ตอนที่ 4 ยาพิษ

3241 Words
ณ ห้องทรงพระอักษร วังหลวง “ผลของสงครามเป็นอย่างไรบ้าง” จ้าวหมิงหลงถามทันทีเมื่อเข้ามาในห้อง “เลอมั่วกู่ ผู้นำของเผ่าเลอมั่วยอมเป็นเมืองหน้าด่านของเราพ่ะย่ะค่ะ อีกสองเดือนจะนำเครื่องบรรณาการและสารสัญญามาถวาย” จ้าวเฟยหลงเอ่ยอย่างเป็นทางการเมื่อถวายรายงานร่วมกับแม่ทัพประจำแต่ละทิศ ได้แก่ หลี่เว่ยฉางแม่ทัพประจำทิศอุดร ตงชิงหลางแม่ทัพประจำทิศทักษิณ อู๋ป๋าไห่แม่ทัพประจำทิศบูรพา และไป๋จิ่งหลิวแม่ทัพประจำทิศประจิมซึ่งเป็นเมืองที่ติดชายแดน “ทางแคว้นหลางปกติดีพ่ะย่ะค่ะ” แม่ทัพประจำทิศอุดรเอ่ยรายงานแคว้นที่ตนได้รับมอบหมายให้สอดส่องความเป็นไป “ส่วนทางแคว้นอ้าย ก็มีการแลกเปลี่ยนสินค้าบางส่วนที่ทางเราและทางแคว้นอ้ายต้องการพ่ะย่ะค่ะ” แม่ทัพประจำทิศทักษิณ ตงชิงหลางเอ่ยรายงาน “แคว้นเย่ว ส่งสารมาถวายแก่ฝ่าบาทพ่ะย่ะค่ะ” อู่ป๋าไห่แม่ทัพประจำทิศบูรพายื่นสารที่ทางแคว้นเย่วส่งมายังเมืองกู่ฮั่นที่เขาประจำอยู่ จ้าวหมิงหลงหยิบสารขึ้นมาอ่าน พออ่านจบก็สีหน้าเปลี่ยนไปชั่วครู่ แล้วเก็บสารนั้นไว้ “ฝ่าบาท นางกำนัลจากตำหนักหม่าเต๋อเฟยขอเข้าเฝ้าพ่ะย่ะค่ะ” เสียงขันทีซ่งหน้าห้องเอ่ยขึ้น “มีอันใด ไม่ทราบหรือว่าข้าหารือราชการอยู่” จ้าวหมิงหลงเอ่ยด้วยน้ำเสียงไม่พอใจนัก “ไม่ทราบว่าเป็นเรื่องใดพ่ะย่ะค่ะ แจ้งว่าเป็นเรื่องด่วน” “พวกท่านกลับไปก่อนแล้วเขียนรายงานรายละเอียดทั้งหมดมาให้ข้า” จ้าวหมิงหลงเอ่ยให้ทั้งหมดกลับไปก่อนเมื่อเห็นว่าไม่มีอะไรแล้ว “ทูลลาพ่ะย่ะค่ะฝ่าบาท” ทั้งหมดกล่าวทูลลาแล้วออกจากห้องไป “เข้ามา” “ถวายพระพรเพคะฝ่าบาท” นางกำนัลรีบเข้ามาถวายความเคารพ “มีเรื่องด่วนอะไร” “เต๋อเฟยทรงเป็นลมหมดสติเพคะ” นางกำนัลรีบกล่าวอย่างรวดเร็ว “เป็นลมหมดสติ แล้วทำไมไม่ตามหมอหลวงเหตุใดจึงมาแจ้งข้า” จ้าวหมิหลงกล่าวด้วยความสงสัย เขาเป็นฮ่องเต้นะไม่ใช่หมอหลวง “ทูลฝ่าบาท หมอหลวงทั้งหมดอยู่ที่ตำหนักเฉินกุ้ยเฟยเพคะ” นางกล่าวด้วยน้ำเสียงอดกลั้น เหนียงเหนี่ยงของนางเป็นลมหมดสติหากแต่แจ้งเรื่องไปที่สำนักหมอหลวงกลับได้รับคำตอบมาว่าหมอหลวงทั้งหมดได้รับคำสั่งให้ไปตรวจอาการของเฉินกุ้ยเฟย หากไม่ใช่การกลั่นแกล้งแล้วจะเป็นอะไรได้ “ทั้งหมดเลยหรือ” “เพคะ” “เอาเถอะเดี๋ยวข้าจัดการเอง เจ้ากลับไปรอที่ตำหนักเถอะ” จ้าวหมิงหลงถอนหายใจบรรดาสนมของพระองค์วันๆ สร้างแต่เรื่องให้ปวดหัวเรียกร้องความสนใจอยากให้พระองค์โปรดปราน “ขันทีซ่งไปบอกหมอหลวงจู บอกว่าข้าให้ไปตรวจอาการที่ตำหนักเต๋อเฟย” จ้าวเฟยหลงเอ่ยถึงหมอหลวงประจำพระองค์ที่ไม่มีผู้ใดสามารถเรียกใช้งานได้นอกจากพระมารดาตน “พ่ะย่ะค่ะฝ่าบาท / ขอพระทัยเพคะฝ่าบาท” ขันทีซ่งและนางกำนัลที่มาแจ้งเรื่องรับคำสั่งและออกไปทันที บริเวณตำหนักใหญ่ที่มีบรรดาดอกไม้สีสวยงดงามมากมาย ที่ผู้เป็นใหญ่ของคนทั้งแคว้นสั่งปลูกตามคำร้องขอของเจ้าของตำหนัก ตัวตำหนักทำด้วยไม้ซ่งชู่8 ไม้มงคลที่สามารถใช้สร้างที่พำนักอาศัยของเชื้อพระวงศ์เท่านั้น รอบๆ ทั้งในและนอกตำหนักประดับประดาด้วยสิ่งของล้ำค่ามากมายที่ประเมินค่าไม่ได้ เจ้าของตำหนักกำลังนั่งจิบชาอย่างไม่ทุกข์ร้อน บรรดาหมอหลวงที่ถูกเรียกมา ยืนมองหน้ากันไปมาอย่างไม่รู้จะทำอย่างไรหากแต่ก็ไม่สามารถทักท้วงอันใดได้ “ฝ่าบาทเสด็จจจจ” เสียงขันทีหน้าตำหนักดังขึ้นโดยไม่มีสัญญาณเตือนก่อน ร่างระหงเจ้าของตำหนักลุกขึ้นมารับเสด็จของบุรุษที่ได้ชื่อว่าเป็นสวามีนางและสตรีอีกหลายนาง “ถวายพระพรเพคะฝ่าบาท เสด็จมาถึงที่นี่มีอะไรให้เฉินเซีย9รับใช้หรือเพคะ” เฉินซิ่วอิงหรือเฉินกุ้ยเฟยเอ่ยมองอีกฝ่ายที่เดินเข้ามาด้วยรอยยิ้มเล็กน้อย “มิมีอันใด ข้าเพียงได้ยินข่าวว่าสนมรักเรียกหมอหลวงมาตำหนักมากมาย กลัวว่าสนมรักจะป่วยไข้จึงได้มาเยี่ยมเยียน” จ้าวหมิงหลงกล่าวพลางมองเฉินกุ้ยเฟยของพระองค์ ใบหน้าได้รูปงดงาม ขาวนวลเนียน คิ้วโก่ง ดวงตากลมโตแฝงไปด้วยความเย่อยิ่งของอัครเทวีผู้สูงศักดิ์ตามตำแหน่งกุ้ยเฟย ริมฝีปากบางได้รูปยามแย้มยิ้มเล็กน้อยกลับดูเย้ายวน รูปร่างอรชรอ้อนแอ้นตามแบบฉบับคุณหนูในห้องหอทั่วไป “ขอบพระทัยที่ทรงห่วงใยหม่อมฉันเพคะ เพียงป่วยเล็กน้อยมิเป็นอันใดมาก” เฉินซิ่วอิงเอ่ยด้วยน้ำเสียงอ่อนหวาน “มิเป็นอันใดมาก็ดีแล้ว หากสนมรักป่วยไข้ก็เรียกหาหมอหลวงมาตรวจเพียงคนสองคนก็พอให้ที่เหลือทำหน้าที่อื่นไป จะได้ไม่มาเกะกะที่ตำหนักสนมรักให้รำคาญสายตา” “เพคะ” เฉินซิวอิ่งลอบกำกระโปรงแน่น ทำไมนางจะไม่ทราบความนัยที่ฝ่าบาททรงกล่าวกับนาง คำพูดอาจเหมือนเป็นห่วงนางนัก แต่แท้จริงแล้วกลับกล่าวว่านางกะเกณฑ์เอาหมอหลวงมามากมายโดยใช่เหตุ ต้องมีคนนำเรื่องที่นางเรียกหมอหลวงทั้งหมดมาตำหนักขัดขวางไม่ให้มีหมอจากสำนักหมอหลวงไปตรวจหม่าเย่วอิงไปฟ้องฝ่าบาทแน่ นางทราบข่าวมาว่าพระองค์ทรงหารือราชการกับแม่ทัพทั้งหลายจึงฉวยโอกาสหาทางกลั่นแกล้งหม่าเย่วอิงที่เป็นลมที่หน้าตำหนักตัวเอง “หากมิมีอันใดแล้ว ข้าขอตัวไปตรวจฎีกาก่อน ยังมีอีกมากมายนัก ขอสนมรักรักษาตัวด้วย” จ้าวหมิงหลงเมื่อกล่าวจบก็หันหน้าเตรียมตัวเสด็จออกจากตำหนักไป “ช้าก่อนเพคะฝ่าบาท” “มีอันใดหรือสนมรัก” จ้าวหมิงหลงหันหน้ากลับมามองอีกฝ่ายที่เรียกรั้งพระองค์ไว้ “หม่อมฉันได้ยินข่าวว่าหม่าเต๋อเฟยทรงเป็นลมหมดสติอย่างไรเสีย ให้หมอหลวงที่ตำหนักหม่อมฉันสักคนเร่งไปตรวจดีหรือไม่เพคะ” เฉินซิ่วอิงเอ่ยเพื่อให้ฝ่าบาททรงเห็นว่านางมีจิตใจเอื้อเฟื้อ โอบอ้อมอารีต่อบรรดาสนมต่างๆ หวังจะแก้ตัวที่นางไปกลั่นแกล้งสนมคนโปรด “ไม่เป็นไร ข้าได้ส่งหมอหลวงจูไปแล้ว หากมิมีอะไรแล้วข้าขอตัวก่อน” ว่าแล้วจ้าวหมิงหลงก็เสด็จออกจากตำหนักทันที “เฉินเซียน้อมส่งเสด็จ” เฉินซิ่งอิงกัดฟันเหมือนโดนตบหน้ารอบที่สอง ถึงกับส่งหมอหลวงประจำพระองค์ไปเชียวหรือ มือที่กำกระโปรงแน่นจนมือบางรู้สึกเจ็บไปหมด พ้นขบวนเสด็จไปนางก็กรีดร้องอย่างเจ็บใจ “ทำไม!! ทำไมต้องคอยปกป้องนังเย่วอิงตลอด ทำไมไม่เป็นข้า!! ทั้งๆ ที่ข้ามาก่อนนางด้วยซ้ำ!!” นางรำพึงรำพันกับตัวเอง ตัวนางที่รักเขาปักใจตั้งแต่ยังเยาว์วัย ฐานะหรือชาติตระกูลต่างเหมาะสม บิดาของนางก็เป็นถึงราชครู จนกระทั่งนางได้หมั้นหมายกับเขาในวัยสิบหนาว ตามความเห็นของผู้ใหญ่แต่นางก็หาได้เสียใจไม่เพราะนางรักเขา รักเขาเพียงคนเดียวมาตลอด ถึงแม้เขาจะแต่งนางเข้าเป็นเพียงเหลียงตี้พร้อมกับสตรีอีกคน จนกระทั่งเขาขึ้นครองราชย์ตัวนางก็หวังว่าจะได้นั่งบัลลังก์หงส์เคียงข้างเป็นมารดาของแผ่นดินคู่กับเขา หากแต่สวรรค์ก็เล่นตลกเขาแต่งตั้งนางเป็นเพียงกุ้ยเฟย เว้นว่างตำแหน่งฮองเฮามาเนิ่นนานจนถึงปัจจุบัน ไป๋เทียนที่ออกจากวังมาแล้วก็มุ่งตรงไปที่วังของท่านแม่ทัพพร้อมพระองค์ทันที เขายังต้องเขียนรายงานที่ต้องถวายให้แก่ฮ่องเต้ช่วยท่านแม่ทัพอีกจึงไม่สามารถกลับไปยังจวนในตอนนี้ได้ทั้งที่ใจอยากกลับไปหาน้องสาวตามที่สัญญาเอาไว้ แต่ถึงอย่างไรหน้าที่ก็ต้องมาก่อน เขาและท่านแม่ทัพขี่ม้ามาถึงหน้าจวนที่มีป้ายที่เขียนด้วยลายพระหัตถ์ของจ้าวหมิงหลงฮ่องเต้ที่พระราชทานให้แก่ท่านแม่ทัพ ที่หน้าประตูจวนมีบรรดาบ่าวรับใช้ของจวนที่มารอต้อนรับมีพ่อบ้านหย่งและแม่นมหลิวที่ยืนอยู่ด้านหน้าสุดด้วยสีหน้ายินดี ทั้งสองคนเป็นคนอยู่รับใช้ชินอ๋องมาตั้งแต่ที่จางกุ้ยเฟยยังมีชีวิตอยู่ในวัง จนกระทั่งจางกุ้ยเฟยสิ้นพระชนม์จึงได้ขอพระราชทานอนุญาตฮ่องเต้จ้าวหมิงหลงมารับใช้ชินอ๋องเมื่อพระองค์ออกมาใช้ชีวิตอยู่ข้างนอกวัง แล้วหลังจากนั้นไม่ถึงปีชินอ๋องของพวกเขาก็ออกจากจวนไปอยู่กับท่านตาที่เป็นแม่ทัพใหญ่ที่ชายแดน นานนับปีถึงได้มีโอกาสพบชินอ๋องเมื่อทรงเสด็จกลับมาเมืองหลวงตามรับสั่งของหวงไท่โฮ่ว “ถวายบังคมพ่ะย่ะค่ะ / เพคะท่านอ๋อง” ทุกคนกล่าวเมื่อเขาและท่านแม่ทัพลงมาจากหลังม้า “พ่อบ้านหย่ง แม่นมหลิว พวกท่านสบายดีใช่ไหม” จ้าวเฟยหลงเอ่ยถามทั้งสองที่อยู่รับใช้เขามานานตั้งแต่อยู่ในวังด้วยความห่วงใยด้วยน้ำเสียงอ่อนลง "สบายดีพ่ะย่ะค่ะ ขอพระองค์อย่าทรงกังวล” “นี่เยี่ยไป๋เทียนรองแม่ทัพข้าเอง จากนี้ไปคงคุ้นเคยกัน” จ้าวเฟยหลงกล่าวแนะนำรองแม่ทัพของพระองค์ให้รู้จัก “ข้าเยี่ยไป๋เทียนขอรับ พ่อบ้านหย่ง แม่นมหลิว” ไป๋เทียนกล่าวแนะนำตัวกับบุคคลทั้งสองที่เห็นว่ามีความสำคัญต่อท่านแม่ทัพ “มิได้ขอรับท่านรองแม่ทัพ ท่านเป็นถึงรองแม่ทัพอย่าคารวะบ่าวเลย” พ่อบ้านหย่งเอ่ยขึ้นอย่างตกใจ ไป๋เทียนยิ้มแล้วไม่ได้กล่าวอะไรอีก “ข้าและรองแม่ทัพจะทำงานที่ห้องหนังสือ” จ้าวเฟยหลงเอ่ยถามอดีตขันทีของมารดาตนเองที่ผันตัวมาเป็นพ่อบ้านให้แก่จวนอ๋องของ เขา “กระหม่อมให้บ่าวรับใช้ทำความสะอาดสม่ำเสมอพ่ะย่ะค่ะ ท่านอ๋องสามารถใช้ได้ทุกห้องได้ทันที” “ดี” “ถ้าอย่างงั้นเดี๋ยวหม่อมฉันจะเตรียมของว่างและชาไปให้นะเพคะ” แม่นมหลิวกล่าวขึ้น “ขอบคุณแม่นมหลิวมาก” จ้าวเฟยหลงยิ้มบางๆ ให้แม่นมหลิวที่คอยเลี้ยงดูเขามาตลอดเล็กน้อย แต่เพียงเท่านั้นก็ทำให้บรรดาสาวใช้โดนเสน่ห์ของบุรุษสูงศักดิ์ที่นานที่จะเผยรอยยิ้มเขินอายหน้าแดงกันเป็นแถว “มิได้เพคะท่านอ๋อง” จ้าวหมิงหลงที่เสด็จกลับมาจากตำหนักของเฉินกุ้ยเฟยก็ทรงตรงไปที่ห้องอักษรเพื่ออ่านฎีกาต่อ เขานั่งอ่านฎีกาไปเรื่อยๆ จนขันทีนำป้ายสนมมาให้เลือกเช่นเคย “ฝ่าบาทถึงเวลาพลิกป้ายรายชื่อแล้วพ่ะย่ะค่ะ” ขันทีที่ทำหน้าที่นำถาดป้ายชื่อบรรดาสนมน้อยใหญ่ยกถาดป้ายเข้ามาที่โต๊ะทรงงาน สนมในรัชสมัยเขามีไม่มากหากเทียบกับสมัยอื่นๆ แต่ก็มีเกือบครบทุกตำแหน่งตามกฎของวังหลัง เขามองที่ถาดเพื่อหารายชื่อหม่าเต๋อเฟยแล้วหยิบให้ขันทีที่ทำหน้าที่ พอดีกับที่หมอหลวงจูมาขอเข้าเฝ้า “ฝ่าบาทหมอหลวงจูขอเข้าเฝ้าพ่ะย่ะค่ะ” เสียงขันทีซ่งเอ่ยขึ้นที่หน้าห้อง “ให้เข้ามา” “กระหม่อมจูหยางสือถวายบังคมฝ่าบาท” “หม่าเต๋อเฟยอาการเป็นอย่างไรบ้าง” “เป็นลมหมดสติเพราะร่างกายอ่อนล้าพ่ะย่ะค่ะ” “อืม แล้วมีอะไรอีก” จ้าวหมิงหลงเอ่ยถามเมื่อเห็นว่าหมอหลวงคนสนิททำสีหน้าลำบากใจที่จะตอบ “เหตุที่ร่างกายอ่อนล้าเนื่องจากมีพิษปนอยู่ในร่างกายพ่ะย่ะค่ะ” จูหยางสือตอบอย่างหวั่นเกรง เนื่องจากผู้ถูกพิษเป็นถึงสนมขั้นเฟย แสดงว่ามีการหละหลวมในการป้องกัน “ว่าอย่างไรนะ ถูกวางยาพิษหรือ?” จ้าวหมิงหลงเอ่ยเสียงดัง “พ่ะย่ะค่ะ แต่เป็นยาพิษชนิดอ่อนๆ ไม่ร้ายแรง หากแต่ร่างกายถ้าได้รับอย่างต่อเนื่องจะค่อยๆ สะสมจนถึงแก่ชีวิตได้พ่ะย่ะค่ะ” “นานเท่าใดแล้ว” “น่าจะประมาณสามเดือนได้พ่ะย่ะค่ะ” “ข้าคงละเลยวังหลังมากไปกระมังถึงมีการกล้าวางยากันเกิดขึ้นขนาดนี้” จ้าวหมิงหลงกล่าวด้วยน้ำเสียงกัดฟันเล็กน้อย จูหยางสือได้แต่นิ่งเงียบเกรงกลัวอารมณ์ของฮ่องเต้ “เอาเถอะข้าจะจัดการเอง เจ้ากลับไปได้แล้ว แล้วห้ามแพร่งพรายเรื่องนี้โดยเด็ดขาด” จ้าวหมิงหลงบอกก่อนที่จะหยิบราชโองการการจัดงานเฉลิมฉลองในอีกสามวันข้างหน้าออกมาแล้วเรียกขันทีซ่งเข้ามาในห้อง “นำไปมอบให้เจ้ากรมพิธีการให้เตรียมงาน แล้วเจ้าเตรียมป่าวประกาศให้รับรู้ทั่วกันพรุ่งนี้ตอนประชุมที่ท้องพระโรง” “รับด้วยเกล้าพ่ะย่ะค่ะ / กระหม่อมทูลลาพ่ะย่ะค่ะ” ทั้งสองกล่าวแล้วเร่งออกไปดำเนินการตามรับสั่ง “ฉิวฟงอยู่หรือไม่” “อยู่พ่ะย่ะค่ะ ฝ่าบาท” องครักษ์เงาโผล่ออกมาจากหลังฉาก "ไปสืบเรื่องนี้ให้ข้าที” “รับด้วยเกล้าพ่ะย่ะค่ะ” ตำหนักหลังขนาดพอดีไม่เล็กหรือไม่ใหญ่จนเกินไป รอบๆ บริเวณตำหนักปลูกต้นไม้เล็กและดอกไม้ที่ส่งกลิ่นหอมสดชื่น ทำให้บรรยากาศทั่วทั้งตำหนักดูมีชีวิตชีวายิ่ง ตัวตำหนักมีนางกำนัลและทหารองครักษ์รักษาความปลอดภัยยืนอยู่กระจัดกระจายทั่วไป ด้านข้างตำหนักมีเก๋งกลางสวนดอกไม้ที่มีสตรีนางหนึ่งกำลังนั่งจัดดอกไม้ใส่แจกันอย่างประณีต ใบหน้างดงามยิ้มแย้มขณะทำสิ่งที่ชื่นชอบ ทางด้านหลังมีนางกำนัลกำลังทำสีหน้ากังวล “พระสนมเพคะ ทรงเสด็จกลับเข้าไปในตำหนักก่อนเถิดเพคะ ข้างนอกอากาศร้อนนัก” เสียงนางกำนัลนามถิงถิงกล่าวขอร้องให้พระสนมตนกลับตำหนัก เมื่อครู่ก็ทรงเป็นลมไปครั้งหนึ่งตอนที่ออกมาเก็บดอกไม้หน้าตำหนัก หากแต่พอท่านหมอหลวงจูมาตรวจเสร็จ ก็ทรงลุกมาจัดดอกไม้ต่อ “ข้ามิเป็นอันใดมาหรอก พวกเจ้าก็อย่าตื่นตระหนกนักเลย” หม่าเย่วอิงจัดดอกไม้เสร็จแล้วหันมาตอบนางกำนัลตัวเอง “ขออภัยพระสนมพ่ะย่ะค่ะ” เสียงขันทีซ่งดังขึ้นจากทางเข้าเก๋ง “มีอะไรหรือซ่งกงกง” หม่าเย่วอิงหันหน้าไปมองยังขันทีซ่งที่เข้ามา “ค่ำคืนนี้ฝ่าบาทเลือกพลิกป้ายที่ตำหนักเต๋อเฟยพ่ะย่ะค่ะ ขอพระสนมทรงเตรียมตัวต้อนรับเสด็จด้วย” ขันทีกล่าวอย่างนอบน้อมกับหม่าเต๋อเฟย เพราะอีกฝ่ายถือเป็นสนมคนโปรดของฝ่าบาท “ขอบคุณซ่งกงกงมากที่เป็นธุระ ถิงถิงมอบสินน้ำใจให้ซ่งกงกงด้วย” “ขอบพระทัยพระสนมพ่ะย่ะค่ะ กระหม่อมทูลลา” “พระสนมรีบกลับเข้าไปเตรียมตัวเถิดเพคะ ก็ยามเซินแล้วเดี๋ยวจะไม่ทันฝ่าบาทเสด็จมานะเพคะ” ถิงถิงนางกำนัลรับใช้คนสนิทเอ่ย “พวกเจ้าจะรีบไปไย ฝ่าบาทเป็นคนไม่ชอบอะไรที่ยุ่งยาก เตรียมของว่างที่ทรงชอบและน้ำชาชนิดใหม่ให้พร้อมก็พอ เตรียมพิณให้ข้าด้วยเผื่อฝ่าบาทอยากฟังข้าบรรเลงเพลง” “โถ่ พระสนมเพคะ จะไม่รีบไปสรงน้ำเปลี่ยนฉลองพระองค์หน่อยหรือเพคะ ฝ่าบาทจะได้พอพระทัย” ถิงถิงเอ่ยอย่างเหนื่อยใจ พระสนมของนางไม่ค่อยจะเอาใจฝ่าบาทเท่าพระสนมคนอื่นๆ “ไม่หรอก จะรีบอะไรกัน จัดการซักชั่วยามก็เพียงพอแล้ว” หม่าเย่วอิงกล่าวแล้วก็ทำการตัดแต่งดอกไม้บนแจกันต่อ ตัวนางนั้นนับตั้งแต่ถูกแต่งตั้งเข้ามาฝ่ายในเป็นสนมขั้นเฟยก็ไม่เคยได้ถวายตัว หากฝ่าบาทพลิกป้ายชื่อนาง ค่ำคืนนั้นก็เพียงอยู่เป็นเพื่อนพูดคุยและทานของว่างจิบชาด้วยกัน พอพ้นวันใหม่ก็เสด็จกลับเป็นอย่างนี้เรื่อยมา ป้ายชื่อนางถูกพลิกบ่อยที่สุดนัยว่าเจ็ดวันต้องมีชื่อนางสามวัน ทำให้ถูกกล่าวว่าเป็นคนโปรดและถูกกลั่นแกล้งบ่อยครั้ง เมื่อจัดแจกันเสร็จนางก็เดินกลับเข้าตำหนักจัดการชำระล้างร่างกายเตรียมตัวรับเสด็จ ยามซวี10 “ฝ่าบาทเสด็จจจจจ” เสียงขันทีซ่งที่นำขบวนเสด็จดังขึ้นที่หน้าตำหนัก ทำให้นางต้องลุกขึ้นออกไปต้อนรับ “ถวายพระพรเพคะ ฝ่าบาท” หม่าเย่วอิงย่อตัวถวายความเคารพ “ลุกขึ้น ข้ามาช้าฎีกามากมายนักช่วงนี้” “มิเป็นไรเพคะ งานย่อมสำคัญกว่า” จ้าวหมิงหลงมองสตรีที่ตั้งแต่ถูกแต่งตั้งเข้ามาในฝ่ายในที่มีอุปนิสัยคงเส้นคงวา ไม่ฝักใฝ่ในอำนาจ อยู่อย่างสงบเสงี่ยม ใบหน้านวลผ่องได้รูป ตากลมโต จมูกโด่งรับกับริมฝีปากบาง รูปร่างเพรียวบาง ถือว่าเป็นสาวงามไม่ได้ด้อยกว่าสนมขั้นเฟยคนไหน แต่ให้ความรู้สึกผ่อนคลายเวลาอยู่ด้วยไม่ต้องมาคอยเสแสร้งเอาอกเอาใจ ทำให้เขาชอบมาพูดคุยหรือปรึกษาเรื่องต่างๆ ด้วย หม่าเย่วอิงถือเป็นสนมคนเดียวที่ไม่ได้ถวายตัวเนื่องด้วยพระองค์มิคิดจะหักหาญใจอีกฝ่ายที่เอ่ยปากกับตนในคืนเข้าหอว่ายังไม่พร้อม พระองค์จึงวางตัวคล้ายสหายที่ต้องอยู่ร่วมกันจนหลายปีผ่านไปก็รู้ถึงนิสัยของอีกฝ่ายจึงเกิดมิอยากทำลายด้วยการประทานยาห้ามบุตรแก่นางบ่อยๆ เพราะมันจะส่งผลเสียต่อร่างกาย ทั้งสองเดินมานั่งพูดคุยกันที่โต๊ะที่ตั้งอยู่กลางห้องก่อนที่หม่าเย่วอิงจะรินชาที่ทางจวนส่งเข้ามาให้เห็นว่าเป็นชาขึ้นชื่อของโรงเตี๊ยมตระกูลเยี่ย “หืมม ชานี้มันชาโม่ลี่” จ้าวหมิงหลงเอ่ยขึ้นเมื่อได้กลิ่นชาที่ถูกรินโดยคนตรงหน้า “พระองค์ทราบหรือเพคะ? ทางจวนส่งมาให้หม่อมฉันเห็นว่าเป็นชาดียิ่ง” “ส่งมาจากนอกวัง? นานเท่าใดแล้ว” จ้าวหมิงหลงถามเมื่อนึกถึงเรื่องการวางยาพิษ “สามเดือนก่อนเพคะ” “สามเดือนก่อนหรือ” จ้าวหมิงหลงครุ่นคิด “เพคะ ทรงมีอะไรหรือเพคะฝ่าบาท” หม่าเย่วอิงเอ่ยถามเมื่อเห็นพระพักตร์ของจ้าวหมิงหลงแปลกไป “ป่าวหรอก ชานี้รสชาติดียิ่ง” จ้าวหมิงหลงบอกปัดพร้อมยกชาขึ้นจิบ “จริงเพคะ หม่อมฉันดื่มทุกวันเลยทีเดียว” “ทุกวันหรือ?” “เพคะ” “หากเจ้าไม่ว่าอะไร ข้าขอสักนิดได้หรือไม่จะได้มีไว้ยามอ่านฎีกาคงสดชื่นไม่น้อย” จ้าวหมิงหลงคิดว่าในชาโม่ลี่ที่ถูกส่งเข้ามาอาจมียาพิษปะปนอยู่ “เพคะ หม่อมฉันจะให้นางกำนัลนำไปมอบให้” “ขอบใจเจ้ามาก ข้าไม่ได้ฟังเจ้าบรรเลงพิณมานานแค่ไหนแล้วนะ” “ฝ่าบาททรงต้องการให้หม่อมฉันบรรเลงพิณถวายหรือไม่เพคะ” “คงไม่รบกวนเจ้า เจ้าพึ่งหายป่วย วันหน้ายังมีข้าไม่รีบร้อน” “เพคะ” ทั้งสองใช้เวลาไปกับการพูดคุยถามไถ่เรื่องราวต่างๆ ของอีกฝ่ายเป็นเวลานานจนล่วงเลยมาเป็นเวลาค่อนคืน ฝ่ายจ้าวหมิงหลงจึงได้ขอตัวกลับไปยังตำหนักตน 8ซ่งชู่ (sōngshù) ต้นสน 9เฉินเซีย คำที่พระสนมใช้แทนตัวเองเวลาพูดกับฮ่องเต้ 10ยามซวี (*:xū) คือ 19.00 - 20.59 น.
Free reading for new users
Scan code to download app
Facebookexpand_more
  • author-avatar
    Writer
  • chap_listContents
  • likeADD