ตอนที่ 7 เปิ่นหวางจะรับผิดชอบเอง

2048 Words
“หากไม่มีอะไรมายืนยันเช่นนั้นข้าขอตัว” ไป๋เฟิ่งกล่าวเสร็จพร้อมเตรียมหมุนตัวกลับไปขึ้นรอพี่ชายบนรถม้า “ช้าก่อนขอรับคุณหนูเยี่ย” เอ้อหลางที่รีบลงมาจากชั้นบนของโรงเตี๊ยมรีบเอ่ยปากเมื่อเห็นคนที่กำลังจะหมุนกลับไปยังรถม้าของตัวเอง เขาเคยพบเยี่ยไป๋เฟิ่งมาก่อนเมื่อตอนที่ฮ่องเต้จ้าวหมิงหลงและท่านแม่ทัพเสด็จไปพร้อมท่านรองแม่ทัพที่โรงเตี๊ยมตระกูลเยี่ย จึงทำให้ทราบว่าสตรีที่คลุมหน้าด้วยผ้าสีทึบครึ่งใบหน้านั้นคือใคร “ท่านแม่ทัพให้ข้าน้อยมาเชิญคุณหนูขึ้นไปด้านบนขอรับ” ไป๋เฟิ่งมองคนมาใหม่อย่างมึนงง ท่านแม่ทัพ? ชินอ๋องน่ะหรือ? เหตุใดจึงได้ส่งคนมาเชิญนางกันเล่า หรือคนที่พี่ใหญ่พูดคุยธุระจะเป็นท่านแม่ทัพกัน ไป๋เฟิ่งลอบคิดกับตนเอง “หากคุณหนูเยี่ยไม่มั่นใจ นี่ขอรับหลักฐาน” เอ้อหลางยื่นป้ายหยกประจำตัวของท่านแม่ทัพให้สตรีที่อยู่ตรงหน้าดูทันทีเมื่อเห็นนางเงียบไป ไป๋เฟิ่งมองป้ายหยกชั้นดีสีนิลที่สลักคำว่า เฟยหลง เอาไว้ อันเป็นที่รู้กันว่าบุคคลที่สามารถห้อยป้ายหยกได้นั้นต้องเป็นเชื้อพระวงศ์เท่านั้น บุคคลทั่วไปตั้งแต่ขุนนางลงไปสามารถห้อยได้แค่ป้ายเงิน หรือ ทองเท่านั้น ชนชั้นสามัญที่เป็นพ่อค้าไปจนถึงชาวบ้านธรรมดาไม่ได้รับอนุญาตให้ห้อยป้ายใดๆ ดังนั้นหยกชิ้นนี้ต้องเป็นของจริงอย่างแน่นอน “ถ้าเช่นนั้นก็ช่วยนำทางด้วยเจ้าค่ะ” ไป๋เฟิ่งสุภาพขึ้นเล็กน้อยเมื่อรู้ว่าคนตรงหน้าเป็นคนของชินอ๋องผู้นั้น “ได้ขอรับ เชิญคุณหนูเยี่ย” เอ้อหลางรีบนำทางไป๋เฟิ่งขึ้นไปด้านบนทันที “เรียนท่านแม่ทัพ คุณหนูเยี่ยมาแล้วพ่ะย่ะค่ะ” ไป๋เฟิ่งเดินขึ้นมาบนชั้นบนสุดของโรงเตี๊ยมแล้วก้าวเท้าเข้าไปในห้องเมื่อได้รับสัญญาณว่าให้เข้าไปด้านในได้ นางเดินเข้าไปในห้องที่มีบุรุษสองคนคอยอยู่แล้ว “ถวายพระพรชินอ๋อง เพคะ” นางย่อกายลงถวายความเคารพบุคคลผู้ซึ่งสูงศักดิ์กว่าทุกคนในห้องนี้ “คุณหนูเยี่ยไม่ต้องมากพิธี เชิญนั่ง” น้ำเสียงราบเรียบพอๆ กับใบหน้าเฉยชากล่าวกับไป๋เฟิ่ง “ขอบพระทัยเพคะ” เมื่อนางมองหาที่นั่งเพื่อจะนั่งลงปรากฏว่าเก้าอี้ที่เหลือมันค่อนข้างอยู่ใกล้จ้าวเฟยหลง ซึ่งนางปรารถนาจะให้เก้าอี้ขยับออกมาห่างกว่านี้อีกหน่อย ใครเป็นคนจัดเก้าอี้กัน “คุณหนูเยี่ยไม่สะดวกใจที่จะนั่งข้างข้าหรือ?” จ้าวเฟยหลงกล่าวกับไป๋เฟิ่งเมื่อเห็นนางมองเก้าอี้ที่อยู่ข้างเขา “หามิได้เพคะ เพียงแต่หม่อมฉันเป็นสตรีที่ยังมิออกเรือนหากนั่งใกล้บุรุษใครเห็นเข้าคงมิงาม” นางรีบตอบ กลัวว่าบุรุษสูงศักดิ์จะเข้าใจผิดว่านางรังเกียจเขาได้ “ห้องนี้เป็นห้องส่วนตัว มีแต่คนของข้าคงมิมีคนนอกเข้ามาเห็น คุณหนูเยี่ยโปรดวางใจ” “เพคะ” นางเอ่ยตอบแล้วนั่งลงพร้อมวางห่อผ้าที่มีตำราลงบนตักก่อนจะโดนมองว่าเป็นคนเรื่องมาก แต่มีประโยคถัดมาทำให้นางที่ก้มหน้าอยู่และคนที่ได้ยินถึงกับชะงัก “หากมีผู้คนพบเห็นแล้วเกิดข่าวลือทำให้คุณหนูเยี่ยเสียหาย เปิ่นหวางจะรับผิดชอบเจ้าเองดีหรือไม่?” จ้าวเฟยหลงยามเมื่อแทนตัวเองว่าเป็นหวางนั้นย่อมหมายถึงเขาจริงจังในคำพูดนั้น ไป๋เฟิ่งเงยหน้ามามองบุรุษสูงศักดิ์ที่กล่าวว่าจะรับผิดชอบตนอย่างง่ายดายราวกับจะซื้อปลาสักตัว ดวงตาหงส์กลมโตเบิกกว้างขึ้นอย่างตระหนก รีบกล่าวเพื่อที่จะปฏิเสธ “มะ...หม่อมฉัน” นางเกิดอาการน้ำท่วมปาก หากจะปฏิเสธก็เท่ากับว่าแสดงตัวว่ารังเกียจอีกฝ่ายจนไม่อยากให้รับผิดชอบอาจเกิดความขุ่นข้องหมองใจแล้วส่งผลต่อพี่ชายนางที่เป็นรองแม่ทัพที่กำลังทำงานรับใช้เขาก็เป็นได้ แต่ถ้าตอบรับก็อาจจะทำให้อีกฝ่ายเข้าใจว่านางอยากจะให้เขารับผิดชอบนางเสียจนตัวสั่น ตอบอย่างไรก็ไม่ดีทั้งนั้น จ้าวเฟยหลงมองสตรีที่เขาสนใจตั้งแต่แรกออกอาการทางสีหน้าที่แม้ถูกปิดด้วยผ้าคลุมหน้าก็พอจะดูออก ดวงตาที่กำลังมองล่อกแล่กไปมาอย่างหาทางออกนั้นแลดูน่าขันยิ่งนัก พบกันครั้งก่อนนางเหมือนสตรีแปลกประหลาดที่ไม่สนใจบุรุษรูปงามเช่นตนและพี่ชาย มีสีหน้าเหมือนคนง่วงนอน แต่ก็เฉลียวฉลาด เจ้าเล่ห์อยู่ไม่น้อย นางแลดูไม่เหมือนสตรีนางอื่นที่คอยส่งสายตาให้เขายามได้พบหน้า นางเพียงมองผ่านแล้วไม่ชายตาแลทั้งเขาและพี่ชายเขาที่เป็นถึงฮ่องเต้ หากประจบเอาใจเสียหน่อยหรือไม่ก็ทอดสะพานให้พี่ชายเขาสักนิดก็คงอาจถูกแต่งตั้งได้เป็นฮองเฮาไม่ยากนัก ทั้งชาติตระกูลที่สูงส่ง และความงดงามที่แม้แต่เขาที่มิชมชอบหญิงใดได้ยลใบหน้านางก็ลมหายใจสะดุด ไป๋เทียนและองครักษ์เงาคนอื่นที่หลบซ่อนอยู่ในบริเวณนั้นถึงกับนิ่งงันกับอากัปกิริยาของผู้เป็นเจ้านายตนผู้ที่ผู้คนกล่าวว่าเขารังเกียจสตรี รวมถึงตัวไป๋เทียนที่ร่วมทัพสงครามกับจ้าวเฟยหลงถึงสี่ปีก็มิเคยเห็นท่านแม่ทัพใหญ่เอ่ยปากกับสตรีนางใดให้มากความมาก่อน แม้กระทั่งเมื่อยามมีสตรีมาให้ความรื่นเริงในค่ายชายแดน สตรีคณิกานางที่ไม่ว่าจะงดงามหรือใช้มารยาขนาดไหนท่านแม่ทัพก็หาได้สนใจไม่ แล้วอาการราวกับว่าเกี้ยวน้องสาวเขานี่มันหมายความว่าอย่างไร จ้าวเฟยหลงปรายตามองไปยังห่อผ้าที่อยู่บนตักร่างบางด้วยสายตานิ่งลึกราวกับจะมองทะลุเข้าไปในห่อผ้านั้นเสียให้ได้ เขารับรู้ถึงบางอย่างในนั้น “เห็นว่าเจ้าจะไปซื้อตำรา ได้ตำราอะไรมาหรือ” ไป๋เทียนรีบบังอาจเปลี่ยนเรื่องทันที โดยไม่รู้ว่าคำถามนั้นตรงกับความสงสัยของจ้าวเฟยหลงพอดี “ตำราสมุนไพรทั่วไปเจ้าค่ะ” “เจ้าศึกษาตำราสมุนไพรหรือ?” “เจ้าค่ะ” ไป๋เฟิ่งเลือกที่จะโกหกออกไปเพราะว่าคงไม่ดีแน่หากใครรู้ แม้แต่นางก็ยังไม่รู้อันใดมากมายยังรู้สึกมึนงงกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นอยู่เหมือนกัน ไม่นานนักอาหารหลากหลายอย่างหน้าตาน่าทานถูกลำเลียงนำมาขึ้นโต๊ะจนเต็ม ไป๋เฟิ่งมองอาหารหน้าตาน่าทานด้วยสายตาระยิบระยับ ด้านจ้าวเฟยหลงที่แอบมองอยู่เมื่อเห็นไป๋เฟิ่งที่มองอาหารสายตาเต็มไปด้วยประกายก็พึงพอใจที่ทำให้สายตาที่เต็มไปด้วยความขุ่นเคืองเมื่อครั้งก่อนกลายเป็นเช่นที่เห็น เขารู้สึกขบขันสตรีตรงหน้าไม่น้อย หวงขนมยิ่งกว่าแม่ไก่ฟักไข่เสียอีก “เชิญคุณหนูเยี่ยทาน หวังว่าอาหารของที่นี่จะรสชาติถูกปาก” “เพคะ” ทั้งสามนั่งทานอาหารไม่นานระหว่างที่ทานอาหารกันก็มีเพียงจ้าวเฟยหลงกับไป๋เทียนที่พูดคุยกันเรื่องต่างๆ มีบ้างที่มีไป๋เฟิ่งในบทสนทนา เขตชั้นในของป่าอู๋เฮย “เมื่อไหร่จะครบเสียที ข้าเหนื่อยจนจะตายแล้ว” หญิงสาวนางหนึ่งกำลังตามเก็บสมุนไพรตามที่ท่านปู่ของตนสั่งตั้งแต่ปลายยามเหม่าจนบัดนี้ดวงตะวันจะตรงศีรษะของนางแล้ว นางก็ยังคงเก็บสมุนไพรยังไม่ครบ นางต้องโดนท่านปู่ของนางลงโทษแน่ๆ ตนและท่านปู่เข้ามายังป่าอู๋เฮยนี้ก็เพราะมาตามสมุนไพรที่เกิดได้เฉพาะที่นี่เท่านั้น ท่านปู่ของนางนั้นนับเป็นหมอรักษาที่เก่งกาจและเป็นที่ต้องการผู้หนึ่งแต่มิชอบยุ่งเกี่ยวกับใครนัก เหตุใดถึงรู้ว่าท่านปู่ของนางเก่งกาจน่ะหรือ เพราะตั้งแต่เล็กจนโตนางติดตามท่านปู่ที่ถูกเชิญโดยชนชั้นสูงจากทุกสารทิศที่ป่วยจนคิดว่ามิอาจรักษาให้หายได้ให้ไปทำการรักษา และไม่มีซักรายที่จะไม่หาย ขนาดคนที่เกือบไปแดนปรโลกท่านปู่ของนางนั้นก็รักษาได้ นางเดินหาสมุนไพรไปเรื่อยๆ จนเหลืออีกเพียงสองชนิดสุดท้าย ตามที่ท่านปู่ของนางบอกสมุนไพรชนิดนี้มักเกิดในที่ที่มีแหล่งน้ำ เสียงน้ำจากแม่น้ำตรงหน้าเป็นสัญญาณบ่งบอกว่านางอาจจะได้เจอสมุนไพรชนิดที่ว่า นางจึงรีบเดินไปยังต้นเสียงที่นางได้ยิน แต่เมื่อนางเดินออกจากเขตป่าชั้นในมาแล้วก็พบ ร่างของบุรุษผู้หนึ่งนอนไม่ได้สติเกยที่โขดหินริมแม่น้ำที่ติดกับผืนป่าใหญ่ของป่าอู๋เฮยทั่วร่างมีบาดแผลมากมาย นางตกใจแล้วรีบเดินไปที่โขดหินทันที “เขายังไม่ตาย แต่ถ้าปล่อยไว้อย่างนี้ก็ไม่แน่” อวี้หลานใช้นิ้วชี้อังบริเวณจมูกของอีกฝ่ายพบว่าอีกฝ่ายยังมีลมหายใจอยู่ จึงทำการลากร่างของบุรุษตรงหน้าไปยังใต้ต้นไม้แถวนั้น “ฮึบ! ตัวหนักจริงเชียว” “เจ้าอยู่นี่นะ เดี๋ยวข้าไปตามท่านปู่มารักษา แข็งใจไว้” อวี้หลานพูดกับร่างไร้สติตรงหน้าแล้วรีบกลับไปยังที่พักของตนและท่านปู่ที่อยู่ไกลนัก ชายชราที่กำลังยืนตากสมุนไพรอยู่ชายกระท่อมกลางป่าอย่างใจเย็นไม่เร่งรีบเขาและหลานสาวเข้ามาอาศัยในป่าอู๋เฮยนี้เกือบเดือนมาตามหาสมุนไพรที่มันใกล้จะหมดในคลังยาของเขา เดิมทีไม่คิดว่าจะอยู่นานขนาดนี้หากแต่มีพยัคฆ์ทมิฬออกอาละวาดทำให้ออกจากป่านี้ไม่ได้ จึงได้แต่หาที่หลบพยัคฆ์ทมิฬจนกว่ามันจะสงบ “ท่านปู่! ท่านปู่! ท่านปู่!” เสียงหลานสาวโหวกเหวกโวยวายพร้อมวิ่งตรงมาทางเขาอย่างรีบร้อน “เอะอะ อะไรกันอวี้หลาน เสียงดังเช่นนี้มิกลัวสัตว์อสูรแถวนี้ได้ยินหรือ” ชายชราเอ่ยเตือนหลานสาวถึงแม้แถวนี้จะเป็นเขตที่ปลอดภัยจากสัตว์อสูร แต่หากส่งเสียงดังก็อาจทำให้อสูรที่มีประสาทสัมผัสหูที่ดีอย่างพยัคฆ์ทมิฬได้ยินก็เป็นได้ “มีคนบาดเจ็บเจ้าค่ะ! มีคนบาดเจ็บ ท่านปู่ช่วยไปดูเขาที” อวี้หลานพูดพร้อมหอบแฮกๆ “คนบาดเจ็บหรือ?” “เจ้าค่ะ บาดแผลเต็มตัวไปหมดเลย นอนไม่ได้สติที่ริมแม่น้ำด้านโน้น” “เจ้ารีบไปเอาห่อผ้าด้านในแล้วรีบตามข้ามา” ชายชราบอกหลานสาวแล้วรีบใช้วิชาตัวเบาไปยังที่ที่หลานสาวพบคน “เจ้าค่ะ” เมื่อมาถึงบริเวณนั้นก็พบร่างของบุรุษผู้หนึ่งที่นอนอยู่ใต้ต้นไม้ใหญ่คาดว่าหลานสาวของเขาคงนำร่างของบุรุษผู้นี้มาไว้ที่นี่ เกาจั้งจับชีพจรของบุรุษตรงหน้าดูพบว่าเพียงบาดเจ็บจากบาดแผลเท่านั้นมิได้ถูกพิษก็วางใจไปเปลาะหนึ่ง ดวงตาฝ้าฟางพินิจดูใบหน้าของคนไม่ได้สติก็รู้สึกคุ้นเคยอยู่ไม่น้อยแต่นึกไม่ออกว่าเป็นใคร “ท่านปู่เขาเป็นอย่างไรบ้าง” อวี้หลานที่มาถึงพร้อมห่อผ้าประจำตัวของผู้เป็นปู่เอ่ยถามถึงอาการของบุรุษที่ถูกนางช่วยเอาไว้ “เดี๋ยวค่อยถามเถิด รีบช่วยข้านำเขาไปยังกระท่อมเราก่อนที่แผลจะอักเสบไปมากกว่านี้” เกาจั้ง นำยาออกมาจากห่อผ้าตนแล้วจับยัดใส่ปากแล้วกดจุดบังคับให้ร่างตรงหน้ากลืนยาบรรเทาอาการอักเสบของบาดแผล “เจ้าค่ะ ท่านปู่” ทั้งสองจึงช่วยกันประคองบุรุษที่บาดเจ็บไปยังกระท่อมที่พักของตน
Free reading for new users
Scan code to download app
Facebookexpand_more
  • author-avatar
    Writer
  • chap_listContents
  • likeADD