ไป๋เฟิ่งเดินเข้ามาในขณะที่ทั้งสามคนก็มองนางตั้งแต่ที่นางปรากฏตัว
“คารวะพี่ใหญ่และคุณชายทั้งสองเจ้าค่ะ” นางเอ่ยทักทายพี่ชายและบุคคลทั้งสองเมื่อเข้ามาในห้อง
“เฟิ่งเอ๋อร์ เจ้าโตขึ้นมาก พี่นึกว่าเจ้าจะกลายเป็นแม่หมูเสียแล้ว ฮ่า ฮ่า ฮ่า ท่านแม่กล่าวว่าเจ้าเอาแต่กินขนมหวาน” เยี่ยไป๋เทียนเมื่อเห็นน้องสาวที่โตขึ้นจากเมื่อก่อนมากก็อดเย้าน้องสาวไม่ได้ จนลืมว่ามีบุรุษสูงศักดิ์อยู่ด้วยถึงสองคน เมื่อครั้งที่เขาจะไปร่วมกองทัพของชินอ๋อง นางยังไม่ทันปักปิ่นเลยด้วยซ้ำ ไม่พบกันไม่นานน้องน้อยเขาเมื่อก่อนที่ฉายแววว่างดงามตั้งแต่เด็ก คาดว่าตอนนี้คงจะงามล้ำเกินกว่าที่คิดไว้
จ้าวหมิงหลงมองเยี่ยไป๋เฟิ่งอย่างสนใจ นางดูเหมือนจะไม่มีปฏิกิริยาต่อบุรุษรูปงามอย่างที่หญิงสาวในห้องหอควรจะเป็น นางเพียงคารวะพวกเขาทั้งสองคนแล้วมองเพียงผิวเผิน แล้วเดินเข้ามานั่งอย่างเงียบสงบ ในดวงตาหงส์คู่นั้นไม่มีการประหม่าหรือเขินอายใดๆ
แล้วข่าวลือที่ผู้คนกล่าวถึงความงามของนางน่าจะเป็นจริงแน่แท้ เห็นเพียงครึ่งหน้าก็ทำให้ผู้คนมัวเมาได้ไม่ยาก ชวนให้ผู้คนนึกจินตนาการว่าอีกครึ่งหนึ่งนั้นจะงดงามปานใด
“ท่านแม่กล่าวหนักเกินไปแล้วเจ้าค่ะพี่ใหญ่ ข้าเพียงชื่นชอบเพียงเล็กน้อยเท่านั้น” ไป๋เฟิ่งมองไป๋เทียนอย่างออดอ้อน นานเท่าใดแล้วที่นางไม่ได้อ้อนพี่ใหญ่ ถึงแม้นางจะโตแล้วแต่อย่างไรนางก็เป็นเฟิ่งเอ๋อร์ตัวน้อยของพี่ใหญ่อยู่ดี นางยังคงจำได้พี่ใหญ่ของนางใจดีที่สุด!
อ้ายเหม่ยหลินมองบุตรสาวที่ออดอ้อนบุตรชายอย่างไม่อายบุรุษทั้งสองที่จ้องมองอยู่ ก็เป็นเสียอย่างนี้บุรุษบ้านไหนแต่งเข้าคงต้องปวดหัวเป็นแน่ ภายใต้ความมึนฉบับของเจ้าตัวที่แสดงออกนิสัยแท้จริงของบุตรสาวนั้นออกจะดื้อรั้นอยู่หน่อยๆนางจึงอดเอ็ดบุตรสาวไม่ได้
“เฟิ่งเอ๋อร์ระวังกิริยาบ้าง”
“ขออภัยเจ้าค่ะ” นางหันไปกล่าวแก่บุรุษทั้งสอง
“ไม่เป็นไรหรอกข้าหาได้ถือสาอันใด” จ้าวหมิงหลงโบกมือปัดว่าไม่เป็นไร ตัวพระองค์รึก็ใคร่อยากได้น้องสาวเช่นนี้มาออดอ้อนบ้าง เหตุใดเสด็จพ่อมิมีน้องสาวให้ข้าบ้าง ดวงตาหงส์กลมโตเวลาออดอ้อนนั้นน่าเอ็นดูเหมือนจิ้งจอกตัวน้อยๆเห็นแล้วอิจฉารองแม่ทัพเสียจริง
“ขอบคุณคุณชายที่ไม่ถือสาเจ้าค่ะ”
“คุณชายอันใดกัน ข้าทั้งสองล้วนเป็นสหายพี่เจ้าเรียกพี่หมิงหลงดีกว่า”
เยี่ยไป๋เทียนหันมองจ้าวหมิงหลงอย่างตะลึง สหายอันใด ตัวข้าไม่บังอาจเป็นสหายกับท่านหรอกพ่ะย่ะค่ะฮ่องเต้ อย่าหาเรื่องให้หัวข้าหลุดจากบ่าเร็วนักเลย ไป๋เทียนเริ่มส่งสารตาให้มารดาตนเองที่เหมือนจะสังเกตมาสักพักและทำท่าว่าจะรู้แล้วว่าทั้งสองเป็นใคร
“จะดีหรือเจ้าคะ?” ไป๋เฟิ่งเอ่ยถามเนื่องจากสีหน้าของพี่ใหญ่ของนางดูไม่ดีนัก
“ดีสิดี ข้านั้นมีแต่น้องชายไม่มีน้องสาว ข้าอยากมีน้องสาวกับเขาบ้าง” จ้าวหมิงหลงเอ่ยอย่างอารมณ์ดีที่กำลังจะมีน้องสาว เลยหันไปหาเจ้าน้องชายที่ยังคงนั่งนิ่งมองไปยังไปเฟิ่งอย่างไม่วางตา
“ว่าอย่างไรเฟยหลงเจ้าอยากมีน้องสาวหรือไม่”
จ้าวเฟยหลงไม่ตอบ
ไป๋เฟิ่งมองมายังจ้าวเฟยหลงที่ยังคงมองนางอยู่สายตานางเหลือบไปเห็นขนมที่อีกฝ่ายถือไว้ที่ยังกินไม่หมด นางจำได้ว่าขนมชนิดนี้นางเก็บเอาไว้กลับไปกินที่จวนไม่ใช่หรือ นางกวาดตามองไปบนโต๊ะจึงเห็นว่ามีขนมชนิดเดียวกันอยู่ก็พอจะเดาได้ว่ามารดาคงเอาออกมาให้ทานรองท้องก่อนอาหารจะมา แต่นางก็อดขุ่นเคืองไม่ได้ นางจึงตวัดสายตาไปมองบุคคลที่แย่งกินขนมของนางไป
จ้าวเฟยหลงที่เห็นไป๋เฟิ่งมองมาที่ตนอย่างขุ่นมัวก็นึกฉงนในใจว่าเขาไปทำอะไรให้นางขุ่นเคืองกัน ครั้นมองตามสายตานางก็เข้าใจ เขากินขนมของนางนี่เอง คิดแล้วแววตาที่ดูเหมือนเย็นชาก็ฉายประกายของความรื่นรมย์ออกมานิดหน่อย ดูเหมือนเขาจะทำให้น้องสาวหมาดๆของพี่ชายขุ่นเคืองเสียแล้ว
ไป๋เฟิ่งที่เห็นอีกฝ่ายที่กินขนมของนางแล้วยังมามีสายตารื่นรมย์ใส่นางอีก ทำให้นางหงุดหงิดมากยิ่งขึ้น แววตาคมที่ดูดุดันน่าหวาดหวั่นในตอนแรกไม่ได้ทำให้นางกลัวสักนิด ณ ตอนนี้ นางสะบัดหน้าหนีอีกฝ่ายไปหันไปมองพี่ชายอย่างออดอ้อนให้เอาคืนให้นาง
ด้านเยี่ยไป๋เทียนที่เห็นเหตุการณ์ทุกอย่างก็ได้แต่กลืนไม่เข้าคายไม่ออก
ขอโทษด้วยนะน้องพี่ พี่ไม่สามารถช่วยเจ้าเอาคืนได้ นั้นท่านแม่ทัพและเป็นถึงเชื้อพระวงศ์เชียวนะ ถึงเขาจะสนิทสนมแต่ก็ไม่อาจกล่าวเอาโทษอะไรได้แม้แต่จะอ้าปากก็ยังไม่กล้า
อ้ายเหม่ยหลินเมื่อได้ยินชื่อของคนทั้งสองก็นึกตื่นตระหนกในใจ ยิ่งเห็นบุตรสาวสีหน้าเริ่มออกอาการไม่พอใจก็อยากจะเอ่ยปากขอพระราชทานอภัย แต่ก็ไม่อาจทำอันใดได้เนื่องด้วยรับรู้ถึงพระประสงค์ที่ทางฮ่องเต้และชินอ๋องที่ไม่ต้องการเปิดเผยตน
จ้าวหมิงหลงมองทั้งสองอย่างแปลกใจโดยเฉพาะจ้าวเฟยหลง น้องชายตนคนนี้นอกจากจะไม่ค่อยพูดแล้ว พระองค์ยังคงได้ข่าวว่าเขารังเกียจสตรีมิใช่หรือ สาวงามนางใดที่เขาผู้เป็นพี่ชายส่งไปก็ถูกตะเพิดไล่กลับทุกราย น่าประหลาดปนน่าสนใจจริงๆ
“ขออภัยขอรับ อาหารพร้อมแล้วขอรับทุกท่าน” หลงจู้ที่ไปดูแลเรื่องอาหารด้วยตนเองกล่าวเมื่ออาหารที่เตรียมพร้อมแล้ว
“ยกเข้ามาได้”
อาหารที่หลงจู้ลำเลียงเข้ามาเป็นของขึ้นชื่อของโรงเตี๊ยมตระกูลเยี่ย มีห้าอย่าง คือ ไก่ผัดถั่วลิสง หมูทอดราดซอสเปรี้ยวหวาน เต้าหู้ทรงเครื่อง เป็ดย่างและหมูสามชั้นย่างเกลือ
สุดท้ายคือชาโม่ลี่6 ที่ได้รับความนิยมเป็นอย่างมากทั่วทั้งเมืองหลวงในตอนนี้ เพราะทางโรงเตี๊ยมพึ่งมีการเพิ่มในรายการ
“นี่ชาอะไรกัน ข้าไม่เคยเห็นมาก่อน มันมีกลิ่นหอมอ่อนๆ เวลากลืนลงไปรู้สึกสดชื่นยิ่ง” จ้าวหมิงหลงเอ่ยขึ้นเมื่อได้ลองชิมชาโม่ลี่ทันทีที่วางบนโต๊ะกลิ่นก็ลอยขึ้นมาจากกาน้ำชาที่วางใกล้พระองค์
“เป็นชาที่เฟิ่งเอ๋อร์คิดค้นขึ้นเอง” อ้ายเหม่ยหลินยกความดีความชอบให้แก่บุตรสาวที่คิดค้นสูตรชาโม่ลี่จนเป็นที่นิยมกันทั่วเมืองหลวง ชานี้ทำกำไรให้แก่โรงเตี๊ยมของตระกูลเยี่ยไม่น้อยเลยทีเดียว
“จริงหรือเฟิ่งเอ๋อร์” ไป๋เทียนอดนึกชมน้องสาวอย่างมิได้ น้องสาวเขาเติบโตขึ้นมากจริงๆ นางงดงามถึงเพียงนี้ความสามารถรึก็ไม่ได้ด้อยไปกว่าใคร ชาติตระกูลสูงส่ง ทำให้เขาเริ่มอดที่จะหวงห้องสาวขึ้นมามิได้ ยิ่งได้เห็นกิริยาที่ท่านแม่ทัพจ้องมองแต่น้องสาวเขา เขาเริ่มรู้สึกมีลางสังหรณ์บางอย่างขึ้นมาแปลกๆ
“เจ้าค่ะ พี่ใหญ่ไม่เข้าวังไปเข้าเฝ้าฝ่าบาทพร้อมกับชินอ๋องหรอกหรือ” ไป๋เฟิ่งเอ่ยถามพี่ชายตนพร้อมเหลือบมองบุรุษที่อ้างว่าเป็นสหายของพี่ชายนาง เหตุใดนางจะไม่รู้ว่าทั้งสองคือใคร นางคอยสังเกตท่าทีและสีหน้าของทั้งมารดาและพี่ชายนางก็พอจะทราบ ไหนจะชื่อของทั้งสองอีกหากไม่โง่งมก็คงจะรู้ว่านามหมิงหลงและเฟยหลงนั้นเป็นของฮ่องเต้และชินอ๋อง จะมีใครอาจหาญใช้ซ้ำ ในเมื่ออีกฝ่ายไม่อยากเปิดเผยตนนางก็จะทำเป็นไม่รู้ไม่เห็น
ไป๋เทียนเหลือบสายตาไปมองทางฮ่องเต้และชินอ๋อง แต่ทั้งสองก็ทำเป็นไม่รับรู้ใดๆทั้งสิ้น ทำไมข้าต้องเป็นคนตอบคำถามนี้ด้วย ไป๋เทียนยิ้มเจื่อนให้น้องสาวตน
“เอาล่ะๆ แล้วค่อยสนทนากันทานอาหารกันก่อนเถิดประเดี๋ยวอาหารจะเย็นชืดเสียรสหมด” อ้ายเหม่ยหลินเห็นบุตรชายออกอาการน้ำท่วมปากจึงเอ่ยปากช่วย
“เจ้าค่ะ” ไป๋เฟิ่งเลิกซักไซ้พี่ชายพร้อมกับถอดผ้าคลุมหน้าออก บรรยากาศในห้องเกิดความเงียบชั่วขณะ ไป๋เฟิ่งจึงเงยหน้าขึ้นมามองทุกคนที่นิ่งเงียบกัน
จ้าวหมิงหลงและจ้าวเฟยหลงที่นั่งอยู่ตรงข้ามกับไป๋เฟิ่งเห็นนางที่กำลังจะถอดผ้าคลุมหน้าออกจึงเผลอมองอย่างห้ามความอยากรู้ไม่ไหว ทันทีที่ผ้าคลุมหน้าถูกถอดออกไปพวกเขาถึงกับนิ่งงัน ใบหน้ารูปไข่ขาวนวลดั่งดวงจันทร์ ดวงตาหงส์ตวัดเชิดขึ้นดูสูงส่ง คิ้วโก่งได้รูปรับกับจมูกโด่งเรียวปลายจมูกรั้นเชิดขึ้นเล็กน้อย ริมฝีปากบางอวบอิ่มสีสด ตบท้ายด้วยแก้มของเจ้าตัวที่ออกจะป่องน้อยๆชวนให้หยิก ใบหน้าที่สามารถกระชากลมหายใจของผู้พบเห็นได้ไม่ยาก ยามนางจ้องมองตาเหมือนดั่งอยู่ในมนต์สะกดของนางจิ้งจอกนับว่าเป็นสตรีที่มีรูปโฉมเป็นอันตรายต่อใจผู้คนนัก
จ้าวหมิงหลงคิดว่าน้องสาวคนใหม่ของพระองค์ผู้นี้งดงามกว่าสตรีใดในวังหลังของพระองค์เสียอีก ชักเริ่มเสียดายที่พระองค์เอ่ยปากขอเป็นเพียงน้องสาวเสียแล้วสิ
ไป๋เทียนกระแอมไอเรียกสติทุกคนรวมถึงบังอาจส่งสายตาไปยังฮ่องเต้และท่านแม่ทัพให้เลิกมองน้องสาวตน
เมื่อทานอาหารและพูดคุยกันเสร็จ ฝ่ายฮ่องเต้ละชินอ๋องก็แยกตัวออกไปก่อนพร้อมพี่ชายนาง ซึ่งนางคาดว่าคงไปปรึกษาหารือเรื่องสงครามที่พึ่งจบลงไป นางได้ยินข่าวจากชาวเมืองที่พูดคุยกันระหว่างเดินไปร้านขนม คาดว่าเผ่านอกด่านจะเดินทางมาถวายของบรรณาการแด่จ้าวหมิงหลงฮ่องเต้ในอีกสองเดือนข้างหน้า
ไป๋เฟิ่งและมารดาเมื่อกลับมาถึงจวน พ่อบ้านหม่าพ่อบ้านของจวนเสนาบดีก็เร่งมาพบฮูหยินของจวนทันที
“นายท่านกลับมาแล้วขอรับ รอฮูหยินและคุณหนูที่ห้องโถงใหญ่”
“อย่างงั้นหรือดีจริงข้าอยากพบท่านพี่อยู่พอดี” นางมีเรื่องที่จะปรึกษากับสามีถึงเรื่องที่เกิดขึ้นวันนี้
“เฟิ่งเอ๋อร์ เจ้าจะไปพบท่านพ่อกับแม่หรือไม่”
“ไม่ดีกว่าเจ้าค่ะ ข้าอ่านตำราค้างไว้คิดว่าจะกลับไปอ่านต่อ” ไป๋เฟิ่งตอบมารดา
“งั้นแม่ฝากดูแลเรื่องอาหารยามโหย่ว7ด้วยล่ะ”
“ได้เจ้าค่ะ” ไป๋เฟิ่งตอบรับคำมารดาแล้วเดินกลับเรือนของตน ขณะเดินกลับเรือนนางก็คิดเรื่องที่เกิดขึ้นที่โรงเตี๊ยมวันนี้หวังว่าวันรุ่งขึ้นคงไม่มีราชโองการสั่งประหารครอบครัวนางหรอกนะที่บังอาจไปปฏิเสธฮ่องเต้
ย้อนกลับไปเหตุการณ์ที่โรงเตี๊ยม
เมื่อรับทานอาหารกันเสร็จแล้ว จ้าวหมิงหลงชวนไป๋เฟิ่งคุยเสียหลายเรื่องจึงได้รู้ว่าไป๋เฟิ่งชอบอ่านตำราเป็นอย่างยิ่ง ไม่ว่าจะเป็นตำราใดนางล้วนอ่านได้ ถึงแม้ว่าการคุยพูดส่วนใหญ่จะเป็นของบุรุษผู้ครองแคว้นก็ตาม
“ที่ห้องหนังสือบ้านข้ามีตำราหายากมากมายล้วนแต่เก่าแก่สืบทอดมาจากบรรพบุรุษ หากเฟิ่งเอ๋อร์อยากอ่านข้าจะส่งพ่อบ้านนำมามอบให้ดีหรือไม่?"
“ขอบคุณเจ้าค่ะ แต่ตำราเหล่านั้นล้วนแต่หายากแถมเป็นสมบัติตกทอดของตระกูลของท่าน คงมีเพียงคนในตระกูลที่เข้าใจมัน ข้าคงไม่สามารถ” ไป๋เฟิ่งตอบอีกฝ่ายที่เรียกนางว่าเฟิ่งเอ๋อร์สนิทสนมอย่างคล่องปาก
จ้าวหมิงหลงมองคนที่ปากบอกว่าไม่มีความสามารถ แล้วเหตุใดถึงสามารถอ่านตำราการศึกของบุรุษเช่นพระองค์เข้าใจได้เล่า ถามสิ่งใดล้วนล่วงรู้อย่างแจ่มแจ้ง ไหนจะตำราต่างๆอีก อาหารที่โรงเตี๊ยมนางก็เป็นคนคิดสูตรทั้งนั้น นี่แหละหนาที่เขาว่าบิดามารดาเป็นพยัคฆ์เป็นหงส์ลูกจะออกมาเป็นสุนัขได้อย่างไร
“แล้วเสื้อผ้า เครื่องประดับเล่า เจ้าอยากได้หรือไม่ ถือเสียว่าข้าต้อนรับน้องสาว” จ้าวหมิงหลงเอ่ยเสนอข้าวของมากมายหากแต่น้องสาวคนใหม่ของพระองค์ปฏิเสธเสียทุกสิ่งที่พระองค์เสนอให้
ไป๋เฟิ่งมองบุรุษสูงศักดิ์ที่ทึกทักเอาเองว่าเป็นพี่ชายคนใหม่ของนางอย่างเหนื่อยใจดูท่าเขาจะเห่อน้องสาวนอกไส้อย่างนางไม่น้อยนั่งคุยกันมาตั้งนานเสนอนั่นนี่ให้นางไม่หยุด
“ไม่เป็นไรเจ้าค่ะ ข้าไม่ชอบใส่เครื่องประดับเท่าไหร่” นางเอ่ยปฏิเสธไปอีกรอบดูอีกคนจะเริ่มไม่พอใจ ดูได้จากสีหน้าที่เริ่มบูดบึ้งเล็กน้อยของเจ้าตัว
“ไม่ได้ห้ามปฏิเสธ เพราะข้าเป็น..!” เจ้าหมิงหลงเกือบจะเผลอตัวหลุดปากเพราะไป๋เฟิ่งเอาแต่ปฏิเสธพระองค์
“เป็นฮ่องเต้น่ะหรือเพคะ?” ไป๋เฟิ่งเอ่ยถามพร้อมรอยยิ้มเจ้าเล่ห์น้อยๆ ที่ทำให้อีกฝ่ายหลุดออกมาจนได้
ทุกคนบนโต๊ะนิ่งเงียบไปไม่นึกว่านางจะกล่าวออกมาเช่นนี้ อีกอย่างหนึ่งคือเผลอจ้องมองรอยยิ้มเจ้าเล่ห์ของไป๋เฟิ่ง
จ้าวเฟยหลงที่นั่งมองสตรีตรงหน้าและพี่ชายตนเองสนทนากันหลังทานอาหารเสร็จ ฟังนางเอ่ยปากปฏิเสธสิ่งที่พี่ชายพระองค์ผู้เป็นฮ่องเต้เสนอให้ถึงหลายครั้งอย่างมีมารยาท จนพี่ชายตนทนไม่ไหวเกือบจะหลุดปากกล่าวว่าตนเองเป็นใคร แต่ก็ไม่ทันเสียแล้วเมื่อนางเอ่ยออกมาคล้ายจะรู้ตั้งนานแล้ว แต่พระองค์ก็ไม่คิดว่านางจะเอ่ยออกมาตรงๆ ยิ่งเห็นรอยยิ้มเจ้าเล่ห์นั้นทำให้พระองค์รู้สึกมันเขี้ยวอยากเอื้อมมือไปหยิกแก้มนางยิ่งนัก หากแต่ภายนอกก็แสดงท่าทีปกติ
“เจ้า..เจ้าทราบหรือ” จ้าวหมิงหลงทำหน้าสีหน้าไม่ถูกเมื่อโดนจับได้
“เพคะ” ไป๋เฟิ่งตอบรับด้วยรอยยิ้ม
“หึ่ยย ถ้าอย่างนั้นเจ้าก็ห้ามปฏิเสธไม่งั้นข้าจะถือว่าขัดราชโองการ” จ้าวหมิงหลงส่งเสียงฮึดฮัดพร้อมออกคำสั่ง ในเมื่อทราบแล้วว่าพระองค์เป็นใคร พระองค์ก็ไม่จำเป็นต้องเอ่ยถามความพึงพอใจ
พระองค์จะให้ใครจะทำไม ข้าเป็นฮ่องเต้นะ!! ข้ารวย!!
“ขอบพระทัยเพคะ ฝ่าบาท”
“ฝ่าบาทอะไรเล่า หากอยู่กันตามลำพังให้เรียกว่าพี่หมิงหลง” จ้าวหมิงหลงยังกล่าวเอาแต่ใจ
ไป๋เฟิ่งนึกแล้วก็ส่ายหน้ากับตัวเองเมื่อนึกถึงเรื่องราว สุดท้ายนางก็ต้องรับสิ่งที่พี่ชายคนใหม่มอบให้อย่างเลี่ยงไม่ได้
ณ ห้องโถงจวนเสนาบดี
บุรุษผู้หนึ่งกำลังนั่งจิบชาที่บุตรสาวของตนเป็นผู้คิดค้นขึ้นพร้อมอ่านตำราไปด้วย วันนี้เขาไปร่วมประชุมขุนนางที่นัดหมายกันไว้ เรื่องปัญหาการปลูกพืชพรรณของทางเมืองกู่ฮั่นซึ่งเป็นเมืองประจำทางด้านทิศบูรพาที่มีสภาพภูมิอากาศที่หนาวเย็น แต่ในปีนี้ประสบสภาพอากาศหนาวเย็นกว่าทุกปีทำให้ปลูกพืชพรรณใดๆไม่ขึ้น ชาวบ้านร้องเรียนทางการให้เร่งช่วยแก้ไขปัญหา ทำให้วันนี้การประชุมขุนนางตึงเครียดอย่างมาก
อ้ายเหม่ยหลินที่เดินเข้ามาในห้องโถงมองเห็นสามีกำลังจิบชารอนางอยู่ อดีตองค์หญิงแคว้นอ้ายก็ยิ้มออกมาเล็กน้อย สามีนางเข้าสู่วัยสี่สิบกว่าแล้วยังคงรูปงาม ร่างสูงกำยำอย่างที่บุรุษผู้หนึ่งควรจะมีเนื่องจากฝึกยุทธอย่างสม่ำเสมอ วรยุทธขั้นหกเทียบเท่าแม่ทัพหลายคน มิได้ด้อยไปกว่าผู้ใด สีผิวเข้มใบหน้าหล่อเหลาคมคายตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน เรือนผมสีดำสนิทแซมด้วยสีขาวเล็กน้อยไม่ได้ทำให้ดูแก่ ความสามารถรึก็เป็นที่ไว้ใจแก่ฮ่องเต้ให้ดูแลงานน้อยใหญ่ไม่ขาด ทำให้สามีนางยังคงเป็นที่หมายปองของบรรดาหญิงสาวน้อยใหญ่ทั่วไป หากที่นางภูมิใจที่สุดก็คงจะเป็นใจที่ยึดมั่นรักและมีเพียงนางคนเดียว หาได้มีภรรยาสามอนุสี่อย่างจวนอื่นทำให้นางไม่นึกเสียดายที่ได้แต่งงานกับเขา
“กำลังทำอะไรอยู่หรือเจ้าคะท่านพี่” อ้ายเหม่ยหลินเอ่ยถามสามีเมื่อเข้ามาถึง
“เหม่ยหลินเจ้ากลับมาแล้วหรือ” เยี่ยไป๋เจี้ยนหันมาหาภรรยาตนเองที่เข้ามานั่งข้างตน
“เป็นอย่างไรบ้างพบไป๋เทียนหรือไม่”
“พบเจ้าค่ะ แต่.....” อ้ายเหม่ยหลินกล่าวแล้วหยุดไป
“แต่อันใดหรือ?” ไป๋เจี้ยนมองหน้าฮูหยินตนที่กล่าวออกมาแล้วหยุดไป
“ไม่เพียงพบเทียนเอ๋อร์แต่ยังคงได้พบฮ่องเต้และชินอ๋องด้วยเจ้าค่ะ”
“ว่าอย่างไรนะ” ไป๋เจี้ยนกล่าวด้วยสีหน้าอ่านยาก จากนั้นฮูหยินตนก็เล่าเรื่องที่เกิดขึ้นทั้งหมดให้ตนฟัง
เมื่อฟังเรื่องทั้งหมดแล้วไป๋เจี้ยนก็ถอนหายใจออกมา เขาหรือก็พยายามหลีกเลี่ยงยามฮ่องเต้เอ่ยเย้าเรื่องบุตรสาว ไม่คาดว่าทั้งสองจะได้พบกัน แต่ถึงอย่างไรการที่ฮ่องเต้เอ่ยขอบุตรสาวเขาเป็นเพียงน้องสาวก็ยังดีกว่าเป็นฮองเฮากระมัง ส่วนชินอ๋องเขาได้ข่าวว่าพระองค์ไม่สนใจสตรีนางใดคงไม่สนใจบุตรสาวของเขาหรอก
6ชาโม่ลี่ ชามะลิ
7ยามโหย่ว (*:yǒu) คือ 17.00 - 18.59 น.