ตอนที่ 2 สหายของบุตรชาย

3879 Words
ณ ห้องทรงพระอักษร บุรุษผู้เป็นใหญ่ของแคว้นกำลังนั่งอ่านรายงานจากขุนนางทั้งหลาย พระองค์ทรงปวดหัวกับเหล่าขุนนางเฒ่าที่วันๆไม่ทำงานทำการอะไร จ้องแต่จะบังคับให้พระองค์แต่งตั้งฮองเฮา บ้างก็อ้างเรื่องบ้านเมืองขาดมารดาของแผ่นดินบ้างล่ะ บ้างก็อ้างเรื่ององค์รัชทายาทสืบบัลลังก์บ้างล่ะ คิดว่าพระองค์รู้ไม่ทันหรือว่า พวกขุนนางเฒ่าจ้องจะเสนอบุตรสาวตนขึ้นมาเป็นฮองเฮา ฮึ!! เขาพึ่งอายุยี่สิบแปดชันษา ยังมีเวลาอีกมากในการมีทายาทสืบทอดบัลลังก์ อีกอย่างก็ใช่ว่าจะไม่มีสตรีที่พร้อมให้กำเนิดทายาทในเมื่อตำแหน่งเฟยทั้งสี่และสนมของพระองค์มีครบเกือบทุกตำแหน่ง เวลานี้ปัญหาเรื่องศึกสงครามพึ่งจบพระองค์ยังไม่คิดเรื่องแต่งตั้งฮองเฮาอะไรนั้นหรอก ในฐานะคนปกครองแคว้นขอแค่บ้านเมืองสงบร่มเย็นชาวบ้านอยู่ดีกินดีแค่นี้พระองค์ก็ไม่ขออะไรอีกแล้ว “ถวายบังคมพะยะค่ะฝ่าบาท” เสียงองครักษ์เงาปรากฏขึ้นหลังพระที่นั่งทรงอักษร “รายงานมา” “ชินอ๋องทรงกล่าวว่าจะเข้าร่วมงานเฉลิมฉลองพะยะค่ะ หากแต่ไม่ให้ส่งอะไรไปเด็ดขาดไม่อย่างนั้นจะทรงไม่เข้าร่วมงานพะยะค่ะ” องครักษ์รายงานทุกอย่างไม่ตกบกพร่องซักประโยคเดียว “หึ่ยยย เจ้าน้องชายคนนี้มันหัวแข็งซะจริงไม่น่ารักเอาซะเลย” จ้าวหมิงหลงอดบ่นออกมาไม่ได้ อนุชาของพระองค์นั้นหัวรั้นไม่น้อยชอบทำตัวเย็นชาจนไม่มีใครอยากเข้าใกล้ สาวงามน้อยใหญ่ที่พระองค์ประทานให้ก็ถูกไล่ตะเพิดกลับมาหมดทั้งที่ตอนเด็กน่ารักแท้ๆ “ชินอ๋องกล่าวอะไรอีกหรือไม่” “เอ่อ..ชินอ๋องรับสั่งว่าไม่ต้องมาพะยะค่ะ” องครักษ์กล่าวด้วยน้ำเสียงติดขัดเล็กน้อย เนื่องด้วยเกรงกลัวอารมณ์ของโอรสสวรรค์ “หึ ไม่ต้องมาอย่างงั้นหรือ” พระพักตร์งดงามยกยิ้มอย่างเจ้าเล่ห์ “ขันทีซ่งอยู่หรือไม่” จ้าวหมิงหลงตะโกนถามขันทีด้านนอกทันที “อยู่พะยะค่ะฝ่าบาท” “เตรียมตัวข้าจะไปรับน้องชายซะหน่อย” จ้าวหมิงหลงบอกพร้อมยิ้มอย่างอารมณ์ดี องครักษ์และขันทีซ่งเห็นฝ่าบาททรงยิ้มสรวลก็มองหน้ากันอย่างหวั่นวิตก หวังว่าฝ่าบาทคงไม่ทรงกลั่นแกล้งแหย่อะไรชินอ๋องอะไรอีกนะ ไม่อย่างงั้นชินอ๋องอาจจะหนีกลับชายแดนภายในค่ำคืนนี้ก็เป็นได้ เพราะชินอ๋องนั้นหากไม่ทรงเรียกกลับมารับรางวัลความดีความชอบก็คงไม่กลับมาเมืองหลวง เหตุผลที่ต้องทรงกลับมาเพราะฝ่าบาททรงส่งสารไปชายแดนหลังเสร็จศึกใจความว่า ‘หากไม่นำทัพกลับมาเองจะไม่มีทหารคนไหนกลับจากชายแดนทั้งสิ้น’ ทำให้ชินอ๋องต้องกลับมาอย่างเสียมิได้ ไม่ใช่เพื่อตนเองแต่เพื่อเหล่าทหารที่ร่วมสู้ศึกทุกนายที่ควรจะได้รับรางวัลและได้กลับบ้านหาครอบครัวหลังจากชนะศึกในครั้งนี้ ทางด้านไป๋เฟิ่งที่ได้ขนมมาก็อารมณ์ดีเป็นอย่างยิ่ง แต่นางไม่อาจแวะร้านตำราได้เพราะล่วงเลยเวลามาจะเกือบสองเค่อแล้ว มารดานางคงกำลังกล่าวว่านางในใจเป็นแน่ ทันทีที่ไป๋เฟิ่งก้าวเข้าสู่โรงเตี๊ยมทุกสายตาต่างมองมาที่นางราวกับมีมนต์สะกด ทุกย่างก้าวของนางเต็มไปด้วยความมั่นคง สง่างาม ใบหน้าเชิดขึ้นเล็กน้อยตามแบบฉบับชนชั้นสูงที่มารดานางพร่ำสอน ชั้นบนสุดของโรงเตี๊ยมเป็นห้องของเจ้าของโรงเตี๊ยมหรือก็คือท่านพ่อของนางนั่นเองแต่หลังจากที่ได้รับตำแหน่งเสนาบดีกิจการนี้ก็ได้ถูกยกให้ท่านแม่ของนางดูแลเนื่องจากท่านแม่ไม่อยากอยู่ในจวนเฉยๆ ท่านแม่ดูแลโรงเตี๊ยมเป็นอย่างดีรับลูกค้าทุกระดับไม่แบ่งชนชั้น สามารถเข้าพักได้ตามกำลังทรัพย์ของแต่ละคน อาหารรสเลิศและมีบริการครบครันถือว่าเป็นโรงเตี๊ยมที่ได้รับความนิยมอันดับต้นๆของเมืองหลวงเลยทีเดียว “ข้ามาแล้วเจ้าค่ะท่านแม่” ไป๋เฟิ่งส่งเสียงบอกมารดา และเดินไปนั่งลงข้างๆ อ้ายเหม่ยหลินหันกลับมามองบุตรสาวนาง พร้อมกวาดตามองพบว่าบุตรสาวที่กล่าวว่าจะไปดูตำราแต่กลับได้ถุงขนมจากร้านชื่อดังของเมืองหลวงมา นางส่ายหน้าเล็กน้อย บุตรสาวนางกินแต่ขนมหวานจนร่างเพรียวบางเริ่มมีเนื้อเกินขึ้นมาที่แก้มแล้วบางส่วนสงสัยนางต้องคุยอย่างจริงจังกับพ่อบ้านเรื่องงดขนมบุตรสาวเสียแล้ว ไป๋เฟิ่งหันหน้าไปบอกเสี่ยวจูให้เอาขนมส่วนหนึ่งมาใส่จาน นางจะชิมก่อนส่วนหนึ่งแล้วจะเก็บที่เหลือไว้กลับไปกินที่จวน ไม่รู้ว่านางจะได้ออกมานอกจวนอีกเมื่อไหร่ หรือนางจะขอให้พี่ใหญ่พาออกมาดีไหมนะ? ท่านแม่นางคงไม่คัดค้าน ไป๋เฟิ่งขบคิดกับตัวเอง เวลาผ่านไปครึ่งชั่วยาม ตึ่ง! ตึ่ง! ตึ่ง! ตึ่ง! ตึ่ง! เสียงกลองศึกพร้อมเสียงฝีเท้าของม้าศึกและทหารนับแสนดังขึ้นกระหึ่มมาจากหน้าทางหน้าประตูเมืองเป็นสัญญาณว่ากองทัพหลวงของชินอ๋องและพี่ชายนางมาถึงแล้ว เสียงแตรเป่าส่งสัญญาณให้กองทัพเคลื่อนเข้าสู่ประตูเมือง บรรดาชาวเมืองเต็มไปทั้งสองข้างทางเพื่อมาชมชัยชนะอันยิ่งใหญ่และมารอคอยต้อนรับคนในครอบครัวที่ออกไปทำสงครามเมื่อสี่ปีก่อน ทางด้านประตูเมืองหลวง เมื่อประตูเมืองเปิดออกสู่สายตา หน้าขบวนปรากฏบุรุษรูปร่างสูงใหญ่ร่างกายกำยำสมกับเป็นแม่ทัพ ใบหน้าคมเข้มผสมกับความงามอย่างลงตัว คิ้วเฉียงตัดราวกระบี่เข้ากับดวงตาดุดันสีนิลสนิท ริมฝีปากสีสดดั่งคนสุขภาพดี ใบหน้าเรียบนิ่งไม่บ่งบอกอารมณ์ บรรยากาศรอบๆตัวแลดูเยือกเย็น แต่ถึงอย่างนั้นก็ยังมีสตรีน้อยใหญ่ส่งสายตาให้บุรุษผู้นั่งอยู่บนหลังม้าศึกชั้นดีไม่ขาดสาย ด้านหลังถัดไปคือบุรุษรูปงามไม่แพ้กัน ใบหน้าคมเข้ม คิ้วกระบี่ แต่มีดวงตาที่หวานไม่ดุดันที่ได้มาจากผู้เป็นมารดาบรรยากาศรอบตัวผ่อนคลายไม่ตึงเครียดเท่าท่านแม่ทัพใหญ่ เขาคือรองแม่ทัพเยี่ยไป๋เทียนบุตรชายของท่านเสนาบดีใหญ่นั่นเอง เสียงโห่ร้องแสดงความยินดีดังไปทั่วบริเวณเมื่อขบวนเคลื่อนผ่านและแล้วก็ต้องหยุดชะงักเมื่อมีบุรุษผู้หนึ่งแต่งกายคล้ายคุณชายเจ้าสำราญยืนขวางหน้าขบวน ชาวบ้านที่อยู่ใกล้เคียงบริเวณนั้นต่างคิดว่าบุรุษผู้นั้นเป็นใครกันถึงได้กล้าขวางขบวนของท่านแม่ทัพใหญ่ ไม่รักชีวิตแล้วหรือไร ทันทีที่จ้าวเฟยหลงและรองแม่ทัพอย่างเยี่ยไป๋เทียนที่ขี่ม้านำหน้าขบวนเห็นว่าผู้ที่แต่งกายคล้ายคุณชายเจ้าสำราญนั้นเป็นใครก็รีบลงจากหลังม้าแล้วก้าวเท้าเข้าไปหาอย่างรวดเร็ว “ถวายพระพรพะยะค่ะฝ่าบาท” เยี่ยไป๋เทียนคุกเข่ากล่าวถวายความเคารพแด่จ้าวหมิงหลงฮ่องเต้อย่างรวดเร็ว “ท่านมาทำอันใดที่นี่” จ้าวเฟยหลงมองหน้าพระเชษฐาที่รั้นออกมานอกวังหลวงไม่กลัวอันตราย จ้าวหมิงหลงฮ่องเต้กวาดสายตามองอนุชาซึ่งไม่ได้พบหน้ากันนานหลายปีที่นอกจากไม่ทำความเคารพพระองค์ผู้ซึ่งเป็นฮ่องเต้แล้วยังถามคำถามไม่น่าฟังอีกต่างหาก เจ้าน้องชายคนนี้นี่มันน่าลงโทษซะจริงๆแต่ก็เอาเถอะพระองค์ไม่ได้ถือสาอะไร ขนาดบัลลังก์นี้พระองค์จะยกให้น้องชายผู้นี้ยังได้ด้วยซ้ำ ความจริงนั้นบัลลังก์นี้ควรเป็นของอนุชาตนเสียมากกว่าติดอยู่ที่ว่าเจ้าน้องชายหน้าตายผู้นี้ไม่ขอยุ่งกับการเมืองใดๆทั้งสิ้น “อะไรเล่าหลงเอ๋อร์ พี่ชายคนนี้มาต้อนรับกลับบ้านทั้งทีทำไมพูดจาไม่น่าฟังอย่างนั้นเล่า” จ้าวหมิงหลงพูดอย่างหยอกเย้า ชาวเมืองที่อยู่ในบริเวณนั้นต่างก็ได้ยินบทสนทนาดังกล่าวจึงทราบว่าบุรุษที่บังอาจขวางทางผู้นั้นเป็นใครต่างพากันตื่นตะลึงไม่คิดว่าโอรสสวรรค์จะเสด็จมา ชาวเมืองและเหล่าทหารน้อยใหญ่ที่อยู่ด้านหน้ารีบคุกเข่าพร้อมส่งเสียงถวายพระพร “ถวายพระพรฝ่าบาท ขอทรงพระเจริญหมื่นปี หมื่น หมื่นปี!” “เอาล่ะข้าไม่ได้มาแบบเป็นทางการ อย่าส่งเสียงดังไปเดี๋ยวชาวเมืองจะแตกตื่นกันไปหมด ตามสบายเถอะ ข้าแค่มาต้อนรับพวกท่านที่สามารถชนะศึกสงครามปกป้องแคว้นของเราให้อยู่รอดปลอดภัยแยกย้ายกันกับบ้านเรือนพวกท่านเถิด อีกสามวันเราจะจัดงานเฉลิมฉลองและให้รางวัลแก่พวกท่านทุกๆคนและรวมถึงครอบครัวคนที่สูญเสียด้วย” “ขอบพระทัยพะยะค่ะฝ่าบาท!!” ชาวเมืองและทหารที่อยู่ในบริเวณนั้นต่างกล่าวขอบพระทัยซาบซึ้งถึงความมีเมตตาของฮ่องเต้ก่อนจะสั่งทหารแยกย้ายกันกับบ้านเรือนตนด้วยความสุข แต่ก็มีหลายคนที่กลับไปด้วยความเศร้าโศกเนื่องจากได้สูญเสียคนในครอบครัวไป จ้าวเฟยหลงมองพระเชษฐาตนเองที่เป็นถึงฮ่องเต้แต่ยังคงเอาแต่พระทัยไม่ระวังตนเองพร้อมถอนหายใจ “เสด็จพี่ทรงออกมาได้อย่างไรพะยะค่ะ”จ้าวเฟยหลงถามผู้เป็นพี่อีกครั้งด้วยท่าทีที่สุภาพกว่าเดิมนิดหน่อยเมื่อนึกขึ้นได้ว่าอยู่ท่ามกลางสายตาของคนมากมาย “ข้าก็ออกมาพร้อมกับขันทีซ่งและฉิวฟงน่ะสิ” ทางด้านฉิวฟงและขันทีซ่งที่ถูกสายตาคาดโทษของชินอ๋องได้แต่ยืนตัวแข็งทื่อหน้าซีดอยู่ด้านหลังจ้าวหมิงหลงอย่างไม่รู้จะทำตัวอย่างไร ในเมื่ออีกฝ่ายเป็นโอรสสวรรค์วรยุทธรึก็สูงกว่าพวกเขาจะมีใครกล้าขัดคำสั่งได้ พวกข้าน้อยยังมีครอบครัวที่ต้องดูแลอยู่นะพะยะค่ะฝ่าบาท! เยี่ยไป๋เทียนเห็นท่านแม่ทัพมองฮ่องเต้อย่างคาดโทษบรรยากาศรอบตัวเริ่มคุกรุ่นในขณะที่ทางฝ่ายฮ่องเต้ทรงยิ้มแย้มไม่ทุกข์ร้อนต่ออารมณ์ผู้เป็นพระอนุชาแม้แต่น้อยจึงรีบกล่าวทูลเชิญทั้ง สองพระองค์เสด็จไปที่อื่นโดยเร็ว “เอ่อ….ทูลเชิญฝ่าบาทและท่านแม่ทัพไปหาที่ส่วนตัวพูดคุยกันก่อนเถิดพะยะค่ะ ทรงอยู่ตรงนี้นานเกรงว่าจะไม่ดีนัก” “พูดธรรมดาเถิดรองแม่ทัพตอนนี้เราอยู่ข้างนอก” “เอ่อ ขอรับ เชิญขอรับโรงเตี๊ยมของข้าอยู่ไม่ไกลจากนี่เท่าใดนัก” ไป๋เทียนรีบสั่งคนของตนไปแจ้งที่โรงเตี๊ยมจากนั้นจึงนำทางไปอย่างรวดเร็ว โรงเตี๊ยมตระกูลเยี่ย “เกิดอะไรขึ้นทำไมเสียงขบวนกองทัพถึงหยุดหายไป” อ้ายเหม่ยหลินเอ่ยขึ้นอย่างข้องใจ สามีนางได้ส่งข่าวบอกบุตรชายแล้วว่านางและบุตรสาวจะมารอต้อนรับชมขบวนกองทัพหลวงที่ผ่านเส้นทางของโรงเตี๊ยม เนื่องจากนางและบุตรสาวเป็นสตรีแถมเป็นถึงฮูหยินของจวนเสนาบดีจะให้ไปยืนต้อนรับหน้าประตูเมืองที่มีเหล่าบุรุษมากมายคงไม่เหมาะ “ได้ข่าวมาจากชาวบ้านที่ไปรอชมขบวนที่อยู่รั้งท้ายบอกว่าทหารกระจายตัวแยกย้ายกันกลับบ้านเรือนแล้วขอรับเห็นว่าเป็นคำสั่งของกองกองทัพ” ผู้ติดตามที่ออกไปหาข่าวจากด้านล่างเอ่ยแก่นายหญิงตนเอง “อย่างนั้นหรือ” นางเอ่ยพร้อมกับคิดในใจว่านางคงยังไม่ได้เจอบุตรชายในตอนนี้ คงต้องรอบุตรชายที่เป็นรองแม่ทัพเข้าเฝ้าถวายรายงานการชนะศึกสงครามพร้อมชินอ๋องซะก่อน นางคิดว่าสมควรกลับไปรอที่จวนจะดีกว่าแต่ยังไม่ทันที่จะหันไปบอกบุตรสาวที่ยังคงตั้งหน้าตั้งตากินขนมอยู่ว่าให้กลับจวน เสียงหลงจู้ดันดังขึ้นเสียงก่อน “ฮูหยิน ท่านรองแม่ทัพส่งคนมาแจ้งว่าจะมาที่โรงเตี๊ยมพร้อมกับนายท่านอีกสองคนและสั่งว่าให้เตรียมห้องส่วนตัวไว้ขอรับ” หลงจู้รีบขึ้นมาทันทีหลังจากผู้มาส่งข่าวบอกอย่างเร่งด่วนเมื่อครู่ “ไม่ได้การล่ะ เฟิ๋งเอ๋อร์หยุดกินขนมก่อนเจ้าลงไปกำชับพ่อครัวของโรงเตี๊ยมทีว่าให้เร่งทำอาหารอย่างดีสามสี่อย่างขึ้นมาที” นางหันไปสั่งบุตรสาว พร้อมสั่งรายการอาหารเตรียมต้อนรับบุตรชายอย่างตื่นเต้นโดยลืมไปว่าสั่งหลงจู้ก็ได้ไม่จำเป็นต้องให้บุตรสาวไปเอง ก่อนจะเอ่ยสั่งงานต่อ “เจ้าจงไปเตรียมห้องตามที่รองแม่ทัพสั่ง จัดเตรียมให้พร้อมอย่าให้มีอันใดผิดพลาด” บุตรชายนางไปอยู่ชายแดนหลายปีไม่รู้ว่าได้กินอาหารดีๆหรือไม่ ถึงบุตรชายจะคอยส่งจดหมายมาบอกว่าสบายดีก็เถอะแต่คนเป็นมารดาก็อดห่วงไม่ได้ ท่ามกลางศึกสงครามจะหาความสบายได้อย่างไร “ขอรับฮูหยิน ข้าน้อยจะจัดการทุกอย่างไม่ให้มีอันใดผิดพลาด” “เฟิ่งเอ๋อร์เจ้าไม่ต้องลงไปแล้วอยู่รอพี่เจ้าตรงนี้กับแม่เถิด”อ้ายเหม่ยหลินที่พึ่งนึกขึ้นได้กล่าวกับบุตรสาว “ท่านแม่เจ้าคะ ขออยากเป็นผู้ชงชาให้พี่ไป๋เทียนเจ้าค่ะ” ไป๋เฟิ่งเอ่ยบอกความต้องการของตนเองให้มารดาทราบ พี่ชายนางมักกล่าวเสมอว่าชื่นชอบชาที่นางชงที่สุดตนจึงอยากทำสิ่งเล็กๆน้อยๆนี้เพื่อต้อนรับการกลับมาของเขา “อืม ถ้าอย่างนั้นก็ตามใจเจ้า” “ข้าน้อยจะให้คนเตรียมชาให้ขอรับ" หลงจู้รีบเอ่ยอย่างรู้หน้าที่ “ดี ไปจัดการเถิด” อ้ายเหม่ยหลินเอ่ยกับเถ้าแก่ของโรงเตี๊ยมแล้วหันมายักหน้าให้บุตรสาวนาง ก่อนทั้งบุตรสาวและคนดูแลโรงเตี๊ยมจะเดินลงไปด้านล่างพร้อมกัน คราแรกนางคิดจะห้ามบุตรสาวว่าเรื่องเช่นนั้นปล่อยให้บ่าวไพร่ทำไปเถิดแต่เพราะเห็นสายตาของไป๋เฟิ่งจึงได้แต่ปล่อยให้ทำตามใจ ที่ด้านล่างแขกที่มาทานอาหารแทบจะกลับไปกันหมดแล้วเนื่องจากส่วนใหญ่มารอชมขบวนกองทัพของชินอ๋อง มีบางส่วนที่มาดื่มชาโดยเฉพาะเพราะโรงเตี๊ยมของตระกูลเยี่ยช่วงนี้ขึ้นชื่อเรื่องน้ำชายิ่งนัก บุรุษทั้งสามคนเดินเข้ามาในโรงเตี๊ยมหลังจากทั้งจ้าวเฟยหลงและเยี่ยไป๋เทียนที่แวะเปลี่ยนชุดเป็นชุดธรรมดา หลงจู้เมื่อเห็นว่าเป็นใครก็รีบมาต้อนรับทันที “คาราวะรองท่านแม่ทัพและคุณชายทั้งสองขอรับ" หลงจู้ไม่ทราบว่าคุณชายอีกสองท่านนั้นเป็นใครคิดว่าเป็นเพียงสหายคุณชายใหญ่เอ่ยทักทายตามปกติ “เชิญพะยะค่ะ กระหม่อมได้ส่งคนมาแจ้งไว้แล้ว” ไป๋เทียนทูลเบาๆเพื่อไม่ให้แขกที่อยู่ชั้นล่างโรงเตี๊ยมแตกตื่น ตัวเขาคงต้องขึ้นไปยังห้องที่จัดเตรียมไว้สำหรับทั้งสองพระองค์ก่อนแล้วจึงค่อยขอพระราชทานอนุญาตไปพบมารดาและน้องสาว “ไม่ต้องเตรียมอะไรมากมายเจ้าก็อยู่ด้วยกันกับข้าและเฟยหลงนี่แหละ” จ้าวหมิงหลงเอ่ย “เอ่อ...คือว่ามารดาและน้องสาวกระหม่อมอยู่ที่นี่ด้วย กระหม่อมต้องขอพระราชทานอนุญาตไปพบมารดาและน้องสาวได้ไหมพะย่ะค่ะ” “หืม มารดาและน้องสาวเจ้าอยู่ที่นี่หรือรองแม่ทัพ” “พะยะค่ะฝ่าบาท” “ดี ถ้าอย่างนั้นนำทาง” “เอ่อ.... พะย่ะค่ะ” เยี่ยไป๋เทียนจนหนทางในเมื่อจ้าวเหนือหัวตรัสอย่างไรก็คงได้แต่ต้องทำตามจึงได้เชื้อเชิญให้จ้าวหมิงหลงเดินขึ้นไปชั้นบน เมื่อพ้นหลังบุรุษทั้งสามหลงจู้ที่อยู่ใกล้ได้ยินบทสนทนาเมื่อครู่เกือบหยุดหายใจเมื่อทราบว่าบุรุษที่มากับท่านรองแม่ทัพนั้นเป็นใคร ตั้งสติได้จึงรีบไปควบคุมคนทางโรงครัวให้ทำอาหารให้ดีที่สุดเพื่อไม่ให้เกิดความผิดพลาดใดๆ “ท่านแม่ข้ากลับมาแล้วขอรับ” ไป๋เทียนเอ่ยทักมารดาก่อนที่จะเดินเข้าไปหา “เทียนเอ๋อร์เจ้ากลับมาแล้ว เป็นอย่างไรบ้าง”อ้ายเหม่ยหลินรีบเข้ามาคว้าแขนบุตรชายพลางมองทั่วตัวเพื่อสำรวจว่าบุตรชายบุบสลายตรงไหนหรือไม่ จนไม่ได้ทันสังเกตว่ามีบุคคลอีกสองคนที่เหลือที่ยืนมองมารดากับบุตรชายสนทนากัน “ข้าไม่เป็นอันใดขอรับ” “เอ๊ะ เชิญคุณชายทั้งสอง” อ้ายเหม่ยหลินพึ่งจะมองเห็นบุคคลที่มากับบุตรชายจึงเชิญมานั่งที่โต๊ะด้วยกัน “ท่านแม่นี่ คะ-” ไป๋เทียนที่กำลังจะบอกมารดาว่าทั้งสองคนคือใครก่อนที่จะทำการมิควรต่อทั้งสองพระองค์ไปแต่ถูกทั้งสองพระองค์ส่งสายตาห้ามปรามมาว่าไม่ให้เอ่ยอะไร อ้ายเหม่ยหลินที่สนใจแต่บุตรชายจึงไม่ได้ให้ความสนใจสำรวจพินิจใบหน้าของทั้งสองจึงยังไม่ทราบว่าผู้ที่มากับบุตรชายตนนั้นเป็นใคร เมื่อทั้งหมดมานั่งที่โต๊ะโดยไป๋เทียนได้ให้ฮ่องเต้และชินอ๋องทรงประทับลงบนเก้าอี้ก่อนแล้วจึงนั่งลงตาม จ้าวหมิงหลงจึงเริ่มต้นบทสนทนาอย่างรวดเร็วเมื่อไม่มีใครคิดจะเอ่ยอันใด “ฮูหยินของท่านเสนาบดีเยี่ยงดงามสมกับคำร่ำลือ” จ้าวหมิงหลงชวนพูดคุยต่างจากจ้าวเฟยหลงที่นั่งนิ่ง ด้านอ้ายเหม่ยหลินมานั่งที่โต๊ะก็ลอบมองบุรุษทั้งสองที่มากับบุตรชายเมื่อหนึ่งในสองเปิดการสนทนา พินิจพิจารณามองนางมีความรู้สึกว่าคุ้นเคยใบหน้าของคนที่เอ่ยถามตน แต่คิดมิออกว่าเคยพบที่ใดแถมท่าทีของบุตรชายออกจะเกรงใจทั้งคู่อยู่ไม่น้อยนางจึงยังรอดูท่าทีมิคิดจะเอ่ยอะไรออกไป “คุณชายท่านนี้กล่าวชมเกินไปแล้วข้าเป็นเพียงสตรีที่แต่งงานมีบุตรถึงสองคนคงไม่อาจงามราวสตรีแรกรุ่น” อ้ายเหม่ยหลินตอบพร้อมยิ้มเล็กน้อยแต่ไม่ยอมต่อบทสนทนาอันใด “แล้วเฟิ่งเอ๋อร์ล่ะขอรับท่านแม่” ไป๋เทียนยอมเสียมารยาทเอ่ยแทรกถามหาน้องสาวเมื่อบรรยากาศกลับมาเงียบอีกครั้ง “เฟิ่งเอ๋อร์ลงไปด้านล่าง นางไปเตรียมชาให้เจ้า” “ไม่เห็นต้องลำบากเลยขอรับ” แม้ปากจะบอกอย่างนั้นแต่ใบหน้ากลับเต็มไปด้วยรอยยิ้มเมื่อได้ยินว่าน้องสาวทำสิ่งใดให้ จ้าวหมิงหลงนั่งฟังบทสนทนาของมารดาและบุตรอย่างไม่ใส่ใจนัก พระองค์ไม่ได้กล่าวอะไรอีกคาดว่าเยี่ยฮูหยินอาจจะคาดเดาได้ว่าทั้งสองคนไม่ใช่สหายของบุตรชายตน จึงระแวดระวังสงวนท่าทีแต่ก็วางตัวได้อย่างดีเยี่ยมสมเป็นอดีตองค์หญิงถึงจะแสดงออกว่าถ่อมตัวแต่ก็มีความถือตัวอยู่ไม่น้อย จึงหันมาสนทนากับน้องชายตน “เจ้ามองอะไรหรือ” จ้าวหมิงหลงถามแต่ผู้เป็นน้องชายไม่ตอบจึงกวาดสายตาไปมองจึงรู้ว่าดวงตาคมกรบนั้นมองไปยังขนมเฉียวกั่ว5ที่วางอยู่บนโต๊ะ มิแปลกหากจ้าวเฟยหลงจะมองมันเพราะเป็นขนมที่จางกุ้ยเฟยเสด็จแม่ของเฟยหลงทรงชื่นชอบ ทางด้านจ้าวเฟยหลงนั่งมาได้ซักพักก็ไม่ได้เอ่ยอะไรซึ่งเป็นปกติของพระองค์ จ้าวเฟยหลงได้กลิ่นขนมเฉียวกั่วตั้งแต่เดินเข้ามาในห้อง จึงกวาดสายตามองหาจนพบขนมนี้บนโต๊ะพึงให้รำลึกถึงมารดาพระองค์ที่โปรดปรานขนมชนิดนี้ถึงขนาดในเจ็ดวันต้องมีขนมชนิดนี้ในอาหารที่จะเสวยหนึ่งวัน หากเสด็จพ่อไม่ทรงห้ามปรามเสด็จแม่ก็คงจะเสวยทุกวัน เมื่อนึกถึงเรื่องราวของมารดาจ้าวเฟยหลงจึงมีสีหน้าที่ดีขึ้นมาเล็กน้อยและอากัปกิริยาที่สดงออกนั้นอยู่ในสายตาของคนทุกคน ทั้งสามคนพลางคิดคล้ายๆกันว่าบุรุษที่เคร่งขรึมมีบรรยากาศรอบตัวดีขึ้น อ้ายเหม่ยหลินเห็นเช่นนั้นเลยคิดว่าจ้าวเฟยหลงคงหิวจึงได้หันไปบอกบ่าวรับใช้ให้เอาขนมที่เก็บไว้ส่วนหนึ่งไปใส่จานเพิ่มให้ทานเล่นก่อนที่อาหารจะมา “เชิญทานขนมรองท้องกันก่อนเถิดเป็นขนมจากร้านชื่อดังของเมืองหลวง” “คงเป็นเฟิ่งเอ๋อร์ที่ซื้อมาใช่ไหมขอรับท่านแม่” เยี่ยไป๋เทียนกล่าวพร้อมรอยยิ้มเมื่อคิดว่าน้องสาวเขาคงไม่อ้วนเป็นแม่หมูไปก่อนกระมังชื่นชอบแต่ขนมหวานเช่นนี้ “ใช่แล้วเจ้ากลับมาแล้วก็ตักเตือนนางบ้างเถอะเทียนเอ๋อร์” อ้ายเหม่ยหลินเอ่ยอย่างเหนื่อยใจ จ้าวหมิงหลงได้ยินเรื่องบุตรสาวตระกูลเยี่ยก็เกิดความสนใจเนื่องจากพระองค์ก็ไม่เคยพบเจอมาก่อน ได้ยินแต่ข่าวที่เล่าลือกันทั่วเมืองหลวงว่ารูปโฉมงดงามเป็นหนึ่ง ทรงเคยหยอกเย้าแหย่เยี่ยไป๋เจี้ยนเรื่องบุตรสาวอยู่บ้างว่าทรงขอมาเป็นฮองเฮาได้หรือไม่ แต่ก็ถูกท่านเสนาบดีบอกปัดไปเสียทุกครั้งกล่าวว่าบุตรสาวเขาไม่คู่ควร จ้าวเฟยหลงตกอยู่ในห้วงความคิดตนเอง บุตรสาวของเสนาบดีเยี่ยอย่างนั้นหรือคงเป็นคนเดียวกันกับที่พระองค์พบเมื่อก่อนหน้านี้กระมัง สตรีที่ทำให้พระองค์มองจนลับสายตาเพราะมีดวงตาหงส์เป็นประกายเจิดจ้าคล้ายกับมารดาของเขานัก พระองค์หยิบขนมขึ้นมาชิมเล็กน้อยรสหวานของขนมทำให้พระองค์อารมณ์ดีขึ้นมาหน่อย “ท่านแม่อย่าห้ามนางนักเลยขอรับนางมิค่อยได้ออกไปที่ใดนัก” ไป๋เทียนกล่าวอย่างเข้าข้างน้องสาวไม่ปิดบัง ไป๋เฟิ่งที่กลับขึ้นมาด้านบนเดินเข้ามาก็พบท่านแม่ของนางและบุรุษอีกสามคนที่นั่งอยู่กับมารดาของนาง นางมองไปยังทั้งสามคนด้วยท่าทีสำรวจ บุรุษทั้งสามล้วนรูปงามไม่แพ้กัน คนหนึ่งใบหน้างดงามราวอิสตรีริมฝีปากยิ้มแย้มรูปร่างสูงโปร่งเหมือนคุณชายเจ้าสำราญแต่มีบรรยากาศบางอย่างที่สูงส่งกว่าคนทั่วไป อีกคนรูปร่างสูงใหญ่กำยำใบหน้าคมเข้มผสมกับความงามได้อย่างลงตัวเหมือนกับสวรรค์บรรจงสร้างแต่ติดตรงที่มีดวงตาที่ดุดันที่พอนางสบตาแล้วเกิดอาการลมหายใจสะดุดไปชั่วขณะ ส่วนคนสุดท้ายคือพี่ชายของนางเอง 5ขนมเฉียวกั่ว (**) เป็นขนมพื้นเมืองจีนที่มีเอกลักษณ์มาก เป็นขนมที่นิยมทานกันในเทศกาลชีซี
Free reading for new users
Scan code to download app
Facebookexpand_more
  • author-avatar
    Writer
  • chap_listContents
  • likeADD