่วทรงรักและโปรดปรานพระโอรสเลี้ยงองค์นี้ยิ่ง เนื่องจากจางกุ้ยเฟยผู้เป็นมารดาของจ้าวเฟยหลงคือสตรีที่พระนางทรงเลือกเข้ามาด้วยตัวเอง ทรงช่วยกันดูแลพระสวามีเป็นอย่างดี จนกระทั่งจ้าวเหวินหลงฮ่องเต้และจางกุ้ยเฟยสิ้นพระชนม์ด้วยโรคไข้ป่าหลังกลับมาจากพิธีล่าสัตว์เมื่อสิบปีก่อน หลังจากพระเชษฐาขึ้นครองราชย์จ้าวเฟยหลงจึงขอพระราชทานอนุญาตไปอยู่กับท่านตาซึ่งขณะนั้นดำรงตำแหน่งแม่ทัพใหญ่อยู่ที่ชายแดน หวงไท่โฮ่วที่ทราบเรื่องทรงออกปากคัดค้านมิยินยอมให้พระโอรสเลี้ยงที่ทรงรักดั่งลูกไป แต่จ้าวเฟยหลงยืนยันหนักแน่นจนทรงยินยอมแต่มีข้อแม้ว่าจะต้องกลับมาทุกๆปี ชินอ๋องจ้าวเฟยหลงฝึกวรยุทธอย่างหนัก ไต่เต้าตั้งแต่นายกองเล็กๆจนได้ขึ้นมาเป็นแม่ทัพใหญ่โดยใช้เวลาไม่นาน “คุณหนูรีบไปกันเถิดเจ้าค่ะ” เสี่ยวจูเอ่ยกับคุณหนูของตนเมื่อเห็นคุณหนูยืนเหม่อลอยไปครู่หนึ่งราวกับกำลังขบคิดบางอย่าง “เสี่ยวจู ชินอ๋องทรงเป็นคนเช่นไรหรือ” ไป๋เฟิ่งเอ่ยพร้อมก้าวเดินต่อไปอย่างไม่เร่งรีบ “ชินอ๋องนั้นรูปงามจนเหล่าสตรีที่เคยพบพระพักตร์ถึงกับเอาไปเพ้อฝันแต่ถึงก็ทรงเป็นคนดุดัน เจ้าระเบียบ เด็ดขาด และเย็นชามากเจ้าค่ะ” เสี่ยวจูเล่าด้วยน้ำเสียงหวาดกลัวเล็กน้อย นางได้ยินถึงกิตติศัพท์ชินอ๋องพระองค์นี้อีกอย่างหนึ่งว่าทรงโหดเหี้ยมเป็นอย่างมาก “เจ้าเคยเห็นอย่างนั้นหรือ” “แหะๆ ไม่เคยเจ้าค่ะบ่าวก็ได้ยินมาจากชาวบ้านที่พากันไปค้าขายแถวชายแดนเล่าลือมาอีกที” เสี่ยวจูพูดยิ้มเจื่อนเล็กน้อยเมื่อนึกถึงคำพูดของคนแถวชายแดนที่ล่ำลือถึงความโหดเหี้ยมในการจัดการกับศัตรูที่มาแฝงตัวหาข่าวในกองทัพของพระองค์ ไป๋เฟิ่งไม่กล่าวอะไรอีกเนื่องจากเดินมาถึงร้านขนมชื่อดังของเมืองหลวง ดวงตาหงส์กวาดมองไปรอบร้านเห็นคนมาซื้อมากมาย นางจะได้ลองชิมขนมชื่อดังแบบใหม่บ้างไหมนะ ทุกครั้งนางให้บ่าวรับใช้มาซื้อให้ก็ได้กลับไปเพียงเล็กน้อยเท่านั้น เพราะขนมที่ร้านนี้จะไม่ทำเพิ่มเด็ดขาด ทำสดใหม่ทุกวัน ไม่ว่าอย่างไรวันนี้นางต้องได้ลิ้มรสขนมร้านนี้มากที่สุดให้ได้ เพราะเหมือนจะได้ยินมารดานางพูดว่าจะคุยกับพ่อบ้านของจวนให้ลดจำนวนขนมของนางลง “คุณหนูรอตรงนี้นะเจ้าคะเดี๋ยวบ่าวจะไปต่อแถวซื้อให้” เสี่ยวจู บอกคุณหนูของตนเองให้รอใต้ต้นไม้หน้าร้านและรีบไปต่อแถวทันที ชาวบ้านที่อยู่บริเวณนั้นที่จ้องมองทั้งสองนายบ่าวตั้งแต่เดินเข้ามาบริเวณหน้าร้านต่างก็อยากรู้ว่าเป็นคุณหนูจวนใด เพียงแค่มองทั้งที่มีผ้าคลุมหน้าเห็นแค่ดวงตาหงส์ที่เป็นประกายเจิดจ้าก็ว่าสะกดผู้คนได้แล้วชวนให้อยากเห็นใบหน้าอีกครึ่งหนึ่งยิ่งนัก 1ยามเหม่า คือ 05.00 - 06.59 น. 2ยามซื่อ คือ 09.00 - 10.59 น. 3อิ้งซื่อ ตำแหน่งพระชายารองในอ๋อง ขั้น 6 ชั้นเอก

editor-pick
Dreame-Editor's pick

bc

เกิดใหม่มีสามีตาบอด

read
2.5K
bc

เซียนสาวเกิดใหม่ขอไลฟ์สดทำนายดวง

read
1K
bc

ข้าก็แค่ภูตน้อยจอมเกียจคร้านคนหนึ่ง

read
1.5K
bc

สงครามรักในเงามืด

read
1K
bc

กันต์กับเกมออนไลน์

read
1K
bc

เสมือนหนึ่งใจเคยรัก

read
2.0K
bc

เทวีนาคา

read
1K

Scan code to download app

download_iosApp Store
google icon
Google Play
Facebook