หลังจากชีวิตวนเวียนอยู่กับการเรียนและทำกิจกรรมในรั้วมหาลัยมาเกือบสองเดือน รู้ตัวอีกที สัปดาห์หน้าก็จะเริ่มสอบมิดเทอมแล้ว... เร็วมากเว่อร์
และเมื่ออยู่ในช่วงใกล้สอบ ทางมหาลัยได้ออกประกาศว่าตั้งแต่วันจันทร์นี้เป็นต้นไป ทุกคณะจะไม่มีการเข้าเชียร์จนกว่าจะสอบเสร็จ ส่วนการรับน้องร่วมกับคณะวิศวะนั้น... สัปดาห์นี้ยังมีอยู่ แต่พอเข้าช่วงสอบมิดเทอมก็จะหยุดรับน้องเช่นกัน เย้!
พวกเราปี1 เอกญี่ปุ่นพอได้ทราบข่าวนี้พากันเฮยกห้อง มันเหมือนได้หลุดจากการจองจำที่แสนน่าเบื่อสักพักน่ะนะ และเมื่ออยู่ในโหมดใกล้สอบ ฉันกับเพื่อนในเอกก็มีนัดติวบางวิชาให้กันด้วย
ต้องบอกก่อนว่าที่ ม. ของฉัน เฉพาะปี 1 จะมีการแบ่งคลาสเรียนวิชาไวยากรณ์ภาษาญี่ปุ่นเป็นเบสิคกับแอดวานซ์ เบสิคคือคลาสสำหรับเพื่อนที่ไม่เคยเรียนภาษาญี่ปุ่นมาก่อน เซนเชย์จะสอนให้อย่างช้าๆ ปูพื้น ฐานอย่างละเอียด เริ่มตั้งแต่ตัวอักษรฮิรางานะ คาตาคานะมาเลย ส่วนแอดวานซ์คือคลาสสำหรับคนที่เคยเรียนมาแล้วตั้งแต่ตอน ม.ปลาย จะไปเร็วกว่า ชิลกว่าด้วย
แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น ทั้งสองคลาสใช้ข้อสอบชุดเดียวกันและสอบเวลาเดียวกัน แล้วพอขึ้นปี 2 ทุกคนจะได้เรียนไวยากรณ์พร้อมกัน โดยไม่มีการแบ่งแยกอีกต่อไปเพราะถือว่ามีพื้นฐานมาแล้ว
ฉัน ฝัน แก้มยุ้ยและเอมเคยเรียนภาษาญี่ปุ่นมาตั้งแต่ ม.ปลาย เราสี่คนรวมถึงเพื่อนคลาสแอดวานซ์คนอื่นทำหน้าที่ช่วยติวให้เพื่อนคลาสเบสิคที่เพิ่งเริ่มเรียนโดยไม่หวงความรู้ พวกเราถือคติว่า... ในเมื่อมีโอกาสได้เรียนด้วยกันทั้งที เพราะงั้นจะต้องจบพร้อมกันยกห้องให้ได้ พวกรุ่นพี่ปี 2 เคยเล่าให้ฟังว่า บางทีก็อดใจหายไม่ได้เหมือนกันเมื่อเห็นเพื่อนบางคนย้ายเอก ไม่งั้นก็ซิ่วไปเรียนคณะอื่น
ฉันเข้าใจตรงจุดนี้นะเพราะเคยผ่านมาก่อน ถึงแม้ฉันจะฟังและพูดภาษาญี่ปุ่นได้ตั้งแต่เด็ก แต่บอกเลยว่าการเรียนภาษาญี่ปุ่นตอนเริ่มแรกไม่ง่ายเลย ไหนจะต้องจำตัวอักษรที่เยอะมาก ไหนจะต้องจำตัวคันจิอีก ไวยากรณ์ก็ค่อนข้างซับซ้อน ต้องอาศัยความพยายามอย่างมากเลยล่ะ แต่พอจับทางได้ มันจะผ่านไปได้ตาม สเต็ป ขออย่าเพิ่งยอมแพ้... ทุกอย่างจะโอเคในไม่ช้า
“เออ! มีใครลงชื่อสอบสนทนาบ้างยัง” เพื่อนในเอกคนนึงออกปากถามด้วยสีหน้าอยากรู้ โชคดีที่ห้องสาขาภาษาญี่ปุ่นค่อนข้างปล่อยฟรี นักศึกษาอยากทำอะไรก็ทำ ขอแค่เก็บให้เรียบร้อย... พวกเราเด็กปี 1 ถึงกล้าล้วงเอาขนมชิ้นเล็กๆ ขึ้นมากินหลังจากที่ติวให้กันขนาดใหญ่
“พวกฉันสี่คนลงละ” เอมโบกมือตอบ เป็นอันรู้กันว่าสี่คนที่ว่าคือเอม แก้มยุ้ย ฉันและฝันนั่นเอง
อ้อ! การสอบสนทนาคือการสอบโต้ตอบด้วยภาษาญี่ปุ่นแบบตัวต่อตัวกับเซนเซย์ค่ะ เห็นว่าจะถามคำถามในชีวิตประจำวันที่เรียนมาแล้วน่ะนะ
“กลุ่มพวกฉันก็เพิ่งลงไป” เพื่อนที่เรียนคลาสแอดวานซ์ด้วยกันตอบมั่ง “ว่าแต่ลงวันไหนกันมั่งอ่ะ นี่ลงอาทิตย์หน้า”
“ฉันสามคนลงอาทิตย์หน้า แต่พีชมันลงวันศุกร์นี้ละ” ฝันที่นั่งข้างๆ บอกพลางหยิบป๊อกกี้ใส่ปาก
“เฮ้ย! เร็วเฟอร์ ถ้าแกสอบเสร็จบอกพวกเราบ้างนะพีช อยากได้แนวทางว่าเซนเซย์ถามไรมั่ง” ว่าแล้วเพื่อนที่เรียนคลาสเบสิคก็พยักหน้าเหมือนขอร้อง มองฉันตาเป็นประกาย
“ได้ๆ ไม่มีปัญหา” ฉันส่งยิ้มหวานทำให้เพื่อนที่เรียนคลาสเบสิคพากันยิ้มออก
“พวกแกด้วยน๊า สอบแล้วอย่าลืมพวกฉันที่เพิ่งเริ่มเรียนเน้อ พลีส!” เพื่อนคลาสเบสิคคนอื่นๆ หันไปหาเพื่อนที่ลงเวลาสอบแล้ว ทุกคนต่างรับปากว่าจะบอกแนวทางแน่นอน นี่แหละ... คือความน่ารักของเอกฉัน เราจะไม่รอดแค่คนเดียว แต่เราจะรอดไปด้วยกัน เย้!
ครืด! ครืด! มือถือที่สั่นในกระเป๋าทำให้ฉันล้วงออกมาดูด้วยความสงสัย
หือ! เฟลมเพื่อนเอกอิ้งค์ที่ต้องทำงานร่วมกันในคลาสเรียนรวมนี่ พอกดเข้าไปในแชทก็เห็นว่าเป็นรูปครัวซองท์กล่องใหญ่แถมมีข้อความยาวเหยียดเป็นกิโล
“อะไรของเขา!” ฉันเผลอพูดออกมาเมื่ออ่านข้อความของอีกฝ่ายจบ
“มีไรเหรอ” ฝันที่นั่งข้างหันมาถาม ฉันยื่นโทรศัพท์ให้เพื่อนรักดูด้วยสีหน้าเบื่อหน่าย
“อีกแล้วเหรอ” ฝันถามด้วยสีหน้าแหยงๆ เมื่ออ่านข้อความจบ
“อือ” ฉันผงกหัวอย่างเซ็งๆ “ถ้างานกลุ่มเสร็จเมื่อไหร่ ฉันจะลบไลน์ทิ้งแล้วลงใหม่” ฉันบอกอย่างโคตรเบื่อ กี่ครั้งแล้วที่ฉันต้องเปลี่ยนเบอร์ รวมถึงลบไลน์แล้วลงใหม่เพราะผู้ชายที่พยายามเข้ามาจีบ ฮือ!
“หมอนี่ตื๊อชะมัด ฉันเข้าใจแล้วว่าทำไมแกถึงไม่ยอมให้ไลน์ใครง่ายๆ” ฝันว่าพลางแตะไหล่ฉันเหมือนเอาใจช่วย
“อะไรยะ ใครตื๊อใครฉันได้ยินนะพวกหล่อน” ลิซ่าเพื่อนสาวข้ามเพศทำท่าหูผึ่ง ตาโตหันมาถาม
“เฟลมเอกอิ้งค์อ่ะดิ ตื๊อพีชมาสักพักละ” ฝันตอบแทนเมื่อเห็นสีหน้าเบื่อโลกของฉันล่ะมั้ง
“หือ! ตัวพ่อเอกอิ้งค์จีบแกเหรอชะนี” เอมี่เพื่อนสนิทของลิซ่าซึ่งเป็นสาวข้ามเพศเช่นกัน ร้องถามด้วยสีหน้าตื่นเต้น
“อือ จีบมาสักพักละแต่พีชไม่เล่นด้วย” เอมที่นั่งอีกโต๊ะเป็นฝ่ายให้ความกระจ่าง
“เพราะแกมีแฟนแล้วเลยรำคาญที่ผู้ชายมาตามตื๊อล่ะสิ” ทิชา หนึ่งในเพื่อนแกงค์สาวสวยประจำเอกร้องถามทำเอาฉันส่ายหน้าอย่างไม่กลัวหัวจะหลุด
“หึ! ฉันยังไม่มีแฟนนะ”
“จริงงงง” พลับพลาอีกหนึ่งในแกงค์สาวสวยถามย้ำ ทำสีหน้าเหมือนไม่เชื่อเท่าไหร่
“จริงๆ ตลอดสิบแปดปีที่ผ่านมา ฉันยังไม่เคยมีแฟนเลย นี่โสดแบบโสดมาก” ฉันพยักหน้าอย่างชวนเชื่อ บอกด้วยน้ำเสียงแข็งขัน
“แล้วพี่เทมส์ล่ะ?” ทิชาโพล่งถามออกมาทำเอาฉันแทบสะอึก
ขวับ! ดูเหมือนชื่อพี่เทมส์จะเป็นที่สนใจของทั้งเพศหญิงและสาวข้ามเพศได้ดีเหลือเกิน ตอนนี้ทุกคนในเอกหันมามองฉันเป็นตาเดียว กรี๊ด! หนูจะบ้า!
“ว้าย! พี่เทมส์พี่เฮ้ดว้ากคณะวิศวะน่ะเหรอ” ลิซ่าหวีดร้องถามด้วยสีหน้าด้วยตื่นเต้น
“ก็เออสิยะ” ทิชาเป็นฝ่ายตอบลิซ่าก่อนจะหันมาทางฉัน แล้วถามด้วยสีหน้าเหมือนลำบากใจนิดหน่อย “ไหนๆ ก็มาถึงขั้นนี้ละ คืองี้พีช... เพื่อนฉันที่เรียนเอกเกาบอกว่า เห็นแกกับพี่เทมส์ที่หน้าโรงหนังสองต่อสอง ในเมื่อแกบอกยังไม่มีแฟน งั้นแสดงว่าแกกับพี่เทมส์กำลังกิ๊กกันอยู่ใช่ป่ะ”
วาบ! คำถามของทิชาทำเอาฉันถึงกับอึ้งพูดไม่ออก เย็นวาบตั้งแต่หัวจรดเท้า มีคนเห็นตอนไปดูหนังด้วยกันจนได้ จะตอบว่าไงดีเนี่ย ฮือ!
“ชะนี พี่เทมส์หนุ่มฮ็อตที่สุดของ ม. เราก็โดนแกตกเหรอยะ แกมันเริ่ดที่สุดเลยพีช อ๊าย!” ลิซ่าร้องด้วยสีหน้าปลื้มปริ่ม มองฉันด้วยสายตาชื่นชมอย่างเห็นได้ชัด
“ตบหน้าอีรุ่นพี่หลีดที่เคยมาหาเรื่องแกได้แล้วหนึ่ง พวกนางทำได้แค่มองพี่เทมส์อยู่ไกลๆ ส่วนแกอ่ะของจริง! ว้าย! สวยแบบสับๆ ไปเลยเพื่อนช้าน”
แปะ! ว่าแล้วเอมี่กับลิซ่าก็ปรบมือใส่กันด้วยสีหน้าและท่าทางดี๊ด๊า ส่วนฉันยังคิดคำแก้ตัวไม่ออก
หมับ! ฝันยื่นมือเข้ามาจับมือฉันเหมือนให้กำลังใจ ส่วนเอมและแก้มยุ้ยที่นั่งฝั่งตรงข้ามก็มองมาเหมือนปรึกษา เอาฟะ! ในเมื่อมีคนเห็นละ ความลับไม่มีในโลกงั้นตอบตามตรงไปเลยดีกว่า
“ไปกันใหญ่แล้ว ฉันกับพี่เทมส์ไม่ได้กิ๊กกันนะ” ฉันยกมือห้ามทำเอาลิซ่ากับเอมี่ รวมถึงเพื่อนในเอกคนอื่นมองมาเหมือนงง
“ไม่ได้กิ๊ก หมายความว่ากำลังคุยๆ กันอยู่งั้นสิ” เคทประธานเอกของปี 1 ถามขึ้น
“เปล่า ก็ไม่ใช่อีกนั่นแหละ ฉันไม่ใช่แฟน ไม่ใช่กิ๊ก แล้วไม่ได้อยู่ในสถานะคนคุยของพี่เทมส์ด้วย”
“เอ้า! แต่แกไปดูหนังกับพี่เค้า” ทิชาย่นคิ้วเหมือนไม่เข้าใจในความสัมพันธ์นี้เท่าไหร่
“อือ!” ฉันพยักหน้ายอมรับ “ฉันไปจริง แต่ไปในฐานะรุ่นพี่รุ่นน้อง พี่เทมส์ได้บัตรรอบสื่อมาแล้วชวนฉัน ฉันอยากดูหนังเรื่องนี้พอดีก็เลยไป”
“ง่ายๆ แค่เนี่ยะ” เพื่อนคนนึงถามด้วยสีหน้าเหลือเชื่อ
“ก็ง่ายๆ แบบนี้แหละ” ฉันตอบหน้าตาย ในใจก็ภาวนาขอให้ทุกคนเชื่อ เพราะแน่นอนว่าเดี๋ยวต้องมีเพื่อนของเพื่อนมาถามอีก แต่ถ้าทุกคนในเอกตอบเป็นเสียงเดียวกันว่าฉันกับพี่เทมส์เป็นแค่รุ่นพี่รุ่นน้อง... ก็จะไม่มีใครมาหมั่นไส้ฉันอีก ฉันไม่อยากโดนแกล้งแล้วเหอะ... หนูไม่เอาแล้ว
“พีชกับพี่เทมส์รู้จักกันมาก่อนจะเรียนที่นี่น่ะ” ฝันคงเห็นเพื่อนคนอื่นมองมาด้วยสีหน้ากังขาเลยช่วยพูดอีกแรง ซึ่งมันเป็นเหตุผลที่โคตรดีเลย ทำไมฉันคิดไม่ได้นะ การที่คนสองคนรู้จักกัน ไปดูหนังด้วยกัน ไม่ใช่เรื่องแปลกสักหน่อย แล้วอีกอย่างสิ่งที่ฝันพูด... ไม่ใช่เรื่องโกหกด้วย ฉันกับพี่เทมส์เคยเจอกันมาก่อนมหาลัยเปิดเพราะงั้นก็ถือว่ารู้จักกันมาก่อนจริงๆ
“ฉันสองคนช่วยคอนเฟิร์มอีกแรง พีชกับพี่เทมส์รู้จักกันมาก่อนจริงๆ” แก้มยุ้ยรีบสำทับ
“ตอนเจอพี่เทมส์ครั้งแรกที่ด้านนอก ฉันสองคนยังกรี๊ดอยู่เลยที่พีชรู้จักหนุ่มหล่อขนาดนั้น ยิ่งมารู้ทีหลังว่ารายนั้นเป็นหนุ่มฮ็อตของ ม. ก็ยิ่งตาวาวไปใหญ่” เอมก็รีบพูดต่อทันที
“สถานะของพีชกับพี่เทมส์ยังไม่ใช่แฟน ยังไม่ใช่กิ๊ก แล้วก็ไม่ใช่คนคุยด้วย ตอนนี้ยังเป็นแค่รุ่นพี่รุ่นน้องเท่านั้น” ฝันพูดด้วยน้ำเสียงหนักแน่นทำให้ทุกคนเริ่มมีสีหน้าเหมือนเชื่อสนิท เฮ้อ! ค่อยยังชั่ว
“ก็ว่าอยู่ ทำไมพี่เทมส์ยอมถ่ายรูปกับแกง่ายๆ ที่แท้รู้จักกันมาก่อนนี่เอง” ทิชาว่าแล้วก็ยกไหล่ขึ้น
“นี่ก็นึกว่าหนุ่มฮ็อตเบอร์หนึ่งจะตกเป็นของเอกเราละ เฟลเลย” ลิซ่าบีบเสียงอย่างเสียดาย ส่วนฉันก็ได้แต่หัวเราะแหะๆ
เฮ้อ! รอดตายละ นึกว่าจะหาทางลงสวยๆ ไม่ได้ซะแล้ว ต้องขอบคุณเพื่อนรักอย่างฝัน เอม และแก้มยุ้ยจริงๆ ... ถ้าไม่มีสามคนนี้ ไม่รู้จะปิดจ๊อบยังไงเหมือนกัน เห็นทีต้องเลี้ยงข้าวเลี้ยงหนมชุดใหญ่กันละ แฮร่!