“เป็นอะไรหรือเปล่าคะน้ำ วันนี้ไม่ค่อยชวนพี่คุยเลย” อัคคีละสายตาจากถนนตรงหน้าหันไปถามคนข้างกายเมื่อได้จังหวะที่รถต้องจอดลงตรงไฟแดง ธาราที่กำลังเหม่อมองออกไปนอกหน้าต่างจึงหันกลับมาสบสายตากับคนรักก่อนที่ปั้นยิ้มส่งให้
“ปล่ะ...เปล่าค่ะ ไม่มีอะไรหรอกค่ะพี่คี” ธาราเลือกที่จะเก็บความสงสัยไว้ในใจเมื่อใคร่ครวญดีแล้วว่าการหวาดระแวงจากถ้อยคำของคนที่ไม่รู้จักนั้นไม่ใช่เรื่องที่ควรเท่าไหร่นัก เธอพยายามเตือนตัวเองให้ใจเย็นเข้าไว้ อัคคีจึงกลับไปให้ความสนใจการจราจรบนท้องถนนอีกครั้ง
“วันนี้น้ำเลิกเร็วใช่ไหมคะ พี่จะได้เคลียร์เวลาช่วงบ่ายไว้ให้”
“ใช่ค่ะ”
“อื้ม...เอาไว้บ่ายนี้ เราดูหนังที่ค้างไว้เมื่อคืนกันต่อดีไหมคะ” อัคคีหันไปยิ้มกรุ่มกริ่มให้คนรักก่อนจะค่อยๆ ชะลอตัวรถลงเมื่อใกล้ถึงที่หมาย “ดีไหมคะน้ำ”
“พี่คี” ธาราเบี่ยงใบหน้าหลบเมื่อจู่ๆ ชายหนุ่มก็ยื่นหน้าเข้ามาใกล้ตอนที่รถจอดสนิท คนแกล้งหัวเราะร่าในขณะที่เธอทำได้แค่หันหน้าหนีอย่างแง่งอนก่อนจะรีบเปิดประตูลงจากรถ
“แล้วเจอกันนะคะพี่คี” ธาราหันไปเอ่ยลาอีกครั้งก่อนจะเดินเข้าคณะของตน ในขณะที่อัคคีอยู่มองหญิงสาวจนลับตาก่อนจะเคลื่อนรถออกไป
ร่างบางที่กำลังเร่งฝีเท้าชะงักลงเมื่อมีเสียงข้อความดังเข้าอีกครั้ง ดวงใจของเธอกระตุกวาบก่อนจะผ่อนคลายขึ้นมาเมื่อเห็นว่าเจ้าของข้อความคือพี่ชายคนสนิทของเธอ
‘ใกล้สอบแล้ว อย่าลืมพักผ่อนเยอะๆ ด้วยนะ’ ภูผาส่งสติ๊กเกอร์รูปคุณหมอทำหน้าดุมาเพื่อกำชับ ธาราอมยิ้มกำลังจะตอบกลับ แต่มีข้อความเข้ามาแทรกเสียก่อน
‘เที่ยงวันนี้ที่ร้าน...’
ข้อความที่ราวกับนัดแนะถูกส่งมาจากผู้หวังดีคนเดิมราวกับต้องการบอกใบ้บางอย่าง ธารายืนนิ่ง มือทั้งสองข้างเย็นเฉียบ สติหลุดลอยไปชั่วขณะจนเมื่อรู้ตัวอีกทีเธอก็ต่อสายถึงคนรักของตนแล้ว
“ว่าไงคะน้ำ ลืมอะไรหรือเปล่าให้พี่วนกลับไปหาไหม” เสียงอัคคีดังมาตามสายและเร่งให้เธอต้องหาเหตุผลที่เหมาะสม
“เปล่าคะ น้ำแค่จะถามว่าเที่ยงนี้พี่คีว่างไหมคะ เผื่อเราจะได้กินข้าวด้วยกันเลย”
“ขอโทษนะคะน้ำ พอดีเที่ยงนี้ต้องไปคุยงานกับลูกค้า เอาไว้เป็นวันหลังแล้วกันนะคะ” อัคคีตอบกลับมาหลังจากเงียบไปอึดใจ ใบหน้าคนฟังเผือดสี ความหวาดกลัวในใจกำลังทำงานหนักอีกครั้ง
“ค่ะ ไม่เป็นไรค่ะ แค่นี้นะคะพี่คี” ธาราบอกลาเสียงแผ่วพยายามควบคุมปลายเสียงไม่ให้สั่น ไหล่ทั้งสองข้างลู่ลงอย่างคนหมดแรง
“น้ำ”
ธาราสะดุ้งเฮือกเมื่ออัณณาเข้ามาทักจากทางด้านหลังจนคนเรียกยังใจเสีย
“เป็นอะไรหรือเปล่าน้ำ ตกใจจนตัวสั่นเชียว”
“เราแค่เหม่อนิดหน่อยน่ะอัณ” ธาราเอ่ยตอบ พยายามส่งยิ้มให้กับคนที่มองเธออย่างเป็นห่วง “ว่าแต่อัณมาทำอะไรแถวนี้เหรอ”
“เราเอางานมาส่งอาจารย์ที่คณะข้างๆ น่ะกำลังจะกลับไปที่ตึกแล้ว แต่เห็นน้ำพอดีเลยแวะมาทักก่อน”
“อื้ม...ถ้าอย่างนั้นรีบไปเถอะ นี่ก็ใกล้เวลาแล้ว เดี๋ยวค่อยเจอกันตอนเที่ยงอีกที”
“ถ้าอย่างนั้นเราไปก่อนนะ เอ้อ...วันนี้รสไม่มีเรียนนะเพราะฉะนั้นเที่ยงนี้มีแค่เราสองคนนะ”
“รสหยุดอย่างนั้นหรือ” ธาราถามกลับ ภายในใจกระตุกวูบ
“ใช่ พอดีบางคลาสก็ทยอยปิดแล้วน่ะ อย่างเราตอนบ่ายก็ไม่มีเรียนเหมือนกัน แต่อยากอยู่กินข้าวเป็นเพื่อนน้ำก่อน ถ้าอย่างนั้นเดี๋ยวเจอกันนะ” อัณณายิ้มส่งท้ายก่อนจะรีบเดินกลับไปห้องเรียนของตนและไม่ทันสังเกตใบหน้าซีดเผือดของคนที่เพิ่งเดินจากมา
รสสุคนธ์ เพื่อนของเธอไม่มาอย่างนั้นหรือ...แล้วอัคคี...
ธาราก้มลงมองข้อความอีกครั้งก่อนจะพยายามเตือนตัวเองให้อย่าคิดมากเพื่อกลบเกลื่อนความรู้สึกที่ว่าการทำใจให้คิดแบบนั้นมันยากขึ้นทุกทีแล้ว
อัคคียกนาฬิกาข้อมือขึ้นดูอีกครั้งด้วยสีหน้าหงุดหงิดเมื่อเห็นว่าเลยเวลานัดหมายมานานมากแล้ว ชายหนุ่มถอนหายใจ ยกแก้วน้ำเปล่าที่พร่องลงไปอีกครั้งขึ้นดื่มจนหมดแก้วแล้วนั่งกอดอกทำท่าเหนื่อยหน่ายพลางสบตากับรสสุคนธ์ที่นั่งหน้าเจื่อนในฝั่งตรงกันข้าม
“ทำไมพ่อของรสยังไม่มาสักที”
“เดี๋ยวรสโทรหาท่านอีกทีแล้วกันนะคะ” รสสุคนธ์ระล่ำระลักรีบต่อสายโทรศัพท์เมื่อได้ยินเสียงเข้มๆ ของร่างสูง ทั้งคู่ต่างใจจดใจจ่อรอสายก่อนที่รสสุคนธ์จะลดมือที่แนบหูลงแล้วกล่าวกับอีกฝ่ายด้วยน้ำเสียงแผ่วเบา
“คุณพ่อไม่รับสายเลยค่ะ”
อัคคีถอนหายใจเฮือกใหญ่พร้อมกับหันใบหน้าหนี ก่อนจะมองเลยไปทางเครื่องมือสื่อสารของตนที่ส่งสัญญาณขึ้นมา
“เดี๋ยวพี่มานะ” อัคคีคว้าโทรศัพท์ก่อนจะเดินออกไปยังที่นั่งเล่นบริเวณหน้าร้าน เขาพยายามสูดลมหายใจเข้าออกลึกๆ อยู่สองสามครั้ง เพื่อปรับอารมณ์ให้ปกติที่สุดก่อนจะรับสาย “ว่ายังไงคะน้ำ เลิกเรียนแล้วหรือคะ”
“ค่ะ พี่คีมารับน้ำเลยได้ไหมคะ”
“พี่ประชุมอยู่ค่ะเลยยังไปไม่ได้ น้ำไปนั่งเล่นที่ห้องสมุดรอพี่ก่อนละกันนะคะ”
“ประชุม...กับใครหรือคะ”
อัคคีเหลือบมองหญิงสาวอีกคนที่นั่งรออยู่ด้านในก่อนจะตอบคำถาม
“ลูกค้าน่ะ น้ำไม่รู้จักหรอกค่ะ”
“แล้วประชุมนานไหมคะ ให้น้ำไปหาไหม พี่คีจะได้ไม่ต้องวนมารับน้ำ...”
“ไม่ต้องค่ะ” อัคคีเผลอขัดขึ้นเสียงดัง ก่อนจะรีบให้กลับมาเป็นปกติอีกครั้ง “เอ่อ...น้ำรอที่นั่นเหมือนเดิมนั่นแหละค่ะ จะได้ไม่ต้องเหนื่อย เดี๋ยวเสร็จแล้วพี่จะรีบไปเลยนะคะ”
ท้ายประโยคทำเสียงออดอ้อนเพื่อให้คนรักเห็นดีเห็นงามกับตน ปลายสายเงียบลงไปก่อนที่อัคคีจะต้องสะดุ้งเมื่อได้ยินเสียงรสสุคนธ์เรียกจากทางด้านหลัง
“พี่คีคะ”