เช้าวันนี้ผู้คนในเมืองหลวงดูครึกครื้นเป็นพิเศษเนื่องจากวันนี้เป็นวันจัดงานเฉลิมฉลองให้แก่เหล่ากองทัพที่ได้รับชัยชนะจากสงคราม การได้รับชัยชนะในครั้งนี้ทำให้แคว้นจ้าวแข็งแกร่งขึ้นไปอีกขั้นเพราะเผ่าเลอมั่วนั้นเป็นเผ่าใหญ่ พื้นที่ของเผ่ามีความอุดมสมบูรณ์พอๆ กับแคว้นจ้าวอยู่หลายส่วน
ทำให้หลายๆ แคว้นอยากครอบครองเผาเลอมั่วไว้เป็นของตน หากแต่หัวหน้าเผ่าอย่างเลอมั่วกู่จื่อมีนิสัยโหดเหี้ยม กระหายเลือด ไม่เคยตอบรับไมตรีจากแคว้นใด จนกระทั่งสิ้นชีพในสงครามระหว่างปะทะกับจ้าวเฟยหลง เลอมั่วกู่หมิงบุตรชายที่มีนิสัยรักสงบต่างจากผู้เป็นพ่อจึงขึ้นมาเป็นหัวหน้าเผ่าแทนและได้ทำสัญญาสงบศึกยอมเป็นเผ่าภายในอาณัติของแคว้นจ้าว
หลังจากที่จ้าวหมิงหลงฮ่องเต้ออกราชโองการติดประกาศไปทั่วเมืองเรื่องการเฉลิมฉลองให้แก่ทหารทุกนาย หัวหน้านายกองและแม่ทัพต่างได้รับอนุญาตให้เข้าร่วมงานในวังหลวง ส่วนไพร่พลทั่วไปฮ่องเต้ทรงจัดสถานที่สำหรับเลี้ยงฉลองต่างหากให้รวมถึงมอบเงินส่วนหนึ่งสำหรับเยียวยาครอบครัวของทหารที่ตายไประหว่างการทำสงคราม ชาวบ้านหลายครัวเรือนออกมาจับจ่ายซื้อของมากมายไปฉลองกับครอบครัวตนที่รอดกลับมาจากการทำศึก
จวนแม่ทัพอุดร
“เหตุใดจึงมีแต่เครื่องประดับชุดเดิมๆ ข้าต้องการเครื่องประดับอันใหม่ เอาออกไป!” ร่างบางกล่าวออกมาเมื่อเลือกดูเครื่องประดับต่างๆ ที่ตนมีอยู่
“เจ้าค่ะคุณหนู” สาวใช้ที่นำเครื่องประดับมาให้รีบยกถาดออกไปอย่างรวดเร็วอย่างหวั่นเกรงอารมณ์ของคุณหนูใหญ่ของจวนแม่ทัพอุดร
“มีอันใดที่ทำให้เจ้าไม่พอใจหรือ ฟางเอ๋อร์ลูกแม่” เจียงลี่หลินที่กำลังนำชุดใหม่มาให้บุตรสาวเพื่อที่จะใส่ไปงานเลี้ยงวันนี้มาให้บุตรสาวของนางอีกครั้ง หลังจากที่นำมาให้เลือกครั้งแรกและครั้งที่สองไม่เป็นที่พอใจ นางหวังว่าบุตรสาวนางคงชอบเพราะนางสั่งให้ทางร้านตัดชุดนำชุดที่ดีที่สุดแพงที่สุดมาให้บุตรสาวนางเลยทีเดียว
“คารวะฮูหยินใหญ่เจ้าค่ะ” ลี่จินที่ยืนอยู่มุมห้องเอ่ยคารวะฮูหยินใหญ่ของจวน
“ท่านแม่” หลี่เหมยฟางหันมองมารดาที่มาพร้อมกับบ่าวรับใช้ที่ถือบางสิ่งเข้ามาในห้องนาง
“ว่าอย่างไรลูกรัก”
“ข้าไม่มีเครื่องประดับใหม่ๆ เลยเจ้าค่ะ” นางรีบเข้ามาออดอ้อนมารดา
“เครื่องประดับชุดที่แม่ส่งมาให้เจ้าเลือกนั้นเล่า มิชอบหรือ” เจียงลี่หลินลูบหัวบุตรสาวที่นางเฝ้าฟูมฟักมาตั้งแต่เล็กอย่างรักใคร่
“มันก็งดงามเจ้าค่ะ แต่มิคู่ควรกับลูก ลูกควรจะได้ใส่เครื่องประดับที่งดงามมากกว่านี้” นางจะต้องงดงามที่สุดในงานคืนนี้เพื่อที่จะได้เป็นที่สนใจของบุรุษในดวงใจ
“ท่านแม่ต้องจัดการให้ลูกนะเจ้าคะ” เหมยฟางเขย่าแขนมารดาอย่างออดอ้อน มีหรือเจียงลี่หลินจะไม่ตามใจ
“ย่อมได้ ลูกของแม่จะต้องงดงามที่สุดในสายตาชินอ๋อง” นางเอ่ยอย่างเอาใจบุตรสาวตนที่ปักใจรักบุรุษสูงศักดิ์
หลี่ฟางเหมยยิ้มอย่างขัดเขินเมื่อยามนึกถึงบุรุษในดวงใจ นางได้พบชินอ๋องครั้งแรกเมื่อคราที่เข้าเฝ้าเจียงซูเฟยผู้เป็นพี่สาวที่เป็นญาติฝั่งมารดา นางปักใจรักตั้งแต่วินาทีที่ได้เห็นพระพักตร์คมผสมกับความงามที่ได้จากพระมารดา ดวงตาคม ริมฝีปากได้รูปราวสวรรค์บรรจงปั้น ทำให้นางมิอาจเหลียวมองบุรุษผู้ใดได้อีก
หลังจากนั้นนางจึงทราบมาว่าชินอ๋องทรงมาเข้าเฝ้าฝ่าบาทเพื่อขอให้ออกราชโองการส่งตัวไปยังชายแดน หลี่เหมยฟางนั้นเศร้าอย่างยิ่งเมื่อบุรุษที่ตนพึ่งปักใจรักจะไกลห่างจากนาง นางจึงพยายามสืบทราบความเป็นไปในค่ายอยู่เรื่อยมาและที่นางฝึกวรยุทธเพราะทราบมาว่าชินอ๋องทรงมิโปรดสตรีอ่อนแอ นางทำทุกวิถีทางเพื่อที่จะได้เป็นสตรีที่เหมาะสมกับตำแหน่งหวางเฟยของเขา และตอนนี้นางก็คิดว่านางเพียบพร้อมทุกอย่างแล้ว
“เจ้ามาดูชุดที่แม่นำมาให้ดีกว่า” เจียงลี่หลินขยับตัวออกจากการเกาะกุมของบุตรสาวแล้วเอ่ยกับสาวใช้ที่ถือกล่องกระดาษใส่ห่อชุดที่ทางร้านนำมาให้
“นำชุดมาให้คุณหนูใหญ่ดู”
สาวใช้แกะห่อผ้าออกเผยให้เห็นชุดสีส้มอ่อนปักลายผีเสื้อพร้อมด้วยดอกไม้เล็กๆ อย่างงดงาม เนื้อผ้านุ่มลื่นดูหรูหราเงางามสะท้อนแสง
“เป็นอย่างไรชอบหรือไม่”
“ข้าชอบเจ้าค่ะ” เหมยฟางมองชุดที่มารดานำมาให้อย่างพึงพอใจ ก่อนหน้านี้มีแต่ชุดลวดลายและสีดาษดื่นทั่วไปซึ่งนางไม่ต้องการ นางต้องการที่จะโดดเด่นที่สุดในคืนนี้และชุดนี้มันคงทำให้นางงดงามที่สุดอย่างแน่นอน
“ถ้าเช่นนั้นเจ้าก็เตรียมตัวเถิด แม่จะไปหาท่านพ่อเจ้าเรื่องเครื่องประดับสักหน่อย”
บุรุษท่าทางองอาจกำลังนั่งอ่านรายงานต่างๆ และตอบจดหมายที่ถูกส่งมาจากทางเมืองที่เขาเป็นแม่ทัพประจำอยู่ ด้านข้างมีสตรียังคงดูอ่อนเยาว์ท่าทางเรียบร้อยอ่อนหวานฝนหมึกข้างกายอย่างเงียบสงบไม่รบกวนผู้ที่กำลังนั่งทำงาน
“ท่านพี่อยู่หรือไม่” เจียงลี่หลินเอ่ยถามพ่อบ้านคนสนิทของสามีที่ยืนอยู่ทันทีที่มาถึงหน้าห้องหนังสือ
“คารวะฮูหยินใหญ่ นายท่านอยู่ด้านในขอรับ”
“บอกทีว่าข้าขอเข้าพบ”
เสียงพูดคุยด้านนอกส่งผลให้คนทั้งสองที่อยู่ในห้องหยุดชะงักและมองหน้ากันเล็กน้อย ผู้ที่ฝนหมึกอยู่จึงเอ่ยออกมาก่อน
“ข้ากลับไปก่อนดีหรือไม่เจ้าคะ” หยางเจียวเหมยถามความคิดเห็นของผู้เป็นสามี
“ไม่ต้อง” หลี่เว่ยฉางมองคนรักซึ่งตอนนี้กลายเป็นฮูหยินรองของตนเองอย่างนึกสงสาร เขาและนางรักกันมานานนับหลายปี หากแต่ฐานะทางบ้านของนางเทียบไม่ได้กับสตรีอีกคนที่มารดาเขาจัดหาให้
เขาจึงจำต้องแต่งสตรีผู้นั้นเข้ามาในตำแหน่งฮูหยินเอก ซึ่งคนรักของตนก็ไม่ได้โกรธเคืองเขาแม้แต่น้อยยอมแต่งเข้ามาในฐานะฮูหยินรอง ยามนั้นมารดาเขาตั้งแง่รังเกียจและไม่พอใจเจียวเหมยอย่างมากเพราะเขาแต่งนางเข้ามาหลังจากแต่งเจียงลี่หลินได้ไม่นาน
เขาปฏิบัติกับฮูหยินเอกของตนตามที่บุรุษผู้เป็นสามีสมควรจะทำทุกอย่างไม่มีบกพร่องแต่มีเพียงอย่างเดียวที่เขาทำไม่ได้คือรักนาง เพราะสตรีที่เขารักคือเจียวเหมย ซึ่งทำให้เจียงลี่หลินเจ็บช้ำน้ำใจไม่น้อยจึงได้หาทางกลั่นแกล้งคนรักของตนอยู่เรื่อยมา เรื่องใดที่เป็นเรื่องเล็กน้อยทั้งเขาและคนรักต่างยอมทำเป็นหลับตาข้างหนึ่งไม่ถือสาอันใด
“นายท่าน ฮูหยินใหญ่ขอเข้าพบขอรับ”
“เชิญฮูหยินใหญ่เข้ามา” เสียงจากด้านในทำให้คนที่รออยู่เปิดประตูก้าวเข้าไปในห้องทันที แล้วก็พบว่าสามีอยู่กับสตรีที่ตนริษยาอยู่ไม่วาย เพราะสตรีผู้นี้จึงทำให้ท่านพี่ไม่เคยมอบความรักให้นางแม้แต่เศษเสี้ยวเดียว บุตรสาวของสตรีนางนี้ยังคอยแย่งชิงความรักความโปรดปรานจากผู้เป็นบิดาจากบุตรสาวนางอีกเช่นกัน ทำให้บุตรสาวนางรู้สึกขาดความรักจากผู้เป็นพ่อตลอดมา
“คาราวะฮูหยินใหญ่เจ้าค่ะ” หยางเจียวเหมยคารวะสตรีที่ขึ้นชื่อว่าเป็นภรรยาเอกของสามี
“ท่านพี่ยุ่งอยู่หรือเจ้าค่ะ” เจียงลี่หลินเมินเฉยต่อการแสดงความเคารพของอีกฝ่ายแล้วหันมาถามสามีตนที่กำลังวางพู่กันไว้บนที่เก็บ
“ไม่เป็นไร เจ้ามีอันใดก็พูดมาเถิด”
“ข้าจะมาขอเครื่องประดับของท่านแม่ไปให้ฟางเอ๋อร์ใส่เจ้าค่ะ” จากที่นางคลุกคลีกับแม่สามีอย่างมู่หงอี๋จนกระทั่งนางจากไป ทำให้รู้ว่าแม่สามีมีเครื่องประดับล้ำค่าและเสื้อผ้าอาภรณ์ต่างๆ อยู่ไม่น้อย บางชิ้นเป็นของพระราชทานที่ยังไม่เคยได้ใส่ด้วยซ้ำ
“ถ้าเช่นนั้นข้าจะให้พ่อบ้านนำกุญแจไปเปิดให้”
“ขอบคุณท่านพี่เจ้าค่ะ” นางเอ่ยอย่างยินดี อย่างน้อยเขาก็ไม่ละทิ้งนางและลูกๆ สิ่งใดที่ควรจะเป็นของพวกนางเขาไม่เคยขัดข้องที่จะมอบให้ ยินดีได้ชั่วครู่นางก็ต้องหุบยิ้มเมื่อเขากล่าวประโยคถัดมา
“เจ้าก็ไปเลือกให้อิงเอ๋อร์ซักชุด ให้นางใส่ไปงานคืนนี้” หลี่เว่ยฉางหันหน้าไปพูดกับเจียวเหมยที่ยืนเงียบๆ อยู่ตั้งแต่แรก พร้อมเอ่ยถึงบุตรสาวของตนเองอีกคน
“ข้ากับลูกว่าจะไม่ไปเจ้าค่ะ เกรงว่าจะทำอันใดมิถูกมิควรต่อหน้าพระพักตร์ฮ่องเต้” เจียวเหมยเอ่ย
“คงมิได้ ราชโองการฮ่องเต้เชิญทั้งครอบครัว หากฝ่าบาทถามเล่า หรือเจ้ากับลูกมิมีชุดก็ไปเลือกเอาจากหีบเก่าท่านแม่เถิด”
เจียงลี่หลินเมื่อได้ยินคำพูดของผู้เป็นสามีก็กำมือแน่นอย่างอดกลั้นปนน้อยใจไม่ให้อาละวาด กับนางเขามิเคยรั้งแม้แต่น้อยไม่ว่าเรื่องใด หากไม่ไปก็เพียงแต่เอ่ยบอกผู้คนว่าไม่สบายมิสามารถไปร่วมงานได้ แต่กับนังเจียวเหมยและลูกเรื่องเล็กน้อยเพียงใดก็ถามอย่างห่วงใย แม้ว่าเข้าจะปฏิบัติกับนางอย่างให้เกียรติเหมาะสมกับนางที่เป็นฮูหยินเอก แต่มิเคยรัก สตรีใดบ้างที่มิอยากได้ความรักความโปรดปรานจากผู้เป็นสามี
เฮอะ!! ท่านช่างลำเอียงนักหลี่เว่ยฉาง!
“หากมิมีเรื่องใดแล้วพวกเจ้าสองคนก็ไปเลือกเครื่องประดับเถิด พ่อบ้านจงจัดการให้พวกนางด้วย”
“ขอรับนายท่าน”
“เจ้าค่ะ/เจ้าค่ะ” ทั้งสองคนเอ่ยแล้วออกไปพร้อมกับพ่อบ้านจงทันที
จวนเสนาบดีเยี่ย
“รีบหน่อยเสี่ยวจู” ไป๋เฟิ่งที่กำลังทำหน้าเหยเกกลางถังแช่น้ำที่ลอยเต็มไปด้วยกลีบดอกเหมยกุ้ยเอ่ยบอกสาวใช้ตัวน้อยที่กำลังขัดถูตัวเบาๆ ให้รีบทำการขัดตัวนางให้เสร็จโดยไวเพราะน้ำอุ่นที่นางนั่งแช่เริ่มจะเย็นแล้ว
“เจ้าค่ะคุณหนู” เสี่ยวจูรีบเร่งมือตามคำสั่งเมื่อเห็นนายตนตัวเริ่มสั่นน้อยๆ
ไป๋เฟิ่งโดนมารดาสั่งให้เตรียมตัวตั้งแต่ยามสายของวันจนอีกไม่กี่ชั่วยามก็จะถึงเวลางานแล้ว นางรู้สึกเบื่อหน่ายยิ่งนัก แต่ก็ขัดมิได้จึงได้แต่ทำตามที่มารดาสั่ง เมื่อทำการชำระร่างกายบำรุงผิวพรรณแล้ว ร่างบางที่มีผิวขาวนวลเนียนอยู่แล้วก็ยิ่งกระจ่างใสมากยิ่งขึ้น ใบหน้าขาวผ่องมีเลือดฝาดขึ้นสีชมพูระเรื่อเล็กน้อยจากการแช่น้ำนาน เสี่ยวจูรีบมาช่วยคุณหนูตนสวมใส่ชุดที่เลือกไว้ทันที ร่างบางยืนนิ่งด้วยความง่วงงุนให้สาวใช้ตัวน้อยจัดการตนอย่างเต็มที่กว่าจะเสร็จนางเกือบจะหลับไปเสียหลายรอบ
“เสร็จแล้วเจ้าค่ะ คุณหนูห้ามหลับนะเจ้าคะ” เสี่ยวจูบอกคนตรงหน้าเมื่อเห็นว่าคุณหนูของนางนั้นยืนนิ่งหลับตาได้ยินเพียงเสียงลมหายใจ
“อืม” ไป๋เฟิ่งลืมตาขึ้นมาอย่างเกียจคร้าน เดินมานั่งที่หน้ากระจกบานใหญ่ที่มองเห็นทั้งตัวแล้วก้มมองชุดที่ตนเองใส่ ชายแขนเสื้อยาวกรุยกรายไปจนเกือบปิดแขนสลักและมือเรียวบาง การที่แขนเสื้อยาวนี่ก็ดีเหมือนกันเหมาะแก่การไม่เป็นที่สังเกต
“คุณหนูจะประทินโฉมเลยหรือไม่เจ้าคะ” เสี่ยวจูถามคุณหนูตนเมื่อทำการเกล้าผมขึ้นครึ่งหัวถักเปียเล็กๆ อย่างสวยงามตามแนวผมที่รวบ ปล่อยผมบางส่วนให้คลอเคลียไปกับกรอบหน้างาม ตามด้วยสวมเครื่องประดับที่ทำด้วยทองตีเป็นเส้นเล็กๆ รอบศีรษะปล่อยชายระย้าให้แนบไปกับเส้นผมที่ปล่อยสยายทางด้านหลัง
สุดท้ายคือปักปิ่นหยกสีขาวมันแพะที่ใช้ปักเมื่อพิธีปักปิ่นเมื่อปีก่อน สลักอักษรคำว่า ‘เฟิ่ง’ ตรงปลายด้ามที่เข้ากับชุดวันนี้พอดีจึงไม่ต้องเลือกปิ่นอื่น
“รอก่อน เดี๋ยวข้าจัดการเอง เจ้าเองก็ไปเตรียมตัวเถอะ”
“เจ้าค่ะ”
“เตรียมตัวเสร็จหรือยังเฟิ่งเอ๋อร์” เยี่ยฮูหยินที่เดินเข้ามาในห้องเงียบๆ เอ่ยถามบุตรสาวที่นั่งหันหน้าเข้ากระจกอยู่
“ท่านแม่ เหตุใดมาเงียบๆ เล่าเจ้าคะ” ไป๋เฟิ่งหันกลับไปหามารดาที่เดินเข้ามาอยู่ด้านหลังตน นางรู้สึกตัวว่ามีคนอยู่หน้าประตูเรือนตั้งนานแล้วนึกว่าบ่าวรับใช้ไม่คิดว่าเป็นมารดา ปกติหากจะออกไปด้านนอกมารดาจะไม่มาตามนางจะรอนางที่ห้องโถง
“แม่เพียงอยากมาดูเจ้าเท่านั้น” นางกวาดตามองบุตรสาวนางด้วยสายตาพึงพอใจ บุตรสาวนางงามนักงามจนนางนึกหนักใจเกรงว่าความงามจะนำภัยมาสู่ตัวบุตรสาวนางเอง และหนักใจแทนบุรุษที่จะมาเป็นสามีของบุตรสาว คงจะตกไหน้ำส้มด้วยความหึงหวงบุตรสาวนางไม่น้อย
“ไม่มีอันใดน่าห่วงหรอกเจ้าค่ะ”
“เช่นนั้นแม่ก็เบาใจ เอาล่ะมา แม่จะแต่งหน้าให้เอง”
“เจ้าค่ะ”
อ้ายเหมยหลินมองใบหน้างามของบุตรสาวแล้วลงมือบรรจงแต่งหน้าอย่างพิถีพิถัน การประทินโฉมของพวกนางสองแม่ลูกมิเหมือนผู้ใดในแคว้นนี้เนื่องจากนางเป็นอดีตองค์หญิงแคว้นอ้ายจึงได้รับการแต่งหน้าแบบชนชั้นสูงของแคว้นอ้ายมาตั้งแต่เริ่มปักปิ่น ชาวแคว้นอ้ายเลือกที่จะแต่งหน้าแบบธรรมชาติไม่ลงแป้งมากเน้นไปในเรื่องของคิ้วและริมฝีปากเป็นหลัก ไม่เหมือนสตรีชาวแคว้นจ้าวที่นิยมทาหน้าด้วยแป้งให้ขาวผ่อง
“เอาล่ะเสร็จแล้ว”
“ขอบคุณท่านแม่เจ้าค่ะ” ไป๋เฟิ่งกล่าวกับมารดาพร้อมเกาะแขนซบไหล่อย่างออดอ้อน
“ฮูหยินนายท่านกับคุณชายใหญ่มารอแล้วเจ้าค่ะ” สาวใช้คนหนึ่งที่อยู่หน้าห้องเอ่ยขึ้น
“ท่านพ่อกับพี่ชายเจ้ามาแล้ว ไปกันเถอะอย่าปล่อยให้ทั้งสองรอนาน”
“เจ้าค่ะ ท่านแม่” ไป๋เฟิ่งเอ่ยพร้อมหยิบผ้าคลุมหน้าขึ้นมาถือแล้วเดินออกไปหาบิดาและพี่ชายพร้อมมารดาตน
บุรุษสองคนผู้มีสถานะเป็นบิดาและบุตรชายกำลังยืนสนทนากันเพื่อรอสตรีผู้เป็นที่รักทั้งสองคนที่กำลังเตรียมตัวไปงานเฉลิมฉลองในคืนนี้ เนื่องด้วยทั้งคู่เป็นบุรุษจึงไม่ค่อยพิถีพิถันกับการแต่งกายมากนักเพียงใส่ชุดสีสันที่ดูสบายตาต่างจากยามปกติซักเพียงเล็กน้อยก็พอ ต่างจากสตรีที่ต้องประโคมแต่งกายให้ดูสวยงาม
“เมื่อคืนเฟิ่งเอ๋อร์ออกไปนอกจวนขอรับ เงาของข้าเห็นนางออกจากเรือนไปเมื่อปลายยามซวี” ไป๋เทียนบอกแก่บิดา ใช่ว่าจะมีเพียงเหล่าเงาของน้องสาวเท่านั้น บริเวณจวนเสนาบดีล้วนวางกำลังเงาคุ้มกันอย่างแน่นหนา เมื่อคืนเหล่าเงาที่อยู่โดยรอบสังเกตเห็นน้องสาวเขาลักลอบออกไปด้านนอกหากแต่มิได้ไปขัดขวางเนื่องจากเห็นว่าเหล่าคนคุ้มกันนางติดตามไปด้วย
“ไปที่ใดกัน?” เยี่ยไป๋เจี้ยนถามต่อด้วยความเป็นห่วงเกรงว่าจะเกิดอันตรายแก่บุตรสาวตน
“ร้านขายตำราขอรับ”
เมื่อได้ยินดังนั้นจึงขมวดคิ้วด้วยความสงสัยเหตุใดบุตรสาวตนถึงออกไปร้านตำรายามค่ำคืนกัน ต้องเรียกเหล่าเงาที่คุ้มกันนางมาสอบถามเสียแล้ว เนื่องด้วยนิสัยบุตรสาวเขาคงต้องสั่งห้ามคนเหล่านั้นไม่ให้บอกเขาเป็นแน่ ไป๋เฟิ่งมิใช่คนรักสนุกลักลอบออกไปเที่ยวเล่นยามค่ำคืนนางคงต้องมีเหตุผลที่ต้องทำเช่นนั้น
“ท่านพ่อจะให้ข้าจัดการลงโทษเหล่าเงาที่ไม่มารายงานเลยไหมขอรับ”
“เดี๋ยวข้าจัดการเอง”
“มีอีกเรื่องหนึ่งขอรับ”
“เรื่องอันใด?” ไป๋เจี้ยนเลิกคิ้วมองบุตรชายที่ดูเหมือนมีเรื่องที่จะบอกกล่าวแก่เขาอีก
“เฟิ่งเอ๋อร์นางรับรู้ถึงตัวตนเหล่าเงาที่เราส่งไปคุ้มกันขอรับ”
ไป๋เจี้ยนมีสีหน้าตกใจอย่างเห็นได้ชัดแวบหนึ่งก่อนที่สีหน้าจะกลับมาเป็นเช่นเดิม เป็นไปได้เช่นไร เหล่าเงาที่เขาส่งไปคุ้มครองบุตรสาวล้วนแต่วรยุทธขั้นสูงกว่านางทั้งสิ้น!
“เอาไว้ข้าจะถามนางเองแล้วกัน”
รู้สึกว่าบุตรสาวเขาคล้ายจะมีเรื่องให้แปลกใจอยู่เสมอ ตั้งแต่เด็กนางมักชอบขอเขาเข้าไปอ่านตำราต่างๆ ในห้องหนังสือ เขาเพียงนึกว่าเป็นความสนใจชั่วครู่ชั่วคราว มิคาดว่าแม้แต่ตำรายากๆ ของบุรุษหรือบัณฑิตนางยังสามารถทำความเข้าใจได้
ครั้งเมื่อยามแปดหนาว นางถึงกับจำตำราสมุนไพรขั้นต้นและตำราบัณฑิตขั้นพื้นฐานได้ทั้งหมดเป็นเหตุให้อาจารย์ที่เขาจ้างมาสอนเรื่องทั่วไปตกตะลึงแล้วรีบมาแจ้งแก่เขา นางมักทำสิ่งต่างๆ ได้อย่างน่าอัศจรรย์กว่าเด็กสาวในวัยเดียวกันไม่ว่าจะเป็นศาสตร์ทั้งสี่ ความรู้ทางตำรา ความรู้ทางด้านอาหารและสมุนไพรต่างๆ
บรรดาอาจารย์ที่เขาจ้างมาสอนล้วนเอ่ยชมบุตรสาวเขาว่าเป็นอัจฉริยะผู้หนึ่งเลยทีเดียว คงจะมีเพียงเรื่องวรยุทธที่นางไม่สามารถก้าวหน้าได้ เขาเองก็จนใจที่จะหาทางช่วยเพราะการหาอาจารย์สักคนมาสอนวรยุทธนั้นยากยิ่ง ครั้นจะสอนเองตัวเขาก็ไม่ใช่ผู้เชี่ยวชาญขนาดนั้นประกอบกับไม่มีเวลา
“คืนนี้ระวังให้ดี มีคนของข้าพบคนแปลกหน้ากลุ่มหนึ่งในเมืองหลวงเมื่อวันก่อน”
“คนของแคว้นอ้ายหรือ” ไป๋เทียนมีสีหน้าเคร่งเครียดขึ้น
“อาจใช่หรือมิใช่ก็ได้ แต่ระวังตัวไว้หน่อยก็มิเสียหาย”
“ขอรับ”
“รอนานหรือไม่เจ้าคะ” เสียงจากด้านหลังดังขึ้น ทั้งคู่หันกลับไปมองสตรีทั้งสองที่เป็นดั่งดวงใจของครอบครัว ไป๋เจี้ยนมองฮูหยินตนด้วยสายตาอ่อนโยนและรักใคร่ คู่ชีวิตเขายังคงงดงามมิต่างจากวันวาน ร่างสมส่วนอยู่ในชุดสีขาวสลับฟ้าอ่อน เกล้าผมอย่างสตรีที่ออกเรือน บนเส้นผมเงางามสีดำสลวยปักปิ่นหยกที่เขามอบให้เมื่อทั้งคู่แต่งงานกันและเครื่องประดับเรียบง่ายแต่ล้ำค่าพองามไม่รกตา
“คาราวะท่านพ่อและพี่ใหญ่เจ้าค่ะ” เสียงไป๋เฟิ่งดึงสายตาทั้งคู่หันกลับมามองนางที่ยืนอยู่ด้านหลังมารดา
ไป๋เฟิ่งมองบิดาและพี่ชายที่อยู่ในชุดเรียบง่ายสีสันสบายตาแต่ดูดียิ่งนัก บิดานางอยู่ในชุดสีน้ำเงินเข้มจากผ้าเนื้อดีเรียบลื่นเงาสะท้อนยามต้องแสงไฟ คาดเอวด้วยผ้าสีขาวและปิดท้ายด้วยห้อยป้ายเงินประจำตัวข้างเอวดูเข้ากันกับชุดของมารดานาง ส่วนพี่ชายนางอยู่ในชุดสีเขียวสลับขาวคล้ายกันกับบิดา ด้วยสีสันของชุดที่ดูสดใสทำให้วันนี้พี่ชายนางดูเหมือนพวกบัณฑิตมากกว่ารองแม่ทัพ
ทางด้านบิดาและพี่ชายที่เห็นไป๋เฟิ่งก็อดมองไม่ได้กับความงามขนาดเห็นมาทั้งชีวิตตั้งแต่นางเกิดมาก็ยังไม่ชิน ชุดสีขาวปักด้วยดิ้นทองขับผิวพรรณที่นวลเนียนอยู่แล้วยิ่งสว่างไปอีก ใบหน้างามแต่งแต้มอย่างประณีตที่ไม่หนาอย่างสตรีแคว้นจ้าวทั่วไป เผยผิวใสขาวระเรื่ออมชมพูจางๆ
“เฟิ่งเอ๋อร์เจ้าไม่คลุมหน้าหรือ” ไป๋เทียนมองน้องสาวที่เผยใบหน้าไม่คลุมหน้าอย่างที่เคย ดีที่ท้องฟ้าเริ่มมืดแล้ว จึงทำให้มองเห็นใบหน้าท่ามกลางความมืดเพียงเลือนลาง หากแต่เห็นเพียงเลือนลางยังคงมองออกว่างามอยู่ดี! อีกอย่างหากนางไม่คลุมหน้าต้องมีบรรดาเหล่าแมลงน่ารำคาญมาวุ่นวายกับน้องสาวเขาแน่นอน!!
“นั้นสิ” ไป๋เจี้ยนพยักหน้าอย่างเห็นด้วย แค่คิดว่าหากนางไม่คลุมหน้าแล้วมีบุรุษหน้าเหม็นทั้งหลายมาเกาะแกะบุตรสาวเขาก็ปวดใจแทบไม่อยากคิด!
อ้ายเหม่ยหลินมองสามีและบุตรชายที่ออกอาการหวงบุตรสาวนางตั้งแต่ยังไม่ออกจากจวน เช่นนี้จะมีบุรุษที่ใดกล้าเข้าใกล้บุตรสาวนางกันเล่า นางไม่อยากให้ลูกนางเป็นสาวเทื้อคาจวนนะ!!
“ข้านำมาด้วยเจ้าค่ะ” ไป๋เฟิ่งยื่นผ้าคลุมหน้าสีขาวเข้ากับชุดให้บิดาและพี่ชายตนดู
“ถ้าเช่นนั้นก็รีบคลุมเถิด” ผู้เป็นพ่อกล่าวด้วยน้ำเสียงดูดีขึ้นมาทันที
“เจ้าค่ะ”
“เดี๋ยวค่อยคลุมตอนลงจากรถม้าก็ยังมิสาย รีบไปกันเถิดจวนจะได้เวลางานแล้ว” อ้ายเหม่ยหลินรีบเตือนทั้งหมดให้ขึ้นรถม้าก่อนที่จะพากันไปงานเลี้ยงฉลอง