อดีตฮ่องเต้แห่งแคว้นตง นามว่าตงลี่หยางมีองค์ชายเพียงหนึ่งเดียว นามว่าตงฉือเฉิง เมื่อบิดาตายในสนามรบที่ตอนนั้นมีอายุได้ไม่ถึงสิบปี น้องชายของบิดาขึ้นครองบัลลังก์ ตำแหน่งองค์รัชทายาทของเขาจึงถูกเปลี่ยนไปให้กับองค์ชายที่เกิดจากฮ่องเต้คนปัจจุบันแทน
ในวัยเกือบสิบขวบ จะว่าเด็กก็ไม่เด็กแล้ว ตงฉือเฉิงรู้ความไม่น้อย เขารู้ว่าบิดาตายในสนามรบ แต่กลับถูกกล่าวหาว่าขายชาติ เพราะคิดจะยอมพ่ายให้กับแคว้นผิน เรื่องนี้ต่างเป็นที่โจษจันกันไปทั่ว จากวีบุรุษ ก็กลายเป็นกบฏแผ่นดินในชั่วพริบตา มารดาที่ต้องทนได้ยินเรื่องอัปยศนี้ในทุกวัน สุดท้ายก็ตรอมใจตาย แต่นางกลับพูดย้ำเตือนอยู่เสมอ ว่าบิดาของเขาจะไม่มีวันทำเช่นนั้น ตราบจนกระทั่งลมหายใจสุดท้ายของนาง นางก็ยังคงบอกกับด้วยประโยคนี้ และในที่สุด ตงฉือเฉิงก็กลายเป็นองค์ชายที่ไม่มีใครเหลียวแลอีกต่อไป
ไม่มีใครอยากยุ่งเกี่ยวกับตงฉือเฉิงอีกนับจากนั้น ตำหนักที่เคยคึกคักก็เปลี่ยนเป็นตำหนักร้างในไม่กี่วัน ในวัยสิบขวบเขาจึงตัดสินใจเข้าเรียนศึกษาการรบอยู่ในกองทัพ มีความมุ่งมั่นตั้งใจ และทะเยอทะยานเป็นอย่างมาก ด้วยเหตุผลเดียวที่เขาตระหนักอยู่ในใจ หากสามารถขึ้นเป็นแม่ทัพใหญ่ได้ เขาต้องการจะไปจัดการกับแคว้นผินที่สังหารบิดาของเขา และต้องถามให้ชัดเจนว่า ที่บิดาเขาทำลงไปเหมาะแล้วหรือที่จะถูกเรียกว่ากบฏขายแผ่นดิน?!
ชายหนุ่มสร้างตำหนักใหม่ห่างจากวังหลวงอย่างมาก แต่ไม่ใช่เป็นประสงค์ของตัวเอง เป็นเพราะตงลี่ถัง ฮ่องเต้องค์ปัจจุบันเกิดความหวาดระแวงต่อเขา เมื่อหมดสงครามและด้วยสภาพจิตใจที่ไม่ปกติ จึงถูกสั่งให้อยู่แต่ในตำหนักของตัวเอง
ตงลี่ถัง พยายามหาชายาที่เป็นเพียงแค่บุตรสาวของขุนนางเล็กๆ หรือไม่ก็ลูกชาวบ้านที่มีฐานะเพียงเล็กน้อย ส่วนหนึ่ง ก็เพื่อจะให้เขาไม่มีอำนาจในราชสำนักได้อีก และคิดว่าบางทีหากเขามีชายาคู่ใจ จิตใจของเขาอาจจะกลับมาเป็นปกติ และจะควบคุมได้ง่าย
ขบวนเสด็จหยุดอยู่ที่ด้านหน้าของตำหนักแห่งหนึ่ง ด้านหน้าตำหนัก เป็นอักษรมงคล **(gāo) ที่มีความหมายว่า 'สูงส่ง' ก่อนตงลี่ถังจะได้ยินเสียงกรีดร้องดังมาจากภายในจนแสบแก้วหู ใบหน้าของเขาเข้มขึ้น รีบรุดเดินเข้าไปด้านใน พอดีกับที่บ่าวในตำหนักกำลังใช้ผ้าขาวห่อศพของใครคนหนึ่งผ่านหน้าไป ดูเหมือนว่าจะเป็นผู้หญิง ที่มือของนางยังมีเลือดสดๆ ไหลหยดออกมา แสดงว่าเพียงแค่เขาก้าวขาเข้ามาเมื่อครู่ นางก็สิ้นใจตายไปแล้ว
องค์หญิงทุกคนที่ถูกส่งมาเป็นของบำเหน็จ รวทถึงองค์หญิงของเมืองฮุย สามเดือน...ก่อนที่จะถูกส่งเข้ามาในตำหนักกัว ก็ถูกอบรมมารยาทจากฮองเฮาเป็นอย่างดี ทั้งรักทั้งเอ็นดูนาง แต่ใครจะคิดว่ายังไม่ข้ามวันหลังจากถูกส่งตัวมา นางก็มาตายกลายเป็นศพไปเสียแล้ว
"ตงฉือ..."
ตงลี่หยางเรียกได้แค่นั้น ก็ได้รับไอเย็นยะเยือกเข้าปะทะร่างกายผ่านสายตา ทำให้เขาต้องหยุดชะงัก ตงฉือเฉิงนั่งอยู่ที่เก้าอี้ไม้ กำลังโยกตัวไปมา ในมือยังมีแซ่หางม้าที่ใครโดนแล้วก็ต้องเจ็บที่สุดในชีวิต หากไม่ตายรอยแผลที่ได้ก็จะติดตัวอย่างไม่สามารถลบเลือน
"ถวายพระพรฝ่าบาท กระหม่อมว่าตอนนี้ฝ่าบาทไม่ควรเสด็จเข้าใกล้มากกว่านี้อีก ตอนนี้...องค์ชายอาการกำเริบนิดหน่อยพ่ะย่ะค่ะ กระหม่อมเกรงว่าจะเกิดอันตรายขึ้นได้"
"เรื่องนั้น...."
"พูดอะไรของเจ้าอันเป่า นานๆ ฝ่าบาทจะเสด็จมาเยี่ยมข้าด้วยเอง ทำไมยังไม่ต้อนรับให้เป็นอย่างดีเล่าฮะ"?!!!!
ตงฉือเฉิงพูดดีคำ ตะคอกคำ ดั่งคนที่อารมณ์ไม่คงที่ เดินเข้ามาช้าๆ เหวี่ยงแซ่หางม้าในมือขึ้นหมายจะฟาดลงที่แผ่นหลังของผู้รับใช้ แต่ตงลี่ถังรีบห้ามเอาไว้จนเสียดัง
"ไม่ต้องๆ ไม่ใช่ความผิดของอันเป่า เพราะข้ามีเรื่องอยากจะคุยกับเจ้าเสียหน่อย เรามาคุยกันตามประสาอาหลานเถอะ"
"ย่อมได้อยู่แล้วพ่ะย่ะค่ะ เชิญเสด็จอาทางนี้"
ตงฉือเฉิงโยนแซ่หางม้าให้อันเป่าเอาไปเก็บ ส่วนเขาหันมององรักษ์มากกว่ายี่สิบคนที่คิดจะเดินตามไป ด้วยสายตาแบบนั้นเหล่าองครักษ์ก็ไม่กล้าขยับอีก
"ม่ใช่ว่าจะคุยกันตามประสาอาหลานหรอกหรือพ่ะย่ะค่ะ ฝ่าบาทให้องครักษ์ตามมาหรือว่าจะกลัวหม่อมฉันทำสิ่งใดต่อฝ่าบาทกัน"
"ฮ่ะฮ่ะฮ่ะ นั่นสินั่นสิ ไม่ต้อง นี่มันตำหนักของหลานข้า มีอะไรต้องคุ้มครองกัน"
ตงลี่ถังหันมาต่อว่าองครักษ์ ก่อนจะหันไปมองกองเลือดที่เริ่มมีแมลงวันบินมาตอม ก็รู้สึกอยากจะอาเจียนขึ้นมาเล็กน้อย สุดท้ายเขาก็ส่งสายตาให้องครักษ์ตามมาเงียบๆ
ทหารที่ถูกส่งมาโดยให้ข้ออ้างว่าเพื่อดูแลและอารักขาให้กับตงฉือเฉิง หากแต่แท้จริงแล้ว คนพวกนี้ถูกส่งมาเพื่อควบคุมและจับตามองเขาอยู่ในทุกวันก็นำสุราพร้อมขนมมาวางไว้ให้
"นานๆ ฝ่าบาทจะเสด็จมาเยี่ยมกระหม่อม วันนี้ก็ดื่มเป็นเพื่อนกระหม่อมหน่อยเถอะ"
ชายหนุ่มพูดแล้ว รับเสื้อมาสวม แต่ถึงอย่างนั้นเลือดที่ติดอยู่บนร่างกายก็ยังเปื้อนซึมออกมาที่เสื้อผ้าดูไม่น่ามองนัก ก่อนเขาจะรินเหล้าลงจอก ส่งให้กับตงลี่ถัง
"อาเฉิง เหตุใดต้องสังหารพวกนางด้วยเล่า ท่านอาคนนี้ เห็นว่าเจ้าอยู่คนเดียวมาจนอายุสามสิบกว่าปีแล้วก็ควรจะมีชายาควรดูแลปรนนิบัติ แล้วก็มีองค์ชายหรือองค์หญิงวิ่งเล่นสนุกในตำหนักสักคน บางที....อาการของเจ้าอาจจะดีขึ้น"
ในทันทีนั่น ตงลี่หยางก้ได้รับสายตาที่แสดงออกมาอย่างชัดเจนว่าไม่พอใจ แต่แล้วชายหนุ่มเปลี่ยนเป็นยกยิ้มมุมปาก ก่อนจะยกจอกเหล้าของตัวเองขึ้นดื่ม
"กระหม่อมมิได้ป่วยอันใดนี่พ่ะย่ะค่ะ แค่จมอยู่กับถามหากยังไม่ได้คำตอบว่าเหตุใด เสด็จพ่อที่ออกไปทำศึกเพื่อรักษาบ้านเมือง ยามเมื่อรู้ว่าสู้ไม่ได้แน่ จึงคิดจะยอมแพ้เพื่อรักษาชีวิตทหาร และเหล่าชาวบ้านที่ชายแดน กลับถูกกล่าวหาว่าไร้ศักดิ์ศรี และร้ายแรงจนถึงขั้นเป็นกบฏ นั่นมันเหมาะสมแล้วจริงๆ นะเหรอ"
ปัก!!!
ชายหนุ่มวางจอกสุราลงกระแทกกับโต๊ะอย่างแรง ทำเอางลี่ถังแทบจะลุกขึ้น แต่พอเห็นว่าตงฉือเฉิงทำเพียงแค่นั้นก่อนจะนั่งนิ่งอย่างคนสงบก็ลอบถอนหายใจ แล้วปาดเหงื่อที่ซึมออกมา
"คะ คะ คน คนที่กล่าวหาบิดดาของเจ้าเช่นนั้น มิใช่ว่าถูกเจ้าสังหารไปแล้วหรือเรื่องนี้มันจบสิ้นไปแล้ว อาเฉิง ใช้ชีวิตด้วยความสบายใจเถอะ เสด็จอาคนนี้เป็นห่วงเจ้าเหลือเกิน ครั้งนี้ เชื่อเสด็จอาเสียหน่อย จะหาสตรีที่ไร้ปากเงียบเสียง แต่ปรนนิบัติเก่งและงดงามมาให้เจ้าสักคน"
"แล้วแต่เสด็จอาพ่ะย่ะค่ะ แต่พรุ่งนี้ กระหม่อมคิดจะไปเยี่ยมอดีตรองแม่ทัพเหิงไห่สักหน่อย ดูเหมือนคงจะอยู่ได้อีกไม่นานแล้ว"
"เช่นนั้นหรือ เขาเป็นคนสนิทของอดีตฮ่องเต้ตงลี่หยางเสด็จพ่อของเจ้า ไปเยี่ยมเขาก็ถือว่าเป็นตัวแทนของพ่อเจ้าแล้ว"
ตงลี่ถังเป็นฝ่ายยกจอกเหล้าขึ้นดื่มบาง ในตอนนั้นตงฉือเฉิงก็สังเกตใบหน้าของเขาที่ดูเหมือนจะเปลี่ยนไปเล็กน้อย
ก่อนกลับ ฮ่องเต้ตงลี่ถังกระซิบบางอย่างกับอันเป่า ก่อนจะมอบห่อยาห่อหนึ่งให้
"นี่เป็นยาสงบจิต เพิ่มปริมาณอีกสักหน่อย ไม่ว่าจะในอาหาร น้ำดื่ม หรือเทียนหอมในห้อง เจ้านายของเจ้าจะได้ไม่อาละวาด"
"พ่ะย่ะค่ะ กระหม่อมจะทำตามรับสั่งเป็นอย่างดี"
ตงลี่ถังถอนหายใจหนักๆ อีกครั้ง เขาวางมือบนบ่าของอันเป่าอย่างเห็นใจ ก่อนจะกลับขึ้นรถม้าไป
อันเป่ามองห่อยาในมือ และสอดสายตาไปทั่ว เมื่อไม่เห็นทหารยาม จึงโยนห่อยาเข้าไปในกองใบไม้ที่บ่าวในเรือนกำลังจะนำไปเผาทิ้ง