‘คงมีความสุขมากสินะ ทั้งที่เวลาของเราต้องหยุดเดินก็เพราะตัวปัญหาอย่างเธอแท้ ๆ’
นี่คือสิ่งที่ภาวินทร์อยากจะพูดมันใส่หน้าเธอ แต่สุดท้ายเขาเลือกที่จะนั่งนิ่งมองเธอจากระยะไกลแทน ไม่มีใครรู้ว่าตอนนี้หมอหนุ่มกำลังระงับโทสะของตัวเองขนาดไหน
สายตาเย็นเหยียบพุ่งเข้าใส่ดวงหน้าหญิงงามที่เคยทำให้หัวใจแกร่งเจ็บช้ำจนด้านชา
ตอนนี้เขากำลังสะกดกั้นไม่ให้เดินเข้าไปหาเธอแล้วกระชากเข้ามาถามว่าทำไมถึงทิ้งเขาไป ทำไมถึงใจร้ายขนาดนั้นวะ แต่เขาก็ได้แค่คิด
‘นี่สินะความรัก น่าสมเพชฉิบหาย!’
ปลายฝันรู้สึกได้ถึงสายตาคมกริบที่เหมือนกำลังทิ่มแทงเธอจนแทบจะพรุนไปทั้งร่าง แต่เธอไม่กล้าหันไปสบตา ความลับที่เธอเก็บไว้มาตลอดสามปีคือโรคร้ายที่กัดกินหัวใจของเธอ และเธอก็ไม่อยากให้เขารู้ เธอกลัวว่าจะแสดงความอ่อนแอให้เขาเห็น ร่างบางพยายามจัดนู่นทำนี่อยู่ไม่สุขแต่ใครจะรู้ว่าเธอมือสั่นจนแทบจะหยิบจับอะไรไม่ได้
จนเวลาล่วงเลยมาเกือบครึ่งชั่วโมง ร่างสูงที่นั่งเงียบมาตลอดลุกขึ้นยืน แต่ก่อนจะเดินออกจากร้านภาวินทร์พูดขึ้นด้วยน้ำเสียงเรียบ ๆ แต่เจือด้วยความเย็นชาที่ส่งผลให้หัวใจของใครบางคนหนาวสั่น
“กาแฟรสชาติก็พอใช้ได้นะ! แต่ร้านนี้..." ภาวินทร์เว้นคำก่อนจะเหน็บแนบ
"คนมันดูไม่จริงใจไปหน่อย”
คำพูดนั้นเหมือนมีดคมมีดกรีดลงกลางใจ ปลายฝันยิ้มค้างริมฝีปากสั่นระริก ดวงตาเศร้าหมองฉายแววเจ็บปวดก่อนจะตอบพร้อมรอยยิ้มที่พยายามฝืนอย่างสุดกำลัง
“ขอบคุณที่มาอุดหนุนค่ะ”
"....."
“ขอบคุณงั้นเหรอ?” ภาวินทร์หัวเราะเยาะในลำคอ ก่อนจะเดินตรงมาที่เคาน์เตอร์ มือหนาคว้าข้อมือเธอไว้แน่นโดยที่เธอไม่ทันตั้งตัว แรงดึงนั้นทำให้เธอเสียหลัก มือที่ว่างยกขึ้นยันกับเคาน์เตอร์ด้วยความตกใจ
"เธอคิดว่าแค่พูดคำว่าขอบคุณทุกอย่างมันจะจบเหรอ?!"
ปลายฝันตัวสั่นแต่เธอกลับไม่ได้ขัดขืน แววตาที่เคยสดใสของเธอกลับฉายแววหม่นหมองหัวใจของเธอกำลังเต้นแรงจนเจ็บหน้าอก แต่เธอรู้ดีว่าต้องไม่อ่อนแอให้เขาเห็น ในใจเต็มไปด้วยคำพูดมากมายที่อยากจะพูดกับเขา แต่เธอทำไม่ได้
“คุณภาวินทร์…ขอร้อง ปล่อยเถอะค่ะ”
เธอพูดอ้อนวอนเสียงเบา พยายามสะกดน้ำตาไม่ให้ไหลออกมาแต่มันกลับเหมือนเป็นน้ำเย็นราดลงบนเปลวไฟที่กำลังโหมแรง ร่างสูงกัดฟันแน่นก่อนจะเอ่ยออก
“ก็จำชื่อผัวเก่าได้ดีหนิ”
"มะ...ไม่ใช่แบบนั้น!"
แต่คำพูดแก้ตัวของเธอเหมือนเป็นเชื้อเพลิงโหมไฟในอกเขาให้ลุกโชน
ภาวินทร์ออกแรงลากเธอไปที่มุมกำแพงหลังร้าน เขาดันตัวเธอชิดกำแพงอย่างแรงจนเธอสะดุ้ง มือข้างหนึ่งยกขึ้นเท้าไว้ข้างศีรษะเธอ ขณะที่อีกมือทุบลงบนผนังอย่างแรง
“ถ้าเลือกที่จะหายไปจากชีวิตฉัน ก็อย่ากลับมาให้เห็นหน้าอีกสิวะ!” น้ำเสียงของเขาเต็มไปด้วยความขุ่นเคือง ดวงตาดำสนิทฉายแววคุกรุ่นราวกับพายุร้ายที่พร้อมจะพังทุกอย่างให้แหลก
“ฉัน…”
ปลายฝันพยายามเอ่ยอะไรบางอย่าง แต่เสียงของเธอติดอยู่ในลำคอ เธอทำได้แค่กลืนน้ำลายลงอย่างยากลำบาก ตัวแข็งค้างแทบไม่กล้าหายใจ
ตุบ!!!
ฝ่ามือหนาตบกำแพงข้างศีรษะเธออีกครั้ง คราวนี้แรงกว่าครั้งก่อนจนเธอสะดุ้งเฮือกด้วยความตกใจ
“ก่อนจะหายไป ทำไมไม่บอกเลิกกันก่อนวะ ทำไมไม่พูดคำนั้นออกมาห๊ะ?!”
เสียงของภาวินทร์ดังขึ้นจนแทบเป็นเสียงตะโกน ภาวินทร์โกรธจนตัวสั่นกัดฟันแน่น พยายามระงับอารมณ์ที่เดือดพล่านอยู่ในใจ แต่ทุกอย่างเหมือนกำลังจะระเบิดออกมา
ปลายฝันสูดหายใจเข้าลึก ๆ ก่อนเงยหน้าขึ้นสบตาเขา แววตาเผยความปวดร้าวหม่นหมอง
เศร้าเสียจนคนมองใจกระตุก!
ภาวินทร์ชะงักไปชั่วขณะ
“การที่ฉันหายไปจากชีวิตคุณ..." ปลายฝันเว้นวรรคคำพูดแล้วมองเขา หัวใจเจ็บหน่วงไปหมด น้ำลายหนืดถูกกลืนลงคออย่างยากลำบาก
ก่อนที่เธอจะเอ่ยประโยคต่อมา
"...นั่นมันคือการบอกเลิกค่ะ”
ประโยคนั้นราวกับคมมีดที่กรีดลงกลางใจ คำพูดที่อยากให้เธอพูดออกมา แต่พอได้ฟังแล้วกับทำให้เขาแทบทรงตัวไม่อยู่ ภาวินทร์จ้องลึกเข้าไปในดวงตาของเธอ คำพูดของเธอทิ่มแทงเข้ามารวดเดียวจนใจเขาแหลกละเอียด กรามแกร่งขบแน่นอย่างหมดความอดทน
“เธอมีสิทธิ์อะไรมาบอกเลิกฉัน!”
เขาคำรามเสียงต่ำ มือหนาดึงใบหน้าเล็กเข้ามาใกล้ บีบแก้มเธอแน่นจนเป็นรอยบุ๋มได้ยินเสียงร้องออกมาเบา ๆ
“ปล่อยค่ะ... ฉันเจ็บ เจ็บ...”
เสียงของเธอแผ่วเบาแต่กลับดังก้องในหัวใจ ดวงตาของภาวินทร์เบิกกว้างเมื่อเห็นดวงตาที่แดงก่ำกับน้ำตาที่คลอหน่วยในดวงตา
ภาวินทร์ได้สติ เขาปล่อยมือจากใบหน้าเธอทันทีและถอยห่างออกไปสองก้าว เขายืนมองเธออยู่ครู่หนึ่งก่อนจะยกมือลูบหน้าแล้วเบือนหนี เท้าแกร่งหน้าเดินออกไปจากร้านโดยไม่หันกลับมามองอีก
เขากำลังโกรธตัวเอง...
โกรธที่ยังรู้สึกอะไรแบบนี้อยู่...
การกลับมาเจอกันอีกครั้งของเขาและเธอทำให้ผู้ชายที่เงียบขรึมเป็นนิตย์ถึงกับเสียอาการ
เขาสติแตกใส่เธอราวกับคนบ้า!
“ผู้หญิงอย่างเธอ... แม่งไร้ค่าชะมัด! ทำไมต้องกลับมาเจอกันด้วยวะ!!!”