ตอนที่ 6 ตำราเก่าแก่

3068 Words
ไป๋เฟิ่งที่ตื่นนอนขึ้นมาแล้วลุกขึ้นมาอาบน้ำจัดการตัวเองอย่างอารมณ์ดีวันนี้เป็นวันที่นางจะได้ออกไปข้างนอก เมื่อวานที่พี่ชายกลับมืดค่ำจึงทำให้ไม่ได้ออกไป นางก็หาได้แง่งอนไม่ เนื่องจากสีหน้าของทั้งสองดูไม่ค่อยดีนักบรรยากาศตึงเครียดแผ่ปกคลุมไปทั่ว นางเดินออกจากเรือนพร้อมเสี่ยวจูมุ่งตรงไปหาพี่ชายที่จะออกไปด้วยกัน ระหว่างที่กำลังเดินไปไปหาพี่ชาย นางสัมผัสได้ถึงเหล่าคนที่เพิ่มมากขึ้นกว่าเดิมในจวน ทำให้นางขมวดคิ้วไม่ชอบใจนัก ไป๋เฟิ่งเป็นคนที่มีประสาทรับสัมผัสเฉียบคมมาตั้งแต่เด็ก เพียงมีคนเข้าใกล้รัศมีไม่เกินครึ่งลี้ นางก็สามารถรับรู้ได้ จึงทำให้นางรู้สึกอึดอัดเวลาที่มีคนติดตามมากมายเช่นนี้ “พี่ใหญ่ข้าพร้อมแล้วเจ้าค่ะ” ไป๋เฟิ่งเอ่ยเมื่อเห็นพี่ชายยืนรอที่หน้าประตูจวน ที่ยังอยู่ในภวังค์ความคิดของตนเอง “คารวะท่านรองแม่ทัพเจ้าค่ะ” เสี่ยวจูเอ่ยคารวะคุณชายใหญ่ ไป๋เทียนที่ยืนคิดเรื่องต่างๆ อยู่ก็ชะงักเล็กน้อยก็หันมาตอบน้องสาวตน “เมื่อเจ้าพร้อมแล้วก็ไปกันเถิด รีบไปรีบกลับ” “เจ้าค่ะ” ทั้งคู่ขึ้นรถม้าของจวนไปยังตลาดระหว่างที่รถม้ากำลังเคลื่อนตัว ไป๋เฟิ่งลอบมองหน้าพี่ชายตนที่ดูเหมือนมีเรื่องให้ขบคิดตลอดเวลา “พี่ใหญ่มีเรื่องไม่สบายใจอันใดหรือเจ้าคะ” ไป๋เฟิ่งเอ่ยถามพี่ชายตน “เจ้ารู้หรือ” ไป๋เทียนมองน้องสาวเขาที่คงมองออกถึงความกังวลที่เขาเป็น “ข้าเห็นว่าพี่ใหญ่ดูเหมือนคิดอะไรอยู่ตลอดเวลา เกี่ยวกับที่การที่เหล่าเงาเพิ่มขึ้นใช่หรือไม่เจ้าคะ” “เจ้ารู้ถึงตัวตนพวกเขาหรือ!!!” เขาถามด้วยความตกใจ เหล่าเงาที่ท่านพ่อส่งมาคุ้มครองท่านแม่กับเฟิ่งเอ๋อร์ถือว่าเป็นผู้มีวรยุทธไม่ต่ำกว่าขั้นหกต้น วิชาพรางตัวล้วนยอดเยี่ยม ขนาดเขาที่มีวรยุทธขั้นหกกลาง แต่มีวิชาพรางตัวที่ว่าดีกว่าคนทั่วไปยังไม่อาจเทียบได้ หากแต่น้องสาวเขากลับสัมผัสถึงการมีตัวตนของเหล่าเงาได้นับว่าประหลาดไม่น้อย เขาคงต้องหาทางคุยกับท่านพ่อเรื่องนี้ “เจ้าค่ะ ข้าอึดอัดยิ่งนัก” การที่รับรู้ว่ามีคนคอยจ้องมองนั้นไม่ใช่ความรู้สึกที่ดีสักเท่าใด “หากเจ้ารู้แล้ว ถ้าเช่นนั้นข้าจะไม่ปิดบังเจ้า” เขาถอนหายใจ แล้วเล่าเรื่องราวให้น้องสาวฟังทั้งหมดรวมถึงบางอย่างที่อาจจะเกิดขึ้นด้วย ไป๋เฟิ่งที่นั่งฟังเรื่องราวทั้งหมดก็มึนงงเล็กน้อยเหตุใดเรื่องราวถึงได้วุ่นวายยิ่งนัก นางอยากอยู่อย่างสงบไม่ได้หรือ ใบหน้างามสีหน้าออกยุ่งเหยิง เช่นนี้นางต้องทนอึดอัดเพื่อความสบายใจของทุกคนไปสักพัก ด้านไป๋เทียนที่เล่าเรื่องให้น้องสาวฟังก็โล่งอกไปบ้างเมื่อได้ระบายออกมาไม่ต้องเก็บไว้จะได้ช่วยกันระวังตัวมากขึ้น รถม้าของทั้งสองคนมาถึงยังตลาดที่มีผู้คนออกมาจับจ่ายซื้อของกันอย่างเนืองแน่น ไป๋เฟิ่งมองออกไปยังด้านนอกรถม้าเห็นของกินมากมายก็รู้สึกดียิ่ง พี่ใหญ่พามานาง นางไม่จำเป็นต้องเสียซักตำลึงเดียว “เจ้าจะแวะที่ใดก่อนหรือไม่เฟิ่งเอ๋อร์” ไป๋เทียนเอ่ยถามน้องสาวที่มองออกไปทางหน้าต่างของรถม้า “ไม่เจ้าค่ะ ข้าจะไปร้านฟู้หยวนแล้วจะไปหาตำราใหม่ๆ ที่ร้านแถวนั้นสักหน่อย” นางเอ่ยถึงร้านขนมชื่อดังที่เมื่อครั้งก่อนที่ได้กินเพียงนิดเดียวเมื่อคิดถึงหน้าของคนที่เป็นสาเหตุนางก็อดหงุดหงิดไม่ได้ หากพวกท่านไม่มาข้าก็คงไม่ต้องแบ่งขนมกับพวกท่านหรอก “หากเป็นเช่นนั้น ข้าจะไปทำธุระแถวนี้สักหน่อย หากเจ้าซื้อของเสร็จแล้วมารอที่รถม้าที่หน้าโรงเตี๊ยมเผิงหยู” “เจ้าค่ะ” “เสี่ยวจูดูแลนายเจ้าให้ดี” เขาเอ่ยกำชับสาวใช้ตัวน้อยของน้องสาวก่อนจะเดินจากไปเพราะคิดว่ามีเหล่าเงาคอยคุ้มครองอยู่คงไม่เป็นอันใด ไป๋เฟิ่งรอเสี่ยวจูไปซื้อขนมมาให้นางเช่นคราวก่อน ส่วนนางก็ไปรอที่เดิม เมื่อได้ขนมมาแล้วใบหน้านิ่งเฉยก็ขยับแย้มยิ้มอย่างสุขใจ นางและเสี่ยวจูเดินเรื่อยๆ อย่างไม่รีบเร่งไปยังร้านขายตำราที่อยู่ไม่ไกลจากร้านขนมมาก ร้านตำราที่อยู่ละแวกนี้มีเพียงไม่กี่ร้านแต่ก็คงมีหนังสือที่นางต้องการบ้างล่ะนะ ไป๋เฟิ่งเดินมาเรื่อยๆ ก็เจอร้านขายตำราที่อยู่ตรงมุมถนน “มีร้านตำราอยู่ตรงนี้ด้วยหรือ?” นางพึมพำกับตนเอง เท่าที่นางทราบแถวนี้มีร้านขายตำราเพียงสองสามร้านเท่านั้น ร้านตรงหน้าเป็นร้านที่ดูเก่าซอมซ่อเล็กๆ มีชั้นวางหนังสืออยู่ไม่กี่แถว ไม่พบคนในร้านแม้แต่คนเดียว “คุณหนูเจ้าคะ ร้านนี้ดูน่ากลัวยิ่งนักไปร้านอื่นเถิดเจ้าค่ะ” เสี่ยวจูบอกคุณหนูของตนพร้อมมองไปบริเวณรอบๆ ร้าน “คุณหนูผู้นี้ต้องการตำราแบบใดหรือ?” เสียงเย็นเอ่ยขึ้นพร้อมกับเจ้าของเสียงที่ปรากฏตัวขึ้นอย่างเงียบเชียบ ทั้งไป๋เฟิ่งและเสี่ยวจูสะดุ้งเฮือก หันกลับมามองทางด้านหลังตนแล้วพบชายชราผู้หนึ่งที่มีใบหน้าราบเรียบ ท่าทางนิ่งสงบมองมายังไป๋เฟิ่ง นางรู้สึกขนลุกอย่างไม่รู้สาเหตุกับสายตาที่ชายชรามองมายังที่ตน อีกอย่างคือนางไม่สามารถสัมผัสได้ถึงการมีตัวตนของชายชราผู้นี้จนกระทั่งเขาปรากฏตัว “ข้าเพียงเดินผ่านมาเจ้าค่ะ ไม่ทราบว่าตรงนี้มีร้านขายตำราอยู่” “ร้านข้านั้นออกจะซอมซ่อไปบ้างจึงไม่ค่อยมีคนอยากเข้ามานักเหมือนร้านใหญ่ๆ ทั่วไป” ชายชราตอบอย่างสบายๆ ไม่มีท่าทีเดือดร้อนกับการที่ไม่มีคนเข้าร้าน “แล้วท่านต้องการตำราแบบใดหรือ ร้านข้ามีตำราทุกแบบที่ท่านต้องการอย่างแน่นอน” ชายชรากล่าวอย่างโอ้อวด “ทุกแบบหรือเจ้าคะ” ไม่รู้ว่าเหตุใดไป๋เฟิ่งจึงนึกอยากท้าทายชายชราตรงหน้า “แน่นอนขอเพียงเจ้าเอ่ยมา” “ข้าต้องการตำราฝึกลมปราณเจ้าค่ะ” ทันทีที่ไป๋เฟิ่งเอ่ยขึ้นทุกอย่างตกอยู่ในความเงียบ นางคิดว่าชายชราคงไม่มีหนังสือเล่มที่กล่าวอย่างแน่นอนเพราะตำราฝึกลมปราณเป็นของหายากยิ่งมักมีเฉพาะที่ใช้สืบทอดต่อของตระกูลของผู้ฝึกยุทธซึ่งส่วนใหญ่เป็นความลับ หากจะมีหลุดมาขายก็คงราคาสูงมากบางทีถึงกับต้องเปิดประมูลกันเลยทีเดียว “ย่อมมีตำราอย่างที่เจ้าต้องการ” ชายชราเผยรอยยิ้มออกมามองไปยังสตรีน้อยตรงหน้าที่นิ่งงันไปเมื่อเขากล่าวจบ จากนั้นเขาก็เดิน เข้าไปในร้านครู่หนึ่งแล้วกลับมาพร้อมตำราที่ต้องการ “นี่คือตำราที่เจ้าต้องการ” ไป๋เฟิ่งเหม่อลอยไปชั่วขณะพร้อมเอื้อมมือไปรับตำราที่อยู่ในมือชายชรามาถือไว้ “เจ้าสามารถเปิดดูได้หากไม่มั่นใจ” นางมองหน้าชายชราที่ยังคงยิ้มเล็กน้อยก่อนจะก้มลงมองหนังสือที่มือของตน หนังสือที่มือตนนั้นเผยกลิ่นอายเก่าแก่ลึกลับออกมา เมื่อนางสัมผัสกับปกหนังสือนางรู้สึกเหมือนลมปราณของนางถูกดูดไปเล็กน้อย จู่ๆ หนังสือตรงหน้าก็เปล่งแสงสว่างออกมาแล้วเปิดออกเอง ทุกอย่างที่เกิดขึ้นตกอยู่ในสายตาของชายชราเขายิ้มกว้างทันทีเมื่อเห็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเมื่อครู่ เขาหาเจอแล้ว!! ถือว่าสวรรค์ยังไม่ทอดทิ้งให้ทุกสิ่งที่เขาสั่งสมมาสูญเปล่า! “ฮ่า ฮ่า ฮ่า ในที่สุดข้าก็มีศิษย์กับเขาเสียที” “หมายความว่าอย่างไรหรือเจ้าคะ?” ไป๋เฟิ่งที่มีสีหน้างุนงงถามชายชราหัวเราะมิหยุดที่ดูเหมือนจะสติฟั่นเฟือนไปแล้ว “เจ้ามีนามว่าอันใด” อี้มู่ซุนหยุดหัวเราะแล้วเอ่ยถามสตรีที่มีผ้าคลุมใบหน้าอย่างกระตือรือร้น สีหน้าที่นิ่งอยู่เป็นนิจตั้งแต่แรกหายไปกลายเป็นสีหน้าที่ยิ้มแย้มแววตาระยิบระยับ “ข้ามีนามว่าเยี่ยไป๋เฟิ่งเจ้าค่ะ” นางตอบในขณะที่ยังมึนงงกับเหตุการณ์ตรงหน้าจู่ๆ ชายชราที่เคยมีสายตาที่ชวนขนลุกกลับกลายเป็นแววตาวาววับอย่างคนที่เจอของถูกใจ “ไป๋เฟิ่ง หงส์ขาวอย่างนั้นหรือ เป็นชื่อที่ดี” “ตำราเล่มนี้ข้ามอบให้เจ้า” “ข้าคงมิอาจรับไว้ได้หรอกเจ้าค่ะ ตำราเล่มนี้คงมิเหมาะกับข้า” นางเป็นเพียงผู้มีวรยุทธขั้นสี่ดูจากตำราแล้วคงเป็นตำราสำหรับผู้มีวรยุทธขั้นสูงเป็นแน่ กลิ่นอายอันเก่าแก่รวมถึงพลังบางอย่างที่ตำราแผ่ออกมาคงมิใช่สามัญ หากนำไปฝึกพลังที่สถิตในตำราอาจสะท้อนกลับโจมตีผู้ฝึกก็เป็นได้ ถึงนางจะอยากฝึกลมปราณให้วรยุทธก้าวหน้าแต่ก็ต้องประมาณตนในสิ่งที่ไม่ควรฝืน “แม้ว่าตำราเป็นผู้เลือกเจ้าอย่างนั้นหรือ” “ตำราเป็นผู้เลือกข้าหรือเจ้าคะ” “ใช่ตำราเล่มนี้มันจะเป็นผู้เลือกผู้ฝึกฝนด้วยตนเอง” อี้มู่ซุนมองสตรีน้อยที่ตำราเป็นผู้เลือกด้วยความสนใจ ตำรานี้เคยถูกคนมาแย่งชิงมากมายนับไม่ถ้วนแต่ก็มิมีใครเคยได้ไป หากผู้อื่นได้ไปก็คงไม่สามารถทำอันใดได้อยู่ดีเพราะตำรามันจะดูดลมปราณของผู้ที่มันเลือกเพื่อแสดงความเป็นเจ้าของ ตำราจะสลักชื่อของผู้ครอบครองไว้ มีเพียงผู้ที่เคยถูกตำราเลือกเท่านั้นถึงจะสามารถเปิดอ่านได้ อย่างเช่นตัวเขาที่ตำราเป็นผู้เลือกเมื่อครั้งหลายสิบปีก่อนในครั้งที่เขาเดินทางเข้าไปในป่าที่เป็นแหล่งรวบรวมของวิเศษและล้ำค่ามากมายสำหรับผู้ฝึกยุทธ ตัวเขานั้นถือเป็นผู้อยู่บนจุดสูงสุดของผู้ฝึกยุทธหลังจากที่ฝึกวรยุทธจากตำราเสร็จก็ออกท่องเที่ยวไปทั่วยุทธภพจนโด่งดัง ก่อนที่ตำราจะแสดงเจตจำนงว่าพบเจอบุคคลที่สืบทอด เขาเดินทางมายังแคว้นจ้าวเนื่องจากพลังบางอย่างในตำราชักจูงมา เขาไปๆ มาๆ แคว้นจ้าวมาเกือบสิบปี จนเริ่มถอดใจค้นหาผู้สืบทอดแต่ไม่คิดไม่ฝันว่าสิ่งที่เขาเฝ้ารอมันจะเป็นจริงสักที ไป๋เฟิ่งมองชายชราและตำราในมือตนสลับกัน ตำราเป็นผู้เลือกนางหรือ? นางเริ่มสังเกตการเปลี่ยนแปลงที่ไม่รู้ว่าเกิดตั้งแต่ตอนไหน ชื่อของนางถูกสลักไว้ที่มุมล่างสุดของตำราเล่มนี้ หากเป็นลิขิตสวรรค์ที่นางเลี่ยงไม่ได้นางก็คงต้องทำตามแม้ว่าใจนางมิได้ชอบความวุ่นวาย แต่เมื่อ ณ ตอนนี้ชีวิตของครอบครัวนางแขวนอยู่บนเส้นด้ายนางย่อมต้องแข็งแกร่งเพื่อปกป้องครอบครัวของตน ด้านไป๋เทียนที่กำลังจะตรงไปที่ร้านตีอาวุธเพื่อสั่งตีดาบเล่มใหม่เหตุจากดาบเล่มเก่าที่ใช้บิ่นจากการต่อสู้ในสงครามแต่ยังไม่ทันได้ไปถึงไหนก็มีคนมาขวางทางเสียก่อน “ขออภัยท่านรองแม่ทัพขอรับ” เสียงบุรุษผู้หนึ่งเอ่ยขึ้นพร้อมกับการปรากฏตัวที่ด้านหน้าของไป๋เทียน “เอ้อหลางมีอันใดหรือ” ไป๋เทียนมองหน้าคนตรงหน้าที่เป็นองครักษ์คนสนิทของท่านแม่ทัพใหญ่ที่มาขวางเขาเอาไว้ “ท่านแม่ทัพเชิญท่านไปพบที่ชั้นบนของโรงเตี๊ยมเผิงหยูขอรับ” ท่านแม่ทัพเรียกพบหรือสงสัยมีเรื่องด่วนถึงขั้นส่งคนสนิทมาแบบนี้ “ข้าจะไปเดี๋ยวนี้” จ้าวเฟยหลงที่นั่งทอดมองออกไปยังนอกหน้าต่างหลังจากที่ได้รับสารจากคนของเขาที่อยู่ในแคว้นอ้าย ข้อความที่ได้รับมีประโยชน์อยู่ไม่น้อยแถมจับกลุ่มนักฆ่าที่ถูกส่งไปสังหารอ้ายหยางหลงที่ป่าอู๋เฮยได้ ที่เหลือคือการตามหาอ้ายหยางหลงเพียงอย่างเดียว ตราบใดที่ไม่พบศพคนย่อมถือว่ายังไม่ตาย “ท่านรองแม่ทัพมาแล้วพ่ะย่ะค่ะ” “ให้เข้ามา” “ถวายพระพรท่านแม่ทัพพ่ะย่ะค่ะ” “ลุกขึ้น” จ้าวเฟยหลงมองรองแม่ทัพของตนที่ถวายความเคารพเขาทั้งที่บอกครั้งแล้วครั้งเล่าว่าอย่ามากพิธี แต่ก็เอาเถอะ “ท่านแม่ทัพเรียกข้ามามีงานอันใดให้ข้าทำหรือพ่ะย่ะค่ะ” “เปล่าหรอก ข้าเพียงเห็นรถม้าจวนเจ้าแล้วพอดีกับได้ข่าวบางอย่างมาจากแคว้นอ้ายคิดว่าเจ้าควรรู้” และนึกอยากเจอใบหน้าที่ของใครบางคนจ้าวเฟยหลงกล่าวต่อในใจ ว่าแล้วก็ยื่นสารที่ถูกส่งมาให้เยี่ยไป๋เที่ยนอ่าน ไป๋เทียนเมื่ออ่านสารจบก็อดถอนหายใจไม่ได้ เป็นกลุ่มคนที่ท่านพ่อคาดไว้นอกจากคนกลุ่มนี้ก็ไม่น่าจะเป็นใครอื่นได้อีก “คนของข้าเข้าไปถึงป่าอู๋เฮยแล้ว อีกไม่นานคงได้ข่าว” ไป๋เทียนพยักหน้าให้กับท่านแม่ทัพเพื่อรับทราบ เขาหวังว่าจะพบรัชทายาทแคว้นอ้ายโดยเร็วก่อนที่ครอบครัวของเขาจะตกอยู่ในอันตรายไปมากกว่านี้ ร้านตำราของอี้มู่ซุน “ถ้าเป็นเช่นนั้นข้าก็ขอรับไว้เจ้าค่ะ” ไป๋เฟิ่งที่ฟังเรื่องตำราจากชายชราที่พึ่งเอ่ยแนะนำตัวว่าชื่อ ‘อี้มู่ซุน’ ซึ่งนางก็เหมือนเคยได้ยินชื่อนี้มานานแต่ก็นึกไม่ออกว่าได้ยินมาจากที่ใดซักแห่ง “ดี ดี ดี วันรุ่งขึ้นเจ้ามาหาข้าที่นี่ยามซวี” อี้มู่ซุนพยักหน้ารัวอย่างพอใจ “เจ้าค่ะ ถ้าเช่นนั้นข้าขอตัวก่อน” เมื่อพูดคุยทำความเข้าใจกันเสร็จไป๋เฟิ่งเก็บตำราใส่ห่อผ้าแล้วก็ขอตัวออกจากร้านไปเมื่อคิดว่าผ่านเกือบครึ่งชั่วยามแล้ว ทันทีที่นางกับเสี่ยวจูเดินออกจากบริเวณร้าน เหล่าเงาก็ปรากฏขึ้นตรงหน้าทันที “คุณหนูมิเป็นอันใดใช่ไหมขอรับ?!” หัวหน้ากลุ่มเงาเอ่ยเอ่ยถามอย่างร้อนรนเนื่องจากพวกเขาไม่สามารถฝ่าเข้าไปใกล้บริเวณร้านตำราได้ตั้งแต่คุณหนูเดินเข้าร้านไปเพราะมีพลังบางอย่างที่สกัดกั้นพวกเขาเอาไว้ทำให้พวกเขากระวนกระวายวิตกกังวลจนเกือบจะไปแจ้งท่านรองแม่ทัพแล้ว “ข้ามิเป็นอันใด เหตุใดพวกเจ้าทำราวกับว่าข้าจะเป็นอันใดไปได้” ไป๋เฟิ่งถามอย่างงุนงงตัวนางไม่ทราบว่าเกิดอะไรขึ้นหลังจากที่นางเดินเข้าไปในร้าน “ขอรับ” พูดจบก็ใช้วิชาพรางตัวหายไปอย่างรวดเร็ว จนไป๋เฟิ่งที่มองอย่างงุนงงกลายเป็นตาโตอย่างตื่นเต้น นางคาดหวังว่าในอนาคตนางจะสามารถทำเช่นนี้ได้บ้าง นางเดินกลับมารอพี่ชายที่รถม้าหน้าโรงเตี๊ยมเผิงหยูตามที่นัดเอาไว้ ยังไม่ทันจะขึ้นรถม้าก็มีเสียงจากด้านหลังเรียกให้นางหันกลับไปมอง “ช้าก่อนขอรับคุณหนู” เงาคนหนึ่งที่ได้รับหน้าที่มาเฝ้ารอเยี่ยไป๋เฟิ่งรีบเอ่ยเมื่อเห็นคนที่รอมาถึงหน้าโรงเตี๊ยม “เรียกข้ามีอันใดหรือ?” ไป๋เฟิ่งมองคนตรงหน้าอย่างไม่ไว้ใจ “ท่านรองแม่ทัพฝากมาเรียนคุณหนูว่าเชิญขึ้นไปรอด้านบนของโรงเตี๊ยมก่อนขอรับ ท่านรองแม่ทัพพูดคุยธุระสำคัญอยู่คงใช้เวลาสักพัก” “พี่ใหญ่หรือ” “ขอรับ” “เจ้ามีสิ่งใดมายืนยันว่าพี่ใหญ่เรียกข้าขึ้นไปรอที่ด้านบน” นางกล่าวแล้วมองคนตรงหน้าด้วยสายตาราบเรียบหารู้ไม่ว่าคนที่ถูกจ้องมองด้วยสายตานั้นรู้สึกราวโดนอะไรบางอย่างกดดันจนแทบเหงื่อตก “เอ่อ..” เงาที่ถูกให้เฝ้ารอเยี่ยไป๋เฟิ่งถึงกับตะกุกตะกักไม่รู้ว่าจะหาอะไรมายืนยันดีจึงได้ส่งสายตาให้เงาอีกคนที่อยู่ใกล้รีบไปรายงานท่านรองแม่ทัพ “ขออภัยท่านแม่ทัพ คนของท่านรองแม่ทัพขอพบด่วนพ่ะย่ะค่ะ” คนของจ้าวเฟยหลงแจ้งเมื่อมีคนมาขอเข้าพบด่วน ไป๋เทียนที่กำลังพูดคุยอยู่กับท่านแม่ทัพหันไปมองยังคนที่รออยู่ด้านนอก “ให้เข้ามา” “ขออภัยที่ขัดจังหวะพ่ะย่ะค่ะ” จ้าวเฟยหลงโบกมือให้คนของอีกฝ่ายว่าไม่เป็นไรที่เดินเข้ามาดูท่าทางรีบร้อนจริงๆ “ท่านรองแม่ทัพขอรับ คุณหนูมิยอมขึ้นมาเพราะไม่มีหลักฐานยืนยันขอรับ” หลี่ถงเมื่อได้รับอนุญาตจากท่านแม่ทัพจึงตรงเข้ามากระซิบที่หูของนายตน “นางว่าอย่างนั้นหรือ” ตนให้นางระมัดระวัง นางทำเช่นนี้ก็คงมิแปลก เป็นความผิดตนที่ไม่ได้รอบคอบ “มีอันใด” จ้าวเฟยหลงที่หูดีกว่าคนทั่วไปจึงได้ยินที่ทั้งคู่กระซิบกระซาบกัน “น้องสาวกระหม่อมมิยินยอมขึ้นมารอที่ด้านบนพ่ะย่ะค่ะ” เขามีสีหน้าปั้นยากเมื่อกล่าวจบ “เอ้อหลางลงไปเชิญคุณหนูเยี่ยขึ้นมาชั้นบนบอกว่าท่านแม่ทัพใหญ่จ้าวเฟยหลงเชิญขึ้นมา หากนางไม่เชื่อก็ให้ดูสิ่งนี้เสีย” จ้าวเฟยหลงเอ่ยพร้อมปลดป้ายหยกประจำตัวที่ข้างเอวให้กับองครักษ์คนสนิทอย่างไม่สนใจสีหน้าที่กำลังตกตะลึงกับคำสั่งที่ได้รับ “พะ พะ พ่ะย่ะค่ะ” เอ้อหลางรับหยกประจำตัวจ้าวเฟยหลงมาด้วยมือที่สั่นเทาพร้อมรีบลงไปด้านล่างทันที “จะไม่เป็นการรบกวนพระองค์หรือพ่ะย่ะค่ะ” ไป๋เทียนที่พึ่งหาเสียงตัวเองเจอหลังจากตกตะลึงไปพร้อมๆ กับเอ้อหลางองครักษ์คนสนิทของท่านแม่ทัพกล่าวถาม “ไม่เป็นไร เจ้ากับข้าก็คุยเรื่องสำคัญหมดแล้ว” “ขอบพระทัย พ่ะย่ะค่ะ” ไป๋เทียนรับคำอย่างมึนงง 12ครึ่งลี้ = 250 เมตร
Free reading for new users
Scan code to download app
Facebookexpand_more
  • author-avatar
    Writer
  • chap_listContents
  • likeADD