ตอนที่ 13 งานเลี้ยง (กลาง)

3542 Words
หลังจากที่รอไม่นานขันทีก็ส่งสัญญาณว่าหม่าฟางหรูเตรียมตัวเสร็จแล้วเรียบร้อยพร้อมทำการแสดง หม่าฟางหรูเดินไปพูดคุยกับผู้บรรเลงพิณครู่หนึ่งก่อนจะเดินมายังตรงกลางลานที่เหล่านางรำทำการแสดงก่อนหน้านี้ เสียงพิณบรรเลงขึ้นพร้อมกับร่างบางที่ร่ายรำอย่างอ่อนช้อยงดงามสมกับที่ร่ำเรียนมา การร่ายรำที่อ่อนช้อยประกอบกับใบหน้าแย้มยิ้มระหว่างร่ายรำในทำนองเพลงใบไม้ผลิบานที่สนุกสนานทำให้ร่างบางดูสดใสและซุกซนเหมือนดรุณีตัวน้อยๆ ที่ชวนทะนุถนอมไว้กลางฝ่ามือมิให้บอบช้ำ ร่างบางส่งสายตาหวานหยดไปยังผู้ที่นั่งประทับอยู่สูงสุดก่อนที่จะหมุนตัวโค้งอย่างเชื่องช้ากวาดแขนเรียวหมุนตัวเป็นวงกลมแล้วหยุดนิ่งพร้อมกับเสียงดนตรีที่จบลง เสียงปรบมือดังขึ้นส่งผลให้ใบหน้างามจิ้มลิ้มยกยิ้มอย่างพอใจสายตายังคงตรงไปยังจ้าวหมิงหลงไม่ลดละ จนกระทั่งเจียงซูเฟยเอ่ยขึ้น “ฝ่าบาทควรประทานรางวัลเพื่อเป็นขวัญและกำลังใจให้กับคุณหนูหม่านะเพคะ” “นั่นสิ” จ้าวหมิงหลงพยักหน้าอย่างเห็นด้วยกับสนมตน หม่าฟางหรูเห็นเจียงซูเฟยสนับสนุนตนในใจก็ยิ่งฮึกเหิมลำพองใจยิ่งนัก หลังจากประทานรางวัลให้หม่าฟางหรูก็เชิดหน้ากลับไปที่นั่งตนเมินสายตาตำหนิจากผู้เป็นบิดาที่ส่งมาให้ นางมิได้อยากได้รางวัลเล็กน้อยพวกนี้เพียงแต่ต้องการปรากฏตัวให้อยู่ในสายพระเนตรของจ้าวหมิงหลงฮ่องเต้ หากพระองค์เกิดสนใจในตัวนางไม่แน่ว่าอาจรับนางเข้าไปเป็นสนมและนางก็จะได้หักหน้านังเย่วอิงที่คิดว่าเป็นคนโปรดแล้วถีบหัวส่งมันลงจากตำแหน่งซะที! อีกไม่นานหรอก! “เจ้าร่ายรำได้งดงามยิ่ง ราวกับพวกนางระบำของวังหลวงเลยทีเดียว” หลี่เหมยฟางเอ่ยหลังจากที่หม่าฟางหรูกลับมานั่งที่ตน “ท่านแม่ข้าเรียนเชิญอาจารย์ที่เป็นนางข้าหลวงเก่ามาสอนข้าโดยเฉพาะเชียวนะ” หม่าฟางหรูที่กำลังลำพองใจพูดข่ม โดยมิได้ไตร่ตรองว่าหลี่เหมยฟางเปรียบเทียบว่านางก็มิต่างอะไรจากพวกนางระบำให้ความสำราญในวังหลวงดั่งที่เฉินกุ้ยเฟยกล่าว หลี่เหมยฟางเลิกให้ความสนใจกับสตรีสมองหมูตรงหน้าที่คิดว่าตนเองฉลาดแล้วหันกลับมามองบุรุษในดวงใจต่อที่ไม่ว่านางจะส่งสายตาหรือเพียรมองไปยังชินอ๋องเท่าไหร่พระองค์ก็หาได้รับรู้สนใจไม่ พระองค์เพียงนั่งดื่มสุราเงียบๆ พูดคุยกับฮ่องเต้และหวงไท่โฮ่วบ้าง จนกระทั่งมีจังหวะหนึ่งที่พระพักตร์งามคมเข้มชวนฝันหันมองมาทางฝั่งที่นางนั่งอยู่นางจึงทำการส่งยิ้มไปให้หากแต่มิได้รับปฏิกิริยาอะไรตอบกลับมา เมื่อมองดีๆ จึงพบว่าชินอ๋องมิได้ทรงมองนางหากแต่มองสตรีที่สวมผ้าคลุมหน้านามเยี่ยไป๋เฟิ่ง ยิ่งได้เห็นรอยยิ้มน้อยๆ ที่ไม่เคยมีผู้ใดได้รับใจนางก็เต็มไปด้วยไฟริษยา เหตุใดพระองค์จึงมองและยิ้มให้สตรีผู้นั้นกัน! ผ่านไปสักพักฮ่องเต้จึงสั่งให้หยุดการแสดงแล้วให้ขันทีซ่งนำราชโองการออกมาให้พระองค์ “ชินอ๋องรับราชโองการ” เมื่อจ้าวหมิงหลงกล่าวจบ ร่างสูงใหญ่ก้าวออกมาจากที่นั่งแล้วคุกเข่ารับราชโองการ “รัชสมัยฮ่องเต้จ้าวหมิงหลงปีที่สิบ เนื่องด้วยชินอ๋องจ้าวเฟยหลงนำทัพทำสงครามอย่างกล้าหาญพร้อมทหารกล้าหลายแสนนายสู้รบกับเผ่าเลอมั่วจนได้รับชัยชนะ ข้าจ้าวหมิงหลงฮ่องเต้จึงขอมอบ ทองคำห้าร้อยหีบ ทองคำขาวห้าร้อยหีบ ผ้าไหมชั้นดีห้าร้อยพับ อัญมณีร้อยหีบ ม้าศึกชั้นดีสามร้อยตัว โสมพันปีร้อยชั่ง บัวหิมะหนึ่งดอก โอสถเพิ่มพลังปราณสามสิบเม็ด หยกเหมันต์ ปะการังเลือด วังพยัคฆ์คราม” จ้าวหมิงหลงเอ่ยรายการของพระราชทานยาวเหยียดและเอ่ยคำสั่งสุดท้าย “ให้ประจำอยู่ที่เมืองหลวงจนกว่าจะมีราชโองการให้กลับไปประจำยังชายแดน จบราชโองการ” “จ้าวเฟยหลงรับราชโองการ” จ้าวเฟยหลงเอ่ยรับราชโองการท่ามกลางความอิจฉาตาร้อนของหลายๆ คน ณ ตอนนี้จ้าวเฟยหลงคือคนที่ร่ำรวยที่สุดในแคว้นก็ว่าได้ สิ่งที่ได้รับพระราชทานนั้นนับว่ามีแต่ของล้ำค่าหายากทั้งสิ้น โดยเฉพาะโอสถเพิ่มพลังปราณที่แทบจะไม่สามารถหาซื้อขายกันได้และบัวหิมะที่ถือว่าเป็นยอดวัตถุดิบของสมุนไพรทั้งหลายในใต้หล้าตอนนี้มีเพียงสามดอกเท่านั้นและตอนนี้จ้าวเฟยหลงก็ได้ครอบครองเป็นที่เรียบร้อย เมื่อจ้าวหมิงหลงกล่าวจบก็ส่งต่อราชโองการให้ขันทีซ่งเอ่ยต่อ “รองแม่ทัพเยี่ยไป๋เทียนรับราชโองการ” ไป๋เทียนรีบลุกมาจากที่นั่งแล้วมาคุกเข่ารับราชโองการต่อจากจ้าวเฟยหลง “รองแม่ทัพเยี่ยไป๋เทียนสร้างคุณงามความดีช่วยเหลือชินอ๋องจ้าวเฟยหลงซึ่งเป็นแม่ทัพใหญ่ต่อสู้ปกป้องแคว้นจ้าวจนสามารถชนะเผาเลอมั่ว พระราชทานทองคำหนึ่งร้อยหีบ ผ้าแพรชั้นดีหนึ่งร้อยพับ ม้าศึกชั้นดีห้าสิบตัว อัญมณีหนึ่งร้อยหีบ สมุนไพรชั้นสูงหนึ่งร้อยชั่ง โอสถเพิ่มลมปราณสิบเม็ด กองกำลังใต้บังคับบัญชาจำนวนห้าสิบนาย ป้ายประกาศเกียรติคุณแก่ตระกูลเยี่ยและหยกประจำตัว ขอให้รองแม่ทัพเยี่ยไป๋เทียนรับราชโองการด้วย” “เยี่ยไป๋เทียนรับราชโองการ ขอฝ่าบาททรงพระเจริญ หมื่นปี หมื่น หมื่นปี” การได้รับหยกประจำตัวที่ใช้ได้เฉพาะเหล่าเชื้อพระวงศ์พร้อมป้ายประกาศเกียรติคุณนั้นนับว่าเป็นความภูมิใจของคนในตระกูลที่สามารถบอกต่อแก่คนรุ่นหลังได้ว่าตระกูลเยี่ยได้ทำคุณงามความดีเป็นที่ประจักษ์แก่แคว้นจ้าว หลังจากรองแม่ทัพรับราชโองการเสร็จก็ประกาศมอบสิ่งของพระราชทานแก่หัวหน้านายกองตำแหน่งที่ลดหลั่นกันลงมาจนกระทั่งพลทหารทั่วไปก็ได้รับพระราชทานเงินร้อยตำลึงทองทุกคนสร้างขวัญและกำลังใจให้ทหารทุกคนเป็นอย่างมาก หลังจากประกาศราชโองการทุกอย่างจบบรรยากาศยิ่งครื้นเครงมากยิ่งขึ้นมีขุนนางมากมายเข้ามาชนจอกเหล้ายินดีกับเหล่าทหารโดยเฉพาะรองแม่ทัพอย่างไป๋เทียนที่ถูกชวนชนจอกแสดงความยินดีมากที่สุดเนื่องจากแม่ทัพใหญ่อย่างชินอ๋องจ้าวเฟยหลงมิชอบให้ใครวุ่นวายกับพระองค์อย่างที่รู้กัน มีเพียงเหล่าเสนาบดีกรมต่างๆ สองสามคนและเหล่าแม่ทัพประจำทิศทั้งสี่ที่คุ้นเคยกันบ้างที่กล้าชวนชนจอกเหล้า “เฟยหลงเองอายุอานามก็ไม่น้อยแล้วควรจะมีหวางเฟยคอยดูแลและมีท่านอ๋องน้อยท่านหญิงน้อยได้แล้วนะ” เสียงอู๋หวงไท่โฮ่วเอ่ยขึ้นทำให้หลายคนที่นั่งอยู่ใกล้เหล่าเชื้อพระวงศ์ได้ยินโดยเฉพาะบรรดาคุณหนูที่เงี่ยหูลอบฟังกันอย่างเต็มที่มีใครบ้างที่ไม่อยากแต่งให้ชินอ๋อง “กระหม่อมไม่รีบพ่ะย่ะค่ะ” จ้าวเฟยหลงลดจอกเหล้าในมือลงแล้วกล่าวอย่างเฉยชา “ได้อย่างไร เจ้าเองก็ประจำอยู่เมืองหลวงแล้ว จบสงครามนี้แล้วแคว้นจ้าวคงสงบไปอีกนาน เจ้าคงมิได้กลับไปประจำชายแดนไวๆ นี้ ไหนจะได้รับพระราชทานวังพยัคฆ์ครามอีกต้องหาคนไปช่วยจัดการเรื่องต่างๆ มากมายในวัง อีกอย่างแม่ก็อยากอุ้มหลานแล้วด้วย” “เสด็จแม่ก็บอกฝ่าบาทสิพ่ะย่ะค่ะ” “คะ แค่ก แค่ก” จ้าวหมิงหลงที่ถูกโยนงานมาให้อย่างไม่ทันตั้งตัวถึงกับสำลักเหล้าในมือทันที พระองค์อุตส่าห์ทำเป็นไม่สนใจเรื่องที่เสด็จแม่เอ่ยแล้วเชียว “ฝ่าบาทก็เช่นกันรีบมีหลานให้แม่อุ้มได้แล้ว อายุก็ไม่ใช่จะน้อยๆ กันแล้ว” “โถ่ เสด็จแม่ ลูกยังหนุ่มยังแน่นแถมสนมยังเต็มวังหลังไม่ต้องรีบก็ได้พ่ะย่ะค่ะ เสด็จแม่น่ะตรัสถูกแล้วเจ้าควรจะแต่งหวางเฟยซะทีนะเฟยหลงเสด็จแม่จะได้เบาพระทัย” ประโยคแรกเอ่ยกับผู้เป็นมารดา ส่วนประโยคหลังก็เอ่ยกับน้องชายอย่างคนปัดโยนปัญหาให้พ้นตัว อู๋หวงไท่โฮ่วมองพระโอรสตนและพระโอรสเลี้ยงอย่างขัดใจ จะให้นางลงหลุมก่อนรึอย่างไรถึงจะมีหลานให้นางอุ้มกันน่ะห๊ะ “ไม่รู้ล่ะอย่างไรพวกเจ้าต้องมีหลานให้ข้าอุ้มโดยเร็วมิเช่นนั้นข้าจะหนีไปบวชชีและมิกลับมาเมืองหลวงอีกเลย” นางขู่ก่อนจะสะบัดหน้าหนีโอรสทั้งสอง “พ่ะย่ะค่ะ/พ่ะย่ะค่ะ” จ้าวหมิงหลงและจ้าวเฟยหลงต้องเอ่ยรับคำอย่างเสียมิได้เมื่อเจอคำขู่ของพระมารดา “อีกเรื่องหนึ่ง นี่ก็ผ่านมานานหลายปีแล้ว ฝ่าบาทมิคิดจะแต่งตั้งฮองเฮามาบริหารฝ่ายในบ้างหรือ?” อู๋หวงไท่โอ่วเอ่ยอย่างห่วงใยอย่างแท้จริง มิมีฮองเฮาคอยควบคุมฝ่ายในทำให้กุ้ยเฟยจากสกุลเฉินเบ่งอำนาจข่มบรรดาสนมฝ่ายในแทบไม่เว้นวัน พระนางคร้านจะฟังเหล่าสนมทั้งหลายทูลฟ้องเต็มทน “เสด็จแม่เรื่องนี้ลูกก็คิดอยู่บ้างพ่ะย่ะค่ะ” จ้าวหมิงหลงเอ่ยพร้อมเสมองน้องชายและไป๋เฟิ่งอย่างเจ้าเล่ห์ “หืม อย่างนั้นหรือดียิ่งๆ เจ้าคิดว่าใครเหมาะสมล่ะ” น้ำเสียงเอ่ยถามอย่างยินดีเมื่อพระโอรสที่พระนางพูดกรอกหูเรื่องนี้อยู่นานนับหลายปีเริ่มสนใจคิดจะหาฮองเฮาเสียที ที่พระนางไม่คิดจะจัดการขั้นเด็ดขาดเพราะโอรสตนหาเรื่องบ่ายเบี่ยงมาตลอด เหล่าขุนนางต่างลอบลุ้นระทึกในใจภาวนาให้เป็นบุตรสาวตนกันแทบจะทุกคน ไม่แน่ว่าฝ่าบาทอาจต้องตาใครเข้าในวันนี้ก็เป็นได้ หรือไม่ก็เป็นสนมขั้นเฟย “เสด็จแม่อาจมิเคยทราบ ข้าเคยเอ่ยปากขอคุณหนูเยี่ยมาเป็นฮองเฮาพ่ะย่ะค่ะ” สิ้นคำตรัสของผู้เป็นฮ่องเต้เอ่ยขึ้นเสียงดังคล้ายอยากให้ทุกคนได้ยิน สรรพสิ่งจึงตกอยู่ในความเงียบในบัดดล ไป๋เฟิ่งที่เป็นหนึ่งในบรรดาคนที่แอบฟังการพูดคุยระหว่างเหล่าโอรสสวรรค์ถึงกับทำขนมในมือร่วง นางมิคิดว่าฮ่องเต้จะเอาชื่อนางไปเกี่ยวข้องกับเรื่องใหญ่โตเช่นนี้ ไหนว่าท่านเอ่ยปากขอข้าเป็นน้องสาวอย่างไรเล่า! อู๋ซูเซียนที่นั่งอยู่ข้างๆ ถึงกับตาโตมองสหายคนใหม่ของตนอย่างเหลือเชื่อ ส่วนจ้าวเฟยหลงที่ได้ยินถึงกับคิ้วกระตุกไปครู่หนึ่ง เหตุใดเขาจึงรู้สึกไม่ยินดีในเรื่องนี้กัน มีความรู้สึกหวงขึ้นมาชั่ววูบหนึ่งก่อนจะสลายไป เขากับนางหาได้เป็นอันใดกันสักหน่อย? “คุณหนูเยี่ย หรือว่าจะเป็นบุตรสาวของท่านเสนาบดีเยี่ย?” “พ่ะย่ะค่ะ เสด็จแม่ทรงตรัสถูกแล้ว” จ้าวหมิงหลงที่แอบลอบมองปฏิกิริยาของน้องชายตนยกยิ้มอย่างอารมณ์ดีที่หาทางกลั่นแกล้งเจ้าคนปากแข็งได้ ถึงจะมิรู้ว่าจ้าวเฟยหลงคิดอย่างไรแต่ที่รู้ๆ คือน้องชายพระองค์นั้นสนใจในตัวเยี่ยไป๋เฟิ่ง เหตุการณ์ที่โรงเตี๊ยมพระองค์ก็ทรงทราบ นิ่งให้ได้ตลอดล่ะเฟยหลง หึๆ “บุตรสาวท่านอายุอานามเท่าใดแล้วหรือท่านเสนาบดีข้าเองก็มิเคยพบนางมาก่อน” อู๋หวงไท่โฮ่วหันหน้าไปถามเยี่ยไป๋เจี้ยนที่ทำหน้ามิถูกเมื่อฝ่าบาทเอ่ยเรื่องนี้ขึ้นมา อู๋หวงไท่โฮ่วมิได้สนใจเรื่องอื่นๆ ของเหล่าขุนนางมากมายนักทำให้บางเรื่องตกหล่นไปบ้าง และเพราะพระนางห่างหายจากการจัดงานชมบุปผาหรืองานจิบน้ำชาในวังหลวงมานานเพราะสงคราม จึงมิได้รู้ว่ามีสตรีนางใดเลยวัยปักปิ่นที่เป็นที่น่าสนใจบ้าง เมื่อโอรสตนเอ่ยออกมาเช่นนี้ก็ทำให้เกิดความสนอกสนใจไม่น้อยนึกอยากเห็นหน้าของผู้ที่ทำให้บุตรชายนางเลิกบ่ายเบี่ยงเสียที โดยไม่รู้ว่านี่เป็นการกระตุ้นคนปากแข็งผู้หนึ่งเท่านั้น “ทูลหวงไท่โฮ่วบุตรสาวกระหม่อมอายุสิบหกปีพ่ะย่ะค่ะ” เยี่ยไป๋เจี้ยนเมื่อถูกถามจากผู้สูงศักดิ์จึงกล่าวทูลตามความจริงอย่างเสียมิได้ทั้งที่ก็ไม่เต็มใจนักเนื่องด้วยมิอยากให้บุตรสาวเป็นเครื่องมือทางการเมือง หากไป๋เฟิ่งได้นั่งตำแหน่งฮองเฮาขุมอำนาจก็จะถูกแบ่งทันทีอย่างหลีกเลี่ยงมิได้ “ถ้าเช่นนั้นให้นางออกมาให้อ้ายเจียเห็นหน่อยได้หรือไม่?” เมื่อหวงไท่โฮ่วเอ่ยจบทุกสายตาต่างมองไปยังฝั่งสตรีเพื่อรอดูคุณหนูเยี่ยที่ฝ่าบาทถึงกับเอ่ยปากขอนางมานั่งตำแหน่งฮองเฮา “พ่ะย่ะค่ะ” เยี่ยไป๋เจี้ยนไม่มีทางเลือกนอกจากทำตามรับสั่ง เขาจึงหันไปหาภรรยาตนที่นั่งทำสีหน้ากังวลไม่แพ้กัน แล้วพยักหน้าให้บุตรสาวตนลุกออกมา ไป๋เฟิ่งที่ได้ยินรับสั่งทำสีหน้าไม่ถูกอย่างคนที่ไม่รู้จะทำเช่นไรเมื่อเห็นบิดาพยักหน้าจึงสูดลมให้ใจเข้าปอดทีหนึ่งก่อนที่จะลุกออกไปตรงหน้าอย่างเชื่องช้าทว่าสง่างามแล้วคุกเข่าตรงหน้าพระพักตร์ท่ามกลางสายตาคนทั้งงาน “ถวายพระพรฝ่าบาท ถวายพระพรหวงไท่โฮ่ว หม่อมฉันเยี่ยไป๋เฟิ่งเพคะ” เสียงหวานใสเหมือนท่วงทำนองอันไพเราะเอ่ยขึ้นชวนให้คนที่ได้ฟังเคลิบเคลิ้ม อู๋หวงไท่โฮ่วมองสตรีที่คุกเข่าอยู่เบื้องหน้าร่างบางในชุดสีขาวปักลายดอกมู่ตานด้วยดิ้นทองคล้ายจะราบเรียบแต่หากมองดีๆ จะรู้ว่ามีความหรูหราไม่น้อย ด้วยเพราะชุดที่ไป๋เฟิ่งสวมอยู่เป็นสีขาวหนึ่งเดียวแตกต่างจากสตรีผู้อื่นในอาภรณ์หลากสีสันในสายตาพระนางทำให้ไป๋เฟิ่งโดดเด่นดั่งหงส์ในหมู่ฝูงกา กิริยาท่วงท่าที่แสดงออกแสดงถึงการได้รับการอบรมเป็นอย่างดีจากผู้เป็นมารดาที่เป็นถึงอดีตองค์หญิงทุกอย่างที่แสดงออกล้วนไม่มีที่ติ หากเป็นสตรีผู้นี้นับว่าพระโอรสนางตาถึงยิ่งนัก แต่เท่าที่ดูแล้วสายตาที่พระโอรสตนมองไปยังสตรีตรงหน้ามิได้มีความรักใคร่อย่างที่ปากเอ่ยกล่าวทาบทามนางมาเพื่อเป็นฮองเฮาสักนิด หากแต่พระนางสัมผัสถึงอารมณ์ขุ่นมัวที่เกิดขึ้นฉับพลันก่อนที่จะสลายไปของพระโอรสเลี้ยง งานนี้เห็นทีว่าจะเป็นการกลั่นแกล้งของฝ่าบาทเสียแล้วกระมัง “เงยหน้าขึ้นให้อ้ายเจียดูหน่อยซิคุณหนูเยี่ย” อู๋เหลียนฮวาเอ่ยกับบุตรีของเสนาบดีคู่พระทัยของฮ่องเต้ ไป๋เฟิ่งรับรู้ถึงแรงริษยาจากบรรดาสนมที่นั่งอยู่ตรงหน้าหากแต่ก็มิอาจขัดคำสั่งหวงไท่โฮ่วได้จึงค่อยๆ เงยหน้าขึ้นมามองสตรีสูงศักดิ์ที่อยากเห็นหน้าตนตรงหน้า ใบหน้าที่แต่งแต้มอย่างประณีต ดวงตาหงส์ทรงอำนาจสำรวจนางแต่มีแววความเมตตา ทำให้ไป๋เฟิ่งใจชื้นขึ้นมาบ้าง ถัดมาข้างๆ กันคือฮ่องเต้จ้าวหมิงหลงที่สวมฉลองพระองค์สีทองสลับฟ้าและขาวที่ปักด้วยลายมังกรที่ทะยานว่ายวนไปในหมู่เมฆาดูทรงอำนาจต่างจากวันที่พบกันที่โรงเตี๊ยมแววตาที่มองดูนางเต็มไปด้วยความสนุกสนานอย่างเก็บไม่อยู่ริมฝีปากแย้มยิ้มกว้างเสียจนไป๋เฟิ่งอยากหาอะไรมาทำให้พระองค์หยุดยิ้ม ท่านอย่าทำให้ข้าลำบากนักสิ! เท่านี้สายตาทิ่มแทงจากบรรดาสนมท่านยังมิมากพอหรือ “คุณหนูเยี่ยเหตุใดจึงปิดบังหน้าตาต่อหน้าพระพักตร์ฮ่องเต้และหวงไท่โฮ่วเล่า มิใช่ว่าเจ้ากำลังเสียมารยาทหรอกหรือ?” เสียงจากด้านซ้ายมือฝั่งสตรีของนางดังขึ้น ทำให้ทุกคนหันไปมองจึงทำให้รู้ว่าผู้ที่เอ่ยปากขึ้นคือมู่เจาอี๋ที่ว่ากันว่ากำลังเป็นที่โปรดปราน ด้วยเหตุที่บิดานางมีความดีความชอบจากการแก้ไขปัญหาในเมืองกู่ฮั่นทำให้ช่วงนี้จ้าวหมิงหลงทำดีกับนางมากหน่อย นางจึงลำพองใจคิดว่าตัวเองเป็นคนโปรดจะทำอันใดก็ได้ เห็นทีว่าความโปรดปรานที่พึ่งจะได้รับถึงคราวต้องหมดเสียแล้ว บังอาจขัดการสนทนาของหวงไท่โฮ่วมิพอแล้วยังบังอาจแสดงอำนาจอันน้อยที่ตนมีต่อผู้ที่อาจเป็นฮองเฮาในอนาคตนี้วาสนาของมู่เจาอี๋คงหมดสิ้นแล้ว หลายๆ คนต่างคิดเห็นไปในทางเดียวกันในใจ “ข้ายังมิเอ่ยอันใด เจ้าเป็นเพียงสนมกล้าสอดปากขัดการสนทนาของข้าผู้เป็นหวงไท่โฮ่วเชียวหรือ!!!” อู๋หวงไท่โฮ่วเอ่ยขึ้นอย่างมีโทสะมองไปยังสนมของโอรสตนดวงสายตาคมกริบดุจนางพญาหงส์จ้องเศษธุลี “มะ..หม่อม..ฉะ..ฉัน” มู่เจาอี๋เอ่ยอย่างเสียงสั่นหน้าซีดลนลานทำอันใดไม่ถูกเมื่อถูกหวงไท่โฮ่วตวาด “นำตัวมู่เจาอี๋กลับตำหนักกักบริเวณรอข้าลงโทษอีกที” จ้าวหมิงหลงรีบจัดการปัญหาตรงหน้าทันทีก่อนที่เสด็จแม่เขาจะมีโทสะไปมากกว่านี้ คนอื่นๆ ได้แต่สมเพชกับความผยองตนของสนมไม่มีหัวคิดก่อนจะกลับมาสนใจเหตุการณ์ตรงหน้าต่อ มู่เจาอี๋เป็นเพียงสนมชั้นต่ำกว่าพวกตนทำให้บรรดาสนมขั้นเฟยมิเดือดร้อนเท่าสตรีเบื้องหน้าที่อาจกลายมาเป็นฮองเฮา! “ข้าขออภัยเสด็จแม่และเฟิ่งเอ๋อร์ที่ทำให้ระคายหู เชิญเสด็จแม่ต่อเถิด” จ้าวหมิงหลงเอ่ยด้วยรอยยิ้มให้กับไป๋เฟิ่งทั้งที่ในแววตามีแต่ความสนุกอยู่ทำให้ไป๋เฟิ่งต้องพยายามข่มความหงุดหงิดใจลงไปอย่างยิ่งยวดก่อนที่จะแสดงอาการมิควร คำกล่าวเรียกอย่างสนิทสนมทำให้ทุกคนต่างคิดว่าตำแหน่งฮองเฮาคงหล่นใส่คุณหนูตระกูลเยี่ยเสียแล้วกระมัง เฉินกุ้ยเฟยที่ได้ยินคำเรียกขานอย่างสนิทสนมของบุรุษผู้เป็นสวามีตนกับสตรีตรงหน้าแววตายิ่งทอประกายริษยาเกรี้ยวกราดอย่างเก็บไม่มิด เจียงซูเฟยมีเพียงสายตานิ่งๆ คล้ายพิจารณาสตรีชุดขาวตรงหน้าเท่านั้น ส่วนหม่าเต๋อเฟยแววตาไหววูบไปช่วงหนึ่งก่อนจะกลับมาเป็นเช่นเดิม จ้าวเฟยหลงที่นั่งมองเหตุการณ์ตรงหน้าอย่างไม่สบอารมณ์ด้วยสาเหตุใดก็ไม่ทราบพระพักตร์ยังคงนิ่งแต่แววตาและกระแสอารมณ์ที่แผ่ออกมารอบตัวก็ทำให้คนที่ยังคงนั่งคุกเข่าอยู่หน้าฝ่าบาทและหวงไท่โฮ่วใกล้ๆ กันสัมผัสได้ นางที่ก้มหน้าลงหลังจากมู่เจาอี๋เอ่ยขึ้นก็ลอบมองไปยังฝั่งขวามือที่มีบุรุษที่นางทำกิริยาไม่งามใส่ก่อนหน้านั่งอยู่ คล้ายจะมองว่าเขาเป็นอันใดก็พบกับสายตาคมดุดันที่มองมาอยู่ก่อนแล้วจึงหันกลับลงไปก้มหน้าดังเดิม อู๋หวงไท่โฮ่วเห็นเหตุการณ์เพียงเสี้ยววิที่เกิดขึ้นก็ยกยิ้มในใจอย่างพอพระทัย “คุณหนูเยี่ยเงยหน้าเถิด” เมื่อไป๋เฟิ่งเงยหน้าขึ้นมาอีกครั้งอู๋เหลียนฮวาจึงได้มีโอกาสพินิจใบหน้าภายใต้ผ้าคลุมสีขาวที่เผยให้เห็นหน้าผากนวลเนียน กับคิ้วโก่งดั่งกิ่งหลิว ดวงตาหงส์เรียวยาวที่ทอประกายคล้ายว่าง่วงงุน? เจือหงุดหงิดจางๆ ก่อนที่เจ้าตัวพยายามจะเก็บให้พ้นสายตาพระนาง เห็นเพียงเท่านี้ก็รู้ว่าภายใต้ผ้าคลุมนั่นย่อมเป็นใบหน้าที่งามล้ำอย่างแน่นอน ทำให้พระนางนึกอยากเห็นอีกครึ่งหนึ่งและด้วยความที่อยากแกล้งพระโอรสเลี้ยงที่ปากแข็งพระนางจึงเอ่ยขึ้น “คุณหนูเยี่ยช่วยปลดผ้าคลุมหน้าให้อ้ายเจียเห็นหน้าเจ้าได้หรือไม่?” สิ้นเสียงอู๋หวงไม่โฮ่วทำให้ทุกคนโดยเฉพาะฝั่งบรรดาบุรุษตั้งแต่ผู้เป็นอ๋องลงไปจนถึงบุรุษธรรมดาสามัญต่างตื่นเต้นกันเสียยกใหญ่พวกเขาต่างคิดว่าตนเองช่างโชคดีเสียจริงที่ได้นั่งอยู่ตรงนี้ ก่อนหน้านี้พวกตนได้แต่พยายามเมียงมองใบหน้าของสตรีที่สวมผ้าคลุมหน้ายามที่มือเรียวบางเลิกขึ้นเพื่อทานขนมเท่านั้น
Free reading for new users
Scan code to download app
Facebookexpand_more
  • author-avatar
    Writer
  • chap_listContents
  • likeADD