เช้าวันนี้อากาศที่จวนเสนาบดีนั้นสดชื่นยิ่ง ครอบครัวได้อยู่พร้อมหน้าพร้อมตากันทำให้บรรยากาศในจวนดูมีความสุขมากกว่าที่ผ่านๆ มา หลังจากที่คุณชายใหญ่ที่เป็นรองแม่ทัพกลับมาจากชายแดนก็ทำให้ฮูหยินของจวนดูมีความสุขมากยิ่งขึ้น เช้านี้ถึงกับลงครัวด้วยตัวเองเลยทีเดียว บรรดาบ่าวรับใช้ที่เป็นสตรีออกอาการคึกคักรู้สึกกระชุ่มกระชวยมากยิ่งขึ้น พวกนางไม่อาจเอื้อมกล้าปีนเตียงท่านรองแม่ทัพเพียงแค่ได้เมียงมองให้ชื่นใจก็เพียงพอแล้ว
“เตรียมของทุกอย่างเสร็จหรือยังใกล้ได้เวลาแล้ว” อ้ายเหม่ยหลินเอ่ยถามแม่ครัวที่ช่วยเตรียมสำรับอาหารของเช้าวันนี้ นางลุกขึ้นมาเตรียมตั้งแต่ฟ้ายังไม่สางเนื่องจากเมื่อวานบุตรชายช่วยงานที่จวนชินอ๋องจนดึกดื่นจึงพลาดไม่ได้ร่วมทานอาหารกับครอบครัว
“เรียบร้อยเจ้าค่ะฮูหยิน”
“ถ้าเช่นนั้นฝากที่เหลือด้วย” นางบอกและเดินกลับไปที่เรือนเพื่อปรนนิบัติสามี
เดินเข้าไปในเรือนเห็นผู้เป็นสามีกำลังแต่งตัวจึงได้เข้าไปช่วยทันที
“วันนี้ประชุมที่ท้องพระโรงหรือเจ้าคะ ถึงได้ใส่ชุดขุนนาง” นางเอ่ยถามผู้เป็นสามี ซึ่งปกติแล้วการประชุมขุนนางในท้องพระโรงจะมีทุกๆ สามวันและสามีนางพึ่งเข้าประชุมไปเมื่อวานนี้เอง
“ใช่ แล้วเจ้าล่ะลุกไปไหนมา”
“ข้าไปห้องครัวมาเจ้าค่ะ ลงมือทำอาหารให้เทียนเอ๋อร์หวังว่าลูกคงชอบ”
“ใช่สิ เจ้าทำแต่ให้ลูก ไม่สนใจสามีผู้นี้แล้วสินะ” ไป๋เจี้ยนบอกด้วยน้ำเสียงแสร้งทำเป็นขึงขัง ใบหน้าที่ยังคงหล่อเหลาทำบึ้งตึงเล็กน้อย
“โถ่ ข้าก็ทำให้ทุกคนทานนั่นแหละเจ้าค่ะ” อ้ายเหม่ยหลินเอ่ยพร้อมหัวเราะเล็กน้อยกับความแกล้งงอนของคู่ชีวิต
“ไปกันเถอะ ปานนี้ลูกๆ ของเราคงรอแล้ว” ไป๋เจี้ยนเอ่ยแล้วกุมมือฮูหยินตนออกไปจากห้องมุ่งหน้าไปยังห้องโถงกลาง
ไป๋เฟิ่งมาถึงห้องโถงเป็นคนแรกนั่งมองอากาศที่เย็นสบายของต้นฤดูตงเทียน11 อากาศเช่นนี้นางชื่นชอบเป็นอย่างยิ่งเหมาะแก่การกินเซาปิ่ง12ร้อนๆ อร่อยๆ คิดแล้วก็อยากออกไปข้างนอก
ไป๋เทียนเดินเข้ามาเห็นน้องสาวตนนั่งมองบรรยากาศด้วยความสุนทรีย์ก็เอ่ยทักน้องสาวตน
“อรุณสวัสดิ์เฟิ่งเอ๋อร์”
ไป๋เฟิ่งหันมาตามต้นเสียงที่เอ่ยเรียกตนอย่างดีใจ
“พี่ใหญ่” นางลุกขึ้นมาหาไป๋เทียนพร้อมคล้องแขนพี่ชายอย่างรวดเร็ว ตัวนางนั้นติดพี่ชายตั้งแต่เด็ก การแสดงออกใกล้ชิดที่ตามธรรมเนียมห้ามชายหญิงใกล้ชิดกันแม้เป็นพี่น้องนั้นไม่เป็นปัญหาสำหรับครอบครัวนาง ท่านพ่อมักเอ่ยเสมอว่าการใกล้ชิดกับคนในครอบครัวนั้นไม่ใช่เรื่องที่ผิด หากแต่อยู่ข้างนอกต้องรักษากิริยาทำแบบอยู่ที่จวนไม่ได้เท่านั้นเอง
“วันนี้มีนัดกับใครหรือไม่เจ้าคะ” ไป๋เฟิ่งถามด้วยความอยากรู้และมีแผนการในใจบางอย่าง
“วันนี้มีประชุมที่ท้องพระโรง ทำไมหรือ?”
“ไม่มีอันใดมากเจ้าค่ะ เพียงแค่ข้าอยากให้พี่ใหญ่พาไปข้างนอก”
“แล้วเหตุใดเจ้าไม่ออกไปคนเดียวเล่า?” ไป๋เทียนถามด้วยความสงสัย
“ท่านพี่ยังไม่ทราบ ช่วงหลังมานี่ท่านพ่อไม่ให้ข้าออกไปเจ้าค่ะ หากข้าจะออกไปต้องมีผู้ติดตาม” ไป๋เฟิ่งทำหน้าสลดเมื่อคิดถึงบิดาของนางที่กำชับนักหนาว่าหากจะออกไปด้านนอกจะต้องมีคนติดตามไปด้วย
นางแค่อยากออกไปหาอะไรอร่อยๆ ทานแค่นั้นเอง อีกอย่างนางก็พอจะดูแลตัวเองได้
“เจ้านินทาพ่อหรือเฟิ่งเอ๋อร์” ไป๋เจี้ยนที่ก้าวเข้ามาห้องโถงพร้อมกับฮูหยินตนทันได้ยินที่บุตรสาวเอ่ย
“ข้าเปล่านะเจ้าคะ ก็ท่านไม่ยอมให้ข้าออกไปจริงๆ หนิ” ไป๋เฟิ่งหันไปตอบบิดาที่เข้ามานั่งที่โต๊ะพร้อมมารดานาง
“พ่อก็ไม่ได้ห้ามเจ้าเสียหน่อย เพียงแค่ให้เอาผู้ติดตามไปด้วย” ไป๋เจี้ยนยังเถียงบุตรสาว ความปลอดภัยของบุตรเขาไม่อาจละเลยได้
“ก็ข้า..”
“เอาล่ะๆ ค่อยพูดคุยกันทีหลัง ทานข้าวกันก่อน ประเดี๋ยวท่านพ่อกับพี่เจ้าเข้าวังสาย” อ้ายเหม่ยหลินกล่าวขัดการถกเถียงเรื่องเดิมๆ ของสามีและบุตรสาว
เมื่อทานอาหารเสร็จไป๋เจี้ยนจึงเอ่ยถามบุตรชายตน
"เจ้าจะไปพร้อมพ่อเลยหรือไม่”
“ไม่ขอรับ ข้าต้องไปหาท่านแม่ทัพใหญ่ที่จวนก่อน”
“ท่านพ่อเจ้าคะ วันนี้ข้าขอออกไปข้างนอกนะเจ้าคะ” ไป๋เฟิ่งเอ่ยบอกบิดาเมื่อเห็นว่าบิดากับพี่ชายคุยกันเสร็จแล้ว
“ได้”
“ขอบคุณเจ้าค่ะ” ไป๋เฟิ่งยิ้มอย่างยินดีก่อนที่จะหุบยิ้มอย่างรวดเร็วเมื่อบิดาเอ่ยขึ้น
“แต่เจ้าต้องมีผู้ติดตาม” ไป๋เจี้ยนยื่นคำขาด สถานการณ์ตอนนี้ไม่ปกติ สายข่าวของเขาพึ่งได้ข่าวบางอย่างมาแต่ยังไม่แน่ชัดนัก ถึงบุตรสาวเขาจะเอาตัวรอดได้บ้างอย่างไรก็ต้องป้องกันไว้ก่อน
ไป๋เฟิ่งหน้าง้ำงอเมื่อได้ยินบิดายื่นคำขาด ไป๋เทียนที่เห็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจึงเอ่ยเสนอทางออกที่ดีต่อทั้งสองฝ่าย
“เอาอย่างนี้ดีหรือไม่ เจ้ารออยู่ที่จวนให้พี่เข้าเฝ้าฝ่าบาทที่ท้องพระโรงเสร็จกลับมาแล้วจะพาเจ้าไปเอง”
ไป๋เฟิ่งคิดตามที่พี่ชายตน ไปกับพี่ใหญ่ก็ดีกว่ามีผู้ติดตามละนะ
“เอาอย่างนั้นก็ได้เจ้าค่ะ”
“ถ้าตกลงกันได้แล้วก็รีบไปกันเถอะประเดี๋ยวจะเข้าวังสาย” อ้ายเหม่ยหลินเอ่ยเตือน
ท้องพระโรง
เสียงพูดคุยดังทั่วท้องพระโรงจากขุนนางหลายๆ กลุ่มที่ยืนพูดคุยกันขณะรอฝ่าบาทเสด็จมา เยี่ยไป๋เจี้ยนเดินเข้ามาแล้วตรงไปยังกลุ่มขุนนางที่คุ้นเคยกันดีจากการทำงานและสนิทสนมส่วนตัว
“พวกท่านช่างมาไวเสียจริง” เยี่ยไป๋เจี้ยนเอ่ยกับทั้งสามคนที่ยืนคุยกันอยู่ก่อนแล้ว ก่อนโค้งตัวคารวะทั้งสามคนที่เป็นผู้อาวุโสกว่า
“พวกข้ามาไวกันเสียที่ไหน เจ้าต่างหากที่มาสาย” หม่าซูเหวิน เสนาบดีกรมพิธีการเอ่ยตอบคนที่เอ่ยเย้าแหย่พวกเขา
“ยินดีกับท่านด้วย บุตรชายท่านชนะศึกครั้งนี้คงได้ความดีความชอบไม่น้อย” ตงหลิ่งเฉิน เสนาบดีกรมโยธากล่าวยินดีโดยมีหยูเลี่ยงจิ้ง เสนาบดีกรมกลาโหมพยักหน้าอย่างเห็นด้วย
ไป๋เจี้ยนยิ้มอย่างภาคภูมิใจเมื่อได้ยินเช่นนั้น พร้อมหันไปมองยังบุตรชายที่ยืนอยู่กับท่านแม่ทัพใหญ่หรือชินอ๋องจ้าวเฟยหลงท่ามกลางแม่ทัพทั้งสี่ทิศที่มีสายตาจากขุนนางหลายคนจ้องมอง
“ฝ่าบาทเสด็จจจจจจ” เสียงขันทีป่าวประกาศดังขึ้นทำให้ขุนนางทุกคนเลิกคุยกันแล้วหันมาเตรียมตัวรับเสด็จ
“ถวายบังคับฝ่าบาท ขอทรงพระเจริญ หมื่นปี หมื่น หมื่นปี!!!!!!!”
เสียงกล่าวถวายพระพรดังขึ้นทั่วทั้งท้องพระโรงเมื่อบุรุษผู้เป็นหนึ่งในใต้หล้าประทับลงบัลลังก์มังกร
“ลุกขึ้น”
“ขอบพระทัยพ่ะย่ะค่ะ”
“เอาล่ะมีเรื่องอะไร รายงานมา” จ้าวหมิงหลงเอ่ยขึ้นทันทีเพื่อไม่ให้เป็นการเสียเวลา
“ฝ่าบาท มีชาวบ้านร้องเรียนกับทางการเกี่ยวกับปัญหาการปลูกพืชพรรณทางเมืองกู่ฮั่นพ่ะย่ะค่ะ” ขุนนางขั้นหนึ่งรายงานปัญหาที่ยังหาทางแก้ไขปัญหาไม่ได้ต่อหน้าพระพักตร์
“ส่งคนไปดูสถานการณ์แล้วนำกลับมาเขียนรายงานให้ข้า”
“พ่ะย่ะค่ะ”
“ขันทีซ่งนำราชโองการออกมา” จ้าวหมิงหลงบอกขันทีซ่งเมื่อผ่านไปสักพักขุนนางต่างรายงานเสร็จและเห็นว่าไม่มีขุนนางคนไหนเอ่ยรายงานแล้ว
“พ่ะย่ะค่ะ ฝ่าบาท”
“ฝ่าบาทมีราชโองการจัดงานเฉลิมฉลองเพื่อเป็นขวัญและกำลังใจแด่ทหารทุกคนที่ได้ร่วมศึกสงครามระหว่างแคว้นจ้าวและเผ่านอกด่าน ขอให้ทุกคนเข้าร่วมฉลองชัยชนะในอีกสามวันข้างหน้า จบราชโองการ”
“เป็นพระมหากรุณาธิคุณพ่ะย่ะค่ะ!!”
“หากไม่มีอะไรแล้ว เลิกประชุมได้” จ้าวหมิงหลงกล่าวพร้อมลงจากบัลลังก์แล้วออกจากท้องพระโรงไป
“พวกกระหม่อมน้อมส่งเสด็จฝ่าบาท!”
คล้อยหลังฮ่องเต้เสด็จออกไปจากท้องพระโรงแล้วเยี่ยไป๋เจี้ยนก็เอ่ยขอตัวกับขุนนางที่อยู่ใกล้แล้วเดินเข้าไปหาบุตรชายที่กำลังจะออกไปพร้อมท่านแม่ทัพใหญ่
“ถวายพระพรชินอ๋องพ่ะย่ะค่ะ” เยี่ยไป๋เจี้ยนถวายความเคารพนายของบุตรชายตน
“ไม่ต้องมากพิธีท่านเสนาบดี” จ้าวเฟยหลงเอ่ยพลางมองดูเสนาบดีที่ปรึกษาของผู้เป็นพี่ชายตน
“ขอบพระทัยพ่ะย่ะค่ะ” ไป๋เจี้ยนกล่าวแล้วมองท่านแม่ทัพใหญ่เล็กน้อย พลางคิดว่าบุรุษผู้นี้คือบุตรรักของสวรรค์อย่างแท้จริง ใบหน้าที่ งดงามผสมกับความคมเข้มอย่างลงตัว รูปร่างสูงใหญ่ร่างกายกำยำอย่างคนเป็นทหารดูองอาจ วรยุทธสูงส่ง ไม่แปลกที่จะทำให้คุณหนูชั้นสูงทั้งหลายหมายปองตำแหน่งชินหวางเฟยที่ยังคงเว้นว่างอยู่
“หากไม่เป็นการรบกวนชินอ๋องมากเกินไป ขอกระหม่อมพูดคุยกับบุตรชายสักครู่”
“ตามสบาย”
“มีอะไรหรือขอรับท่านพ่อ” ไป๋เทียนเอ่ยถามบิดาเมื่อท่านแม่ทัพอนุญาต
“หากเจ้าจะพาเฟิ่งเอ๋อร์ออกไปด้านนอกเจ้าต้องระวังด้วย อย่าให้เฟิ่งเอ๋อร์คลาดสายตาเด็ดขาด เข้าใจหรือไม่” ไป๋เจี้ยนกำชับบุตรชาย
“ได้ขอรับ ข้าจะดูแลน้องเป็นอย่างดี” ไป๋เทียนมองตาบิดารับรู้ถึงเหตุการณ์ที่ไม่ปกติก่อนจะรับปาก
ไป๋เจี้ยนพยักหน้าให้กับบุตรชายอย่างสบายใจ บุตรชายตนมีวรยุทธขั้นหกต้นหากมีอะไรเกิดขึ้นทั้งสองคงเอาตัวรอดได้ ถ้าตนมีข้อมูลที่ชัดเจนมากกว่านี้เขาจะเล่าให้บุตรชายฟังแน่นอนจะได้ช่วยกันหาทางป้องกัน
จ้าวเฟยหลงยืนทำเป็นไม่สนใจอะไรหากแต่ได้ยินชื่อของอีกคนที่เขาสนใจทำให้แอบเสียมารยาทฟังการสนทนาในครั้งนี้อย่างตั้งใจ การเฝ้าระวังความปลอดภัยนี้คาดว่าคงเกี่ยวกับข่าวที่ตนได้มา
ในขณะที่กำลังพูดคุยกันเสร็จ ขันทีซ่งก็รีบเดินมาทางพวกเขาทั้งสามคนอย่างรวดเร็ว
“แฮ่ก แฮ่ก ข้านึกว่าจะไม่ทันพวกท่านแล้วเสียอีก”
“มีอะไรซ่งกงกง” จ้าวเฟยหลงมองไปยังขันทีซ่งที่ยืนหอบอย่างราบเรียบ
“ฝ่าบาทมีรับสั่งให้ทั้งพระองค์ ท่านรองแม่ทัพและท่านเสนาบดีเข้าเฝ้าที่ห้องทรงพระอักษรพ่ะย่ะค่ะ”
ทั้งสามมองหน้ากันไปมาคล้ายเชิงถามว่าเรื่องอะไร หากก็มีเพียงการส่ายหน้ากลับมาเท่านั้น ก่อนที่จะพาเดินไปยังห้องทรงพระอักษร
จ้าวหมิงหลงที่ออกจากท้องพระโรงแล้วกลับมาที่ห้องทรงพระอักษรนั่งมองสารที่พึ่งส่งมาเมื่อครู่ คาดว่าสถานการณ์ตอนนี้น่าเป็นห่วง เรื่องนี้เป็นเรื่องที่ส่งผลต่อทั้งสองแคว้นเลยทีเดียวไม่อาจมองผ่านได้
“ฝ่าบาททั้งสาม มาแล้วพ่ะย่ะค่ะ”
“ให้เข้ามา”
“ถวายบังคมพ่ะย่ะค่ะ ฝ่าบาท”
“ลุกขึ้นไม่ต้องมากพิธี”
“ที่ข้าเรียกมาเพราะมีสารจากแคว้นอ้ายส่งตรงมาถึงข้าเมื่อครู่” จ้าวหมิงหลงกวาดตามองทุกคน ด้วยสีหน้าไม่ดีนัก
เยี่ยไป๋เจี้ยนมีสีหน้าเคร่งเครียดมากขึ้น เห็นทีว่าข่าวที่ได้มาจะเป็นความจริง
“เจ้ารู้หรือไม่เฟยหลง” จ้าวหมิงหลงถามน้องชายตนที่ยังไม่ได้เอ่ยอะไร สายข่าวของจ้าวเฟยหลงว่องไวกว่าเหล่าเงาของพระองค์เสียด้วยซ้ำ
“พอจะทราบเล็กน้อย” จ้าวเฟยหลงตอบ เรื่องนี้เขาได้ข่าวมาสักพักแล้ว
“แต่ข่าวที่ทางแคว้นอ้ายส่งมานั้นสถานการณ์ตอนนี้น่ากังวลยิ่งนัก”
“ตอนนี้สถานการณ์เป็นอย่างไรบ้างพ่ะย่ะค่ะ” ไป๋เจี้ยนถามด้วยความร้อนใจ ตอนนี้ครอบครัวตนตกอยู่ในความไม่ปลอดภัยแล้งจริงๆ
“องค์รัชทายาทของแคว้นอ้ายหายตัวไประหว่างออกล่าสัตว์อสูร ตอนนี้ยังหาตัวไม่พบ” หลังจากจ้าวหมิงหลงกล่าวจบ ในห้องเกิดการเงียบขึ้นบรรยากาศเคร่งเครียดขึ้นกว่าเดิมหลายเท่า
“หากว่ารัชทายาทแคว้นอ้ายสิ้นพระชนม์เจ้ารู้ใช่หรือไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น ท่านเสนาบดีเยี่ย”
ไป๋เทียนมองหน้าบิดา เขารับรู้สถานะของตนที่มีอยู่หากแต่ไม่ได้ใส่ใจมันมากนักเพราะเขาอยู่แคว้นจ้าวมิได้ยุ่งเกี่ยวกับทางแคว้นอ้าย
“พ่ะย่ะค่ะ” เยี่ยไป๋เจี้ยนเอ่ยด้วยเสียงเครียด หากองค์รัชทายาทอ้ายหยางหลงสิ้นพระชนม์ กลุ่มขุนนางก็จะกดดันฮ่องเต้อ้ายซานเหอให้แต่งตั้งจวิ้นอ๋องอ้ายหลิ่งอี้บุตรของฮ่องเต้และหวังกุ้ยเฟยเป็นรัชทายาท หากแต่บุตรชายของเขาและอ้ายเหม่ยหลินก็นับเป็นองค์ชายองค์หนึ่งตามธรรมเนียมแคว้นอ้ายที่แม้อ้ายเหม่ยหลินจะแต่งออกมาแล้วก็ตาม
ในขณะที่อ้ายหลิ่งอี้เป็นเพียงบุตรบุญธรรมที่ไม่ได้มีสายเลือดของราชวงศ์อ้าย เนื่องจากมารดาผู้ให้กำเนิดอ้ายหลิ่งอี้เป็นเพียงสนมขั้นไฉเหรินที่แอบลักลอบมีความสัมพันธ์กับทหารองครักษ์แล้วเกิดตั้งครรภ์ แต่ฮ่องเต้อ้ายซานเหอไม่ทรงทราบว่าไม่ใช่บุตรตน พอดีกับหวังกุ้ยเฟยโดนวางยาพิษทำให้ร่างกายอ่อนแอไม่สามารถตั้งครรภ์ได้
ฮ่องเต้อ้ายซานเหอที่เห็นนางผู้เป็นที่รักร่ำไห้กับพระองค์เรื่องที่ไม่สามารถให้กำเนิดพระโอรสหรือพระธิดาได้ จึงได้ทำการเอาบุตรที่เกิดจากสนมขั้นไฉเหรินผู้นั้นมอบให้เป็นโอรสบุญธรรมของหวังกุ้ยเฟย แต่หลังจากนั้นไม่นานก็ทรงทราบเรื่องแต่ไม่อาจบอกกล่าวนางผู้เป็นที่รักได้เนื่องจากกลัวนางใจสลายเพราะ ณ ตอนนั้นบุตรที่เขามอบให้คือทางเดียวที่เยียวยาจิตใจนาง ทำให้พระองค์แสร้งทำเป็นไม่รู้ไม่เห็น แต่ก็มีขุนนางกลุ่มหนึ่งที่ทราบเรื่อง หากจะมีการแต่งตั้งขึ้นจริงคงมีขุนนางหลายคนคัดค้าน เพื่อการนี้ทางนั้นจึงต้องกำจัดบุตรชายเขาและองค์รัชทายาทอ้ายหยางหลงที่เป็นโอรสของฮองเฮาทั้งคู่เพื่อให้หมดเสี้ยนหนาม
จ้าวเฟยหลงที่ฟังเรื่องราวก็พอจะเดาสถานการณ์ ณ ตอนนี้ออกว่าเหตุใดท่านเสนาบดีเยี่ยถึงต้องป้องกันแน่นหนาถึงเพียงนั้น
“ทางแคว้นอ้ายขอความช่วยเหลืออย่างลับๆ ให้ทางเราช่วยตามหาองค์รัชทายาท” จ้าวหมิงหลงคิดหนัก เนื่องจากเป็นการส่งข่าวอย่างลับๆ การช่วยเหลือจึงเป็นไปอย่างลำบากต้องลักลอบเข้าแคว้นอ้ายโดยที่ไม่ให้ฝ่ายศัตรูของทางโน้นรู้
“เราจะส่งคนเข้าไปตามหารัชทายาทแคว้นอ้ายที่ป่าอู๋เฮย”
“ป่าอู๋เฮยหรือ” จ้าวเฟยหลงขมวดคิ้วถึงป่าอู๋เฮยที่อยู่ระหว่างแคว้นจ้าวและแคว้นอ้าย
“ใช่ ทำไมหรือ”
“เห็นทีว่าจะเป็นเรื่องยาก ตอนนี้ป่าอู๋เฮยมีพยัคฆ์ทมิฬออกอาละวาด” เมื่อจ้าวเฟยหลงกล่าวจบทุกคนต่างมีสีหน้าที่ไม่สู้ดีนัก พยัคฆ์ทมิฬนั้นถือว่าเป็นสัตว์ที่อันตรายกว่าพยัคฆ์ปกติทั่วไปหลายเท่า
“ข้าจะส่งคนของข้าเข้าไปที่ป่านั่นเอง คนที่มีวรยุทธต่ำกว่าขั้นหกไม่อาจต่อกรกับพยัคฆ์ทมิฬได้”
จ้าวหมิงหลงพยักหน้าให้น้องชายตนอย่างไม่คัดค้านและเชื่อมั่นในกองกำลังลับที่มีคนที่วรยุทธสูงส่งมากมายของจ้าวเฟยหลง
“ท่านเสนาบดีเยี่ยและรองแม่ทัพต้องระวังกันให้มากหน่อย คาดว่าพวกเขาคงต้องส่งมือสังหารมาที่แคว้นจ้าวเป็นแน่”
“พ่ะย่ะค่ะ” ไป๋เจี้ยนและไป๋เทียนขานรับคำเตือนจากนายเหนือหัว
อีกด้านหนึ่งของแคว้นอ้าย
คนกลุ่มหนึ่งกำลังไล่ล่าบุรุษผู้หนึ่งและเหล่าผู้ติดตามอย่างไม่ลดละ ร่างกายบุรุษผู้อยู่ใจกลางกลุ่มเหล่าผู้ติดตามเต็มไปด้วยบาดแผลฉกรรจ์จากรอยของคมดาบที่เกิดจากการต่อสู้มากมาย แต่กระนั้นก็ยังคงประคองตนให้หนีจากการไล่ล่าได้ สุดท้ายทั้งหมดถูกไล่ต้อนมายังที่หน้าผาสูงชันของป่าอู๋เฮย เหล่านักฆ่าที่เห็นฝ่ายที่ตนถูกว่าจ้างมาไล่ล่าจนมุมก็ยิ้มอย่างพอใจ
“ท่านหนีไม่รอดหรอกองค์รัชทายาท ยอมให้พวกข้าสังหารเสียดีๆ เถอะ” หัวหน้านักฆ่าเอ่ยอย่างเยาะเย้ย พวกมันถูกว่าจ้างมาด้วยเงินหลายหมื่นตำลึงทอง แต่นั่นก็เป็นเพียงเงินครึ่งหนึ่งของการว่าจ้าง หากทำงานสำเร็จและมีหลักฐานนำไปมอบให้แก่ผู้ว่าจ้างพวกมันจะได้รับเพิ่มอีกหมื่นตำลึงเลยทีเดียว
อ้ายหยางหลงที่ถูกไล่ล่าอยู่หลายวันมองหน้าเหล่านักฆ่าอย่างเหนื่อยอ่อน เขาประมาทอีกฝ่ายนำองครักษ์ติดตามมาเพียงน้อยนิดจึงพลาดท่าเสียทีให้เหล่านักฆ่าที่ถูกส่งมา ร่างกายเขามีบาดแผลที่เกิดจากการต่อสู้ เขากัดฟันระงับความเจ็บปวด ร่างกายคงใกล้ถึงขีดจำกัดแล้ว
“เอาอย่างไรดีพ่ะย่ะค่ะ” หานซื่อเอ่ยถามองค์รัชทายาท สถานการณ์เบื้องหน้านับว่าหมดทางแล้วจริงๆ
อ้ายหยางหลงมองไปยังด้านหลังที่เป็นหน้าผาสูงชันที่ด้านล่างมีน้ำตกไหลเชี่ยวกราก หากปล่อยไว้แบบนี้คงต้องถูกสังหารเป็นแน่ ดังนั้นเขาจึงตัดสินใจส่งสายตาให้เหล่าองครักษ์ทันที
“ท่านคงหนีไม่ได้แล้ว สังหารองค์รัชทายาทซะ!!” เสียงหัวหน้านักฆ่าดังขึ้นพร้อมกับดาบที่พุ่งตรงเข้ามาที่อ้ายหยางหลง
ย๊ากกกก!!!!
“กระโดด!!” อ้ายหยางหลงสั่งให้เหล่าองครักษ์กระโดดลงจากหน้าผาอย่างรวดเร็วทำให้ดาบของนักฆ่าที่หมายจะฟาดฟันที่ตัวเขาเฉียดโดนสีข้างเอวไปอย่างหวุดหวิด
ตู้มมมมม!!!!! ซ่า!!!!!!!
เหล่านักฆ่าต่างพากันวิ่งมาดูที่ตรงริมหน้าผา มองลงไปด้านล่างไม่พบบุรุษที่พวกเขาถูกว่าจ้างมาสังหาร เห็นเพียงกระแสน้ำที่เชี่ยวกรากไหลรุนแรง
“เอาอย่างไรดีท่านหัวหน้า” สมาชิกที่เหลือต่างมองไปยังหัวหน้าของพวกมันเพื่อขอให้ตัดสินใจ มันมองไปยังเศษผ้าและหยกประจำตัวขององค์รัชทายาทแล้วที่ตกอยู่แล้วเก็บขึ้นมากำไว้แน่น
“กลับไปรายงานว่างานสำเร็จแล้ว” หัวหน้านักฆ่ามองหน้าแล้วสมาชิกที่เหลือแล้วพากันกลับ มันถือว่างานสำเร็จลุล่วงแล้ว บาดเจ็บสาหัสขนาดนั้นตกลงไปในน้ำเชี่ยวกรากอย่างไรเสียก็คงมิรอด หากรอดก็คงไม่แคล้วโดนสัตว์อสูรที่อาศัยอยู่ในป่าชั้นในสุดอย่างพยัคฆ์ทมิฬฆ่าตาย
ตรอกซอกซอยแห่งหนึ่งในเมืองหลวงมีกลุ่มคนสองกลุ่มยืนประจันหน้ากันอยู่ โดยไม่รู้ว่ามีสายตาของคนอีกกลุ่มหนึ่งเฝ้ามองอยู่เช่นกัน
“ข้ามาขอรับค่าว่าจ้างที่เหลือ” ชายที่เป็นหัวหน้ากลุ่มนักฆ่าเอ่ยขึ้น
“หลักฐานล่ะ” เมื่ออีกฝ่ายพูดจบหัวหน้านักฆ่าก็ยื่นป้ายหยกประจำตัวรัชทายาทให้แก่คนตรงหน้า ฝ่ายที่ได้รับหยกประจำตัวรัชทายาทมายิ้มอย่างยินดีเท่านี้ก็เหลือเสี้ยนหนามอีกแค่คนเดียว
“พวกเจ้ากลับกันไปก่อนแล้วข้าจะส่งคนนำค่าจ้างที่เหลือไปให้” เหล่านักฆ่าพยักหน้าก่อนจะแยกย้ายกันไป
ในตำหนักแห่งหนึ่งที่ตกแต่งอย่างวิจิตรงดงามของใช้ประดับรอบตำหนักเต็มไปด้วยของหายากมีค่าควรเมืองมากมาย กลางตำหนักมีสตรีสูงศักดิ์นางหนึ่งกำลังนั่งจิบชาอ่านตำราอย่างสบายอารมณ์ ใบหน้างดงามยิ้มแย้มอย่างอารมณ์ดีเมื่อนึกถึงข่าวว่าองค์รัชทายาทหายตัวไปขณะออกล่าสัตว์อสูรที่ป่าอู๋เฮย เมื่อหลายวันก่อน
“เหนียงเหนี่ยง จวิ้นอ๋องขอเข้าเฝ้าเพคะ” นางกำนัลหน้าห้องเอ่ยขึ้นจากนั้นบุรุษรูปงามผู้หนึ่งจึงถือวิสาสะเดินเข้าไปภายในห้องอย่างไม่ทันที่เจ้าของตำหนักจะเอ่ยอนุญาต
“ถวายพระพรเสด็จแม่พะยะค่ะ”
หวังฮุ่ยเจินมองบุตรบุญธรรมอย่างรักใคร่มิได้ถือสาที่เขาถือวิสาสะเข้ามา ครานั้นนางต้องพิษหนักร่างกายอ่อนแอไม่สามารถตั้งครรภ์ได้ สตรีที่ดีควรมีทายาทเพื่อชายอันเป็นที่รักหากแต่นางไม่สามารถให้บุตรแก่ผู้เป็นสวามีได้ ในขณะที่ฮองเฮามีโอรสถวายให้แก่ฝ่าบาท จิตใจนางแหลกสลายร่ำไห้จนน้ำตาเป็นสายเลือด จนกระทั่งนางได้โอรสบุญธรรมผู้นี้มาเยียวยาจิตใจ ถึงเขาจะเป็นโอรสที่ไม่ได้เกิดจากนางแต่นางก็รักเขายิ่งกว่าชีวิต ตั้งแต่นางรับเขามาดูแล นางจึงสั่งห้ามให้ใครเอ่ยถึงชาติกำเนิดของเขา ให้เขาเติบโตขึ้นมารับรู้ว่าเขาเป็นบุตรที่กำเนิดจากกุ้ยเฟยผู้สูงศักดิ์เช่นนาง
“มาแล้วหรือหลิ่งอี้ ลมอะไรหอบเจ้ามาหาแม่กันนะ” หวังฮุ่ยเจินเอ่ยถามโอรสตนอย่างอารมณ์ดี
“คนของลูกที่ส่งไปสังหารรัชทายาทกลับมาแล้วพ่ะย่ะค่ะ” อ้ายหลิ่งอี้ยิ้มตอบมารดาแล้วยื่นสิ่งที่เหล่านักฆ่ามอบมาให้คนของเขาเพื่อยืนยันการทำงานที่ลุล่วงไปได้ด้วยดีให้มารดาดู
“รีบส่งคนไปยังแคว้นจ้าวแล้วจัดการเยี่ยไป๋เทียนเสีย ตราบใดที่ยังไม่กำจัดมันเราก็ไม่อาจทำอะไรโดยพลการได้” นางรู้ดีถึงธรรมเนียมของแคว้นอ้ายที่บุตรชายที่เกิดจากเชื้อพระวงศ์ไม่ว่าจะเป็นสตรีที่แต่งออกไปแล้วก็มีสถานะเป็นองค์ชายที่แคว้นนี้
หวังฮุ่ยเจินมองหยกประจำรัชทายาทในมือโอรสตนก็ยิ้มอย่างยินดี เท่านี้แผนการก็สำเร็จลุล่วงไปแล้วหนึ่ง
“ลูกจะรีบจัดการ ขอเสด็จแม่อย่าทรงเป็นกังวลพ่ะย่ะค่ะ”
11ฤดูตงเทียน ฤดูหนาว
12เซาปิ่ง ขนมเปี๊ยะสด