“ท่านแม่ ข้างามรึยังเจ้าคะ” สตรีรูปร่างเพรียวบาง หน้าตาจัดว่าเป็นสตรีงดงามน่ารักจิ้มลิ้มผู้หนึ่งยืนอยู่หน้ากระจกทองเหลืองบานใหญ่เพื่อตรวจดูความเรียบร้อยของชุดและเครื่องประดับที่ประโคมใส่เสียจนดูมากเกินวัย แต่เจ้าตัวหาใส่ใจไม่
“หรูเอ๋อร์ของแม่ย่อมงามอยู่แล้ว” ฮูหยินรองจวนเสนาบดีกรมพิธีการเอ่ยเอาใจบุตรสาวที่ยืนอยู่หน้ากระจก บุตรสาวผู้ซึ่งเป็นแก้วตาดวงใจของนาง
“งามกว่านังเย่วอิงหรือไม่เจ้าคะ”
“เบาเสียงหน่อยหรูเอ๋อร์ หากใครได้ยินเข้าพวกเราจะเดือดร้อน” จูซือซือรีบปรามบุตรสาวที่กล่าวเปรียบเทียบกับพี่สาวที่เป็นเต๋อเฟยสูงศักดิ์
“อย่ากลัวไปเลยเจ้าค่ะ อีกไม่นานมันก็ตายแล้ว! หึ!” หม่าฟางหรูกล่าวอย่างลำพองใจ นางมีพรรคพวกที่สนับสนุนนางเหตุใดนางต้องเกรงกลัวกัน นางนั้นริษยาผู้เป็นพี่สาวที่ถวายตัวแล้วถูกแต่งตั้งเป็นถึงเต๋อเฟย นางทนไม่ได้ที่จะเห็นนังเย่วอิงได้ดิบได้ดีเกินกว่านาง ท่านพ่อก็รักมันมากกว่านางทั้งๆ ที่นางก็เป็นบุตรสาวของท่านพ่อเช่นเดียวกัน สิ่งใดที่เป็นของมันนางจะแย่งชิงมาเป็นของนางให้หมด!
“เอาล่ะๆ เราอย่าพูดเรื่องนี้อีกเลย แม่ว่าเราออกไปหาท่านพ่อดีหรือไม่จะได้รีบเข้าวังหลวงกัน” จูซือซือรีบเปลี่ยนเรื่องเพื่อที่จะดึงบุตรสาวให้เลิกพูดเรื่องนี้ก่อนที่ใครจะมาได้ยิน นางเองก็กลัวหากมีคนล่วงรู้ถึงแผนการอันสุ่มเสี่ยงนี้
แต่ก็มิอาจให้บุตรสาวนางน้อยเนื้อต่ำใจกว่าผู้มีเป็นพี่สาวต่างมารดาได้ ถึงนางจะกลัวแต่นางก็รักผู้เป็นลูกมากกว่า หากทำสำเร็จบุตรสาวนางก็จะได้สมหวังอย่างที่หมายปอง โดยหารู้ไม่ว่าพวกนางสองคนแม่ลูกเป็นเพียงเครื่องมือของคนผู้หนึ่งเท่านั้น
ณ วังหลวง
ร่างสูงโปร่งในฉลองพระองค์สีทองสลับขาวและฟ้าปักลายมังกรน่าเกรงขามราวกับมีชีวิตพลิ้วไหวลิ่วล้อไปกับหมู่เมฆยามพระบาทก้าวเดิน จ้าวหมิงหลงที่สวมฉลองพระองค์สำหรับงานเลี้ยงฉลองในค่ำคืนนี้มุ่งตรงไปยังตำหนักของผู้ที่ยังกุมอำนาจของวังหลัง เขาก้าวเท้าอย่างไม่รีบเร่งผ่านสวนบุปผาอันหลากหลายของมารดาจนมาถึงหน้าตำหนักใหญ่ที่มีเหล่ามามาและนางกำนัลรับใช้กระจายอยู่ทั่วไป
“ถวายพระพรฝ่าบาท” เหล่ามามาหน้าห้องรีบทำความเคารพบุรุษผู้เป็นใหญ่ในวังหลวง
“เสด็จแม่ทรงอยู่ในห้องหรือไม่” ร่างสูงสะบัดมือให้ทั้งหมดลุกขึ้นก่อนจะถามหาผู้เป็นมารดาตน
“ทรงอยู่ในห้องกับหม่าเต๋อเฟยเพคะ”
“เย่วอิงอยู่นี้หรือ?” จ้าวหมิงหลงไม่แปลกใจนักเมื่อรู้ว่าสนมคนโปรดอยู่กับมารดาตน แต่ไหนแต่ไรมามารดาเขาก็ทรงเอ็นดูหม่าเย่วอิงอยู่แล้ว ครั้งที่เขาต้องหาคนมานั่งตำแหน่งเฟยทั้งสี่และตำแหน่งสนมเอกที่เหลือเพื่อคานอำนาจราชสำนักให้สมดุล
เสด็จแม่เขาจึงเสนอบรรดารายชื่อคุณหนูตระกูลใหญ่ต่างๆ ให้เขาเลือกแต่แอบเจาะจงชื่อหม่าเย่วอิงจากตระกูลหม่าให้เป็นหนึ่งในสองที่จะมานั่งในตำแหน่งเฟยที่เหลือ เพราะตำแหน่งกุ้ยเฟยนั้นตกเป็นของสตรีจากตระกูลเฉินและตำแหน่งซูเฟยตกเป็นของสตรีจากตระกูลเจียงไปแล้ว
สมัยที่เขายังเป็นเพียงรัชทายาทก็มีเพียงเฉินซิ่วอิงและเจียงเหมยฮวาเป็นสนมในวังบูรพา เดิมทีการคุยกันของทางผู้ใหญ่วางตำแหน่งไท่จื่อเฟยให้แก่คุณหนูตระกูลเฉินเพื่อที่จะมาเป็นฐานอำนาจให้แก่เขา หากแต่เขาขอพระราชทานอนุญาตจากเสด็จพ่อทูลขอให้เขาเป็นผู้เลือกไท่จื่อเฟยด้วยตัวเอง
คุณหนูตระกูลเฉินผู้นั้นจึงแต่งเข้ามาในตำแหน่งเหลียงตี้ของเขาแทน ทางราชครูเฉินเองก็มิคัดค้านอันใดเพราะอย่างไรตระกูลเฉินก็ภักดีต่อราชวงศ์มาทุกชั่วรุ่นอยู่แล้ว เพียงแต่เขามิรู้ว่าบุตรตรีเขารักปักใจจ้าวหมิงหลงสุดหัวใจจนต้องเจ็บช้ำเมื่อถูกแต่งเข้าไปเป็นเพียงเหลียงตี้พร้อมกับสตรีสกุลเจียงอีกนางหนึ่ง
ทางด้านในตำหนักที่มีสตรีต่างวัยช่วยกันตระเตรียมความเรียบร้อยก่อนจะออกไปงานเลี้ยงในค่ำคืนนี้ อู๋เหลียนฮวาหรือหวงไท่โฮ่วในวัยสี่สิบห้าชันษาที่ยังคงความงามเอาไว้มิเสื่อมคลายใบหน้างามไม่มีมีริ้วรอยแห่งวัยแม้แต่น้อยกำลังนั่งรับการปรนนิบัติจากลูกสะใภ้ที่นางเอ็นดู
หม่าเย่วอิงผู้นี้เป็นหนึ่งในบรรดาสตรีที่พระนางตั้งใจเลือกให้บุตรชายตน สตรีส่วนใหญ่มักแต่งตั้งเพื่อคานอำนาจระหว่างขุนนางในราชสำนักด้วยกันเองและมักแต่งตั้งด้วยความเหมาะสม
แต่พระนางอยากให้มีสตรีที่คอยเป็นที่พักพิงและเป็นความสบายใจให้แก่บุตรชายตนบ้าง หากมีแต่ต้องใส่หน้ากากแสดงความโปรดปรานบรรดาสนมทุกนางอยู่ทุกวัน บุตรชายนางคงมิอาจมีความสุขไปชั่วชีวิต เพียงเกิดมาพร้อมตำแหน่งที่เป็นความหวังของคนทั้งแคว้นก็เป็นภาระอันหนักอึ้งที่ต้องแบกรับไว้อยู่แล้ว
และหลังจากที่ได้เชิญสตรีชั้นสูงจากบรรดาตระกูลต่างๆ ตั้งแต่วัยปักปิ่นขึ้นไปมาพูดคุยเพื่อดูนิสัยใจคอก็พบว่าสตรีจากตระกูลหม่าผู้นี้เหมาะสมที่จะเป็นที่พักพิงให้ความสบายใจแก่บุตรชายนาง สตรีคนอื่นๆ ที่ได้พูดคุยนั้นล้วนพบว่าเสแสร้งเรียบร้อยอ่อนหวานกันทั้งสิ้น แค่มองตาสตรีเหล่านั้นพระองค์ก็มองเห็นถึงความทะเยอทะยานที่มิอาจลอดพ้นสายตาไปได้
ส่วนหลานสาวจากสกุลอู๋ของพระนางทุกคนนั้นถูกตัดออกไปเนื่องจากอำนาจในมือตอนนี้นั้นมีมากอยู่แล้วหากแต่งสตรีจากสกุลอู๋เข้ามาอีกคงเป็นผลร้ายมากกว่าผลดี ซึ่งโอรสของพระนางก็เห็นสมควร
“เสร็จเรียบร้อยแล้วเพคะ” เสียงหวานใสเรียกสติของผู้เป็นหวงไท่โฮ่วให้กลับมามองใบหน้างามอ่อนหวานที่จัดการสวมเครื่องประดับต่างๆ ลงบนพระเศียรของพระนางอย่างประณีตและเบามือ
“เจ้าเองก็เรียบร้อยดีแล้วหรือ” หวงไท่โฮ่วจากสกุลอู๋มองสนมขั้นเฟยของบุตรชายตนที่แต่งกายเรียบง่ายและเครื่องประดับน้อยชิ้นเหลือเกิน เห็นแล้วขัดใจคนเป็นสตรีที่นิยมแต่งกายให้งดงามอยู่เสมออย่างพระนางยิ่ง
“เรียบร้อยแล้วเพคะ”
“ข้าได้ข่าวว่าเจ้าเป็นลมหมดสติ เป็นอย่างไรบ้าง” นางถามอีกฝ่ายเพราะได้ข่าวจากพวกเหล่ามามาที่พูดคุยกันเรื่องหม่าเต๋อเฟยโดนกลั่นแกล้งจากเฉินกุ้ยเฟยที่ยึดเหล่าหมอหลวงทั้งหมดไปไว้ที่ตำหนักนางเพียงคนเดียว เดือดร้อนถึงฝ่าบาทที่ต้องส่งหมอหลวงประจำ
พระองค์ไปแทน
เรื่องนี้เป็นที่กล่าวทั่ววังหลวงเลยทีเดียว สตรีจากสกุลเฉินผู้นี้เดิมทีนางก็มีนิสัยที่เอาแต่ใจบ้างตามประสาคุณหนูในห้องหอที่ถูกเลี้ยงมาอย่างประคบประหงม มิได้ร้ายกาจอันใดหากแต่เมื่อจ้าวหมิงหลงขึ้นครองราชย์ต่อจากพระราชบิดาแล้วรับสตรีมากมายเข้ามาเต็มวังหลังก็ทำให้นางมีจิตริษยาและคอยกลั่นแกล้งสนมคนอื่นๆ ที่ฝ่าบาทโปรดปรานอยู่ทุกที
“หม่อมฉันหายดีแล้วเพคะ ขอบพระทัยหวงไท่โฮ่วที่ทรงเมตตาไถ่ถาม” หม่าเย่วอิงยิ้มให้สตรีสูงศักดิ์ที่มีฐานะเป็นแม่สามีอย่างซาบซึ้ง
“เจ้าหายดีก็ดีแล้ว”
“ซือมามาเอากล่องนั้นมาให้ข้าที” พระนางหันไปบอกแก่มามาคนสนิทให้นำกล่องที่เตรียมไว้ออกมา
“ข้ามอบให้เจ้า เปิดดูเสียสิ”
“ขอบพระทัยเพคะ” หม่าเย่วอิงรับกล่องไม้ที่สลักด้วยลวดลายงดงามมือไว้แล้วเปิดดูตามคำสั่ง ภายในกล่องไม้มีปิ่นหยกเนื้อดีที่ด้านหัวปิ่นประดับด้วยไข่มุกเม็ดโตที่ดูด้วยตาเปล่าก็มองออกถึงความล้ำค่าประเมินราคามิได้ พร้อมกำไล ต่างหูและสร้อยคอที่ทำจากไข่มุกเม็ดงามครบชุด
“หวงไท่โฮ่วเพคะ หม่อมฉันมิอาจรับไว้ได้” หม่าเย่วอิงเมื่อเห็นสิ่งของในกล่องก็รีบเอ่ยออกไปทันที
“ทรงคุยอะไรกันอยู่หรือพ่ะย่ะค่ะเสด็จแม่” สุรเสียงทุ้มเอ่ยขัดการสนทนาระหว่างสตรีทั้งสองขึ้นเมื่อเดินเข้ามาในห้องโดยไม่มีการแจ้งการเสด็จมา
“ฝ่าบาทเหตุใดไม่มีใครแจ้งว่าเจ้ามาหาแม่ พวกอยู่ด้านนอกนั้นทำอะไรกันอยู่ไยจึงเงียบเฉยเช่นนี้”
“ข้าสั่งเหล่ามามาเองพ่ะย่ะค่ะ เสด็จแม่อย่าทรงกริ้วเลย”
“เจ้ามาก็ดีแล้ว มาดูสนมของเจ้าเสีย ไม่ยอมรับของจากข้า”
“ถวายพระพรฝ่าบาทเพคะ” หม่าเย่วอิงรีบวางกล่องลงแล้วลุกขึ้นทำความเคารพผู้มาใหม่ทันที
“ทำไมเจ้าไม่รับของจากเสด็จแม่ล่ะเย่วอิง” จ้าวหมิงหลงสะบัดมือให้สนมคนโปรดลุกขึ้นแล้วถามสาเหตุ
“หม่อมฉันคิดว่าสิ่งนี้ล้ำค่ายิ่งเพคะ จึงไม่เหมาะสมกับหม่อมฉัน” นางตอบพร้อมก้มหน้าลงเล็กน้อย แต่ไหนแต่ไรนางก็ไม่นิยมใส่เครื่องประดับมากมายอยู่แล้วจึงคิดว่าคงไม่เหมาะที่จะเก็บเครื่องประดับล้ำค่าชุดนี้เอาไว้
“เสด็จแม่ตั้งใจมอบให้เจ้า เจ้าก็รับไว้เถิด”
“ขอบพระทัยไทเฮาเพคะ” เมื่อฝ่าบาทกล่าวเช่นนั้นนางจึงจำต้องรับอย่างเสียมิได้แล้วเอ่ยขอบพระทัยมารดาสวามีอีกครั้งหนึ่ง
“ไหนดูซิเสด็จแม่มอบอันใดให้เจ้ากัน” จ้าวหมิงหลงเอ่ยถามแล้วเดินเข้าไปหยิบกล่องไม้ที่วางไว้แล้วยกขึ้นมาดู
“โอ้ ไข่มุกจากแคว้นเย่ว” เครื่องประดับไข่มุกเป็นของขวัญจากแคว้นเย่วที่มอบให้แก่เสด็จแม่เขาเมื่อห้าปีก่อนตอนงานเฉลิมฉลองครบสี่สิบชันษาของพระนาง ซึ่งเป็นหนึ่งในชุดเครื่องประดับที่เสด็จเขาทรงโปรดปราน
“แม่เห็นว่าหม่าเต๋อเฟยไม่ชอบใส่เครื่องประดับที่ดูหรูหรามากจึงมอบเครื่องประดับชุดนี้ให้”
“ลูกเห็นด้วยเครื่องประดับชุดนี้เหมาะกับเย่วอิงมากพ่ะย่ะค่ะ” จ้าวหมิงหลงเอ่ยพร้อมหันไปยิ้มน้อยๆ ให้แก่สตรีที่ยังคงก้มหน้าอยู่
“แม่ก็ว่าเช่นนั้น” ดวงตาหงส์ที่ยังคงดีอยู่ลอบมองใบหน้าโอรสตนและสนมของเขาไปมา ท่าทีที่จ้าวหมิงหลงแสดงออกมานั้นอยู่ในสายตาพระนางทั้งสิ้น ไหนจะสายตาที่มองอีกฝ่าย สงสัยคงมิใช่แค่เพียงที่พักพิงแล้วกระมัง คนผ่านร้อนผ่านหนาวมามากเช่นนางเหตุใดจะดูไม่ออก แต่ดูเหมือนว่าบุตรชายนางน่าจะยังไม่รู้ตัว
เฮ้อ! เอาเถอะหวังว่าบุตรชายนางจะรู้ตัวให้ไวก่อนที่นางจะตายแล้วมิได้อุ้มหลาน
“นี่ก็ใกล้เวลาแล้ว ฝ่าบาทจะไปพร้อมแม่เลยหรือไม่?”
“ที่กระหม่อมมา เพราะจะไปงานเลี้ยงพร้อมเสด็จแม่นี่แหละพ่ะย่ะค่ะ”
“เช่นนั้นก็ไปกันเถิด”
รถม้าของจวนเสนาบดีที่ปรึกษาส่วนพระองค์แล่นเข้ามาถึงประตูหน้าวังหลวงแล้วหยุดที่หน้าประตูทางเข้าพอดี เยี่ยไป๋เจี้ยนลงมาเป็นคนแรกตามด้วยเยี่ยไป๋เทียน ทั้งสองประคองสตรีด้านในลงมาด้านนอก เยี่ยไป๋เจี้ยนยื่นมือหนาส่งให้ฮูหยินตนจับ ในขณะที่เยี่ยไป๋เทียนก็ส่งมือให้น้องสาวตนประคองลงมาจากรถม้าเช่นกัน
เสียงพูดคุยและบรรยากาศครึกครื้นจากผู้คนมากมายดังข้ามกำแพงมาไม่ขาดสาย บ่งบอกว่าผู้คนที่มางานเลี้ยงเริ่มมากแล้วนั่นเอง เสนาบดีใหญ่ส่งป้ายประจำตนให้นายทหารที่รอตรวจสอบคนเข้างานด้านใน แล้วได้รับคำแนะนำว่าที่นั่งของครอบครัวตนอยู่ที่ใด จึงเดินนำครอบครัวตนเข้าไปด้านในงานทันที