นับตั้งแต่เรื่องราวของแคว้นอ้ายจบลงไป๋เฟิ่งก็ยังคงไม่ได้ออกไหนไปนอกจวน หลังจากคอยดูแลมารดาจนเริ่มดีขึ้นมากเพราะได้โอสถชั้นเลิศที่นางได้ยินว่าชินอ๋องเป็นผู้ประทานให้ นางก็ถูกมารดาไล่ให้ไปทำอย่างอื่นจนตอนนี้กลายเป็นคนว่างงานในจวนจนเริ่มเบื่อ วันนี้จึงว่าจะเข้าครัวลงมือทำขนมเองตั้งแต่ยามเฉินคิดว่าจะทำให้ทุกคนในจวนทานกัน
“คารวะคุณหนู บ่าวเตรียมของเสร็จเรียบร้อยพอดีขอรับ” พ่อครัวประจำจวนและบ่าวคนอื่นๆ ที่มีหน้าที่อยู่ในครัวรีบออกมาต้อนรับเมื่อมีคนมาบอกว่าคุณหนูของตนมาถึงแล้วในขณะที่ตนเตรียมของเสร็จพอดี
“หากไม่มีอันใดก็แยกย้ายกันไปเถิด ขอแรงบ่าวสักคนคอยช่วยข้ากับเสี่ยวจูก็พอ” ไป๋เฟิ่งที่มองไปยังวัตถุดิบที่พ่อครัวเตรียมเอาไว้อย่างพอใจก่อนจะไล่คนในครัวให้ไปทำอย่างอื่น นางนั้นบอกให้พ่อครัวเตรียมของไว้ตั้งแต่เมื่อวานเพราะขนมที่นางจะทำใช้เวลาเตรียมวัตถุดิบข้ามคืนเลยทีเดียว
“ขอรับ” ทั้งหมดจึงถอยออกห่างจากครัวเพื่อให้คุณหนูของจวนใช้งานอย่างไม่รำคาญใจ
“เจ้าชื่ออะไร?” ไป๋เฟิ่งเอ่ยถามเด็กสาวตรงที่ยืนก้มหน้าที่พ่อครัวส่งมาให้ช่วยงาน ร่างเล็กผอมแห้งเหมือนคนที่ขาดสารอาหารดูน่าสงสาร แต่ดูสะอาดสะอ้านอยู่ในชุดบ่าวรับใช้ของจวน
“คุณหนูถามเจ้าก็ตอบสิ” เป็นเสี่ยวจูที่เอ่ยขึ้นเมื่อเห็นว่าเด็กสาวตรงหน้าไม่เอ่ยอันใดสักที
“ระ..ระ..เรียนคุณหนู บ่าวชื่อเสี่ยวเถาเจ้าค่ะ” เสี่ยวเถาที่ถูกพ่อครัวเลือกให้คอยอยู่รับใช้คุณหนูไป๋เฟิ่งรู้สึกประหม่า
“เวลาพูดกับข้าเจ้าห้ามก้มหน้าเข้าใจหรือไม่” เสี่ยวเถาเงยหน้าขึ้นตามคำสั่งของไป๋เฟิ่ง ด้วยตอนที่ถูกซื้อตัวมาที่จวนแห่งนี้ได้รับการ
อบรมจากแม่นมหลิวเรื่องมารยาทต่างๆ ถูกสั่งสอนไว้ว่าห้ามมองหน้าเจ้านายโดยตรง เด็กสาวนิ่งอึ้งไปเมื่อได้สบตากับดวงตาหงส์คู่งาม นางนั้นเป็นทาสอยู่ในตลาดทาสเคยพบเห็นสตรีไม่มากนัก แต่มั่นใจว่ามิมีผู้ใดงดงามเท่าคุณหนูตรงหน้าอีกแล้ว
“เอาล่ะ เสี่ยวเถาเจ้ามาช่วยเสี่ยวจูทำขนมช่วยข้า”
“ถ้าเวลาครบครึ่งเค่อ เจ้าก็นำขนมที่นึ่งลงมาพักให้เย็น แล้วค่อยใช้ไม้ไผ่บางตรงนี้ค่อยๆ แซะเนื้อขนมออกมา ระวังอย่าให้เนื้อขนมเละจากนั้นก็ค่อยโรยหน้าด้วยไส้ที่ข้าเตรียมไว้พร้อมราดน้ำในถ้วยนี้เข้าใจหรือไม่?” ไป๋เฟิ่งอธิบายให้สาวใช้สองคนตรงหน้าช้าๆ
“เข้าใจเจ้าค่ะคุณหนู / เข้าใจเจ้าค่ะคุณหนู” เมื่อเห็นว่าทั้งสองพยักหน้าเข้าใจไป๋เฟิ่งก็ออกไปจากห้องครัวปล่อยให้ที่เหลือเป็นหน้าที่ของบ่าวรับใช้ทั้งสอง
ไป๋เฟิ่งเดินผ่านเรือนพี่ชายตนก็นึกสงสัยวันนี้พี่ชายตนบอกว่าว่างนี่นา แต่ทำไมเรือนถึงเงียบแบบนี้กัน นางเดินด้วยฝีเท้าแผ่วเบาเข้าไปในบริเวณเรือนพี่ชายเห็นบ่าวที่กำลังทำความสะอาดตัดแต่งต้นไม้เล็กหน้าเรือนจึงเอ่ยถาม
“พี่ใหญ่อยู่หรือไม่?”
“คะ..คุณหนู เออ..ท่านรองแม่ทัพออกไปข้างนอกเมื่อครู่ขอรับ” บ่าวชายที่ตัดกิ่งไม้อยู่ถึงกับสะดุ้ง ก่อนจะโค้งเคารพแล้วก้มหน้าอันแดงซ่านของตนที่ได้เห็นใบหน้าของเยี่ยไป๋เฟิ่งลง
“อย่างนั้นหรือ เจ้าทำงานต่อเถิด” ไป๋เฟิ่งกล่าวแค่นั้นก็หมุนตัวเดินออกจากหน้าเรือนพี่ชายไป เฮ้อ เหตุใดคนเหล่านี้จึงชอบมีปฏิกิริยาแบบนี้ทุกที น่าจะชินได้แล้ว (?)
“แม่นมตู้ท่านแม่ทำอันใดอยู่หรือเจ้าค่ะ”
“ฮูหยินกำลังตรวจดูบัญชีประจำเดือนอยู่ด้านในเจ้าค่ะ” ตู้ชิงหลิวมองโฉมสะคราญตรงหน้าอย่างชื่นชมคล้ายว่าจะเห็นองค์หญิงนางในวัยสาวแต่ว่างามล้ำไปหลายส่วน
“ท่านแม่ยุ่งอยู่หรือเจ้าคะ” ไป๋เฟิ่งเดินเข้ามาในห้องเห็นมารดากำลังพลิกหน้ากระดาษต่างๆ ไปมาอย่างอารมณ์ดี
“อ้าว ว่าอย่างไรเฟิ่งเอ๋อร์ แม่กำลังตรวจบัญชีจากทางโรงเตี๊ยมอยู่พอดี” อ้ายเหม่ยหลินเงยหน้าขึ้นมามองบุตรสาวที่เข้ามาหาถึงในห้อง
“ให้ข้าช่วยนะเจ้าคะ” บางครั้งนางก็ช่วยท่านแม่ตรวจบัญชีของโรงเตี๊ยมบ้างจึงพอจะคุ้นชินกับตัวเลขเยอะๆ พวกนี้
“ทำไมเดือนนี้กำไรของโรงเตี๊ยมของเราถึงได้เพิ่มขึ้นหรือเจ้าคะท่านแม่” นางพอจะรู้สาเหตุที่ทำให้ท่านแม่นางนั่งยิ้มกับแผ่นกระดาษที่มีตัวเลขเยอะๆ แล้วล่ะนะ ก็โรงเตี๊ยมเล่นได้กำไรเกือบเท่าตัวแบบนี้
“ก็เพราะชาโม่ลี่ของลูกอย่างไรเล่า” ไม่ว่าจะเป็นชา อาหาร หรือการจัดระเบียบโรงเตี๊ยมล้วนได้ไป๋เฟิ่งมาช่วยจัดการทั้งสิ้นทำให้หนึ่งปีที่ผ่านมานี้ทางโรงเตี๊ยมได้รับการยกย่องว่าเป็นโรงเตี๊ยมชั้นเลิศของเมืองหลวง
“เห็นว่าเจ้าเข้าครัวหรือ” อ้ายเหม่ยหลินเอ่ยถาม นานๆ ทีบุตรสาวจะลงครัวทำอาหารหรือขนมให้ได้ทาน
“เจ้าค่ะ ว่าจะทำให้ทุกคนทานแต่ว่าพี่ใหญ่ดันออกไปด้านนอกเสียก่อน” ไป๋เฟิ่งเอ่ยถึงพี่ชายที่ออกไปไหนก็ไม่ทราบ
“ไป๋เทียนไปวังพยัคฆ์คราม เห็นว่าชินอ๋องทรงเรียกตัวด่วน”
ไป๋เฟิ่งเมื่อได้ยินชื่อวังพยัคฆ์ครามในหัวพลันมีหน้าบุรุษดวงตาคมเข้มเจ้าของวังขึ้นมา สัมผัสอบอุ่นแผ่วเบาที่ได้รับยังติดตรึงอยู่ในความรู้สึก แค่คิดใจดวงน้อยก็เกิดอาการสั่นระรัวคล้ายว่าจะไม่ใช่ของตน ก่อนจะดึงสติกลับมาเมื่อมารดาเอ่ย
“สรุปแล้ววันนี้ลูกเข้าครัวลงมือทำอันใดให้ทุกคนทานหรือ” อ้ายเหม่ยหลินที่จัดการบัญชีตรงหน้าเสร็จแล้วให้แม่นมตู้นำสมุดไปเก็บหันมาสนทนากับบุตรสาวตนที่นั่งเงียบคิดอะไรบางอย่างอยู่
“ข้าทำจุ๋ยก๊วยเจ้าค่ะ”
“อากาศเย็นเช่นนี้ได้ทานจุ๋ยก๊วยก็ดีเหมือนกัน”
“เอาอย่างนี้ดีกว่าแม่ว่า เจ้านำขนมไปฝากชินอ๋องและพี่ใหญ่เจ้าที่วังพยัคฆ์คราม ทานตอนเสร็จใหม่นี่แหละดี พี่เจ้ากลับมาก็เย็นชืดเสียรสหมด” เงินทองหรือของหายากวังพยัคฆ์ครามล้วนมีมากมายเหลือใช้คงมิอยากได้ของมีค่าอันใดอีก หากมอบของมีค่าเป็นการตอบแทนในการช่วยเหลือครั้งนี้ก็ถือว่าดูถูกวังพยัคฆ์ครามและชินอ๋องจ้าวเฟยหลงแล้ว
“เจ้าค่ะ”
“คุณหนู เสี่ยวจูเรียนมาว่าขนมที่ทำเสร็จแล้วเจ้าค่ะ”
“ถ้าอย่างนั้นให้เสี่ยวจูจัดนำลงกล่องอย่างดีให้ที ข้าจะให้เฟิ่งเอ๋อร์นำไปมอบให้ชินอ๋องและรองแม่ทัพที่วังพยัคฆ์คราม” อ้ายเหม่ยหลินถือโอกาสบอกแก่แม่นมตู้ที่เข้ามาแจ้งความให้ทราบ
“เจ้าค่ะฮูหยิน”
รถม้าของจวนเสนาบดีแล่นเข้ามาที่หน้าวังพยัคฆ์ครามและจอดนิ่งสนิทก่อนที่บ่าวรับใช้อย่างเสี่ยวจูจะลงมาแจ้งความต้องการต่อทหารองครักษ์ที่เฝ้าอยู่หน้าประตูทางเข้าวัง
“พี่ชายท่านนี้รบกวนไปแจ้งคนในวังให้ทีว่าคุณหนูเยี่ยไป๋เฟิ่งจากจวนเสนาบดีมาพบท่านรองแม่ทัพเยี่ยไป๋เทียนผู้เป็นพี่ชาย”
“ขอให้แม่นางและคุณหนูรอสักครู่”
ไป๋เฟิ่งที่จัดแจงความเรียบร้อยของตัวเองก้าวลงมาจากรถม้ามายืนรอตรงหน้าประตูเพื่อรอเข้าไปด้านใน ดวงตาหงส์กวาดมองไปยังกำแพงสูงท่วมศีรษะที่ไม่อาจมองผ่านเข้าไปยังข้างในได้และประตูทางเข้าที่สลักอักษรชื่อวังไว้อย่างงดงาม
“ขออภัยที่ต้องให้รอขอรับคุณหนูเยี่ย” พ่อบ้านหย่งที่รีบเร่งฝีเท้าออกมาต้อนรับเมื่อมีคนไปแจ้งว่าคุณหนูเยี่ยจากจวนเสนาบดีมายังวังพยัคฆ์คราม ก่อนจะโค้งกายให้สตรีร่างบางตรงหน้า
“รบกวนท่านพ่อบ้านแล้วเจ้าค่ะ” ไป๋เฟิ่งโคลงศีรษะให้พ่อบ้านวัยกลางคนเล็กน้อยอย่างคนเคารพผู้อาวุโสกว่า
“ไม่เลยขอรับ เชิญคุณหนูเยี่ยเข้ามาด้านในเถิด ข้าให้บ่าวไปแจ้งแก่ชินอ๋องและท่านรองแม่ทัพเรียบร้อยแล้ว” หย่งเป่าจินมองสตรีบอบบางที่สวมผ้าคลุมหน้าที่เห็นเพียงดวงตาหงส์งดงามและหน้าผากมนขาวนวลเนียนอย่างรู้สึกประทับใจและเอ็นดูในความนอบน้อมต่อผู้อาวุโสกว่าอย่างเขาแม้ว่าจะเป็นเพียงพ่อบ้านก็ตาม
ไป๋เฟิ่งเดินตามพ่อบ้านของจวนอ๋องเข้าไปด้านในอย่างไม่รีบร้อน สายตากวาดมองไปทั่วบริเวณโดยรอบที่ประดับประดาไปด้วยพรรณไม้มากมายสวยงาม มีทั้งที่หาได้ทั่วไปและแทบจะหาไม่ได้ตามท้องตลาด แน่ล่ะสินี่วังชินอ๋องเชียวนะ จะธรรมดาได้อย่างไร
ร่างบางเดินตามทางเดินเฉลียงของเรือนต่างๆ ลัดเลาะไปเรื่อยๆ จนเริ่มเมื่อยขาก็ยังไม่ถึงที่หมาย วังพยัคฆ์ครามช่างกว้างขวางและใหญ่โตเสียจริง จนมาถึงเรือนที่ติดกับสระบัวกว้างที่ในสระปลูกดอกบัวหลายสายพันธุ์ที่ตอนนี้กำลังเบ่งบานชูก้านอวดดอกมากมาย มีสะพานไม้ข้ามไปยังเก๋งที่ตั้งอยู่กลางสระบัว รอบๆ กำแพงที่เห็นก็ปลูกต้นเหมยสลับกับต้นไผ่ สีแดงของดอกเหมยและสีเขียวของไผ่ตัดกันได้อย่างน่ามอง
บ่าวรับใช้บางส่วนที่กำลังทำงานอยู่โดยรอบเรือนต่างๆ ต่างพากันหันมองจนเหลียวหลังว่าสตรีร่างบางที่เห็นแม้ไกลๆ ยังดูออกว่างดงามนั้นคือใคร นับว่าเป็นสตรีคนแรกที่ได้เข้ามาเหยียบที่วังพยัคฆ์ครามแห่งนี้ ก่อนหน้ามีคุณหนูจวนแม่ทัพบูรพามาขอเข้าพบชินอ๋องแต่โดยปฏิเสธไม่ให้แม้แต่ย่างกรายเข้ามาในวัง พวกเขาต่างรับรู้ถึงกิตติศัพท์ของนายตนเกี่ยวกับเหล่าสตรีดีจึงมิได้เอ่ยปากอันใดมากความเพียงได้แต่แสดงความสงสารต่อคุณหนูผู้นั้น
“ถึงแล้วขอรับคุณหนู เชิญเข้าไปรอด้านในก่อน ท่านอ๋องและท่านรองแม่ทัพกำลังมา” พ่อบ้านหย่งเอ่ยกับร่างบางที่ตั้งแต่เข้ามาภายในวังดวงตาหงส์ที่ดูเหมือนง่วงงุนคล้ายว่าจะมีประกายความสนใจสถานที่รอบๆ มองสอดส่ายไปมาเหมือนเด็กตัวเล็กๆ ที่มีความอยากรู้อยากเห็นภายใต้ท่าทีที่ดูนิ่งๆ ไว้ตัวอย่างคุณหนูชนชั้นสูงทั่วไป
“ข้าขอตัวไปเตรียมของว่างก่อนนะขอรับ” ไป๋เฟิ่งพยักหน้าให้กับพ่อบ้านหย่งที่ขอตัวไปทำหน้าที่ตนต่อ ส่วนนางก็เดินเข้าไปในเรือนที่ดูเหมือนว่าจะเป็นห้องรับรองแขกพร้อมนั่งลงบนเก้าอี้ที่โต๊ะกลางห้อง
ไม่นานนักก็มีเสียงของพี่ชายตนดังขึ้น
“เฟิ่งเอ๋อร์เจ้ามาทำอันใดที่นี่” ไป๋เทียนที่เดินเข้ามาด้านหลังจ้าวเฟยหลงเอ่ยกับน้องสาวของตนที่จู่ๆ ก็โผล่มายังวังพยัคฆ์ครามด้วยเหตุอันใดก็ไม่ทราบ เขาที่กำลังนั่งหารืออยู่กับท่านแม่ทัพชินอ๋องจ้าวเฟยหลงถึงกับนิ่งค้างเมื่อมีบ่าวมาแจ้งว่าน้องสาวตนมาขอเข้าพบ จึงได้รีบหยุดการสนทนากับนายตนเพื่อขออนุญาตมาหาไป๋เฟิ่ง แต่เอาไปเอามาชินอ๋องกลับตามมาด้วย
“พี่ใหญ่ / ถวายพระพรชินอ๋องเพคะ” ไป๋เฟิ่งเอ่ยเรียกพี่ชายก่อนที่จะเห็นว่าไม่ได้มีเพียงพี่ชายตนเพียงคนเดียว ยังมีบุรุษเจ้าของวังเข้ามาด้วยจึงรีบลุกเอ่ยถวายความเคารพด้วยใจที่แค่เพียงได้สบตาคมก็เริ่มเต้นผิดจังหวะอีกครั้ง
“ลุกขึ้น” จ้าวเฟยหลงมองร่างบางที่ไม่ได้เจอกันมาหลายวันด้วยท่าทีปกติหากแต่แววตาที่ใช้มองที่เคยแข็งกร้าวเมื่อมองบุคคลอื่นกลับอ่อนลงจนคนที่เห็นอย่างเยี่ยไป๋เทียนเริ่มคิดหนักในเรื่องนี้
“ว่าอย่างไร เจ้ามาทำอันใดที่นี่” ไป๋เทียนถามน้องสาวย้ำอีกครั้งเมื่อนั่งลง
“ท่านแม่ให้ข้านำจุ๋ยก๊วยมาให้ชินอ๋องและพี่ใหญ่เจ้าค่ะ” ไป๋เฟิ่งมองพี่ชายที่ดูเหมือนจะมีสีหน้ายุ่งเหยิงแวบหนึ่งก่อนจะกลับมาเป็นเช่นเดิมเมื่อเห็นว่านางทำขนมมาให้ แล้วส่งสัญญาณให้เสี่ยวจูที่ยืนอยู่มุมห้องให้นำกล่องไม้สองกล่องที่ใส่ขนมนำมาให้บุรุษทั้งสองดู
กล่องไม้ที่เปิดออกเผยให้เห็นขนมที่มีสีขาวเนียนที่ด้านบนโรยด้วยไส้สีน้ำตาลอ่อนส่งกลิ่นหอมไปทั่วห้องดูน่าทาน
ขนมสีขาวน่าทานถูกนำไปจัดใส่จานพร้อมรับประทาน จ้าวเฟยหลงมองขนมตรงหน้าด้วยสายตาราบเรียบแต่แฝงไปด้วยความสนใจก่อนที่จะหยิบขึ้นมาทานเป็นคนแรกพร้อมมองร่างบางตรงหน้าตนที่กำลังมองเขาตาแป๋วด้วยความคาดหวังบางอย่างท่าทีที่เห็นทำให้บุรุษเจ้าของวังรู้สึกเอ็นดูเผลอแสดงแววตาเอ็นดูใส่ร่างบางจนดวงตาหงส์คู่งามหลบสายตาไป
“อะ แฮ่ม” ไป๋เทียนที่กระแอมไอใส่บรรยากาศที่ดูมีความละมุนกระจายไปทั่วทั้งสองคนที่มองกันให้กลับมาสนใจรอบๆ ข้าง แล้วหยิบขนมขึ้นมาทานตามบ้าง
ทันทีที่กินเข้าไปความหอมของขนมก็อบอวลไปทั่วทั้งปาก เนื้อเนียนละเอียดนุ่มรสชาติหวานมันตัดด้วยรสเค็มของหลัวโปที่โรยอยู่บนหน้าขนมได้อย่างลงตัวชวนให้กินได้เรื่อยๆ ไม่หยุดปาก ไม่นานนักขนมที่อยู่บนจานก็หมดไปแล้ว
“เจ้ายังทำจุ๋ยก๊วยได้รสชาติอร่อยเช่นเดิม” ไป๋เทียนที่กินขนมจนหมดแล้วดื่มน้ำชาล้างปากเอ่ยชมน้องสาวอย่างเอาใจ เขารู้ว่าขนมรสชาติอร่อยถึงขนาดนี้ต้องเป็นไป๋เฟิ่งทำเองอย่างแน่นอน
จ้าวเฟยหลงที่ได้ยินว่าร่างบางเป็นคนทำขนมแสนอร่อยตรงหน้าก็คิดว่าขนมอีกกล่องที่กะว่าจะให้พ่อบ้านหย่งและแม่นมหลิวต้องเก็บไว้ทานเองเสียแล้ว แล้วมองทั้งคู่พูดคุยกันไปมาอย่างไม่คิดจะเอ่ยแทรก
เวลาผ่านไปเกือบครึ่งชั่วยาม
“ขอประทานอภัยชินอ๋องพ่ะย่ะค่ะ มีคนขอเข้าพบท่านรองแม่ทัพเยี่ย” พ่อบ้านหย่งเอ่ยขออภัยบุรุษเจ้าของวังเมื่อมีบ่าวรับใช้เดินมากระซิบบอก
“เรื่องด่วนหรือไม่” จ้าวเฟยหลงเปรยตามองพ่อบ้านคนสนิท
“พ่ะย่ะค่ะ”
“ให้เข้ามา”
“ถวายพระพรชินอ๋องพ่ะย่ะค่ะ” จ้าวเฟยหลงสะบัดมืออย่างขอไปทีให้คนที่เข้ามาใหม่โดยที่ไม่หันไปมอง
ไป๋เทียนพยักหน้ารับคนของตนที่เข้ามาแจ้งข่าวเรื่องด่วนแล้วหันมาหาจ้าวเฟยหลงพร้อมส่งสายตาให้ ฝั่งจ้าวเฟยหลงที่เห็นอีกฝ่ายส่งสายตาให้ก็ส่งสายตากลับอย่างคนรู้กัน
“เฟิ่งเอ๋อร์เจ้าจะกลับเลยหรือไม่”
“เจ้าค่ะ” ไป๋เฟิ่งที่หลบสายตาบุรุษสูงศักดิ์ก่อนหน้า เงยหน้ามองพี่ชายตนก่อนจะเอ่ยตอบกลับไป เหมือนว่าพี่ชายตนต้องมีเรื่องไปจัดการ ตัวนางเองก็หมดธุระแล้วไม่มีเหตุอันใดต้องอยู่ต่อ
“เช่นนั้นก็ไปกันเถิด” ทั้งหมดจึงลุกขึ้นแล้วเดินออกไปด้านนอก
“กระหม่อมและน้องสาวคงต้องตัวลาก่อนพ่ะย่ะค่ะ” ไป๋เทียนเป็นฝ่ายเอ่ยลาเจ้าของวังก่อนที่ทั้งคู่จะหันหลังแล้วกลับออกไป
หลังกลับมาจากวังพยัคฆ์ครามของชินอ๋องไป๋เฟิ่งก็ตรงกลับเรือนตนเองไป เมื่อเข้ามาในห้องนางก็รู้สึกว่ามีกลิ่นที่ไม่คุ้นลอยปะปนอยู่กับกลิ่นดอกเหมยในห้องของตน ฉับพลันสายตาก็เหลือบไปเห็นกระดาษแผ่นหนึ่งที่วางไว้บนโต๊ะกลางห้องจึงรีบก้าวไปดูพบว่าเป็นกระดาษที่ตัวอักษรบางอย่างเขียนเอาไว้ มือเรียวหยิบกระดาษแผ่นนั้นขึ้นมาดู
‘มาพบข้าที่ร้านยามซวี ’
อี้มู่ซุน
นี่มันจดหมายนัดพบกับท่านอาจารย์ ไป๋เฟิ่งพับจดหมายเก็บไว้ในตู้แล้วหยิบตำราที่ตนได้มาก่อนหน้าขึ้นมาดู มุมปกตำรายังแสดงชื่อของไป๋เฟิ่งอยู่เหมือนเดิมตั้งแต่ได้มันมา นิ้วเรียวทั้งห้าลูบเบาๆ ที่ตัวหนังสือสลักชื่อนูนเด่นพลางคิดหาทางออกไปนอกจวนคืนนี้
ยามซวี
ไป๋เฟิ่งที่เตรียมตัวออกไปนอกจวนสั่งให้สาวใช้คนสนิทไปดูต้นทางหลังจากทานข้าวกลับครอบครัวเสร็จ
“คุณหนูทางสะดวกเจ้าค่ะ” เสี่ยวจูที่ไปดูต้นทางรีบเข้ามาในห้องบอกคุณหนูตนอย่างรีบเร่ง
ไป๋เฟิ่งพยักหน้าแล้วรีบสาวเท้าออกไปนอกเรือนตรงไปยังด้านหลังของจวน ครั้งนี้ไป๋เฟิ่งไม่รู้สึกถึงเงาที่อยู่รอบตัวคล้ายว่าไม่มีเงามาคอยติดตามตน ตลอดทางที่เดินผ่านมาล้วนไม่มีผู้คนหรือเวรยามรักษาความปลอดภัยทำให้ไป๋เฟิ่งรู้สึกแปลกใจไม่น้อยหากแต่ความที่รีบทำให้ในหัวไม่ได้คิดใส่ใจเท่าใดนัก เดินมาถึงประตูด้านหลังจวนยังไม่ทันที่จะได้ก้าวเท้าไปเปิดประตูก็มีเสียงดังขึ้นจากด้านหลังส่งผลให้ทั้งนายและบ่าวหยุดชะงัก
“เจ้าจะไปไหนไป๋เฟิ่ง”
*หลัวโป = หัวไชเท้า
*จุ๋ยก๊วย = ขนมทานเล่นของคนจีนโบราณคล้ายขนมถ้วยบ้านเรา