ไป๋เฟิ่งเมื่อได้ยินคำตรัสจากอู๋ไทเฮาจึงคิดว่าคงไม่อาจปฏิเสธได้คงได้เพียงทำตามรับสั่ง ใช่ว่านางจะไม่เห็นแววตาที่เต็มไปด้วยโทสะยามมองมู่เจาอี๋ที่ขัดพระนาง ไป๋เฟิ่งยังมิอยากโดนลากไปประหารหรอกนะ คืนนี้นางยังอยากกลับไปนอนหลับสบายที่จวน
“เพคะ” ไป๋เฟิ่งรับคำแล้วเอื้อมมือขึ้นมาเพื่อที่จะปลดผ้าคลุมออก ทันทีผ้าคลุมหน้าสีขาวที่แนบไปกับใบหน้านวลหลุดลงเผยให้เห็นเครื่องหน้าอันสมบูรณ์แบบ ใบหน้ารูปไข่ขาวนวลดั่งดวงจันทร์ยามราตรี คิ้วโก่งเหมือนกิ่งหลิว ดวงตาหงส์เรียวยาวตวัดโค้งขึ้น นัยน์ตาสีนิลสนิทเป็นประกายเจิดจ้าเหมือนดวงดาราถูกล้อมด้วยขนตาแพรหนาเรียงตัวอย่างงดงามเป็นระเบียบ จมูกเรียวยาวปลายเชิดขึ้น ริมฝีปากเล็กสีสดเหมือนผลอิงเถา บวกกับแก้มสีชมพูระเรื่อที่ป่องน้อยๆ ชวนหยิก ลำคอยาวระหงที่มีผมสีดำสนิทคลอเคลีย โดยรวมแล้วดูเย้ายวนอย่างไม่อาจละสายตาได้
บรรดาบุรุษที่ได้เห็นใบหน้าที่ปราศจากผ้าคลุมเหมือนถูกช่วงชิงลมหายใจไปกับความงามนั่น บางคนถึงกับทำจอกเหล้าในมือหล่นลงพื้น พวกเขาต่างคิดในใจว่าขนาดคุณหนูหลี่ที่เป็นหญิงงามอันดับหนึ่งยังมิอาจเทียบเท่า ต่างจากบรรดาสตรีที่ได้เห็นนอกจากตกตะลึงก็ริษยาในความงามที่เหล่าเทพบนสรวงสวรรค์บรรจงสร้าง หากสตรีตรงหน้ากล่าวว่าเป็นนางจิ้งจอกแปลงกายมาก็พร้อมเชื่อสนิทใจ เป็นความงามที่มิได้ดูอ่อนหวานดั่งเทพธิดาแต่หากเป็นความงามที่ล่อลวงผู้คน สตรีผู้นี้เป็นภัยแก่ผู้คนอย่างยิ่ง!!
อู๋ไทเฮาเองเมื่อเห็นใบหน้านวลขาวราวหิมะก็อดยอมรับไม่ได้ว่าเมื่อนางอายุเท่าสตรีตรงหน้าที่มีสมญานามว่าเป็นสตรีล่มแคว้นยังงามจนสะกดใจผู้คนได้มิเท่านี้ นับว่าโอรสตนสายตาเฉียบแหลมยิ่งนัก เพชรเม็ดงามนี้ถูกหลบซ่อนจากสายตาผู้คนมานานนัก
“หงส์ขาวอย่างนั้นหรือ ช่างเหมาะนักหงส์ต้องเคียงคู่กับมังกร เจ้าว่าหรือไม่?” ไป๋เฟิ่งได้แต่นิ่งไร้คำจะกล่าว จะให้นางเอ่ยตอบว่า ‘เพคะ’ อย่างนั้นหรือ นางยังไม่อยากตกลงไปในสวนดอกไม้พิษของวังหลังหรอกนะ
“คุณหนูเยี่ยมีคู่หมายหรือยัง?” เมื่อได้ยินคำถามไป๋เฟิ่งจึงรีบส่งสายตาขอความช่วยเหลือไปยังบิดาที่ก็ทำสีหน้าปั้นยากอย่างคิดหาวิธีที่จะหลุดจากสถานการณ์ในครั้งนี้
“ว่าอย่างไรคุณหนูเยี่ย”
“ทูลไทเฮาหม่อมฉันยังมิมีคู่หมายเพคะ” อู๋เหลียนฮวาเมื่อได้ยินดังนั้นก็ยินดี นางกล่าวว่าหงส์ต้องคู่กับมังกรแต่มิได้บอกเสียหน่อยว่าเป็นมังกร ‘คนไหน’ นี่ นางถือว่าถามเผื่อคนแถวๆ นี้อยากทราบ
จ้าวเฟยหลงรู้สึกมีความยินดีในอกอย่างบอกไม่ถูกที่ได้ยินว่านางยังมิมีคู่หมาย หากแต่ยังคงรู้สึกขุ่นเคืองคิดว่าเสด็จแม่คงจะทาบทามนางให้แก่ฝ่าบาท
“ถ้าเช่นนั้นหากอ้ายเจียอยากให้เจ้าแต่งกับโอรสอ้ายเจียเล่า?” อู๋หวงไท่โฮ่วเอ่ยถามราวกับจะลองใจ
“ขอบพระทัยที่ทรงเมตตาหม่อมฉันเพคะ แต่หม่อมฉันคงไม่อาจแต่งกับใครได้ในตอนนี้ เนื่องจากหม่อมฉันอยู่ในช่วงไว้ทุกข์ให้แก่ท่านปู่ที่หม่อมฉันรักและเคารพ” ไป๋เฟิ่งนิ่งไปก่อนที่คิดได้จึงเอาเรื่องท่านปู่ของนางมาเป็นข้ออ้างในการบอกปฏิเสธ ‘ท่านปู่ช่วยข้าด้วยเถิด!’
“ตำแหน่งมารดาแผ่นดินหม่อมฉันเชื่อว่าด้วยพระบารมีของฝ่าบาทย่อมมีคนเหมาะสมกว่าหม่อมฉันเพคะ” นางกล่าวสมทบอีกทีเพื่อไม่ให้อีกฝ่ายวกเข้ามาหานางอีก
อู๋เหลียนฮวามองสตรีตรงหน้าที่เอ่ยปฏิเสธด้วยเหตุผลที่ดูออกจะฟังไม่ค่อยขึ้นนัก หากแต่เป็นที่พึงพอใจของสตรีที่ยังคงกุมอำนาจในวังหลัง พระนางเพียงแค่คิดจะลองใจ หากสตรีตรงหน้าตอบเป็นไปในทางตกลงก็แสดงให้เห็นว่าเป็นคนมีความทะเยอทะยานไม่เหมาะสมที่จะแต่งเข้าราชวงศ์จ้าวให้แก่ผู้ใดทั้งนั้น นับตั้งแต่ก่อตั้งราชวงศ์มาก็เคยมีเหตุการณ์เข่นฆ่าเพื่อชิงบัลลังก์มานักต่อนัก ส่วนใหญ่เกิดจากบรรดาพระโอรสด้วยกันเองที่มีมารดากระหายในอำนาจและเหล่าครอบครัวของเชื้อพระวงศ์ที่แต่งเข้าราชวงศ์มาเกิดความทะเยอทะยานหมายอยากครอบครองบัลลังก์มังกร ดังนั้นพระนางจึงมิปรารถนาที่จะเห็นในรัชสมัยของพระโอรสตน
“ช่างหน้าเสียดาย” อู๋เหลียนฮวาพยักหน้าเข้าใจก่อนจะโบกมืออนุญาตให้ไปเฟิ่งกลับไปนั่งที่ได้
“ขอบพระทัยไทเฮาเพคะ”
จ้าวหมิงหลงมองคนที่พระองค์เอ่ยปากขอเป็นน้องสาวที่โดนลากมาเป็นจุดกลั่นแกล้งอนุชาตนโดยไม่รู้ตัวด้วยสายตาสนุกสนานที่เห็นการเอาตัวรอดฉบับมึนๆ ของไป๋เฟิ่ง งานนี้ทั้งได้แกล้งเจ้าน้องชายปากแข็งและเอาคืนน้องสาวที่ชอบเอ่ยขัดใจพระองค์ครั้งก่อน ถือว่าคุ้มค่า!
จ้าวเฟยหลงรู้สึกโล่งอกแปลกๆ พร้อมขบขันกับการเอาตัวรอดของนาง พระองค์ก็พอจะทราบถึงการจากไปของนายท่านผู้เฒ่าของตระกูลเยี่ยจากรองแม่ทัพตนที่ทางจวนส่งจดหมายมาถึงในระหว่างการทำสงครามเมื่อปีก่อน จึงได้กล่าวแสดงความเสียใจด้วยเล็กน้อย มิคาดว่านางจะเอาเรื่องนี้มาเป็นข้ออ้างในการจับคู่ของพระมารดาเลี้ยงของตน
ไม่เพียงแต่จ้าวเฟยหลงที่รู้สึกยินดีหากแต่เหล่าสนมและบรรดาหญิงสาวคนอื่นๆ รวมถึงบุรุษท่อยู่ในงานต่างก็พลอยลอบยินดีกับการที่คุณหนูเยี่ยปฏิเสธอู๋หวงไท่โฮ่วไป บางคนคิดว่าคุณหนูเยี่ยช่างโง่งมที่ปฏิเสธตำแหน่งใต้หนึ่งเหนือหมื่นที่ยิ่งใหญ่เช่นนี้ แต่ก็มีคนกลุ่มหนึ่งที่คิดว่าสิ่งที่คุณหนูเยี่ยทำไปนั้นเหมาะสมแล้ว หากสตรีจากตระกูลเยี่ยนามไป๋เฟิ่งขึ้นดำรงตำแหน่งฮองเฮาราชสำนักคงเกิดคลื่นใต้น้ำอย่างแน่นอน
หลังจากนั้นไม่นานเหล่าฝ่าบาท หวงไท่โฮ่วและบรรดาสนมก็เสด็จกลับไปเหลือเพียงผู้คนในงานและเชื้อพระวงศ์เพียงหนึ่งเดียวคือชินอ๋องจ้าวเฟยหลงที่ยังคงนั่งจิบสุราครุ่นคิดอะไรบางอย่าง ที่นั่งข้างๆ ที่เคยเป็นของราชครูเฉินที่กลับไปแล้วถูกแทนที่ด้วยท่านแม่ทัพอู๋ป๋าไห่ที่ลุกมาหาชินอ๋อง
“ถวายพระพรชินอ๋องพ่ะย่ะค่ะ”
“ตามสบาย ท่านแม่ทัพอู๋มานี่คงมีเรื่องอยากสนทนากับข้า”
“มิผิดพ่ะย่ะค่ะ” อู๋ป๋าไห่ลอบยื่นกระดาษในมือให้จ้าวเฟยหลงอย่างแนบเนียนก่อนจะทำทีเป็นชวนพูดคุยเรื่องอื่นไปเรื่อย ต่างฝ่ายต่างสบตาเข้าใจซึ่งกันและกัน ท่านแม่ทัพบูรพาถือว่าเป็นท่านลุงเขยของจ้าวเฟยหลง เนื่องจากท่านป้าของเขาเป็นฮูหยินท่านแม่ทัพจึงทำให้ทั้งสองคนค่อนข้างคุ้นเคยกันอยู่มาก
“ท่านแม่ทัพพ่ะย่ะค่ะ / คารวะท่านแม่ทัพอู๋” ไป๋เทียนก้าวเข้ามาหาทั้งสองที่นั่งคุยกัน
“ว่าอย่างไร”
“กระหม่อมมาทูลลากลับพร้อมกับครอบครัวพ่ะย่ะค่ะ” ไป๋เทียนที่ทางบิดาเอ่ยปากชวนกลับทั้งที่งานยังไม่เลิก ส่วนสาเหตุก็คือบิดากล่าวว่ามีบรรดาบุรุษหน้าเหม็นทั้งหลายเข้าไปวุ่นวายกับบุตรสาวที่รัก เขาจึงรีบมาทูลลาชินอ๋องก่อนที่จะกลับ
“อืม” จ้าวเฟยหลงรับคำในลำคอ เปรยหางตาไปมองฝั่งสตรีที่เริ่มมีบุรุษหลายคนเข้าไปทำความรู้จักกับสตรีหน้ามึนอย่างไม่ขาดสาย แต่ติดตรงที่ญาติผู้น้องตนเป็นผู้นั่งขัดขวางอยู่ ก่อนที่สายตาจะสังเกตเห็นสตรีผู้หนึ่งที่กำลังเดินตรงมา
“ถวายพระพรชินอ๋องเพคะ” หลี่เหมยฟางย่อกายถวายพระพรบุรุษตรงหน้าอย่างอ่อนช้อยมีจริตจะก้าน ท่ามกลางสายตาคนบุรุษอีกทั้งสองคน
“ไม่ทราบว่าพระองค์ทรงจำหม่อมฉันได้หรือไม่เพคะ” หลี่เหมยฟางถามต่อเมื่อบุรุษตรงหน้ามิได้เอ่ยอันใด อย่างหาบทสนทนามาชวนคุย
“เจ้าเป็นใคร?”
“หม่อมฉันหลี่เหมยฟางบุตรสาวแม่ทัพอุดรเพคะ” หลี่เหมยฟางที่คาดหวังว่าเขาจะจำนางได้หน้าเสีย แล้วรีบเอ่ยต่อ
“พระองค์เคยพบหม่อมฉันเมื่อครั้งที่หม่อมฉันและท่านแม่มาเข้าเฝ้าเจียงซูเฟย”
“แล้วมีอันใด” น้ำเสียงกล่าวออกมายังคงเฉยชาไม่ต่างจากใบหน้าจนทำให้หลี่เหมยฟางเริ่มทำหน้ามิถูกแต่ก็ยังปั้นหน้ายิ้มสู้
“หม่อมฉันเพียงอยากจะเข้ามาแสดงความยินดีเพียงเท่านั้นเพคะ หม่อมฉันซาบซึ้งใจที่พระองค์ทรงสละตนเพื่อทุกคนในแคว้นจึงขอเป็นตัวแทนทุกคนมาแสดงความยินดีกับพระองค์เพคะ” เสียงหวานหยดเอ่ยยืดยาวไม่เป็นผลต่อร่างสูงแม้แต่น้อย จนบุรุษอีกสองคนนึกสงสารในความเฉยชาของอีกฝ่ายที่ปฏิบัติต่อสตรีตรงหน้า ก็อย่างว่าแหละนะชินอ๋องก็ทรงเป็นเช่นนี้
“เจ้าจะกลับแล้วใช่หรือไม่” ไป๋เทียนทำหน้าเหลอหลาเมื่อชินอ๋องทรงหันมาตรัสกับเขา
“พ่ะย่ะค่ะ”
“ถ้าเช่นนั้นก็ไปเถิด” จ้าวเฟยหลงกล่าวแล้วลุกขึ้นหันไปบอกลาท่านแม่ทัพอู๋แล้วเดินนำออกไปทิ้งสตรีงดงามตรงหน้าอย่างไม่ไยดี
“แล้วพบกันขอรับท่านแม่ทัพอู๋ คุณหนูหลี่” ไป๋เทียนเอ่ยลาบุรุษที่อาวุโสกว่าตนทั้งด้านตำแหน่งและอายุ และสตรีงดงามที่ยืนนิ่งค้างสีหน้าเริ่มบิดเบี้ยวไม่น่ามอง
กว่าหลี่เหมยฟางจะรู้สึกตัวบุรุษทั้งสามคนก็ไม่อยู่แล้ว ร่างงามแทบจะกรีดร้องออกมาหากที่นี่มิใช่กลางงานเลี้ยงที่มีผู้คนมากมายสีหน้าบิดเบี้ยวกัดฟันแน่นด้วยความอับอาย ถึงแม้ผู้คนในงานจะไม่ได้จ้องมองมาทางนี้ทั้งหมดหากแต่ก็มีกลุ่มคนที่จ้องมองชินอ๋องด้วยอิจฉาและสตรีที่ชมชอบชินอ๋องอยู่ไม่น้อยที่มองมา การเฉยชาที่ชินอ๋องแสดงออกทำให้หลี่เหมยฟางที่ทะนงตนว่าชินอ๋องจะต้องสนใจถึงกับเสียศูนย์ไปเลยทีเดียว
“เจ้าไปรอข้าที่หน้าประตูวังหลวง” จ้าวเฟยหลงเอ่ยขึ้นเมื่อเห็นรองแม่ทัพคนสนิทเดินตามมาติดๆ
“กระหม่อมต้องไปตามน้องสาวก่อนพ่ะย่ะค่ะ” เมื่อกี้เขาเห็นแวบๆ ว่านางลุกออกไปทางสวนใกล้สถานที่จัดงานเลี้ยงพร้อมคุณหนูผู้หนึ่ง
“ข้าจัดการเอง” กล่าวจบร่างสูงก็เดินจากไปทิ้งให้เขามึนงงอยู่คนเดียวว่าเหตุใดชินอ๋องจึงต้องไปตามน้องสาวเขาด้วยตนเอง
“คุณหนูเยี่ยชื่นชอบสิ่งใดบ้างหรือ หากไม่รังเกียจและเป็นไปได้ข้าอยากจะทราบเผื่อวันหน้าได้พบกันข้าจะนำมามอบให้” บุตรชายขุนนางขั้นสองผู้หนึ่งเอ่ยขึ้นพร้อมมองไป๋เฟิ่งด้วยแววตาเจ้าชู้เกี้ยวพาอย่างไม่ปิดบัง
ไป๋เฟิ่งที่กลับมาคลุมใบหน้าเช่นเดิมก็อดหน่ายใจกับบรรดาบุรุษที่พยายามจะพูดคุยกับนางซะเหลือเกินแม้ว่านางจะนิ่งเงียบจนบุรุษผู้อื่นที่เข้ามาก่อนหน้านี้ต่างล่าถอยเมื่อเห็นว่าไป๋เฟิ่งมิใคร่จะสนทนาด้วยซึ่งนางเองก็ยินดีที่เป็นเช่นนั้น ต่างจากบุรุษล่าสุดที่แนะนำตัวเองนามว่าเยี่ยนเป่าจง ที่ดูจะมีความพยายามจะสนทนากับนางเสียเหลือเกิน จนกระทั่งนางเดินออกมาจากที่นั่งมายังสวนใกล้ที่จัดงานเลี้ยงยังตามมามิห่าง
“ไป๋เฟิ่งเป็นบุตรสาวเสนาบดีใหญ่ คุณชายคิดว่ามีสิ่งใดที่นางอยากได้แล้วมิได้กันหรือเจ้าคะ” อู๋ซูเซียนที่คอยกันบรรดาบุรุษต่างๆ ที่เข้ามาไม่ขาดสายเอ่ยด้วยน้ำเสียงสงสัยพร้อมใบหน้าที่ใสซื่อแบบที่สตรีทุกนางชอบทำเมื่ออยู่ต่อหน้าบุรุษกับคนที่นางคิดว่าหน้าหนาที่สุดในกลุ่มบุรุษที่เข้ามาพยายามพูดคุยกับสหายนาง ไม่ว่านางจะเอ่ยจิกกัดแบบใดล้วนใช้ไม่ได้ผลกับบุรุษตรงหน้า
“ข้าย่อมรู้ดีขอรับคุณหนูอู๋ หากแต่บุรุษที่ดีย่อมมีของฝากสตรีที่ตนพึงใจยามที่พบหน้ามิใช่หรือ?”
บุรุษผู้นี้ช่างหน้าหนายิ่งนัก!อู๋ซูเซียนคิดในใจ ต่างจากไป๋เฟิ่งที่มิได้สนใจในคำพูดของเยี่ยนเป่าจงแม้แต่น้อย นึกขอบคุณอู๋ซูเซียนอยู่ในใจที่คอยช่วยรับมือบรรดาบุรุษที่เข้ามามากมาย หัวสมองน้อยๆ ของนางคิดถึงเตียงนอนอุ่นๆ ที่จวนจะแย่
“หะ.” ไม่ทันที่อู๋ซูเซียนจะได้โต้ตอบกลับ ก็มีเสียงหนึ่งดังขึ้นมาจากด้านหลังเยี่ยนเป่าจงเสียก่อน
“คุณหนูเยี่ย รองแม่ทัพไป๋เทียนฝากมาบอกว่าครอบครัวจะกลับกันแล้ว” ร่างกายสูงใหญ่ที่ก้าวเข้ามาทันได้ยินประโยคข้างต้นยิ่งทำให้หงุดหงิดใจ ร่างสูงกำยำจงใจปล่อยกลิ่นอายน่าหวาดหวั่นกดข่มร่างที่โปร่งบางอย่างคุณชายเยี่ยน ไป๋เฟิ่งที่ตกอยู่ในความคิดตนเองสะดุ้งเมื่อได้ยินเสียงทุ้มเย็นตรงหน้า ดวงตาหงส์เจือแววง่วงงุนหนักกว่าปกติมองไปยังบุรุษสูงศักดิ์ตรงหน้าอย่างมึนงง
“ถวายพระพรชินอ๋องพ่ะย่ะค่ะ / เพคะ”
“คุณหนูอู๋ ท่านแม่ทัพอู๋รออยู่” จ้าวเฟยหลงกล่าวกับญาติผู้น้องตนอย่างอู๋ซูเซียนราบเรียบ
“เพคะ แต่.” อู๋ซูเซียนมองไปยังไป๋เฟิ่งและคุณชายเยี่ยนอย่างไม่ไว้วางใจ แต่เมื่อได้รับสายตาจากญาติผู้พี่ของตนจึงได้แต่เอ่ยรับคำแต่โดยดี
“ทราบแล้วเพคะ”
“ไป๋เฟิ่งข้าไปก่อนนะท่านพ่อคงรอข้าอยู่ แล้วพบกันใหม่” อู๋ซูเซียนที่รับคำญาติผู้พี่ที่มีศักดิ์สูงกว่าตนที่ไม่ค่อยสนิทสนมกันซักเท่าไหร่แล้วหันมากล่าวกับสหายที่พยักหน้ารับรู้แล้วเดินจากไปอย่างรวดเร็ว
“เจ้ามีอันใดกับคุณหนูเยี่ยอีกหรือไม่” จ้าวเฟยหลงมองคนตรงหน้าที่คาดว่าเป็นบุตรชายของขุนนางสักคนด้วยสายตาดุดัน กลิ่นอายเย็นยะเยือกแผ่ออกมารอบๆ ทำให้เยี่ยนเป่าจงหน้าซีดเล็กน้อยแต่ยังคงพยายามฝืนตนเองมิให้แสดงอาการขลาดกลัวบุรุษตรงหน้าพร้อมตอบด้วยเสียงสั่นๆ
“มะ.มะไม่มีพ่ะย่ะค่ะ”
“เชิญคุณหนูเยี่ยตามข้ามา” ว่าแล้วร่างสูงก็เดินสะบัดชายอาภรณ์เดินนำไป๋เฟิ่งที่ยังคงนิ่งแต่แววตาเต็มไปด้วยความสงสัยออกจากสวนไป
ไป๋เฟิ่งเดินตามร่างสูงที่เดินนำด้วยฝีเท้าไม่ช้าไม่เร็วคล้ายว่าจะรอนาง ในหัวยังคงคิดว่าเหตุใดท่านพี่นางถึงกล้าใช้นายตนผู้เป็นถึงชินอ๋องที่ผู้คนยำเกรงมาตามน้องสาวที่เป็นเพียงบุตรสาวเสนาบดีเล็กๆ (?) กัน มิกลัวหัวหลุดจากบ่าหรือไร แล้วเหตุใดพระองค์จึงมาตามคำขอนี้? ไป๋เฟิ่งที่คิดเรื่อยเปื่อยมิทันได้มองว่าบุรุษสูงศักดิ์ตรงหน้าหยุดเดินจึงทำให้นางชนกับแผ่นหลังกว้างอย่างจัง
ร่างเล็กที่ร่างกายที่สติไม่อยู่กับตัวคิดเรื่อยเปื่อยไม่ทันจะตั้งหลักทรงตัวเมื่อชนโดนแผ่นหลังกว้างเข้าอย่างจังจึงทำให้เซถลาไปด้านข้างคาดว่าจะล้มลงแต่มีมือหนาคว้าข้อมือเรียวบางของนางไว้ดึงร่างนางกลับคืนมา ด้วยแรงที่ดึงมากไปนิดจึงทำให้ร่างบางถลามาปะทะเข้ากับอกกว้างแทนที่จะยืนอยู่ที่เดิม ร่างบางชะงักไปก่อนที่สติจะกลับมารีบผละออกจากอกกว้างอย่างรวดเร็ว
“ขออภัยชินอ๋องเพคะ” นางรีบย่อกายขออภัยบุรุษตรงหน้าด้วยเกรงพระอาญา
“ไม่เป็นไร” จ้าวเฟยหลงมองไป๋เฟิ่งที่รีบผละออกไปด้วยอาการเสียดายอย่างไม่รู้ตัว กลิ่นกายที่หอมอบอวลไปด้วยดอกเหมยของสตรีตรงหน้าทำให้พระองค์เผลอสูดลมหายใจเข้าไปเต็มปอด
“มีอันใดหรือเพคะ?” ดวงตาหงส์จ้องมองบุรุษตรงหน้าด้วยสายตาสงสัยใคร่รู้ถึงเหตุผลของการหยุดเดิน
“เจ้าจะรับของจากคุณชายผู้นั้นหรือไม่?”
“เพคะ?” ร่างบางไม่เข้าใจในสิ่งที่บุรุษตรงหน้าเอ่ย
“บุรุษที่พูดคุยกับเจ้าเมื่อครู่”
ไป๋เฟิ่งคิดตามคำพูดของบุรุษตรงหน้าอย่างทวนคำถาม อ๋อ ชินอ๋องทรงหมายถึงคุณชายเยี่ยนน่ะหรือ ชินอ๋องทรงได้ยินที่คุณชายเยี่ยนพูด?
“หม่อมฉันคงมิได้พบคุณชายเยี่ยนอีก หากได้พบก็ไม่มีเหตุผลใดที่จะต้องรับ” นางพูดอย่างที่ตนคิด นางมิชอบรับของจากคนแปลกหน้าหรอกนะ
จ้าวเฟยหลงพยักหน้าด้วยใบหน้าเรียบเฉยหากแต่พอใจที่ได้ยินเช่นนั้น หากนางจะรับของจากผู้ใดคนผู้นั้นก็คงต้องเป็นพระองค์เท่านั้น (?)
“ทำไมหรือเพคะ”
“มิมีอันใดไปกันเถิด” กล่าวจบก็หมุนตัวกลับแล้วเดินนำไป๋เฟิ่งไปอีกครั้งจนกระทั่งเดินพ้นออกมาจากสวนเจอท่านพ่อท่านแม่และพี่ชายของนางยืนรออยู่หน้าประตูวังหลวง
ด้านเยี่ยไป๋เจี้ยนกับอ้ายเหม่ยหลินที่ก่อนหน้านี้เอ่ยถามบุตรชายที่ตนให้ไปตามบุตรสาวแต่กลับมาตัวเปล่า จึงได้ความว่าชินอ๋องทรงไปตามไป๋เฟิ่งด้วยตนเอง ซึ่งทำให้ไป๋เจี้ยนและอ้ายเหม่ยหลินมองหน้ากันด้วยสายตาสงสัยหากแต่ก็ยังมิเอ่ยอันใดจนกระทั่งเห็นหนึ่งร่างสูงและหนึ่งร่างบางเยื้องย่างเดินมาพร้อมกัน ภาพตรงหน้าทำให้สามเผลอคิดไปว่าทั้งคู่ดูเหมาะสมกัน ก่อนที่สองในสามจะรีบสลัดความคิดนั้นออกไปด้วยความหวงบุตรสาวและน้องสาว
“ถวายพระพรท่านชินอ๋องพ่ะย่ะค่ะ /เพคะ” เยี่ยไป๋เจี้ยนและอ้ายเหม่ยหลินย่อกายเคารพบุรุษตรงหน้า
“อืม” จ้าวเฟยหลงมองเหลือบสายตามองร่างบางที่เดินไปอยู่ด้านหลังบิดามารดาแวบหนึ่งก่อนจะเดินขึ้นรถม้าจวนอ๋องแล้วเคลื่อนออกไป เมื่อรถม้าชินอ๋องเคลื่อนออกไป รถม้าของจวนเสนาบดีจึงเคลื่อนมาเทียบท่าประตูก่อนที่ทั้งหมดจะขึ้นรถเพื่อกลับจวน
14อิงเถา เชอรรี่