ตงเหลียนฮวามิได้สร้างความวุ่นวายอะไรอีกเลยนับแต่นั้น
จวนแม่ทัพประจิมกลับมาสงบสุขอีกครั้ง ระยะห่างของนางกับเขาคล้ายเพิ่มขึ้นเล็กน้อย ไท่หย่งเสียนมาหานางตามปรกติก็จริง ทว่าตงเหลียนฮวากลายเป็นผู้เข้าใจเขายิ่งกว่าใคร ด้วยความชอบ ทั้งยังเคยออกรบร่วมกัน มิแปลกใจเลยว่าทำไมอีกฝ่ายถึงเป็นเพื่อนคุยที่ดีกว่านาง
กระนั้นแล้วเรื่องพวกนี้มิได้ทำให้นางบกพร่องต่อหน้าที่ภรรยาของเขา เช่นเดียวกับเขาที่มิได้บกพร่องต่อหน้าที่สามีของนาง เข้าสู่เดือนสิบเอ็ด สภาพอากาศแปรเปลี่ยนอย่างรวดเร็ว ส่งผลให้นางล้มป่วยนอนติดเตียง
เจินจิ่วหรงสูดหายใจเข้า ควันขาวขุ่นพวยพุ่งในอากาศหนาวเหน็บ เรือนผมดำขลับสยายไปทั่ว นัยน์ตาเรียวดั่งหงส์ชำเลืองมองดวงหน้าคมคาย มือเรียวถูกเขากอบกุมเอาไว้ แผ่ความอบอุ่นแทรกซึมเข้ามา
สุขภาพร่างกายของนางแข็งแรงอยู่ตลอดทั้งปี หากการล้มป่วยในช่วงเวลานี้กลับเป็นปรกติ ราวกับเป็นการพักผ่อนหลังจากทำงานหนักมานาน
“หลายปีก่อน ข้าเคยนอนอยู่บนเตียงตามลำพัง ไร้คนเคียงกาย มีเพียงความว่างเปล่าที่โอบล้อม”
ไท่หย่งเสียนเลิกคิ้วสูง ฝ่ามืออุ่นร้อนลูบไปตามเรือนผมของนาง “มิใช่ว่าเจ้าเคยบอกพระสนมเสียนเฟยจะคอยเฝ้าเจ้าอยู่ข้างเตียง”
นางส่ายหน้าพลิกตัวหาความอบอุ่น “เผอิญว่าปีนั้นน้องสิบสามป่วยหนักมิต่างกัน ข้าเลยถูกทิ้งเอาไว้ กระนั้นแล้วข้าก็พอเข้าใจเหตุผลของเสด็จแม่อยู่บ้าง”
เขานิ่งเงียบไป พลางทิ้งตัวลงนอนข้างนาง ดวงตาดำขลับสบเข้ามา “ข้าจะอยู่เฝ้าเจ้าเอง ระหว่างนี้เรื่องในจวนจะให้พ่อบ้านหวังจัดการดีหรือไม่”
พ่อบ้านหวังงั้นหรือ
เมื่อก่อนอาจมิใช่เรื่องน่าแปลกใจ หากนี่รับฮูหยินรองเข้ามาแล้ว ยามนางล้มป่วยควรเป็นตงเหลียนฮวาที่ดูแลจวนชั่วคราว ทว่าไท่หย่งเสียนกลับให้พ่อบ้านหวังจัดการ
เจินจิ่วหรงเปล่งเสียงร้องคราง ยกมือกอดเขาไว้แน่น “ดี”
แต่แล้วแรกเช้าที่นางลืมตาขึ้นมา ไท่หย่งเสียนกลับหายไป ครั้นถามความจากรั่วซินจึงได้รู้ว่าตงเหลียนฮวาเองก็ล้มป่วยมิต่างกัน รอยยิ้มหวานแข็งค้าง มิได้กล่าวสิ่งใดออกมาอีกเลย
สามวันต่อมาไท่หย่งเสียนไปมาระหว่างนางกับตงเหลียนฮวาจนแทบมิได้นอน ในที่สุดนางฉีกยิ้ม พลางเอ่ยเสียงนุ่มนวล “แท้จริงแล้วท่านมิจำเป็นต้องกระเสือกกระสนมาหาข้าก็ได้ เพราะสุขภาพของท่านสำคัญยิ่งกว่าอะไร”
กระนั้นแล้วไท่หย่งเสียนยังดื้อดึงอยู่หลายวัน ก่อนจะยอมนอนค้างกับตงเหลียนฮวา ยามเห็นนางดีขึ้นมาแล้ว
องค์หญิงเก้าเงยหน้าขึ้น ก่อนเริ่มนับแผ่นกระเบื้องอีกครา...
การเข้าวังปรนนิบัติเสด็จแม่ในช่วงขึ้นปีใหม่กลายเป็นเรื่องปรกติ ผิดแปลกออกไปก็ตรงที่ครานี้ไท่หย่งเสียนมิได้มาด้วย สามีของนางยังคงยุ่งกับงานมากมายตราบจนวันขึ้นปีใหม่
ชายอาภรณ์สีมงคลปักลายนกกระเรียงยาวลากผืนพรมภายในตำหนัก เจินจิ่วหรงย่อตัวลงเล็กน้อยทำความเคารพผู้เป็นมารดา ก่อนอีกฝ่ายจะรีบเข้ามาพยุงนางขึ้นอย่างรวดเร็ว
พระสนมเสียนเฟย – เสด็จแม่ของนาง เป็นหนึ่งในสตรีที่ได้รับความโปรดปรานจากเสด็จพ่อ ด้วยรูปโฉมงดงามมิโรยราตามกาลเวลา ต่อให้เข้าสู่วัยสามสิบปลาย ๆ ก็ยังสง่างาม
“เสด็จแม่” เรียวขางามขยับเข้าไปใกล้ พลางยกมือสวมกอดมารดาพอเป็นพิธี ความสัมพันธ์ระหว่างมารดากับนางมิได้ต่างจากคนทั่วไป เป็นห่วงเป็นใย ไปมาหาสู่กันเสมอ
แน่นอนว่านั่นรวมไปถึงเรื่องเกี่ยวกับตงเหลียนฮวา เรื่องเหล่านี้ย่อมมิหลุดรอดจากสายตาของมารดา หากมีหรือจะตำหนิอะไรได้ ในเมื่อมันเป็นสามัญธรรมดาของเหล่าบุรุษ กระทั่งเสด็จพ่อเองก็มิต่างกัน
“หย่งเสียนมีภาระงานมากมายจึงมิได้มากับลูก ขอเสด็จแม่โปรดอภัยด้วยเพคะ” นางกล่าว พลางหันไปรับกล่องทองเหลืองฉลุลายดอกพุดตานจากรั่วซิน แล้วเปิดออก “ปิ่นดอกไม้ขนนกกระเต็น งดงามและสูงค่า”
พระสนมเสียนเฟยขยับยิ้มอ่อนโยน รีบให้นางกำนัลข้างกายไปรับมาโดยไว นัยน์ตาของสตรีสูงศักดิ์เปล่งประกายนึกพอใจเป็นที่สุด “หรงเอ๋อร์ เจ้าเลือกของขวัญได้ถูกใจแม่อีกแล้ว”
“ขอบพระทัยเสด็จแม่เพคะ” เจินจิ่วหรงทิ้งตัวนั่งบนเก้าอี้ตัวเล็ก ก่อนเลื่อนมือสัมผัสกับถ้วยน้ำชาอุ่นร้อนซึ่งถูกรินเอาไว้ เสด็จแม่ยังคงเอาแต่สนใจของขวัญที่นางให้ กล่าวชมมิหยุดปาก
“เชื่อเถอะว่าสนมน้อยใหญ่คงได้อิจฉาแม่เป็นแน่”
รอยยิ้มประดับอยู่บนดวงหน้างดงาม นางหลุบตาลงต่ำนึกลังเล ทว่าท้ายที่สุดแล้วก็ยังเอ่ยออกไปอยู่ดี “ลูกมีบางสิ่งอยากทูลถามเสด็จแม่”
“ว่าอย่างไร” พระสนมเสียนเฟยกล่าว ทั้งที่ดวงตาคงจดจ้องแต่เครื่องประดับในมือ
“หากลูกจะหย่ากับหย่งเสียน เสด็จแม่มีความเห็นอย่างไรเพคะ”
ประโยคนั้นของนางทำให้แววตาที่เคยเปล่งประกายแปรเปลี่ยนเป็นเฉยชา เสด็จแม่หันขวับมามองทันใด แล้วส่งปิ่นขนนกกระเต็นให้แก่นางกำนัลข้างกาย “หมายความเช่นไรกัน”
การแต่งงานระหว่างนางกับไท่หย่งเสียน เป็นที่พึงพอใจอย่างถึงที่สุดของพระสนมเสียนเฟย เพราะทุกอย่างล้วนเกี่ยวพันกันถึงผลประโยชน์เบื้องหลัง ภายนอกแล้วนางและเขามิต่างจากกิ่งทองใบหยก
“ตงเหลียนฮวากลับมาแล้ว ลูกมองมิเห็นว่าทำไมถึงยังต้องอยู่ต่อไป อีกทั้งนับวันความริษยาในใจลูกกลับควมคุมได้ยากขึ้น” นางเอ่ยเสียงเรียบ “กระนั้นแล้วมันก็เป็นเพียงการคิดคำนวณ ในความจริงแล้วการสละละทิ้งเขายากยิ่งกว่าการเข้าเฝ้าองค์เง็กเซียน”
“หรงเอ๋อร์ เสด็จพ่อของเจ้ายังมีสนมนับพัน บุรุษใดเล่าจะมิมีอนุภรรยา เจ้าจะคิดมากไปไย”
“ลูกมิเคยหวั่นหากเป็นเรื่องอนุอุ่นเตียง แต่แรกลูกแต่งงานกับเขาเพราะตงเหลียนฮวามิอยู่แล้ว ท่านก็รู้ว่าลูกมิเคยดึงดันจะสู้กับคนในใจของเขา”
แรกเริ่มเมื่อเขาบอกว่ามีสตรีในดวงใจ นางก็ถอยกลายเป็นผู้เฝ้ามอง
เสด็จแม่ขยับลุกขึ้นมากอดนางเอาไว้ “นั่นสำคัญหรือ เจ้าเป็นฮูหยินตราตั้ง เป็นองค์หญิงเก้า หากเป็นปัญหามากนักก็กำจัดนางทิ้งซะ”
นางแหงนหน้าขึ้นสบตาเสด็จแม่ “ตลอดมาลูกเลือกทางที่ดีที่สุดเสมอ ไท่หย่งเสียนอาจเป็นสิ่งเดียวที่ทำให้ลูกเลือกความสุขมากกว่า”
“เจ้ามีอำนาจในมือ บิดาของไท่หย่งเสียนเองก็เป็นแค่สุนัขรับใช้ของฝ่าบาท สามัญต่ำต้อยผู้หนึ่งจะหวั่นเกรงไปเพื่ออะไร”
“ท่านก็รู้ว่าบางอย่างมิได้ง่ายดายเพียงนั้น คนมากมายต่างชื่นชมในสติปัญญาของลูก พวกเขาต่างกล่าวว่าเป็นพรสวรรค์ กระนั้นแล้วคนที่รู้ว่าแท้จริงแล้วลูกอ่านตำรามากเพียงใด กลับมีมิกี่คน”
พระสนมเสียนเฟยนิ่งเงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนจะกล่าวออกมาด้วยน้ำเสียงเด็ดขาด “น้องชายของเจ้า องค์ชายสิบสามเขาจำเป็นต้องมีแม่ทัพ”
ณ ตอนนั้นนางพยักหน้าครั้งหนึ่ง แล้วเป็นเด็กดีของเสด็จแม่เช่นเดิม
“ลูกเข้าใจแล้ว”
“เด็กดี”
เพราะทุกอย่างเกี่ยวพันกับผลประโยชน์เต็มไปหมด หากแต่ผู้ที่ต้องยอมรับในผลการกระทำกับมีเพียงแค่นางผู้เดียว
ครึ่งปีหลังจากนี้ ตงเหลียนฮวาตั้งครรภ์