ไป๋เฟิ่งที่พูดคุยกับเหล่าเงาจบก็เดินออกมาด้านนอกแล้วมุ่งตรงไปยังร้านขายตำราของอี้มู่ซุนทันทีเมื่อเลยเวลามาที่นัดมาค่อนข้างมากแล้ว ชายชรานัดนางยามซวีนี่ก็เกือบจะเลยเวลาแล้ว ถนนเส้นหลักยังคงมีผู้คนที่ออกมาข้างนอกอยู่บ้างทำให้การลักลอบออกมาเป็นไปได้ด้วยดี ร่างบางและสาวใช้คนสนิทเร่งฝีเท้าหายเข้าไปในกลุ่มคนที่เดินผ่านไปมาจนมาถึงร้านที่นัดหมาย
“ข้ากำลังนึกว่าเจ้าจะหาทางออกมาจากจวนเสนาบดีไม่ได้เสียอีก” อี้มู่ซุนที่นั่งหันหลังอยู่ท่ามกลางความมืดมีเพียงไฟจากตะเกียงอันเดียวให้ความสว่างเอ่ยขึ้นเมื่อร่างบางเดินเข้ามาบริเวณหน้าร้าน
“ขออภัยที่ทำให้ผู้อาวุโสรอนานเจ้าค่ะ” ไป๋เฟิ่งที่ย่อกายขออภัยชายชราตรงหน้าสะดุดไปเล็กน้อยกับคำพูดของผู้อาวุโสกว่า มิคาดว่าชายชราจะรู้ถึงเบื้องหลังของนางรวดเร็วขนาดนี้ ตระกูลเยี่ยมิได้มีแค่ครอบครัวนางเพียงครอบครัวเดียว ยังมีครอบครัวของท่านลุงและท่านอาของนางที่ทำกิจการต่างๆ ด้วย
“มิได้รอนานนักหรอก ข้ารู้อย่างไรเจ้าก็มา” อี้มู่ซุนกล่าวอย่างไม่ถือโทษอะไร
“พวกคนที่ติดตามเจ้ามาด้านนอกนั่น ใช่คนของเจ้าใช่หรือไม่?”
“ใช่เจ้าค่ะ เป็นคนที่ทางบ้านข้าส่งมาคุ้มครอง ตอนนี้มีเรื่องราวมากมายทำให้ไม่ปลอดภัยนัก” ไป๋เฟิ่งกล่าวออกไปกลางๆ ไม่บอกรายละเอียดอะไรมาก แล้วหันไปกระซิบเสี่ยวจูถอยออกไปรอด้านนอก
“ถ้าเช่นนั้นข้าก็จะได้ปล่อยพวกเขาไป” ว่าแล้วชายชราก็สะบัดมือออกไปหนึ่งที เหล่าเงาที่โดนพลังมหาศาลกว่ากดดันจนไม่สามารถขยับไปไหนได้ตั้งแต่คุณหนูเข้าไปในร้านคลายความกดดันลง
‘พวกเจ้าจงรอนางอย่างสงบเถิด นางเป็นศิษย์ของข้า’
เสียงปราณอันเข้มข้นลอยเข้ามากระทบหูพวกเขาทุกคนจนทำให้พวกเขาถึงกับเข่าอ่อนเลยทีเดียว แค่เสียงปราณก็ทำให้พวกเขาเข่าอ่อนได้ คนผู้นี้มิใช่คู่ต่อสู้ของพวกเขา!!! เช่นเดียวกับคนอีกกลุ่มที่ติดตามไป๋เฟิ่งมาอย่างเงียบๆ ที่ก็โดนพลังปราณและแรงกดดัน
“เอาล่ะ มาเริ่มกันเถอะ ข้ารู้ว่าเจ้ามีเวลาไม่มาก” ชายชราหันมาให้ความสนใจกับคนตรงหน้าต่อ
“เจ้าค่ะ”
“แต่ก่อนจะเริ่มเจ้าจงกราบข้าเป็นอาจารย์เสีย”
“ข้าเยี่ยไป๋เฟิ่ง คารวะท่านอาจารย์เจ้าค่ะ” ไป๋เฟิ่งเมื่อได้ยินเช่นนั้นก็คุกเข่าให้ชายชราตรงหน้าทันที
“ดี นับตั้งแต่นี้ต่อไปเจ้าคือศิษย์หนึ่งเดียวของข้า อี้มู่ซุนผู้นี้”
“เจ้าค่ะ ท่านอาจารย์”
“หากมีผู้ใดคิดรังแกเจ้า จงเอ่ยปากบอกคนผู้นั้นเสียว่าเจ้าเป็นศิษย์ของข้า ข้ารับรองว่าจะไม่มีใครหน้าไหนที่จะกล้ารังแกเจ้าแน่นอน” อี้มู่ซุนกล่าวอย่างภาคภูมิ
“เจ้าค่ะ ว่าแต่ท่านอาจารย์เก่งมากเลยหรือ?” คำถามพาซื่อของไป๋เฟิ่งทำอี้มู่ซุนยิ้มสะดุด
“เพ้ย!!! เจ้ามิรู้หรือว่าอาจารย์ของเจ้ามีชื่อเสียงและเก่งกาจมากเพียงใด” อี้มู่ซุนชะงักเพราะคำถามจากศิษย์เพียงหนึ่งเดียวหมาดๆ ของตน ดวงตาฝ้าฟางถลึงตามองไป๋เฟิ่งที่ถามราวกับเด็กมิรู้ความ
“ศิษย์ไม่ทราบเจ้าค่ะ ขออาจารย์ให้อภัยกับความโง่เขลาของศิษย์ด้วย หากอาจารย์พอจะเมตตาบอกศิษย์ให้รับรู้ถึงความยิ่งใหญ่ของอาจารย์บ้างได้หรือไม่เจ้าคะ”
“หึ!! ได้ข้าจะบอกถึงความยิ่งใหญ่ของข้าผู้เป็นอาจารย์ของเจ้าให้ฟัง” เขามองศิษย์ของเขาด้วยสายตาเอ็นดูปนหมั่นไส้กับความฉลาดในการเจรจาของนาง
จากนั้นอี้มู่ซุนก็ได้เล่าเรื่องราวต่างๆ เกี่ยวกับยุทธภพให้นางฟัง ตั้งแต่ที่เขาเริ่มออกเดินทางไปที่ป่าแห่งหนึ่งเพื่อตามหาของวิเศษแล้วได้พบกับตำราวิเศษที่สามารถฝึกวรยุทธได้ถึงขั้นสูงสุดโดยบังเอิญ หลังจากที่เขาฝึกจากตำราสำเร็จแล้วจึงได้เดินทางไปทั่วยุทธภพแล้วร่วมงานประลองชิงความเป็นที่หนึ่งเพื่อให้ได้ตำแหน่งจ้าวยุทธพ
แล้วอี้มู่ซุนก็ได้ตำแหน่งมาอย่างง่ายดายเนื่องจากเป็นผู้มีวรยุทธขั้นสูงสุดแต่เก็บงำวรยุทธไว้จนถึงรอบตัดสินกับชายชาวยุทธผู้หนึ่งที่มีวรยุทธขั้นแปด เขาจึงแสดงความสามารถที่แท้จริงออกมาให้ผู้คนได้ประจักษ์จนเป็นที่กล่าวขานไปทั่วทุกแคว้น หลังจากได้ตำแหน่งจ้าวยุทธภพแล้วเขาก็ออกเดินทางทันที
มีคนมากมายตามหาตัวเขาเพราะอยากฝากตัวเป็นศิษย์ตั้งแต่ผู้ฝึกวรยุทธทั่วไปรวมไปจนถึงฮ่องเต้ของแต่ละแคว้นที่ส่งจดหมายเชิญอยากให้สั่งสอนโอรสธิดาตน แต่เขาก็ปฏิเสธด้วยให้เหตุผลที่ว่าเขาจะเลือกศิษย์ด้วยตัวเอง คราแรกฮ่องเต้ที่เชิญเขาไปนั้นบังคับโดยการจับกุมครอบครัวเขาเป็นเครื่องต่อรอง
ทำให้อี้มู่ซุนโกรธจนทำลายวังหลวงและสังหารคนที่กักขังทรมานครอบครัวเขาทุกคน แล้วยังเตือนไปยังทุกคนที่คิดจะบังคับเขาให้รับบุตรธิดาตนเองให้เป็นศิษย์ว่าอย่าได้คิดบังอาจมาบังคับเขาโดยเด็ดขาด หลังจากนั้นมาก็ไม่มีใครคิดฝากตัวเป็นศิษย์เขาอีกเลย
เขานั้นรับรู้ตั้งแต่แรกถึงพลังลมปราณที่แปลกแตกต่างจากบุคคลอื่นทำให้การฝึกช้ากว่าบุคคลธรรมดาหลายเท่าและไป๋เฟิ่งคือบุคคลที่มีพลังลมปราณที่คล้ายกับเขาแต่รู้สึกว่าจะพิเศษกว่าอยู่นิดหน่อย แต่เตนก็บอกไม่ได้ว่าพิเศษกว่าเช่นไร
“เอาล่ะ นอกเรื่องมามากแล้ว มาเริ่มกันเถอะ” อี้มู่ซุนเอ่ยหลังจากที่เล่าเรื่องราวต่างๆ ให้ลูกศิษย์ฟัง
“เจ้าค่ะ” ไป๋เฟิ่งขานรับอาจารย์ตนที่นางพึ่งรู้ว่าเขายิ่งใหญ่ถึงขนาดนี้ ฮ่องเต้แต่ละแคว้นยังต้องออกมาต้อนรับเขาหากเขาไปเยือนอย่างน้อยหากเกิดเหตุอันใดร้ายแรงขึ้นนางก็ยังมีเขาคอยหนุนหลังอยู่ อาจารย์นี่แหละคือไพ่ตายในมือนาง
“ธาตุหลักของเจ้าเป็นธาตุอะไร”
เมื่อยามที่วรยุทธถึงขั้นสี่จะปรากฏธาตุหลักขึ้น แต่ละคนก็จะมีธาตุประจำตัวแตกต่างกันไป ซึ่งธาตุทั้งหมดมีห้าอย่าง ดิน น้ำ ลม ไฟ และอย่างสุดท้ายที่มีน้อยมาก คือ ธาตุมืด และธาตุพิเศษอีกสองอย่างคือ ธาตุน้ำแข็งและธาตุสายฟ้าอย่างที่ชินอ๋องของแคว้นจ้าวถือครองอยู่หนึ่งธาตุ ส่วนคนที่มีธาตุมืดจะสามารถใช้ควบคู่กันได้ทุกธาตุถือว่าพิเศษเหนือทุกคนเลยทีเดียว หากให้คนสองคนต่อสู้กันขั้นวรยุทธเท่ากันคนหนึ่งมีธาตุหลักเป็นธาตุลม แต่อีกคนมีธาตุมืดผู้ที่ถือครองธาตุมืดย่อมได้เปรียบกว่า
“ศิษย์ไม่ทราบเจ้าค่ะ ตั้งแต่ฝึกวรยุทธถึงขั้นสี่ศิษย์ไม่ปรากฏธาตุหลักใดๆ เลย” นางเองก็ค่อนข้างจะกังวลกับเรื่องนี้อยู่เหมือนกัน นางนั้นไม่สามารถสร้างพลังปราณจากธาตุใดๆ ได้เลย ทำให้นางไม่สามารถฝึกต่อไปได้ โดยปกติหากคนที่ปรากฏธาตุหลักแล้วก็จะฝึกฝนธาตุนั้นๆ ให้แข็งแกร่งขึ้นเพื่อเลื่อนระดับวรยุทธในขั้นถัดไป
“ไม่ปรากฏธาตุหลักหรือ เป็นไปได้อย่างไรกัน” ชายชราขมวดคิ้วอย่างสงสัย
“ข้าขอตรวจดูเส้นพลังปราณของเจ้าหน่อย ยื่นมือเจ้ามา” อี้มู่ซุนส่งพลังของตนเข้าไปยังร่างกายลูกศิษย์ตน ไป๋เฟิ่งรับรู้ได้ถึงพลังสายหนึ่งที่พุ่งเข้ามาในร่างกายนาง ด้วยขั้นวรยุทธและพลังปราณที่สูงกว่าทำให้นางรู้สึกเจ็บปวด บนหน้าผากมนปรากฏเหงื่อผุดขึ้นมาบ้างประปราย
“แปลก” เขาเอ่ยขึ้นมาหลังจากถอนพลังตนออก เส้นพลังปราณของนังหนูนี่ประหลาดมากนัก ไม่พบธาตุใดๆ เลยแม้แต่น้อย ในตำราที่เขาเคยฝึกก็มิได้บอกถึงเรื่องนี้
“เป็นอย่างไรบ้างเจ้าคะ”
“เส้นพลังปราณของเจ้าแปลกมากทีเดียว” คงมีเพียงลูกแก้วตรวจพลังปราณเท่านั้นกระมังถึงจะสามารถบอกถึงธาตุหลักของนางได้
“แล้วข้าจะมีธาตุหลักหรือไม่เจ้าคะ” นางถามอย่างกังวล หากไม่สามารถมีธาตุหลักได้ก็ไร้ความหมาย
“ย่อมมี แต่คงต้องใช้วิธีพิเศษหน่อย”
“ทำอย่างไรเจ้าคะ?”
“เจ้าต้องตามข้าไปที่เพ่ยฉี”
ไป๋เฟิ่งได้ฟังแล้วนึกถึงสำนักที่อาจารย์ของนางกล่าว สำนักเพ่ยฉี สำนักผู้ฝึกยุทธอันโด่งดังนั้นน่ะหรือ สำนักเพ่ยฉีเป็นที่ที่มีผู้คนปรารถนาที่จะเข้าไปร่ำเรียนฝึกวรยุทธมากมาย แต่การเข้าไปนั้นไม่ง่ายดายนัก ต้องผ่านการทดสอบของท่านเจ้าสำนักเสียก่อน มีคนมากมายที่ส่งบุตรชายและบุตรสาวไปทดสอบเพื่อหวังว่าจะได้เข้าไปยังที่นั่นเพราะหากเข้าไปได้ก็จะทำชื่อเสียงให้แก่วงศ์ตระกูลและเป็นที่ยอมรับของบุคคลหลายๆ กลุ่ม
“เรื่องการฝึกของเจ้าคงต้องเอาไว้ก่อน”
“เจ้าค่ะ” ไป๋เฟิ่งขานรับอย่างว่าง่าย เรื่องสำคัญคือธาตุหลักของนาง
“แล้วเราจะเข้าไปที่นั่นอย่างไรหรือเจ้าคะ”
“เรื่องการเข้าไปที่สำนักเพ่ยฉีเจ้าไม่ต้องเป็นกังวลไป ข้าพอจะสนิทสนมกับเจ้าสำนักอยู่ไม่น้อย
“เจ้าค่ะ”
“วันนี้เจ้าก็กลับไปก่อนก็แล้วกัน ส่วนเรื่องการไปสำนักเพ่ยฉี ข้าจะส่งคนไปแจ้งเจ้าภายหลัง”
“ถ้าเช่นนั้นศิษย์ขอตัวก่อนนะเจ้าคะ” ไป๋เฟิ่งค้อมกายบอกลาชายชราและเดินออกมาจากร้านที่มีเสี่ยวจูรออยู่
“กลับกันเถิดเสี่ยวจู”
“เจ้าค่ะคุณหนู”
ไป๋เฟิ่งและสาวใช้คนสนิทรีบเดินกลับไปยังจวนตนด้วยเส้นทางเดิม ผู้คนที่เคยมากมายเมื่อยามมาบัดนี้เหลือเพียงผู้คนบางตาเท่านั้น เดินมาเรื่อยๆ นางมีความรู้สึกว่ามีคนสะกดรอยตามนางละเสี่ยวจูมาสักพัก นางจึงบอกเสี่ยวจูให้เร่งฝีเท้ามากขึ้นแต่ก็มีบางอย่างพุ่งมาขวางตรงหน้าอย่างรวดเร็ว
“แม่นางดึกดื่นปานนี้จะไปไหนหรือ? ให้พี่ชายผู้นี้ไปส่งหรือไม่” บุรุษร่างกายใหญ่โตพร้อมพรรคพวกอีกสองคน ที่เข้ามาขวางทางเอ่ยด้วยสีหน้ากะลิ้มกะเหลี่ยใส่ไป๋เฟิ่งและสาวใช้
“คงมิรบกวนพี่ชายทั้งสาม” นางพูดพลางเอี้ยวตัวเพื่อที่จะหลบแล้วเดินผ่านไป แต่ยังมิได้ทันก้าวพ้นตัวทั้งสามคน หนึ่งในนั้นก็ดึงแขนไป๋เฟิ่งเอาไว้
“ให้พี่ชายไปส่งดีกว่านะ” ชายตรงหน้ายิ้มแสยะมองไปทั่วร่างของไป๋เฟิ่งอย่างหยาบโลน
“ปล่อยข้า!!” นางซัดพลังปราณใส่คนที่บังอาจจับแขนนางอย่างแรงจนมันล้มลงไป
“นางมีวรยุทธ พวกเจ้าจับนางเอาไว้!!” ชายที่ล้มลงไปตะโกนอย่างโกรธแค้นพร้อมออกคำสั่งกับพรรคพวกที่เหลือ ด้านไป๋เฟิ่งที่ไม่ได้เดือดเนื้อร้อนใจเนื่องจากมีกลุ่มเงาคอยให้ความคุ้มครองอยู่ ถึงนางจะมีวรยุทธขั้นสี่แต่นางก็ไม่มีธาตุหลักที่จะใช้ต่อกรกับบุรุษที่มีรูปร่างใหญ่โตถึงสามคนได้เรื่องนี้ปล่อยให้เป็นหน้าที่กลุ่มเงาจัดการก็แล้วกัน
ยังไม่ทันที่เหล่าเงาจะออกมาจัดการก็มีคนกลุ่มหนึ่งเข้ามาจัดการทั้งสามคนเสียก่อน เมื่อจัดการเสร็จคนผู้นั้นก็หันมาโค้งตัวให้นางเล็กน้อย นางคล้ายว่าจะเคยพบคนผู้นี้เมื่อวานมิใช่หรือ? แล้วในขณะที่นางกำลังคิดอยู่นั้นก็มีเสียงเอ่ยขึ้นมาจากทางด้านหลังของนาง
“ไม่คาดคิดว่าดึกดื่นป่านนี้คุณหนูเยี่ยจะออกมาข้างนอกยามค่ำคืน” ไป๋เฟิ่งหันไปเมื่อได้ยินเสียงที่คุ้นหู
“ถวายพระพรชินอ๋องเพคะ” ไป๋เฟิ่งถวายความเคารพแก่ผู้ที่มาใหม่ เหตุใดนางถึงบังเอิญเจอเขาบ่อยนักนะ
“อย่าได้มากพิธี”
“ขอบพระทัยที่ทรงช่วยหม่อมฉันไว้เพคะ” ถึงหม่อมฉันจะช่วยตัวเองได้ก็เถอะนางกล่าวต่อในใจ
“มิเป็นอันใด”
“คุณหนูเยี่ยออกมาทำอันใดยามค่ำคืนหรือ?” จ้าวเฟยหลงที่ออกมาธุระข้างนอกสังเกตเห็นนางตั้งแต่เดินปะปนกับผู้คนเมื่อสองชั่วยามก่อน และได้ส่งคนติดตามนางไปแต่ไม่คาดว่าคิดเหล่าคนที่เขาส่งไปจะกลับมารายงานเขาว่าไม่สามารถเข้าไปใกล้ร้านที่นางเข้าไปข้างในนั้นได้ นับว่าน่าสนใจอยู่ไม่น้อย ในขณะเดียวกันก็กังวลเกรงว่านางจะเป็นอันตราย
“หม่อมฉันรู้สึกอยากกินเซาปิ่งร้อนๆ เพคะ” ไป๋เฟิ่งตอบด้วยสีหน้านิ่งๆ ผู้คนที่ได้ยินถึงกับชะงัก ออกมาซื้อเซาปิ่งหรือผู้ใดได้ฟังก็คงทราบว่ามันออกจะแปลกประหลาดไปสักหน่อย แต่ก็ไม่มีใครกล้าเอ่ยอะไร
“อย่างนั้นหรือ” จ้าวเฟยหลงยกยิ้มในใจทั้งที่ใบหน้าเรียบเฉย นางช่างหลบหลีกเก่งนัก จิ้กจอกน้อยหน้ามึนผู้นี้ช่างทำให้เขารู้สึกสนุกกับการไล่ต้อนเสียจริง
“ถ้าเช่นนั้นได้เซาปิ่งหรือไม่เล่า”
“ช่างเสียดายยิ่งนักเพคะ หม่อมฉันออกมาเสียดึกดื่นทำให้ไม่มีร้านใดขายแล้ว” ไป๋เฟิ่งยังคงแต่งเรื่องต่อไปแบบไม่หลุดพิรุธใดๆ ถึงเขาจะรู้ว่านางมิได้ออกมาซื้อเซาปิ่งอย่างที่ว่า แต่หากนางไม่ยอมรับเสียอย่างเขาก็คงมิอาจทำอันใดไปมากกว่าซักถาม
“ช่างน่าเสียดาย” เจ้าเฟยหลงหลุดยิ้มอย่างช่วยมิได้กับการตอบแบบหน้ามึนของนาง
“เพคะ” ไป๋เฟิ่งที่เห็นคนตรงหน้าหลุดยิ้มก็อดเม้มปากอย่างขัดใจมิได้ เหตุใดจึงชอบยิ้มขำขันนางนักเล่า มิใช่ว่าพระองค์เย็นชายิ้มยากมิใช่หรือ
“คุณหนูเยี่ยจะกลับจวนเลยหรือไม่”
“คงจะเป็นเช่นนั้นเพคะ”
“ถ้าเช่นนั้น เดี๋ยวข้าจะแวะไปส่งคุณหนูเยี่ยเองแล้วกัน”
“คงมิรบกวนชินอ๋องเพคะ”
“หาได้รบกวนอันใด ข้าเองก็จะกลับจวนแล้วเช่นกัน อีกอย่างหากรองแม่ทัพทราบว่าคุณหนูเยี่ยออกมาข้างนอกยามค่ำคืนแล้วได้รับอันตรายคงจะเป็นห่วงไม่น้อย ข้าที่เข้ามาพบคงมิอาจนิ่งดูดายได้”
“ถ้าเช่นนั้นก็คงต้องรบกวนชินอ๋องด้วยเพคะ” ด้วยความหงุดหงิดนางจึงกล่าวด้วยน้ำเสียงประชดประชันไม่น้อย จนลืมคิดว่าอีกฝ่ายเป็นใครที่นางไม่อาจกล่าววาจาเช่นนั้นด้วยได้ เขาถึงกับเอาพี่ชายนางมาขู่! นางจะทำอันใดได้
“เชิญคุณหนูเยี่ย”
หนึ่งร่างสูงใหญ่หนึ่งร่างบางเดินทอดน่องตามกันไป สาเหตุที่ได้เดินนั้นก็คือจ้าวเฟยหลงมิชอบนั่งรถม้าเนื่องจากคิดว่ามันเชื่องช้าไม่ทันใจซักเท่าใด เวลาเสด็จไปไหนมาไหนมักจะไปตัวเปล่าไม่ก็ขี่ม้าซะส่วนใหญ่ ด้วยวรยุทธอันล้ำเลิศด้วยวิชาตัวเบาทำให้การเดินทางนั้นสะดวกรวดเร็วกว่ารถม้าหลายเท่า
“ขอบพระทัยชินอ๋องที่มาส่งเพคะ หม่อมฉันทูลลา” นางเอ่ยขอบคุณเมื่อมาถึงหน้าจวนแล้วรีบกลับเข้าจวนไปโดยไม่หันมามองผู้ที่มาส่งที่กำลังยิ้มขบขัน ขณะที่เดินมาส่งนางมิกล่าวอะไรกับเขาแม้เพียงครึ่งคำหากเป็นสตรีอื่นคงทอดสะพานให้เขามิรู้กี่รอบแล้วต่างจากนางที่เดินห่างเขาราวกับเขาเป็นโจรอันธพาลก็ไม่ปาน วันนี้เขายิ้มไปกี่รอบแล้วนะ? จ้าวเฟยหลงได้แต่คิดในใจ