“จอดตรงนี้ล่ะค่ะพี่” นุชลตรีเอ่ยกับคนขับแท็กซี่ที่หล่อนเพิ่งจ้างมาจากสนามบินในประเทศไทย
“สามร้อยบาท” แท็กซี่กล่าวขณะที่นุชลตรีส่งเงินให้เป็นแบงก์สีเทาหนึ่งใบ
หญิงสาวแทรกตัวลงจากรถแท็กซี่สีเขียวเหลือง พร้อมกับกระเป๋าเดินทางใบโต
ทันทีที่ปลายเท้าสองข้างของนุชลตรีก้าวลงมายืนยังคฤหาสน์หลังใหญ่โตโอ่อ่า เธอมองดูคฤหาสน์สีครีมแล้วสูดลมหายใจเข้าปอดเฮือกใหญ่
นุชลตรีลากกระเป๋าเดินทางไปยังรั้วหน้าบ้าน เวลานี้หญิงสาวมองเห็นแต่คนรับใช้ใส่ชุดสีดดำ บ้างก็ขาวแซมดำในคฤหาสน์เต็มไปหมด
คนรับใช้หันมามองหญิงสาวรูปร่างผอมสูง เรือนผมของผู้หญิงคนนั้นมัดเป็นมวยมุ่นไว้บนหัว
“นั่นคุณหนูนุชลตรีนิ” เสียงของคนรับใช้คนหนึ่งดังขึ้นขณะที่ประตูรั้วหน้าคฤหาสน์หลังใหญ่เปิดออก
นุชลตรีลากกระเป๋าเข้าไปในคฤหาสน์หลังใหญ่ พลางหันมองไปยังนอกบ้านเป็นครั้งสุดท้ายก่อนประตูรั้วสีเหลืองทองจะปิดลง
“คุณหนูจะเข้าไปหาคุณผู้หญิงเลยไหมคะ” แจ่มจันทร์สาวใช้กล่าวพลางรับกระเป๋าเดินทางใบโตมาจากมือของนุชลตรี
“ค่ะ เดี๋ยวนุชเข้าไปหาคุณแม่เลยค่ะป้าแจ่ม ฝากกระเป๋าเดินทางนุชด้วยนะคะ” เสียงหวานกล่าวกับคนรับใช้วัยกลางคนพลางหมุนตัวเดินไปอีกทาง
คฤหาสน์แห่งนี้ดูอ้างวางหม่นหมองเมื่อขาดคุณทวดไป เพราะคุณทวดของหล่อนเป็นคนมีสีสันชอบเฮฮาอยู่เสมอ
นุชลตรียังจำได้ดีถึงบอร์ดเกมที่คุณทวดมักเอฟมาเล่นอยู่บ่อยครั้งกับเธอและป้าแจ่ม ป้าจันทร์ และลุงเขียวคนรับใช้
นุชลตรีมีความทรงจำบางอย่างเกี่ยวกับคุณทวดมากมาย เสียจนหญิงสาวไม่นึกว่าวันนี้จะมาถีง…วันที่คุณทวดไม่อยู่กับหล่อนอีกแล้ว
คุณทวดเป็นคนเลี้ยงนุชลตรีมาตั้งแต่ตอนตั้งไข่ ในขณะที่แม่ของหล่อนทำงานงก ๆ ทั้งวัน บางวันดาราอยู่กับตัวเลขและธุรกิจของตนเองโดยที่บางครั้ง
นุชลตรีเองก็แอบน้อยใจเป็นเหมือนกัน หากแต่หล่อนกลับเก็บงำความรู้สึกซ่อนมันไว้ในส่วนลึกของใจเรื่อยมา
นุชลตรีมองไปยังรอบ ๆ ห้องรับแขกด้วยความคิดถึง ทุกส่วนของคฤหาสน์หลังโตหลังนี้มีความทรงจำของคุณทวดซ่อนไว้ราวกับพวงมาลัยแซมซ้อนร้อยต่อกัน
“อ้าวนุช…กลับมาแล้วเหรอลูก” ดาราเดินออกมาพลางสวมกอดบุตรสาวของตนเองอย่างหวงแหน
มือเรียวเล็กของนุชลตรีกอดตอบมารดาพลางเอ่ยน้ำเสียงอู้อี้คล้ายคนจมูกบี้
“ค่ะ แม่นุช…กลับมาแล้วค่ะ งานคุณทวดเป็นยังไงบ้างคะ…มีอะไรให้หนูช่วยไหม” หญิงสาวเอ่ยถามมารดา ท้ายประโยคเสียงของหล่อนทอดเอื่อยฟังแล้วหมองเศร้า
ดาราปาดน้ำตาออกจากใบหน้าของเธอ พลางสวมกอดลูกสาวไว้แน่นราวกับว่าหล่อนกำลังจะหลุดหายตามคุณทวดไปอีกคน
“มานี่สินุชแม่มีอะไรจะบอก” ดารากล่าวกับบุตรสาวอย่างนุชลตรีพลางกอดลูกสาวไปด้วย
นุชลตรีผละออกจากอ้อมกอดของมารดาแล้วจึงเอื้อมมือไปจับมือของแม่พลางบีบมือของมารดาอย่างแผ่วเบา
หยดน้ำใสไหลออกมาจากดวงตาทั้งสองข้างของลูกสาว ดาราปาดน้ำตาให้หล่อนอย่างเบามือ
“แม่ไม่ไปไรจ้ะ” ดารากล่าวพลางคลายอ้อมกอดแล้วเดินนำบุตรีของหล่อนเข้าไปตามทางเดินของคฤหาสน์
หญิงสาวเดินตามแม่ของหล่อนออกมาจากโถงรับแขกแล้วขึ้นไปยังบนบันไดชั้นบนของบ้าน
นุชลตรียังไม่เห็นแม้แต่โลงศพของคุณทวดทั้งที่คุณทวดเพิ่งเสีย เธอจึงเอ่ยถามกับดารา แม่ของหล่อนว่า
“แล้วศพของคุณทวดตั้งอยู่ที่ไหนล่ะคะ” หญิงสาวจึงกล่าวขึ้นด้วยแววตาโศกศัลย์กว่าเดิม
ดารา ผู้เป็นแม่ ชะงักไปเพียงเล็กน้อยแล้วจึงหันมากล่าวกับลูกสาวของตนเองว่า
“ศพของคุณทวดก็อยู่ที่ศาลาแล้วจ้า เดี๋ยวเย็นนี้เราจะเข้าไปฟังสวดอภิธรรมศพกัน” ดารา แม่ของนุชลตรีกล่าว ท้ายประโยคหญิงวัยกลางคนอดสะอื้นขึ้นมาไม่ได้
หญิงสาวชะงักเมื่อเห็นดาราร่ำไห้ออกมาถึงคุณทวดผู้จากไป นุชลตรีบีบมือให้กำลังใจมารดาอีกครั้งด้วยความรัก
“แม่รักนุชนะลูก” ดารากล่าวขณะจับมือบุตรสาวไว้แน่น
นุชลตรีเพียงพยักหน้ารับคำของมารดาและจึงเดินตามมารดาเข้าไปในห้องนอนของแม่ของหล่อน
หญิงสาวหยุดเดิน เมื่อเห็นมารดาของตนเองหย่อนร่างนั่งพักลงบนโซฟาสีแดงสดบุกำมะหยี่เนื้อดี
ดารา ผู้เป็นมารดาเอื้อมมือไปหยิบซองสีขาวส่งให้นุชราตรีผู้เป็นบุตรสาว
“อันนี้จดหมายของคุณทวดที่ท่านเขียนไว้ก่อนจะเสีย” ดารากำจดหมายในมือของหล่อนไว้แน่นจนนุชลตรีเห็นเส้นเลือดปูดขึ้นที่มือของมารดา
มือเรียวสวยของนุชลตรีเอื้อมรับซองจดหมายจากมือของมารดาพลางพลิกดูอย่างรวดเร็ว
จดหมายในมือของนุชลตรีถูกผนึกไว้อย่างแน่นหนา นุชลตรีเห็นลายสวย หากแต่โบราณเขียนจ่าหน้าซองถึงเธอ
“ถึงนุชลตรี หลานทวด” นุชลตรีอ่านออกเสียงตามตัวอักษรที่ปรากฎบนจดหมายปิดผนึก
“คุณแม่มีกรรไกรไหมคะ นุชแกะไม่ออก” นุชลตรีเอ่ยถามผู้เป็นแม่ของตนเอง
“นี่จ้ะ” ดารากล่าวพลางส่งกรรไกรสีส้มที่วางบนโต๊ะให้บุตรสาว
นุชลตรีรับกรรไกรมาจากมารดาพลางตัดฉับบริเวณส่วนว่างเปล่าแล้วแกะจดหมายออกมาอ่านอย่างรวดเร็ว
“ถึงนุชลตรี…หลานทวด” นุชลตรีอ่านออกเสียงด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ
ภายในจดหมายเขียนใจความว่าให้หนูราตรีรีบแต่งงานหลังจากจบงานศพของคนทั่วกับนายมาฮัน เจซ มหาเศรษฐีแห่งเมืองมัทราสที่คุณทวดสัญญากับทวดของมาฮันห์ว่าจะยกหลานให้แต่งงานกัน
นุชลตรีรู้สึกราวกับว่าเวลานี้หล่อนถูกสายฟ้าฟาดอย่างแรง หญิงสาวเบิกตากว้างพลางอ่านประโยคบรรทัดต่อไปด้วยความไม่เข้าใจ
“หากนุชลตรีไม่ยอมแต่งงานกับมาฮันห์ สมบัติทั้งหมดรวมถึงกิจการและคฤหาสน์หลังนี้จะไม่เป็นของดารา รินทรวงศ์อีกต่อไป” เสียงหวานของหญิงสาวอ่านออกเสียงดังชัดจนดาราที่ฟังอยู่หันขวับมองใบหน้าของบุตรสาว
หล่อนรู้สึกราวกับว่า เธอกำลังล้มทั้งยืน…เวลานี้หญิงสาวมองจดหมายอย่างไม่อยากจะเชื่อสายตาของตนเองว่าคุณทวดของเธอจะทรยศหักหลังหล่อนได้มากถึงเพียงนี้
นุชลตรีแทบอยากเอากระดาษเหล่านี้จุดไฟเผาเสียให้รู้แล้วรู้รอดต่อหน้าเทียนหน้าศพของคุณทวด หากหล่อนทำได้เพียงแค่คิดฝันเท่านั้น
ดาราเอื้อมมือแตะแขนบุตรสาวอย่างเข้าใจ นุชลตรีปล่อยจดหมายในมือลง หยาดน้ำใสไหลอาบนวลแก้มสีชมพูทั้งสองข้าง
“คุณแม่นี่มันอะไรกันคะ” นุชลตรีกล่าวอย่างไม่พอใจพลางมองไปทางดาราอย่างนึกฉุนคุณทวด
“แม่ก็เพิ่งรู้เรื่องนี้จากลูกเหมือนกัน” ดารากล่าวแล้วถอนหายใจ
“แต่เมื่อสองสามวันก่อนมีคนโทรมาหาแม่แต่พูดจาคล้ายกับแขกอาหรับ ซึ่งแม่ฟังไม่รู้เรื่องเลยบอกเขาไปว่าถ้าลูกสาวกลับมาจะให้เขาพูดสายด้วย” ดาราเอ่ยบอกนุชลตรีอย่างเหนื่อยอ่อน
“ใครกันคะคุณแม่” นุชลตรีเอ่ยเสียงแข็งถามมารดาอย่างไม่พอใจในสภาวะที่ตนเองเป็นอยู่
“เท่าที่แม่ฟังออกนะ…เขาบอกว่าชื่อโยเซฟห์” หญิงวัยกลางคนกล่าวพลางมองบุตรสาวด้วยแววตาห่วงใย
“อาจจะเป็นพวกมิจฉาชีพก็ได้ค่ะคุณแม่ ไม่ก็โทรผิด” นุชลตรีกล่าวอย่างปลอบใจมารดาและตนเองไปด้วย
เป็นตายร้ายดีอย่างไรหล่อนก็ไม่มีวันอยู่ที่นี่เพื่อให้คุณทวดจับคลุมถุงชนหรอก หญิงสาวครุ่นคิดไม่ตกถึงเรื่องที่คุณทวดจะจับหล่อนไปเป็นภรรยากับเศรษฐีเมืองมัทราส
“แม่คะ นุชกลับศรุตท์รักกันค่ะ เราวางแผนว่าจะหมั้นกันค่ะหลังจากนุชกลับจากปารีส” นุชลตรีกล่าวกับมารดา
ดารามีสีหน้าบึ้งตึงขึ้นทันทีที่ได้ยินบุตรสาวกล่าวถึวศรุตท์ ทันตแพทย์หนุ่มเรียนดีแต่ยากจน ไฉนเธอจะต้องให้บุตรสาวของตนไปเกลือกกลั้วกับคนพรรค์นั้นด้วย
“นุชลตรี แม่ขอยื่นคำขาดให้เราแต่งงานกับเศรษฐีอินเดียใต้นั่น แม่ว่าเขาจะพาลูกสาวแม่ให้มีอนาคตที่ดีกว่าหมอกระจกนั่นได้ หากนุชไม่แต่งกับเขาก็ไม่ต้องอยู่บ้านหลังนี้ร่วมกับแม่อีก”
ดารายื่นคำขาดกับบุตรสาวพลางผุดลุกขึ้นทิ้งให้นุชลตรีนั่งเคว้งท่ามกลางคฤหาสน์โอ่อ่าอยู่เพียงลำพัง
+++