บทนำ
ณ มหาวิทยาลัย K
สองเท้าเล็กกำลังกึ่งเดินกึ่งวิ่งไปยังห้องประชุมของคณะ ในขณะที่มือข้างหนึ่งหอบกระเป๋าที่อัดแน่นไปด้วยเอกสารสำคัญ ส่วนมืออีกข้างที่จับโทรศัพท์ขึ้นแนบหูไว้ถูกยกให้ห่างออก เมื่อปลายสายกำลังส่งเสียงสะเทือนแก้วหูชั้นในอย่างแรง
ใบหน้าหวานนิ่วเล็กน้อย เหงื่อชื้นผุดซึมขึ้นตามขมับ กระพริบตาถี่ ๆ ไล่เจ้าเม็ดเหงื่อที่กำลังจะใหลเข้าดวงตา ในขณะที่สองเท้าก็ซอยยิก ๆ ไปตามฟุตพาธ
(ถึงไหนแล้วของขวัญ!)
“ฮื้อออ หนูขอโทษค่ะ กำลังสับเท้าเลยนะคะ วันนี้รถเมล์มันไม่รักดีค่า” หญิงสาวตอบกลับด้วยน้ำเสียงสั่นไหวเพราะแรงเร่งจากปลายเท้าที่แทบจะขวิดกันอยู่รอมร่อ พยายามอธิบายถึงสาเหตุที่มาช้าให้อาจารย์ทราบ ไม่ใช่เป็นการแก้ตัวแต่อย่างใด แต่วันนี้มันคือวันซวยที่เกิดขึ้นไม่กี่ครั้งในชีวิต!
(อีกไม่ถึงสิบห้านาที..)
“เหาะไปได้หนูคงเหาะไปแล้วค่าอาจารย์คนสวยขา อย่าเพิ่งบ่น ฮึบไว้นะคะ ทันแน่ค่ะ”
ติ้ด
ญาดารินกดตัดสายทันที อาจดูเป็นการกระทำที่ไม่น่ารัก แต่ ณ เวลานี้ ขอใช้เส้นสักหน่อยแล้วกัน เพราะอาจารย์ที่ปรึกษาของเธอคือพี่สาวข้างบ้านที่เห็นและเล่นด้วยกันมาแต่อ้อนแต่ออก แม้จะห่างกันเกือบสิบกว่าปีก็ตาม
นอกเวลางานเราก็คือเล่นหัวเล่นหางกันตามระดับความสนิท แต่ในเวลางานก็ต้องวางตัวอย่างสุภาพเหมาะสม
ญาดารินเป็นหญิงสาววัยสิบเก้าที่ดั้งด้นเข้ามาหางานทำและส่งเสียตัวเองเรียน โดยมีอาจารย์น้ำค้างที่คอยช่วยเหลือและเป็นแรงกำลังใจสำคัญตลอดหนึ่งปีที่ผ่านมา
แม้รายล้อมด้วยโอกาสที่หายากแค่ไหนแต่ก็ไม่เคยหยุดวิ่งเข้าหาโอกาสเหล่านั้นเช่นกัน เข้าใจความลำบากของชีวิตได้เป็นอย่างดี จึงรีบผลักดันตัวเองให้เข้าใกล้การศึกษาให้ได้มากที่สุด เชื่อว่าตรงนี้จะช่วยลดความเหลื่อมล้ำในช่องว่างทางสังคมของคนเราได้
“ว้ายยย! โอ้ย!”
ตุบ!
ร่างเล็กของญาดารินปะทะอย่างแรงอย่างจังเข้ากับวัตถุบางอย่างที่หนาแน่นราวกับกำแพงหิน ก่อนที่ร่างทั้งร่างจะล้มลงทับกับสิ่งนั้น ความเจ็บจุกแล่นพล่านมาที่ท้องน้อยทันที
ยังไม่ทันที่จะลุกด้วยตัวเอง ร่างแบบบางก็ถูกกระชากขึ้นมา ถึงได้รู้สติว่าตัวเองนอนทาบทับกับใครบางคนอยู่
พอยืนได้มั่นคงแล้วก็เหลือบสายตาใส่คนที่ทำรุนแรงกับตัวเอง จับดี ๆ ก็ได้ ไม่เห็นต้องทำรุนแรงเลย!
ใบหน้าครึ่งเสี้ยวที่เหลือบไปเห็นก่อนที่จะถูกมือหนาด้านหลังกันให้ออกห่าง ชายชุดสูทสีดำรีบปรี่เข้าไปถามผู้ชายตัวโตที่ลุกจากพื้นแล้ว
“เจ้านายเป็นยังไงบ้างครับ!”
“ไม่เป็นอะไร” เสียงนุ่มทุ้มติดเย็นเยียบตอบกลับมา เขาก้มลงมองกระดุมเสื้อสูทของตัวเองที่ตกอยู่บนพื้น มือเรียวปัดเศษฝุ่นออก โดยมีคนที่เพิ่งจะผลักเธอเมื่อครู่เอาผ้าผืนเล็กปัดไปตามเสื้อและกางเกง รวมถึงกำลังก้มลงเช็ดรองเท้าให้คนตัวโตคนนั้น
ในจังหวะนั้นเองที่ญาดารินได้เห็นเครื่องหน้าของคนตรงข้ามเธอเต็มตา ใบหน้าคมคร้าม กรอบหน้าได้รูป คิ้วเข้มเหนือนัยน์ตาคู่คมมุ่นเข้าหากันเล็กน้อย เขากำลังจดจ้องมาพลอยทำให้หัวใจของคนตัวเล็กเต้นผิดจังหวะ มันมีทั้งความน่ากลัวรวมไปถึงความรู้สึกบางอย่างที่ซ่อนอยู่ตรงนั้น สีหน้าเรียบเฉยแต่แววตากลับมีประกายวูบไหว เผลอสบตาอยู่นานก่อนจะได้สติอีกครั้งเมื่อชายชุดสูทที่น่าจะเป็นคนติดตามของผู้ชายคนนี้เอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงเอาเรื่อง
“เดินยังไง ไม่ดูทาง”
นึกว่าจะได้ยินคำขอโทษมากกว่าคำกล่าวโทษแบบนี้ คนที่รักในความถูกต้องอย่างญาดารินพร้อมปะทะฝีปากเหมือนกัน!
“ขอโทษนะคะ หนูเดินบนทางเท้า แล้วคุณคนนั้นเปิดประตูออกมา ไม่ดูตาม้าตาเรือต่างหาก”
“นี่! เด็กคนนี้รู้ไหมกำลังพูดอยู่กับใคร!”
“อาธิป” เจ้าของเสียงทุ้มเอ่ยขึ้นเป็นเชิงปราม ระดับโทนเสียงที่ผู้ติดตามทราบดีว่าตัวเองควรเงียบปาก
ธีรุตม์กดสายตามองหญิงสาวในชุดนักศึกษาด้านหน้ากวาดไล้สายตาเหมือนพิจารณาอะไรบางอย่าง พลอยทำให้คนที่ถูกมองรู้สึกถึงการถูกคุกคามอยู่กลาย ๆ
“เจ็บตรงไหนรึเปล่า” ชายหนุ่มเอ่ยถามน้ำเสียงและท่าทางที่ดูอ่อนโยนแต่ขัดกับสายตาที่ญาดารินมองแล้วรู้สึกร้อน ๆ หนาว ๆ
ทำไมรู้สึกเย็นวาบขึ้นมาแปลก ๆ เธอคิดกับตัวเองในใจ ปรับระดับลมหายใจให้เป็นปกติ เค้นเสียงที่เหมือนถูกกลืนหายไปให้กลับมา
พอมองหน้าผู้ชายตรงหน้าแล้วมันเหมือนมีพลังงานบางอย่างที่ให้ความรู้สึกถึงความไม่ปลอดภัย
.. ต่อหัวใจ
อยู่ ๆ กล้ามเนื้อในอกก็เต้นแรงขึ้นมาอย่างบ้างคลั่งไม่กี่วินาทีต่อมาก็ช้าลงราวกับมันกำลังจะหยุดเต้น
“มะ..ไม่ค่ะ”
“ขอโทษที่ฉันเดินไม่ระวัง”
อาธิปหันไปมองหน้าเจ้านายอย่างประหลาดใจเมื่อได้ยินคำขอโทษที่เพิ่งหลุดออกมาจากปากทั้งที่รู้ว่าตัวเองไม่ผิด แต่เจ้านายกลับขอโทษง่าย ๆ
“ไม่เป็นไรค่ะ” ญาดารินรีบละล่ำละลักบอกก้มลงมองนาฬิกาข้อมือที่บอกว่าอีกไม่ถึงสิบนาทีตัวเองจะโดนฉีกทึ้งแล้วหากยังไม่ถึงที่หมาย
“นี่นามบัตรฉัน” ปลายนิ้วเรียวหนีบกระดาษใบเล็กเคลือบแข็งมาตรงหน้า ก่อนจะใช้สายตาเป็นเชิงบอกว่าให้รับไป
“ไม่เป็นไรค่ะ หนูไม่เป็นอะไร” และไม่น่าจะมีเรื่องอะไรให้ต้องติดต่อกับคนที่ดูน่ายำเกรงตรงนี้อีกแน่
“รับไป เผื่อมีอะไรเสียหายแล้วอยากให้ฉัน..” ร่างสูงเว้นคำพูดไปก่อนที่ประโยคต่อมาจะทำให้หญิงสาวถึงกับสั่นไหวไปทั้งตัว ราวกับลมหายใจขาดห้วงไปเสียดื้อ ๆ จนต้องพรูลมหายใจออกมาช้า ๆ “..รับผิดชอบ”
คนตัวเล็กหลุบสายตาต่ำลง สองมือกำแน่นเพื่อเรียกสติให้ตัวเองเป็นร้อย ๆ หน
ไม่รู้ว่าเธอเป็นบ้าอะไร มันเหมือนกำลังควบคุมอารมณ์และความรู้สึกไม่ได้อย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน ยิ่งตอนที่สัมผัสได้ถึงกลิ่นกายหอมชวนหลงใหลของคนตรงหน้าแล้วสมองราวกับถูกปิดสวิทช์ไปชั่วขณะ
กำลังจะช้อนสายตาขึ้นมองเขาแต่เหลือบไปเห็นว่ากระดุมเสื้อสูทตัวนอกเม็ดด้านบนสุดหายไป คงไม่ได้หลุดตั้งแต่แรกแน่ คนตรงหน้าที่ดูดีทุกระเบียดนิ้วแบบนี้คงไม่ปล่อยให้ตัวเองใส่เสื้อที่ไม่มีกระดุมหรอก ถ้าไม่ใช่เพราะอุบัติเหตุเมื่อครู่นี้
“คือ..เสื้อคุณ”
ธีรุตม์ก้มลงมองตามสายตาของหญิงสาว เขาเห็นเสื้อที่แยกออกจากกันเล็กน้อยแต่แรกแล้วซึ่งก็ไม่ได้ติดใจอะไร ในรถมีเสื้อสูทสำรองอีกสองตัวและคนดูแลก็รู้หน้าที่ดีอยู่แล้วว่าจะต้องเอามาเปลี่ยนให้เขา
“หนูมีเข็มกลัดค่ะ” ญาดารินนึกออก “หนูฝากคุณถือกระเป๋าเอกสารแปปนึงนะคะ”เอกสารที่สำคัญเท่าชีวิต พิสูจน์ได้จากตอนที่ล้มแล้วชูขึ้นเหนือศีรษะเอาไว้ แปดเปื้อนไม่ได้ ไม่อย่างนั้นถูกอาจารย์แยกกายหยาบกายละเอียดไม่เหลือซากแน่นอน
พอเธอยื่นกระเป๋าไปให้คนตรงหน้า ชายหนุ่มถึงกับเลิกคิ้วด้วยความแปลกใจที่อีกฝ่ายกล้าใช้เขา แต่ก็ยอมยื่นมือไปรับไว้ รอยยิ้มบางเบาประดับชัดบนใบหน้าหล่อเหลาเมื่อรู้สึกนึกขำ
เธอเป็นคนแรกเลยรึเปล่าที่ทำให้เขารับคำสั่งได้
ญาดารินควานหาเข็มกลัดลายรูปดอกทานตะวันขนาดเล็กที่มันติดอยู่ในกระเป๋าหยิบขึ้นมาก่อนจะยื่นให้คนตัวสูงตรงหน้า
“คุณใช้เข็มกลัดติดไว้ก่อนได้ไหมคะ” เธอเดาว่าเขาน่าจะมาทำธุระในมหาวิทยาลัยหรืออาจจะเป็นบอร์ดบริหารหรืออะไรก็ตามที่ตำแหน่งสูง ๆ เดาจากสิ่งของที่เขาใช้ทั้งการที่มีคนติดตามรวมถึงรถยนต์ราคาน่าจะแปดหลักด้านหลังนั่นด้วยที่บ่งบอกถึงสถานะทางสังคมได้อย่างดี
ธีรุตม์หลุบสายตามองคนตรงหน้าที่ยื่นเข็มกลัดลายดอกไม้มาให้เขา ก่อนที่คิ้วหนาจะมุ่นเข้าหากันอีกครั้ง
“งั้น..เดี๋ยวหนูติดให้นะคะ” หญิงสาวเอ่ยแสดงน้ำใจ ก่อนจะเงยหน้ามองเขา เมื่อเห็นว่าชายหนุ่มพยักหน้าเป็นเชิงอนุญาตแล้วจึงรีบขยับเข้าไปใกล้เล็กน้อย ยื่นมือไปจับปลายเสื้อที่แยกออกจากกันให้จรดเข้าหากันสอดปลายเข็มเข้ารูกระดุมเดิมเพื่อไม่เป็นการสร้างรอยใหม่ ดูแล้วเสื้อตัวนี้ก็คงราคาหลายบาท
ติดเสร็จเรียบร้อยก็ถอยเว้นระยะห่างออกมา
“หนูเองก็ขอโทษคุณด้วยนะคะที่ไม่ระวัง” โค้งศีรษะให้อีกฝ่าย แล้วยื่นมือไปรับกระเป๋าเอกสารตัวเองจากเขา ก่อนจะกึ่งเดินกึ่งวิ่งออกมา พร้อมจังหวะหัวใจที่เต้นถี่รัวจนต้องยื่นมือมาทาบเอาไว้
สายตาที่ผู้ชายคนนั้นมองมา.. มันทำให้ญาดารินเพิ่งรับรู้เป็นครั้งแรกในชีวิตว่าการที่คนคนหนึ่งแค่มองเฉย ๆ มันสามารถส่งผลต่อความรู้สึกของอีกคนได้มากมายขนาดนี้
ชายหนุ่มเอี้ยวตัวไปมองหญิงสาวเล็กน้อย ทอดสายตามองจนสุดทางแล้วแอบลอบยิ้มกับตัวเอง พอพ้นหลังเธอจึงก้าวเดินไปตามทางเดินเข้าห้องประชุม
“คุณโอบครับ” อาธิปเรียกเจ้านายไว้ แล้วรีบวิ่งมาหาเขาพร้อมกับยื่นเสื้อสูทตัวใหม่ให้
ชายหนุ่มเคลื่อนสายตาลงไปมองก่อนจะคลอนศีรษะเป็นเชิงปฏิเสธ
“ฉันจะใส่ตัวเดิม” บอกด้วยน้ำเสียงราบเรียบตามแบบของเจ้าตัว อาธิปจึงโค้งศีรษะลงเล็กน้อยเป็นการรับทราบ แม้จะแปลกใจกับท่าทีที่เปลี่ยนไปของเจ้านาย ปกติจะไม่ยอมให้เสื้อผามีร่องมีรอยอะไรทั้งสิ้น ก่อนที่จะแปลกใจเข้าไปอีกเมื่อเหลือบไปเห็นวัตถุแปลกปลอมที่ติดอยู่บนรังดุม สูทสีดำขลับมีเข็มกลัดลายดอกไม้สีเหลืองที่ดูขัดกับบุคลิกของเจ้าของอย่างสิ้นเชิง
“แกมีปัญหาอะไรรึเปล่าอาธิป” คิ้วเข้มเหนือนัยน์ตาเลิกขึ้นเล็กน้อย พอเห็นว่าลูกน้องยืนนิ่งทำหน้าครุ่นคิดเหมือนอยากพูดอะไรสักอย่างแต่ก็ยังอึกอัก
“เอ่อ..ไม่มีอะไรครับ” รีบปฏิเสธก่อนจะหมุนตัวเอาเสื้อสูทตัวใหม่กลับไปไว้ที่รถดังเดิม
อุบัติเหตุเล็ก ๆ เมื่อไม่กี่นาทีก่อนคล้ายเป็นจุดเริ่มต้นบางอย่างที่สะกิดความรู้สึกมืดมนได้อย่างน่าแปลกประหลาด
จุดยิ้มบนมุมปากปรากฏชัด นานแค่ไหนแล้วที่ธีรุตม์ไม่ได้รู้สึกแบบนี้..