องค์หญิงปีศาจ
ณ เมืองหลวง แคว้นฉู่
สมัยราชวงศ์ ฉู่ ที่ 17 ฮ่องเต้ฉู่หลางทรงรักองค์หญิงฉู่ปิงหลินยิ่งนัก เพราะทรงเป็นธิดาเพียงองค์เดียวที่เกิดจากฮองเฮา และเป็นเพียงองค์เดียวแห่งแคว้นฉู่
ความรักของฮ่องเต้ที่มีต่อธิดามากมายนัก แม้กระทั่ง เมื่อฮองเฮาสิ้นชีพลงเมื่อ 10 ปีก่อน องค์หญิงฉู่ปิงหลินไม่ยอมให้ฮ่องเต้ทรงแต่งตั้งฮองเฮาคนใหม่ พระองค์ก็ทรงตามพระทัย ดังนั้น องค์หญิงฉู่ปิงหลินจึงครอบครองตำหนักหงส์ฟ้า ซึ่งตำหนักของฮองเฮามีอำนาจอยู่เหนือวังหลังตั้งแต่บัดนั้นมา
ยิ่งนานวันพระชันษาขององค์หญิงฉู่ปิงหลินยิ่งมากขึ้นจนกระทั่งอายุได้ 18 ชันษา นางยิ่งมีอำนาจมากขึ้นและเป็นที่กล่าวขานไปทั่วทั้งวังหลวงว่า
“องค์หญิงปีศาจ”
เนื่องด้วย องค์หญิงทรงสั่งทำโทษข้ารับใช้ไม่เว้นแต่ละวัน อีกทั้ง สนมนางในก็ถูกนางสั่งสอนเสียจนไม่กล้าเฉียดเข้าใกล้ตำหนักหงส์ฟ้า แม้เรื่องความร้ายกาจของนางจะลอยไปถึงหูของฮ่องเต้ แต่พระองค์ก็หลับตาเสียข้างหนึ่ง เพราะรู้สึกสงสารนางที่กำพร้ามารดาตั้งแต่ยังเล็ก จึงไม่มีใครคอยอบรมสั่งสอน ฮ่องเต้เอาใจนางเพื่อชดเชยที่พระองค์ไม่มีเวลาให้นาง
นอกจากนี้ องค์ชายรัชทายาทยังเป็นพี่แท้ ๆ ของนาง จึงทำให้ไม่มีผู้ใดกล้าแตะต้ององค์หญิงฉู่ปิงหลินให้ระคายเคืองพระทัย แลอาภรณ์ เครื่องประดับและเครื่องเสวยล้วนต้องเป็นสิ่งของขึ้นชื่ออันดับหนึ่งที่นำมาถวายแก่องค์หญิง
หลังจากที่องค์หญิงปิงหลินตื่นบรรทมแล้ว นางกำนัลก็คอยปรนนิบัติองค์หญิงตั้งแต่หัวจรดเท้า สรงน้ำ สวมอาภรณ์ที่ทอมาจากเส้นไหมชนิดพิเศษ ปักลายวิจิตรงดงาม บนศีรษะประดับด้วยปิ่นทองคำประดับมุข มีระย้าลงมาระยิบระยับ
แต่งองค์เสร็จสรรพนางกำนัลก็ประคองมาที่โต๊ะเสวย มีอาหารทั้งคาวหวานนับ 10 อย่างซึ่งล้วนทำจากพ่อครัวฝีมือชั้นเลิศ บรรจุอยู่ในภาชนะทองคำทั้งสิ้น
องค์หญิงปิงหลินกรีดนิ้วเรียวงามหยิบตะเกียบทองคำทองขึ้นมา แต่แล้วนางก็ชะงักค้างกลางอากาศ คิ้วโก่งสวยย่นเข้าหากัน พร้อมกับดวงตาหงส์ที่รีลงครึ่งหนึ่งขณะที่จับจ้องสิ่งแปลกปลอมในจานเครื่องเสวย
นางกำนัลที่ยืนคอยรับใช้อยู่ข้าง ๆ ถึงกับกลั้นลมหายใจ หัวใจเต้นระส่ำเกรงว่าฟ้าคงจะพิโรธลงมา
ปัง !
องค์หญิงปิงหลินกระแทกตะเกียบลงพื้นโต๊ะเต็มแรง นางกำนัลถึงกับเข่าทรุด รีบคุกเข่าหมอบลงตัวสั่นงันงก
“นำตัวคนที่ทำอาหารมาเดี๋ยวนี้ !”
องค์หญิงปิงหลินตวาดออกมา
“เพคะ”
นางกำนัลผู้หนึ่งรับคำ แล้วรีบสาวเท้าออกไปเรียกพ่อครัวที่ทำเครื่องเสวยมื้อนี้เข้ามา
ไม่นานนักพ่อครัวตัวอ้วนก็เข้ามาคุกเข่า ตัวสั่นงก ๆ จนไขมันกระเพื่อมเบื้องพระพักตร์องค์หญิงปิงหลิน
เคว้ง !
จานทองคำตกกระทบลงพื้นอาหารหกเลอะเทอะเกลื่อนกลาด
นางกำนัลก้มหน้าลง บีบมือแน่น ในขณะที่พ่อครัวหมอบลงจนแทบติดพื้น หยาดเหงื่อผุดขึ้นเต็มใบหน้าด้วยความหวาดกลัว เพราะเขาได้ยินคำเล่าลือมานานแล้วว่า ผู้อยู่เบื้องหน้า คือ องค์หญิงปีศาจ หากใครไม่อยากอายุสั้น อย่าหาเรื่องให้เคืองพระทัยเป็นอันขาด เขาจึงทำอาหารอย่างระมัดระวังเป็นพิเศษนึกไม่ถึงว่าวันนี้ชะตาเขาจะขาดเสียแล้ว
“ดูซะให้เต็มตา ทำไมอาหารที่เจ้าทำถึงได้มีเส้นผมปะปน สกปรกที่สุด !”
องค์หญิงปิงหลินขึ้นเสียงสูงอย่างเกรี้ยวกราด พร้อมกับชี้นิ้วไปที่อาหารบนพื้น
“องค์หญิง ข้าน้อยผิดไปแล้ว โปรดไว้ชีวิตกระหม่อมด้วย”
พ่อครัวตัวอ้วนโขกหัวลงพื้นเต็มแรง ไม่กล้าเงยหน้าตรวจสอบดูด้วยซ้ำว่ามีเส้นผมจริงหรือไม่ เพราะผู้ที่อยู่เบื้องหน้าเปรียบเสมือนเจ้าชีวิต หากนางเอ่ยเช่นไร มีหรือเขาจะกล้าเห็นเป็นอย่างอื่น
“ให้อภัยรึ ? เจ้าเป็นพ่อครัวในวังหลวงมากว่าสิบปีแล้วมิใช่รึ แค่เรื่องรักษาความสะอาดยังทำไม่ได้ ก็อย่าหวังว่าจะได้อยู่ในวังต่อไปอีกเลย ทหารจับมันไปโบยห้าสิบที แล้วโยนออกนอกตำหนัก”
สิ้นคำ ทหารองครักษ์ที่ยืนรักษาการอยู่หน้าประตูก็วิ่งเข้ามาลากพ่อครัวออกไปลงโทษ
“องค์หญิงโปรดเมตตา กระหม่อมไม่อยากถูกโบย องค์หญิง......”
พ่อครัวถูกลากตัวออกไปพร้อมกับเสียงร้องโหยหวน ในขณะที่นางกำนัลรีบเก็บกวาดอาหารที่องค์หญิงทรงขว้างลงพื้นเพื่อระบายโทสะเมื่อสักครู่
“ไปนำอาหารชุดใหม่มาให้ข้า อาหารพวกนี้เก็บออกไปให้หมด !”
องค์หญิงปิงหลินสั่งนางกำนัลด้วยความหงุดหงิดเพราะความหิวกำลังโจมตีกระเพาะน้อย ๆ ของนางอย่างหนักหน่วง แต่จะให้ฝืนใจกินอาหารที่ไม่สะอาด นางก็กลืนไม่ลง
“องค์หญิง เดี๋ยวหม่อมฉันจะไปเอานมถั่วเหลืองมาให้ดื่มรองท้องนะเพคะ”
ชิงชิง นางกำนัลข้างกายที่รู้ใจที่สุด รีบเอ่ยขึ้น เมื่อองค์หญิงทรงพยักหน้า นางก็รีบไปยังห้องเครื่องทันที
ขณะที่ชิงชิงเดินเข้าใกล้ห้องเครื่องซึ่งเป็นโรงครัวสำหรับปรุงอาหารให้แก่องค์หญิงนั้น เหล่าพ่อครัว แม่ครัวต่างวิพากษ์วิจารณ์เหตุการณ์เมื่อครู่อย่างออกรสออกชาติ
“สั่งโบยคนแก่ตั้ง 50 ที ไม่ใช่คนแล้ว”
“ก็นางไม่ใช่คน เป็นปีศาจชัด ๆ”
“สั่งลงโทษไม่เว้นแต่ละวัน ใจร้ายที่สุด”
ชิงชิงถลึงตามองพวกเขาอย่างไม่พอใจ พร้อมกับตวาดขึ้น
“นี่พวกเจ้าช่างบังอาจนัก กล้านินทาองค์หญิงลับหลังรึ !”
ผู้ที่จับกลุ่มกันสนทนาเมื่อครู่ต่างแตกตื่นรีบกลับไปทำหน้าที่ของตนอย่างว่องไว และทำราวกับว่าเมื่อครู่ไม่ได้กระทำการใด
เมื่อเห็นว่าแต่ละคนไม่กล้าส่งเสียงอีกชิงชิงออกคำสั่งว่า
“ทำเครื่องเสวยใหม่ให้องค์หญิง และนำนมถั่วเหลืองขึ้นไปถวายด้วย”
ทุกคนต่างทราบดีว่าในตำหนักแห่งนี้ผู้ที่มีอำนาจรองจากองค์หญิงก็คือนาง
……………………………………………………….
ณ ศาลาริมน้ำ อุทยานหลวง
“ข้าได้ยินมาว่า องค์หญิงปีศาจสั่งโบยแล้วขับไล่พ่อครัวออกจากตำหนักอีกแล้ว”
เหยากุ้ยเฟยเอ่ยจบก็ยกน้ำชาขึ้นจิบ การได้สนทนาถึงเรื่องไม่ดีของศัตรูกับเหล่าพี่น้องนางสนมเปรียบเสมือนการได้ชมการแสดงรื่นเริงเพื่อความบันเทิงใจในยามว่าง
“นับวันยิ่งจะแผลงฤทธิ์มากขึ้น ข้ารู้สึกละอายใจแทนฝ่าบาทยิ่งนัก”
หวงกุ้ยเฟยแสร้งทอดถอนลมหายใจ แล้วทอดสายตามองไปยังลานบุปผานานาชนิดที่กำลังแข่งกันเบ่งบาน มวลบุปผาเหล่านี้เปรียบเสมือนเหล่าสาวงามข้างกายฮ่องเต้ ถึงแม้จะมีมากมาย แต่ก็ไม่มีนางใดได้ขึ้นครองตำแหน่งฮองเฮา เพราะฝ่ามือน้อย ๆ ขององค์หญิงปิงหลินได้ขว้างกั้นตำแหน่งนี้เอาไว้ แม้นางจะเป็นถึงหวงกุ้ยเฟยแต่ก็ยังไม่อาจก้าวเข้าสู่ตำแหน่งฮองเฮาได้
“ทั้งพ่อครัว ทั้งนางกำนัล หากขัดใจองค์หญิงปีศาจเพียงนิด ก็ล้วนถูกขับไล่ หากปล่อยไว้เช่นนี้ วังหลังต้องลุกเป็นไฟแน่ ๆ ฮ่องเต้สมควรที่จะแต่งตั้งฮองเฮาเพื่อดูแลความเรียบร้อยของวังหลัง ตามความเห็นของข้า หากไม่มีนาง ท่านพี่ก็คงจะได้ขึ้นตำแหน่งฮองเฮาไปนานแล้ว”
เหยากุ้ยเฟยพูดยุแยง หมายจะยืมมือของหวงกุ้ยเฟยกำจัดองค์หญิงปิงหลินให้พ้นไปจากเส้นทางตำแหน่งฮองเฮาของตน นางเป็นธิดาของราชครูเหยา เข้าวังได้เพียง 3 ปีก็ได้รับตำแหน่ง -กุ้ยเฟย - เพราะฮ่องเต้การทรงโปรดปรานนางมาก
หลายรัชสมัยมาแล้วที่วังหลังแห่งนี้ต่างแย่งชิงตำแหน่งฮองเฮา เหล่าสนมแย่งชิงตำแหน่งนี้อย่างดุเดือด แต่เมื่อถึงสมัยฮ่องเต้องค์ปัจจุบันศึกชิงตำแหน่งฮองเฮาของเหล่าสนมก็สิ้นสุดลง เพราะองค์หญิงปิงหลินทรงทูลขอฮ่องเต้ไม่ให้แต่งตั้งใครมาแทนมารดาของตน ดังนั้น เหล่านางสนมจึงยุติการแก่งแย่งชิงดีซึ่งกันและกัน แล้วมุ่งเป้าไปยังองค์หญิงปิงหลินแทน
“น้องหญิงระวังปากด้วย เจ้าก็รู้ว่าองค์ฮ่องเต้ทรงรักองค์หญิงราวกับจะประคองไว้ในใจกลางฝ่ามือเช่นนั้น หากได้ยินวาจาเช่นนี้หัวสวย ๆ ของเจ้าอาจจะหลุดจากบ่าได้”
หวงกุ้ยเฟยเตือนขึ้นเบา ๆ แม้ในใจจะรู้สึกสาแก่ใจนักที่มีผู้ใช้วาจาตำหนิติเตียนองค์หญิงปีศาจ
“ขออภัยเพคะท่านพี่ ข้าแค่เอ่ยเรื่องจริงเท่านั้น หากไม่มีองค์หญิง วังหลังคงจะสงบสุขขึ้น”
“น้องหญิงไม่ต้องกังวลไป ข้าได้ยินเฉินกงกงกล่าวว่าแคว้นอ้ายฉีได้ส่งราชทูตมาสู่ขอองค์หญิงให้กับองค์ชายรัชทายาท อีกไม่นานนางคงได้ไปเป็นพระชายาต่างแคว้น”
หวงกุ้ยเฟยเป็นธิดาของเสนาบดีกรมพระคลังหลวง ผู้คนมากมายต่างเกรงใจบิดานาง ดังนั้น ข่าวในราชสำนักมีหรือจะรอดพ้นจากหูตาของนางไปได้
“ฝ่าบาทจะทรงยอมรึ”
“ยอมหรือไม่ ก็ต้องขึ้นอยู่กับขุนนาง และข้าราชบริพารมิใช่หรือ”
หวงกุ้ยเฟยเอ่ยอย่างแฝงความหมาย จงใจบอกใบ้ให้สนมกุ้ยเฟยนำความไปบอกแก่พี่น้อง เพื่อช่วยส่งข่าวแก่ญาติของตนซึ่งล้วนแต่เป็นขุนนางว่า ให้ลงความเห็นสนับสนุนการแต่งงานเชื่อมสัมพันธไมตรี เพื่อเป็นการกำจัดเสี้ยนหนามโดยทางอ้อม
“อ่า.... จริงด้วยสิท่านพี่”
เหยากุ้ยเฟยเอ่ยเบา ๆ รู้แจ้งซึ่งความหมายนั้น