ตอนที่ 12 งานเลี้ยง (ต้น)

3659 Words
เมื่อครอบครัวของเสนาบดีคนสำคัญเข้ามายังบริเวณงานทำให้ถูกจ้องมองโดยคนทั้งหมดในงานอย่างช่วยมิได้ ท่านเสนาบดีเยี่ยไป๋เจี้ยนแต่เดิมก็เป็นบุรุษรูปงามอยู่แล้วจึงมีหญิงสาวมากมายต่างเคยหมายปอง อีกทั้งอ้ายเหม่ยหลินก็ยังเป็นถึงอดีตองค์หญิงรูปโฉมงดงามไม่เป็นรองใครจากแคว้นอ้าย ไหนจะบุตรชายที่เป็นถึงรองแม่ทัพที่ขึ้นตรงต่อชินอ๋องมีกองกำลังส่วนตัวที่กำลังมีความดีความชอบจากการชนะศึกและบุตรสาวที่ถูกกล่าวขานจากบรรดาอาจารย์ว่าเป็นอัจฉริยะในทุกๆ ด้านอีกทั้งความงามที่ทุกคนพากันเลื่องลือแต่น้อยคนนักที่จะได้เคยพบพาน “แยกย้ายกันไปนั่งที่ตนเองเถอะ อีกเดี๋ยวฝ่าบาทและเหล่าเชื้อพระวงศ์คงเสด็จมากันแล้ว” ไป๋เจี้ยนเอ่ยกับคนในครอบครัวโดยไม่สนสายตาและเสียงพูดคุยมากมายที่ตรงมายังครอบครัวตน การจัดที่นั่งจะแบ่งฝั่งบุรุษ-สตรี โดยจะจัดแบ่งตามลำดับความสำคัญของบุคคล และแต่ละครอบครัวก็จะนั่งตรงข้ามกันตามฝั่งแยกชายหญิง เนื่องด้วยครอบครัวของไป๋เฟิ่งนั้นมีความสำคัญระดับต้นๆ จึงถูกจัดที่นั่งต่อจากเชื้อพระวงศ์ฝั่งสตรีมาไม่กี่แถว นางและมารดาเดินมาถึงที่นั่งที่จัดเตรียมไว้ ที่นั่งข้างๆ พวกนางสองแม่ลูกมีสตรีสองคนจับจองก่อนหน้านั้นอยู่แล้วคาดว่าคงเป็นฮูหยินของเหล่าแม่ทัพหรือขุนนางจวนใดซักจวน “คารวะเยี่ยฮูหยิน” สตรีที่นั่งอยู่ก่อนเมื่อเห็นว่าเป็นผู้ใดมาถึงก็รีบลุกขึ้นเอ่ยทักทายด้วยความคุ้นเคย “อู๋ฮูหยิน” อ้ายเหม่ยหลินทักทายตอบ อู๋ฮูหยินผู้นี้เป็นภรรยาของท่านแม่ทัพบูรพาอู๋ป๋าไห่ที่พอจะคุ้นเคยพูดคุยยามออกงานสังสรรค์ระหว่างบรรดาฮูหยินด้วยกันบ้าง “นี่บุตรสาวข้า ซูเซียนเจ้าค่ะ เซียนเอ๋อร์รีบคารวะเยี่ยฮูหยินเร็วเข้า” จางลี่มี่เอ่ยแนะนำบุตรสาวที่ยืนอยู่ข้างตนที่อีกฝ่ายไม่เคยเจอมาก่อน “คารวะเยี่ยฮูหยินเจ้าคะ” “เยี่ยฮูหยินอันใดกัน เรียกท่านป้าเถิด” อ้ายเหม่ยหลินกล่าวด้วยรอยยิ้มอย่างเป็นกันเองกับสตรีที่ดูน่าจะรุ่นราวคราวเดียวกับบุตรสาวตน ที่รูปโฉมน่ารักน่าเอ็นดู แต่ท่าทางแก่นเซี้ยวไม่น้อย “เจ้าค่ะท่านป้า ท่านป้างดงามมากๆ เหมือนอย่างท่านแม่ข้าบอกไว้เลยเจ้าค่ะ” อู๋ซูเซียนเอ่ยอย่างใจคิด เยี่ยฮูหยินยังคงดูอ่อนเยาว์จริงๆ อีกทั้งยังงดงามมากอีกด้วย “อย่างงั้นหรือว่างๆ เจ้าก็แวะไปหาป้าที่จวนบ้างนะ” อ้ายเหม่ยหลินนึกชอบใจในความช่างพูดสดใสดูมีชีวิตชีวาบุตรสาวของสหาย “อย่าเลยเจ้าค่ะ ประเดี๋ยวนางจะไปทำของที่จวนท่านเสียหายซะเปล่าๆ” จางลี่มี่เอ่ยอย่างเหนื่อยใจกับความแก่นแก้วของบุตรสาวที่ไม่ค่อยสมเป็นกุลสตรีสักเท่าไหร่ทั้งยามอยู่ในจวนและนอกจวน “อ้อ นี่บุตรสาวข้า ไป๋เฟิ่ง” อ้ายเหม่ยหลินที่นึกขึ้นได้จึงกล่าวแนะนำบุตรสาวที่ยังคงยืนอยู่ด้านหลังนางเงียบๆ “ไป๋เฟิ่งคารวะอู๋ฮูหยินเจ้าค่ะ” ไป๋เฟิ่งที่ยืนฟังมารดาคุยกับอีกฝ่ายจนนางจวนเจียนจะหลับ ร่างบางโค้งศีรษะให้อีกฝ่ายไม่มากไม่น้อยจนเกินไปอย่างสตรีชนชั้นสูงที่มารดาเพียรฝึกมา อู๋ฮูหยินและอู๋ซูเซียนต่างมองคนตรงหน้าอย่างสนอกสนใจโดยเฉพาะซูเซียนที่ไม่เคยพบไป๋เฟิ่งมาก่อนได้ยินเพียงข่าวที่เขาเล่าลือกันเท่านั้น ส่วนอู๋ฮูหยินที่เคยพบไป๋เฟิ่งเมื่อครั้งนางยังเพียงสิบหนาวที่ไปงานเลี้ยงร่วมชมดอกไม้ของฮูหยินจวนขุนนางท่านหนึ่ง ครานั้นได้ยลใบหน้านวลว่างามแล้ว บัดนี้ใต้ผ้าคลุมหน้าคงจะงามขึ้นมาอีกหลายส่วน “เรียกข้าว่าท่านป้าอย่างที่เซียนเอ๋อร์เรียกเยี่ยฮูหยินเถิด ตายจริงยืนคุยกันเสียตั้งนานเชิญนั่งเถิดเจ้าค่ะเยี่ยฮูหยิน” แล้วมารดาทั้งสองคนก็พูดคุยกันอย่างออกรสออกชาติจนไม่สนใจบุตรสาวตนที่นั่งอยู่ด้านหลังอีกเลย “นี่ๆ คุณหนูเยี่ย เจ้าน่ะเคยมางานแบบนี้บ้างไหม” ไป๋เฟิ่งมองอีกฝ่ายที่เป็นฝ่ายพูดคุยกับนางก่อน ก่อนที่จะตอบคำถาม “เรียกไป๋เฟิ่งก็ได้นะหากเจ้าไม่รังเกียจ ส่วนคำตอบของข้าคือไม่เคย” ตามธรรมเนียมแคว้นจ้าวหากยังมิถึงวัยปักปิ่นจะไม่ได้รับอนุญาตให้เข้าร่วมงานเลี้ยงใดๆ ในวังหลวงโดยเด็ดขาดยกเว้นแต่เชื้อพระวงศ์ “ไม่รังเกียจๆ หากเช่นนั้นเจ้าก็เรียกข้าซูเซียนนะ” “อื้อ” “ข้าก็ไม่เคยมางานแบบนี้เหมือนกัน และก็ไม่ชอบซักเท่าไหร่” “เจ้าไม่ชอบหรือ?” ร่างบางเอียงคอถามด้วยสีหน้านิ่งๆ ภายใต้ผ้าคลุม ดวงตาหงส์มองอีกฝ่ายที่กล่าวว่าไม่ชอบออกมาได้อย่างง่ายดายทั้งๆ ที่เจ้าตัวดูออกจะดูเคยชินกับงานประเภทนี้ต่างจากไป๋เฟิ่ง “ก็ใช่น่ะสิ งานแบบนี้นะมีแต่พวกเสแสร้งทั้งนั้นแหละ บรรดาคุณหนูทั้งหลายก็ชอบอวดอ้างตนเองจนข้าหมั่นไส้แทบอยากจากอ้วก” ซูเซียนกล่าวพร้อมทำท่าทางและสีหน้าว่าไม่ชอบจริงๆ ได้อย่างน่าขบขัน ในสายตาไป๋เฟิ่งคิดว่าสตรีผู้นี้ถือว่าเป็นคนเถรตรงและสดใสดูมีชีวิตชีวายิ่งนัก หากคบเป็นสหายคงไม่เสียหายอันใด ตัวนางเองก็ไม่มีสหายมาก่อน “ข้าเองก็คิดเช่นนั้น” ไป๋เฟิ่งพยักหน้าหงึกหงัก “ใช่ไหมล่ะ” ซูเซียนพูดด้วยน้ำเสียงสดใสดีใจที่มีคนคิดอย่างตน เมื่อได้มีโอกาสมองใบหน้าของอีกฝ่ายใกล้ๆ ซูเซียนก็ต้องยอมรับว่าไป๋เฟิ่งเป็นสตรีที่ดึงดูดให้ผู้คนจ้องมองโดยแท้ นั่งนิ่งๆ และเผยให้เห็นใบหน้าเพียงหน้าผากมนขาวนวลเนียนกับดวงตาหงส์กลมโตสุกสกาวขนาดนางเป็นสตรีด้วยกันแท้ๆ ยังแอบมองคนตรงหน้าหลายที มิแปลกที่บรรดาบุรุษในงานต่างเมียงมองมาทางนี้บ่อยๆ นางเองก็เคยได้ยินเรื่องราวของสหายคนใหม่อยู่เหมือนกันเรื่องความงามที่ราวโดนมนต์สะกดนี่ท่าจะจริงส่วนเรื่องความเก่งกาจในด้านต่างๆ น่าคงต้องรอชมต่อไป ห่างออกไปอีกหลายแถวของฝั่งสตรีด้วยกันเองมีสตรีกลุ่มหนึ่งที่จ้องมองไปยังเยี่ยไป๋เฟิ่งและอู๋ซูเซียนที่กำลังพูดคุยกันอยู่ ซึ่งมองดูแล้วฝั่งซูเซียนน่าจะเป็นฝ่ายชวนคุยฝ่ายเดียวก็เถอะ สายตาที่จ้องมองออกอาการริษยาอย่างปิดไม่มิด ใครบ้างจะไม่อยากสนิทสนมกับสกุลอู๋ที่เป็นพระญาติฝั่งหวงไท่โฮ่ว แต่สตรีสกุลอู๋ผู้นั้นกลับนิสัยเถรตรงจนพวกนางไม่อยากจะสนทนาด้วย “สตรีที่คลุมหน้านั่นใครกัน” หลี่เหมยฟางที่เป็นจุดสนใจก่อนหน้าที่ไป๋เฟิ่งจะมาเอ่ยถามสตรีในกลุ่มด้วยกันเอง นางนั้นรู้จักอู๋ซูเซียนหากแต่ไม่รู้จักอีกคน “นางคือบุตรสาวของเสนาบดีที่ปรึกษาส่วนพระองค์นาม เยี่ยไป๋เฟิ่ง เจ้าค่ะ” สตรีนางหนึ่งซึ่งเป็นบุตรสาวขุนนางชั้นผู้น้อยที่เป็นพรรคพวกหลี่เหมยฟางตอบ “เยี่ยไป๋เฟิ่งหรือ?” นางพึมพำกับตัวเอง นางจำได้ว่าสตรีที่คลุมหน้าผู้นี้คือคนเดียวกันกับที่กล้าเมินนางที่ร้านฟู้หยวน นางนึกว่าสตรีนางนั้นเป็นเพียงบุตรีขุนนางเล็กๆ ซะอีก หึ! เป็นลูกเสนาบดีแล้วอย่างไร นางเองก็เป็นลูกแม่ทัพเช่นกัน มิมีอันใดต้องเกรงกลัว “มีข่าวลือมากมายถึงความงามของนาง ผู้คนที่เคยพบหน้าต่างบอกว่านางงดงามราวกับนางจิ้งจอกเลยเจ้าค่ะ” “ข้าว่าเป็นเพียงข่าวลอยลมมากกว่าหากนางงามจริงคงมิต้องปิดบังใบหน้าหรอกกระมัง” หม่าฟางหรูที่อยู่ในกลุ่มเดียวกันพูดขึ้นอย่างถือดี “นั่นน่ะสิเจ้าคะ ถ้าเป็นข่าวจริงนางคงมิปิดบังหน้า ข้าว่าภายใต้ผ้าคลุมหน้านางอาจจะอัปลักษณ์ก็เป็นได้ คิก คิก” สตรีอีกคนเอ่ยพร้อมหัวเราะคิกคัก พลอยทำให้หลี่เหมยฟางแอบยิ้มพอใจ “ข้าว่าถึงนางจะงามจริงก็คงมิอาจสู้คุณหนูหลี่ที่เป็นถึงหญิงงามอันดับหนึ่งหรอกเจ้าค่ะ” สตรีคนแรกกล่าวอย่างประจบเอาใจ ที่นางเข้ามาพูดคุยก็เพียงเพื่อให้ได้เป็นจุดสนใจเท่านั้นแหละ มิได้เอ่ยอย่างจริงใจเท่าใดนักซึ่งหลายคนก็คิดเช่นเดียวกัน สังคมชนชั้นสูงก็เป็นเช่นนี้ “ฝ่าบาทเสด็จจจจจจจจจ” เสียงขันทีป่าวประกาศการมาของบุคคลผู้ครองแคว้นดังขึ้น ขบวนเสด็จที่กำลังเดินเข้ามาส่งผลให้เหล่าผู้คนในงานต่างหยุดพูดคุย บรรดาสตรีต่างๆ ก็พากันจัดแจงเสื้อผ้าให้เข้าที่เพื่อให้ตนเองดูงดงามที่สุดเท่าที่จะทำได้ จ้าวหมิงหลงเดินนำขบวนเสด็จมาพร้อมอู๋หวงไท่โฮ่ว ด้านหลังเป็นเหล่าสนมที่ได้รับเชิญให้เข้ามางานนี้ซึ่งมีไม่มากประกอบไปด้วยเฟยทั้งสี่ เฉินกุ้ยเฟย เจียงซูเฟย หม่าเต๋อเฟย ไป๋เสียนเฟย และสนมชั้นผิน (สนมขั้นสอง ชั้นเอก เป็นรองจากตำแหน่งเฟย) ที่กำลังเป็นที่โปรดปรานอีกสองคนคือมู่เจาอี๋และหลานชงหรง “ถวายพระพรฝ่าบาท ขอทรงพระเจริญ หมื่นปี หมื่น หมื่น ปี!!” “ลุกขึ้น” จ้าวหมิงหลงกล่าวหลังจากที่ประทับลงบนพระที่นั่ง “ขอพระทัยพ่ะย่ะค่ะ/เพคะ” ดวงตาคมมองที่นั่งใกล้ตนจึงได้รู้ว่าผู้ที่เป็นคนสำคัญของงานนี้ยังไม่มา จ้าวหมิงหลงถอนหายใจกับความไม่เดือดเนื้อร้อนใจของน้องชายตน ตามความเป็นจริงทุกคนในงานต้องเข้ามางานก่อนที่เขาผู้ซึ่งเป็นฮ่องเต้จะเสด็จมา แต่เอาเถอะน้องชายเขายอมมาก็ดีเท่าไหร่แล้ว “ชินอ๋องยังมิมาอีกหรือ?” เขาเอ่ยขึ้นทำให้ทุกคนที่ยังคงเงียบอยู่เงียบขึ้นไปอีกเนื่องด้วยเกรงกลัวโทสะของฮ่องเต้ “เฟยหลงอาจจะยังติดธุระสำคัญอยู่ก็ได้” อู๋หวงไท่โฮ่วเอ่ยปากแทนพระโอรสเลี้ยงคนโปรด “พ่ะย่ะค่ะเสด็จแม่” มิต้องแปลกใจว่าเหตุใดเฟยหลงจึงเป็นเช่นนี้ก็เพราะเสด็จแม่เขาคอยให้ท้ายเช่นนี้ไงเล่า ขนาดเขาเป็นลูกแท้ๆ ยังไม่เคยให้ท้ายขนาดนี้เลย เหอะๆ “เอาเถอะเริ่มงานได้” หลังสุรเสียงทุ้มเอ่ยปากให้สัญญาณงานเลี้ยงก็เริ่มขึ้นบรรดาอาหารต่างๆ ถูกลำเลียงเข้ามามากมาย แต่ยังไม่ทันที่จะเริ่มการบรรเลงเพลงก็มีเสียงขันทีประกาศดังขึ้นอีกครั้ง “ชินอ๋องเสด็จจจจจจจจจจจจจ” ร่างสูงองอาจกำยำอย่างคนเป็นแม่ทัพภายใต้อาภรณ์เนื้อดีที่สามารถสวมใส่ได้เฉพาะเชื้อพระวงศ์สีดำปักลายพยัคฆ์คำรามดูน่าเกรงขามเดินเข้ามาด้วยความสง่างาม รอบกายเผยกลิ่นอายฆ่าฟันดูน่าหวาดหวั่นออกมาแต่ก็ยังคงเป็นที่สนใจของบรรดาสตรีที่ทั้งออกเรือนและยังไม่ออกเรือนอยู่ดี ใบหน้าคมเข้มผสมกับความงดงามที่ลงตัวนิ่งเฉยไม่สนใจต่อบรรดาสายตาของสตรีที่ส่งมาให้อย่างไม่ขาดสาย ร่างสูงยังคงเดินเข้ามาอย่างต่อเนื่องจนหยุดตรงหน้าที่นั่งของผู้เป็นพี่ชายและผู้ที่เขานับถือดั่งมารดา “ถวายพระพรฝ่าบาท ถวายพระพรเสด็จแม่พ่ะย่ะค่ะ” “เจ้ามาแล้วหรือเฟยหลง มานั่งเถิดๆ” อู๋เหลียนฮวารีบกล่าวกับโอรสเลี้ยงอย่างดีใจ นางนั้นไม่พบหน้าโอรสเลี้ยงผู้นี้นานถึงสี่ปีเต็ม ครั้นเมื่อกลับมายังเมืองหลวงก็มีงานราชกิจมากมายให้สะสางจึงมิอาจมาเข้าเฝ้าได้ซึ่งพระนางก็เข้าพระทัยดี ใบหน้าที่แสนจะนิ่งอยู่เป็นนิจยิ่งทวีความเย็นชามากขึ้นหลังเข้าสู่กองทัพ ความห่วงหาอาทรที่พระนางแสดงออกทำให้จ้าวเฟยหลงที่มักทำหน้านิ่งเผยแววตาอบอุ่นออกมาให้เห็น “ขอบพระทัยพ่ะย่ะค่ะเสด็จแม่” จ้าวหมิงหลงมองน้องชายตนไปนั่งที่ตนเองอย่างหมั่นไส้ เสด็จแม่โอ๋จ้าวเฟยหลงจนไม่เห็นหัวเขาที่เป็นฮ่องเต้เสียด้วยซ้ำ เหอะ! มันน่าน้อยใจ! “เอาล่ะเริ่มงานต่อได้” เขาละความสนใจต่อมารดาและน้องชายที่พูดคุยกันแล้วหันมาส่งสัญญาณให้เริ่มงานเลี้ยงต่อ เสียงบรรเลงดนตรีเริ่มขึ้นพร้อมกับนางรำจากกองดนตรีออกมาร่ายรำอย่างงดงามชวนให้ผู้คนในมองอย่างสำราญ ผู้คนต่างพูดคุยสังสรรค์กันอย่าง สนุกสนาน งานนี้นับว่าเป็นงานรื่นเริงในวังหลวงครั้งแรกในรอบสี่ปีจึงทำให้บรรยากาศดูครื้นเครงมากกว่าทุกครั้ง บรรดาคนหนุ่มสาวต่างเมียงมองไปยังบุคคลที่ตนสนใจคาดว่าหลังจบงานนี้คงมีแต่ข่าวน่ายินดีของหลายๆ จวนอย่างแน่นอน “ในงานน่ายินดีเช่นนี้ข้าขอดื่มฉลองให้ชินอ๋องพ่ะย่ะค่ะ” ขุนนางฝ่ายบุ๋นคนหนึ่งกล่าวขึ้นหลังจากการแสดงร่ายรำจบลงพร้อมชูจอกเหล้าในมือตัวเองขึ้น โดยไม่สนใจสีหน้าคนอื่นที่มองมายังตน ช่างหาเรื่องใส่ตัวโดยแท้คนอื่นๆ ต่างคิดในใจ ใครบ้างไม่รู้ว่าชินอ๋องมิชอบให้ใครไปวุ่นวายกับตนเอง จ้าวเฟยหลงมองคนที่กล้าเข้าวุ่นวายกับพระองค์ด้วยสายตานิ่งๆ หลังจากที่พูดคุยกับมารดาเลี้ยงเสร็จตนก็นั่งดื่มเงียบๆ ไม่พูดคุยกับผู้ใด ซึ่งทุกคนก็ต่างรู้ดีไม่มีใครมาวุ่นวายแต่ก็มินึกว่ายังมีพวกสมองหมูกล้ามายุ่งกับเขา ขุนนางที่ขวัญกล้าหน้าซีดตัวเริ่มสั่นกับสายตาที่ถูกส่งมายังตนจนประคองจอกเหล้าในมือแทบไม่อยู่ “ข้าขอดื่มให้แด่ทหารกล้าทุกคนที่ชนะศึกในครั้งนี้ ดื่ม!” จ้าวหมิงหลงเห็นสถานการณ์มิสู้ดีจึงกล่าวดื่มฉลองชัยชนะแด่ทหารเพื่อทำลายบรรยากาศอึมครึม พวกขุนนางที่รู้ความก็กล่าวสรรเสริญบรรดาทหารกล้าที่ออกไปรบเพื่อปกป้องบ้านเมืองอีกหลายคำ “เสียดายนักที่จางกั๋วกงมิได้มา” อู๋หวงไท่โฮ่วเอ่ยขึ้นกับโอรสทั้งสองถึงบุคคลสำคัญของครอบครัวอีกคนหนึ่ง “นั้นสิพ่ะย่ะค่ะ ข้าเองก็มิได้สนทนากับกั๋วกงนานมากแล้ว” “ท่านตามิอาจเดินทางไกลได้พ่ะย่ะค่ะ” จ้าวเฟยหลงตอบท่านตาของเขานั้นเดิมทีเป็นผู้ครองตำแหน่งแม่ทัพใหญ่จนกระทั่งถึงวัยปลดเกษียณจึงส่งต่อตำแหน่งให้กับเขาที่ท่านตาฝึกปรือสั่งสอนมากับมือ จากนั้นจึงเดินทางไปยังเมืองกู่ฮั่นบ้านเกิดใช้ชีวิตในบั้นปลายพร้อมกับบรรดาศักดิ์ที่ผู้เป็นพี่ชายแต่งตั้งให้ ปัจจุบันมีปัญหาด้านสุขภาพของคนวัยชราจึงทำให้ไม่อาจเดินทางไกลได้ “ไว้ข้าจะส่งโสมหมื่นปีไปให้กั๋วกง” จ้าวหมิงหลงก็พอจะทราบข่าวคราวของกั๋วกงวัยชราอยู่บ้าง “ขอบพระทัยฝ่าบาทพ่ะย่ะค่ะ” กล่าวจบดวงตาคมก็กวาดมองไปทั่วงานอย่างไม่ใส่ใจนักก่อนที่สายตาจะหยุดลงฝั่งตรงข้ามที่มีสตรีที่พระองค์ได้ช่วยโดยบังเอิญเมื่อวันก่อนกำลังก้มหน้าก้มตากินขนมที่ทางวังหลวงจัดให้ไม่สนใจผู้ใด แม้ว่าจะมีสายตาของบุรุษน้อยใหญ่มองมานางก็หาสนใจไม่ ดวงตาคมที่เคยแข็งกร้าวอ่อนลงอย่างไม่รู้ตัวฉายแววตาขบขันเล็กน้อย ไป๋เฟิ่งที่กำลังกินขนมอยู่รู้สึกถึงสายตาที่มองมามากมายแต่มิได้สนใจอะไร แต่มีสายตาคู่หนึ่งมองอยู่นานกว่าสายตาคู่อื่นจึงเงยหน้าขึ้นมองไปยังบุคคลที่จ้องนาง เมื่อเห็นว่าเป็นใครนางจึงหลุดเสียกิริยาไปครู่หนึ่งมองกลับพร้อมส่งสายตากลับไปว่ามองนางทำไม? จ้าวเฟยหลงที่มองสตรีฝั่งตรงข้ามนานไปหน่อยคาดว่าคงทำให้เจ้าตัวรู้สึกตัวจึงได้เงยหน้าขึ้นมาพร้อมสายตาที่ราวกับกำลังจะถามว่ามองนางทำไมกัน เขาหลุดสีหน้าเฉยชาไปวูบหนึ่งยิ้มมุมปากเมื่อนางรู้สึกตัวว่าทำอะไรมิควรแล้วเชิดหน้าขึ้นทำทีไม่มีอะไรเกิดขึ้น “ถวายพระพรฝ่าบาท หม่อมฉันอยากทำการแสดงเพื่อเป็นการขอบคุณเหล่าทหารกล้าเพคะ ขอฝ่าบาททรงอนุญาต” เสียงสตรีนางหนึ่งผู้มีใบหน้างดงามน่ารักจิ้มลิ้มดังขึ้นพร้อมคุกเข่าลงตรงหน้าพระพักตร์ฮ่องเต้แล้วแสดงเจตจำนงของตน สายตาทุกคนในงานจับจ้องมายังสตรีใจกล้าผู้นี้อย่างอยากรู้ว่าเป็นบุตรสาวผู้ใด ทางด้านหม่าซูเหวินผู้เป็นบิดาที่เห็นการกระทำอันน่าอับอายของบุตรสาวถึงกับหน้าดำคล้ำแต่ก็มิอาจเอ่ยปากอันใดต่อหน้าพระพักตร์ฮ่องเต้ “ไม่ทราบว่าเจ้ามีนามว่าอันใด” จ้าวหมิงหลงเอ่ยกับสตรีที่คุกเข่าต่อหน้าพระองค์คลับคล้ายคลับคลาว่าพระองค์เคยเห็นหน้าสตรีผู้นี้มาก่อนแต่จำมิได้ “หม่อมฉัน หม่าฟางหรูเพคะ” เสียงหวานแหลมเอ่ยพร้อมส่งสายตาหวานเชื่อมให้แก่ฮ่องเต้อย่างไม่ปิดบัง “อ้อ บุตรสาวคนรองท่านเสนาบดีกรมพิธีการน้องสาวของเย่วอิงนี่เอง” เขาพยักหน้าให้กับสตรีตรงหน้าก่อนที่จะหันไปยิ้มกว้างให้แก่หม่าเย่วอิงที่นั่งจิบชาอยู่เงียบๆ โดยมิได้ใส่ใจสายตาที่ถูกส่งมาแม้แต่น้อย ด้านหม่าเย่วอิงเห็นดังนั้นจึงยิ้มให้จ้าวหมิงหลงกลับนิดๆ “เพคะ” หม่าฟางหรูกัดฟันแน่นอย่างข่มอารมณ์ นี่ขนาดนางคุกเข่าอยู่ต่อหน้าพระพักตร์แท้ๆ แต่ก็ยังคงไม่อยู่ในสายพระเนตรฮ่องเต้ นังเย่วอิงนี่มันมารขวางความสุขของนางเสียจริง!! บรรดาสนมนอกจากหม่าเย่วอิงที่ติดตามเสด็จมามองหน้าของผู้ที่บังอาจส่งสายตาให้ฮ่องเต้อย่างไม่มียางอาย ไม่ว่าคนใดก็มิอาจมองหม่าฟางหรูอย่างเป็นมิตรได้ใครจะอยากให้มีสตรีเข้ามาฝ่ายในเพิ่มกันเล่า แค่นังแพศยาแซ่หม่าผู้พี่เพียงคนเดียวก็แย่งความโปรดปรานจากฝ่าบาทจนแทบไม่เสด็จตำหนักใดแล้ว “ก็ดีเหมือนกันนะเพคะฝ่าบาท ทหารกล้าหลายคนบากบั่นทำสงครามอยู่ที่ชายแดนหลายปีคงมิมีอันใดให้ความสำราญแก่พวกเขา การที่คุณหนูหม่าเอ่ยปากถือว่าเป็นรางวัลส่วนหนึ่งของพวกเขาก็แล้วกันนะเพคะ” เฉินกุ้ยเฟยที่นั่งอยู่มองหม่าฟางหรูตั้งแต่นางก้าวออกมาคุกเข่าต่อหน้าพระพักตร์จ้าวหมิงหลงจนกระทั่งสตรีใจกล้าผู้นี้กล้าส่งสายตาให้ฝ่าบาทอย่างโจ่งแจ้งเอ่ยขึ้น ผู้ที่คุกเข่าอยู่ได้ยินคำพูดของเฉินกุ้ยเฟยถึงกับลอบกำมือกับชายกระโปรงแน่น คำพูดของเฉินกุ้ยเฟยคือการฉีกหน้านาง เปรียบเทียบนางดั่งนางคณิกาที่ให้ความสำราญกับบุรุษ หูของนางได้ยินเสียงขบขันเบาๆ จากฝั่งสตรี นางทำอันใดมิได้นอกจากอดกลั้นในเมื่ออีกฝ่ายเป็นถึงกุ้ยเฟย เฉินซิ่วอิงความอับอายในครั้งนี้ข้าจะจำไว้!! ส่วนสนมคนอื่นก็พากันลอบยิ้มอย่างสะใจที่มีคนหักหน้าสตรีตรงหน้าโดยที่พวกนางไม่ต้องลงแรงอันใด “ถ้าเช่นนั้นข้าอนุญาต” “ขอบพระทัยเพคะ” หม่าฟางหรูเอ่ยก่อนจะลุกขึ้นไปเตรียมตัว “คุณหนูหม่าใจกล้าไม่เบา” อู๋ซูเซียนกล่าวขึ้นเมื่อเหตุการณ์ตรงหน้าจบลง ไป๋เฟิ่งพยักหน้าเล็กน้อย แสดงออกเสียขนาดนั้นเป็นผู้ใดก็ดูออก “ว่าแต่เมื่อครู่นี้ชินอ๋องทรงมองมายังทางนี้ เจ้าว่าพระองค์สนใจสตรีคนไหนหรือเปล่านะ” ด้วยตัวนางเองที่ชอบมองไปเรื่อยเปื่อยจึงสังเกตเห็นสายตาจากหลายๆ คนที่มองมายังทิศทางนี้จนกระทั่งสังเกตเห็นสายตาชินอ๋องที่มองมาแต่นางก็มิทราบว่ามองผู้ใด “ข้าเองก็ไม่รู้” ไป๋เฟิ่งตอบปัดไปอย่างไม่รู้ไม่เห็นหลังจากที่แสดงการกระทำที่แสนอับอายจนต้องก้มหน้าไม่กล้าสบตากับบุรุษสูงศักดิ์อีกคน เขาอาจจะมองคุณหนูคนอื่นที่ไม่ใช่นางด้วยก็ได้ใครจะไปรู้ “ใครกันนะที่จะได้ครองใจชินอ๋อง ข้าล่ะอยากรู้ซะจริง พี่ชายเจ้าเป็นรองแม่ทัพนี่ ไม่ทราบบ้างหรือ?” ซูเซียนถามด้วยความอยากรู้ ตัวนางนึกชมชอบชินอ๋อง แต่มิได้มีใจชมชอบในเชิงหนุ่มสาว นางชื่นชมในความสามารถของชินอ๋องต่างหาก หากนางเลือกได้นางก็อยากได้สามีที่สง่างามและแข็งแกร่งเหมือนกับชินอ๋องจ้าวเฟยหลงญาติผู้พี่ของนาง “ข้ากับพี่ชายติดต่อกันผ่านจดหมาย พูดคุยเรื่องทั่วไปเท่านั้นเรื่องอื่นข้าไม่รู้หรอก” อู๋ซูเซียนพยักหน้าหงึกหงักมองสหายตนที่นางรู้สึกว่าเจ้าตัวเป็นคนมิค่อยพูดจาอันใด ติดจะดูตาปรือคล้ายคนง่วงนอนอยู่ตลอดเวลา เจ้านอนมิพอหรือไป๋เฟิ่ง? 13กั๋วกง ตำแหน่งบรรดาศักดิ์สูงสุดของชั้นกง ขั้น 1 ชั้นรอง และเป็นตำแหน่งสูงสุดที่ขุนนางจะได้รับพระราชทานจากจักรพรรดิ
Free reading for new users
Scan code to download app
Facebookexpand_more
  • author-avatar
    Writer
  • chap_listContents
  • likeADD