ตอนที่ 1: เสียงเรียกหาไม่เคยจางหายจากใจเลย
“แม่บัว แม่บัว…”
สิ้นเสียงเรียกหาแบบคร่ำครวญนั้น หญิงสาวก็สะดุ้งตื่นจากความฝันเป็นครั้งที่เท่าไหร่ก็ไม่รู้ ที่สโรชาฝันซ้ำๆ ถึงใครคนหนึ่งที่คอยเรียกเธอจากที่ไหนสักแห่ง แต่กลับสวยงามอย่างน่าประหลาด เป็นชายร่างสูงโปร่ง แต่งกายด้วยชุดโบราณราวกับอยู่คนละยุคสมัย
หญิงสาวนั่งมึนงงกับตัวเองสักพัก เหลือบมองนาฬิกาบนผนังห้องถึงกับตกใจ
“ จะแปดโมงแล้วเหรอเนี่ย! บ้าจริง!”
เห็นดังนั้น สโรชาจึงรีบลุกอาบน้ำแต่งตัวเพื่อไปให้ทันนัดหมายในเช้านี้ ใช้เวลาไม่ถึงครึ่งชั่วโมงร่างบางก็วิ่งลงมายังห้องโถงของบ้านเกือบชนกับหญิงวัยกลางคนที่กำลังจัดเตรียมอาหารขึ้นโต๊ะอย่างคุ้นชิน
“ รีบไปไหนน่ะลูก ไม่กินข้าวกินปลาก่อนหรือไง”
“วันนี้หนูมีประชุมเช้าค่ะแม่ กลัวรถติด หนูไปก่อนนะคะ”
สิ้นเสียง หญิงสาวก็ก้มลงหอมแก้มมารดาฟอดใหญ่ แล้วรีบขับรถออกจากบ้านไปในทันที
บนถนนที่เต็มไปด้วยรถยนต์ หญิงสาวได้แต่เหลือบมองเวลาที่นาฬิกาข้อมือของตัวเอง พร้อมกับมองออกไปตรงถนนด้านหน้า เกือบครึ่งชั่วโมงแล้วที่รถไม่ขยับเขยื้อนไปไหนเลย
“สงสัยคงติดแหง็กอยู่ที่นี่แล้วล่ะ เฮ้อ!”
สโรชาถอนหายใจและบ่นกับตัวเองพลางนึกถึงความฝันเมื่อคืนภาพความฝันนั้นยังคงติดตาเหมือนเพิ่งเกิดขึ้นเมื่อไม่นานมานี้
หญิงสาวยืนอยู่ที่บ้านทรงไทยหลังโอ่อ่า รอบตัวบ้านประดับประดาไปด้วยเมกไม้นานาพันธุ์ ช่างดูสวยงามราวกับฉากในละครเสียอย่างนั้น ประตูทางเข้ามีการฉะลุไม้เป็นลายไทยสวยงามแปลกตา และมีชายแปลกหน้าคนหนึ่งยืนขวางเอาไว้ เธอพยายามเพ่งมองอยู่นานแต่ก็เหมือนมีเมฆหมอกหนาปกคลุมไปทั่วบริเวณนั้นอย่างน่าประหลาด ทั้ง ๆ ที่บริเวณโดยรอบมีแสงแดดจ้า พอหญิงสาวกำลังจะอ้าปากเอ่ยถาม กลับมีเสียงสุขุมนุ่มลึกเอ่ยออกมาเสียก่อน
“กลับมาแล้วหรือแม่บัว”
หญิงสาวยืนงงอยู่ชั่วครู่ จึงได้ถามออกไปในตอนนั้นว่า
“คุณเป็นใครคะ ทำไมคุณถึงเรียกฉันว่า แม่บัว”
ยังไม่ทันจะได้รับคำตอบใดจากชายผู้อยู่ตรงหน้า ก็เหมือนมีแรงดึงดูดมหาศาลพาร่างกายของเธอเคลื่อนไหวออกจากบ้านทรงไทยหลังนั้น ก่อนที่ทุกอย่างจะมืดสนิท เธอได้ยินเสียงที่เรียกหาแต่เธอราวจะขาดใจ
“แม่บัว แม่บัว…”
ปี๊นๆๆ
เสียงแตรรถยนต์จากด้านหลัง ปลุกสโรชาให้กลับมาสนใจถนนตรงหน้าอีกครั้ง เธอถอนหายใจและรีบขับรถเคลื่อนออกไปข้างหน้าให้ทันการประชุมในเช้านี้
ทันทีที่ก้าวเท้าเข้ามาในห้องประชุม เธอก็พบว่าทุกคนนั่งอยู่กันครบหมดแล้ว
“ขอโทษค่ะบอสที่มาช้า”
สโรชารีบขอโทษขอโพยเจ้านายของตนด้วยอาการกระหืดกระหอบ เพราะรีบวิ่งมาที่ห้องประชุมด้วยความที่เลยมาเวลามามากแล้ว
“หนึ่งชั่วโมง… คุณเลทตั้งหนึ่งชั่วโมงเลยนะ คุณสโรชา”
“ขอโทษจริงๆ ค่ะบอส”
หญิงสาวได้แต่ก้มหน้าก้มตาพูดขอโทษและไม่ยอมสบตากับเจ้านายของเธอเพราะกลัวความเคร่งขรึมของคุณภมร กรรมการผู้จัดการบริษัทที่เธอทำงานอยู่
“เอาล่ะ รีบเข้ามานั่งได้แล้ว เราจะได้ประชุมกันต่อ”
“ค่ะ”
พอรับคำเสร็จ สโรชาก็รีบเข้าไปนั่งข้างๆ น้ำหวาน เพื่อนสนิทของเธอ
“อย่างที่ผมพูดไปข้างต้น ว่าบริษัทของเรากำลังจะมีโปรเจกต์ใหญ่ คืองานเปิดตัวสินค้าผ้าไทยในเครือบริษัทของเราให้ออกมาดูโดดเด่นและมีเอกลักษณ์มากที่สุด โดยจะมีการทำเป็นภาพยนตร์โฆษณา รวมถึงในงานจะมีการแสดงเดินแบบเพื่อให้แขกที่มาร่วมงานได้รับชมด้วย
โดยภาพยนตร์โฆษณา ตอนนี้ทางทีมโปรดักชั่นก็ได้วางแผนคร่าวๆ มาให้ผมพิจารณาดูแล้ว โดยโปรเจกต์นี้จะเป็นการเล่าเรื่องราวของผ้าไทยกับวิถีชีวิตในไทย ซึ่งทีมโปรดักชั่นยังติดเรื่องหาสถานที่ถ่ายอยู่ โดยผมอยากให้เป็นบ้านเรือนไทยยุคเก่าๆ แบบวิกตอเรียอังกฤษ ซึ่งผมเห็นว่าทีมโลเคชั่นของบริษัทเราน่าจะช่วยซัปพอร์ตเรื่องนี้กับทีมโปรดักชั่นที่ผมจ้างมาได้ เพราะฉะนั้น ผมขอมอบหมายงานโลเคชั่นให้กับทีมของคุณสโรชาละกันนะครับ”
สิ้นเสียงมอบหมายงานจากเจ้านาย สโรชาถึงกับรีบเอ่ยปากถามด้วยความงงงวย
“แต่บอสคะ คอนเนคชั่นเรื่องสถานที่ ที่ของเรามีอยู่ ส่วนใหญ่จะเป็นสตูดิโอนะคะ ทำไมไม่ให้ทีมโปรดักชั่นจัดหาไปเลยล่ะคะ”
“แต่คุณเป็น Location Manager นะคุณสโรชา งานถ่ายแบบ หรืองานโฆษณาของบริษัทเราที่ผ่านมา คุณก็เป็นคนคอยจัดการเกี่ยวกับสถานที่ถ่ายทำทั้งหมดอยู่แล้ว ไม่ว่าจะเป็นการหาสถานที่ถ่ายทำ การวางแผนเกี่ยวกับสถานที่ถ่ายทำ อีกอย่างคุณก็ต้องประสานงานกับทีม Costume Designer ของคุณน้ำหวานด้วย ซึ่งต่อให้คนนอกเข้ามาทำให้ได้ แต่ก็คงไม่เป็นที่ถูกใจเท่ากับให้ทีมของบริษัทเรามาทำเองหรอก เพราะฉะนั้นงานนี้ ผมจึงต้องมอบหมายให้ทีมคุณมาช่วยในโปรเจกต์นี้ยังไงล่ะ”
“ก็ได้ค่ะบอส”
สิ้นเสียงคุณภมร สโรชาจึงทำได้แค่รับคำสั่งแต่โดยดี ทั้งๆ ที่ในใจคัดค้านเกินทน
“เอาละ สำหรับการประชุมในวันนี้ก็มีเพียงเท่านี้ แต่ละทีมที่ได้รับมอบหมายงานไป ก็ให้มารายงานความคืบหน้าให้ผมทราบเป็นระยะๆ ส่วนทีมไหนที่มีปัญหาหรือติดขัดเรื่องใดก็มาแจ้งผมได้ ผมพร้อมให้การช่วยเหลือเป็นกรณีไป วันนี้ขอบคุณทุกคนมากๆ ครับ”
การประชุมเสร็จสิ้นลง หญิงสาวได้แต่ถอนหายใจกับความรับผิดชอบอันใหญ่หลวงที่ตนได้รับ
“ไงแก ทำไมวันนี้ถึงมาสายซะได้”
น้ำหวานส่งเสียงทัก หลังออกจากห้องประชุมมาแล้ว
“ฉันคงหลับลึกไปหน่อยเลยไม่ได้ยินเสียงนาฬิกาปลุกน่ะ”
“มัวฝันถึงใครอยู่หรือเปล่า”
เพื่อนหญิงสาวพูดแซวปนหัวเราะ
“ไม่รู้สิ”
สโรชาตอบกลับไปเหมือนเสียงกระซิบเสียมากกว่า พลางอดครุ่นคิดถึงความฝันนั้นไม่ได้
ตลอดทั้งวัน หญิงสาวยุ่งเป็นมือระวิง กับการหาข้อมูลและประชุมกับทีมตัวเองในเรื่องของสถานที่ถ่ายแบบที่ตนได้รับมอบหมายไว้ จนลืมเรื่องความฝันไปชั่วขณะ รู้ตัวอีกที พระอาทิตย์ก็ลับขอบฟ้าไปนานแล้ว บวกกับเสียงท้องร้องที่บ่งบอกให้รู้ว่าตอนนี้เลยเวลาทานอาหารเย็นมานานเพียงไร ทันทีที่คิดได้ก็มีเสียงโทรศัพท์ดังขึ้นมา
“ลูก ยังไม่กลับอีกเหรอ”
เสียงปลายสายที่คุ้นเคยเอ่ยถาม หลังจากที่สโรชารับโทรศัพท์
“กำลังจะกลับค่ะแม่ พอดีวันนี้ยุ่งมาก เลยทำงานเพลินจนลืมดูเวลาเลยค่ะ”
“งั้นขับรถกลับดีๆ นะ เดี๋ยวแม่อุ่นอาหารไว้รอ”
“ค่ะแม่ เดี๋ยวเจอกันค่ะ”
หญิงสาววางสายจากมารดาเสร็จก็รีบขับรถกลับบ้านทันที
เสียงรถยนต์จอดหน้าบ้าน ทันเวลาที่ฝนกำลังตกลงมาพอดี สาวิตรีรีบเอาร่มคันใหญ่มารับลูกสาวที่กำลังจะลงจากรถ ฝนที่ตกลงมาอย่างหนักราวกับมีใครเอาน้ำโปรยลงจากฟ้า ทำเอาสองแม่ลูกเปียกปอนเล็กน้อย ผู้เป็นแม่จึงรีบกุลีกุจอหาผ้ามาให้ลูกสาวเช็ดหน้าเช็ดผมเพราะกลัวลูกจะเป็นหวัด
“มาถึงปุ๊ป ฝนตกปั๊บเลยนะเรา สงสัยเป็นคนเรียกฝนสินะ”
สาวิตรีพูดพลางหัวเราะกับลูกสาวสุดที่รัก
“เปล่าสักหน่อยค่ะแม่”
หญิงสาวตอบคำมารดาอย่างอารมณ์ดี
“เอ้า รีบทานข้าวทานปลาแล้วรีบไปอาบน้ำสะนะ ปล่อยให้ตัวเปียกชื้นแบบนี้นานๆ เดี๋ยวก็เป็นหวัดหรอก”
สาวิตรีพูดด้วยความห่วงใย
“หนูหัวแข็งจะตาย ไม่เป็นหวัดง่ายๆ หรอกค่ะ”
สโรชาตอบ พลางตักข้าวใส่ปาก เคี้ยวตุ้ยๆ ด้วยความหิว ผ่านไปสักพักเหมือนหญิงสาวจะคิดอะไรได้จึงถามผู้เป็นแม่ด้วยความอยากรู้
“แม่คะ แม่เคยเห็นบ้านเรือนไทยแบบตะวันตก ลักษณะเหมือนแบบบ้านวิกตอเรียของอังกฤษ มีรูปทรงห้องมุขเป็นแบบหกหรือแปดเหลี่ยมไหมคะ”
“อืม ถ้าเป็นเรื่องบ้านทรงแบบนั้น แม่ไม่เคยเห็นหรอก ทำไมเหรอ?”
สาวิตรีถามลูกสาวที่จู่ๆ ก็พูดถึงเรื่องบ้านทรงไทย
“หนูเห็นในความฝัน…”
หญิงสาวตอบแบบไม่เต็มเสียงพลางนึกถึงภาพเรือนไทยที่ตนฝันถึงเมื่อคืน
“หืม? ว่าไงนะลูก”
“หนูหมายถึง ที่บริษัทเขาให้หนูหาสถานที่สำหรับถ่ายงานผ้าไทยค่ะแต่ไม่รู้ว่าจะไปหาที่แบบนั้นได้ที่ไหนดี”
“ถ้าเป็นเรื่องบ้านทรงไทยแบบนั้น แม่ไม่เคยเห็นหรอกจ้ะ แต่คิดว่ามีคนหนึ่งที่น่าจะช่วยลูกเรื่องนี้ได้”
“ใครกันคะแม่”
สโรชาถามด้วยความตื่นเต้น
“ถ้าแม่จำไม่ผิด มีลูกชายของเพื่อนแม่คนนึง เขาเป็นสถาปนิก เพื่อนแม่เคยเล่าให้ฟังว่า ช่วงนี้ลูกชายเขามารับงานปรับปรุงรีโนเวทบ้านเรือนไทยที่กรุงเทพฯ ไว้ถ้าแม่มีโอกาสเจอเพื่อนแม่คนนั้น แม่จะถามให้ละกันนะ”
“ขอบคุณค่ะแม่”
หญิงสาวกล่าวขอบคุณพร้อมเข้าไปโอบเอวผู้เป็นมารดาด้วยความดีใจ