INTRO มาทำงานวันแรกก็ซวยซะแล้ว
INTRO
มาทำงานวันแรกก็ซวยซะแล้ว
“ขอให้วันนี้เป็นวันที่ดีนะญาณา”
ญาณาหลุบตาอ่านข้อความในมือถือ ปลายนิ้วอมชมพูสุขภาพดีค่อยๆ จิ้มตัวอักษรตอบกลับ
“ขอบคุณ”
จากนั้นเงยหน้าขึ้นมองตึกสูง 30 ชั้น ติดป้ายขนาดใหญ่แวววับว่า ลักษณ์บุรินทร์ ที่ซึ่งจะเป็นที่ทำงานใหม่ของเธอ
หลังจากเรียนจบปริญญาโทด้านการจัดการจากมหาลัยดังระดับโลกอย่าง MIT เธอก็ได้ฤกษ์ออกจากเปลือกไข่มาหางานทำอย่างจริงจัง และช่างประจวบเหมาะที่บริษัทใหญ่อย่างลักษณ์บุรินทร์เปิดรับสมัครเลขานุการ หญิงสาวจึงยื่นเรซูเม่ของตนเองออกไป
ในด้านการศึกษาที่ไม่เป็นรองใคร สุดท้ายญาณาก็ผ่านฉลุยโดยไม่ต้องสัมภาษณ์ วันนี้จึงเป็นวันแรกที่เธอจะได้เริ่มงาน
ไม่ใช่เริ่มงานสิ
น่าจะเป็นทดลองงานมากกว่า
หญิงสาวไม่ใช่สายมู ทว่าเพื่อนรักที่คบหากันมาอย่างยาวนานเชื่อถือเป็นจริงเป็นจัง ฉะนั้นเพื่อไม่ให้อีกฝ่ายเสียใจ ญาณาจึงเลือกที่จะก้าวเท้าขวาเข้าไปในตึก ผ่านด่านประชาสัมพันธ์ขึ้นไปยังชั้น 29 ซึ่งเป็นแผนกเลขา เพื่อพบกับรุ่นพี่ที่จะกลายมาเป็นผู้ฝึกสอนงานชั่วคราวให้กับเธอ
“มาแล้วสินะ ไหนดูซิ เห็นว่าจบจากมหาลัยดังมาเหรอ” จารวีเปิดเรซูเม่ของเธอดูผ่านๆ จากนั้นหรี่ดวงตาลงขณะมองสำรวจญาณาจากบนจรดล่าง “ถึงจะบอกว่าจบจากมหาลัยดังเลยผ่านเข้าทำงานโดยไม่ต้องสัมภาษณ์ ทว่าเธอก็ยังว่าเป็นมือใหม่อยู่ดี ฉะนั้นฉันสอนอะไรก็ขอให้ตั้งใจฟัง อย่าถือดีว่าตัวเองมีภาษีดีกว่าคนอื่นซะล่ะ”
“ไม่เป็นอย่างนั้นอยู่แล้วค่ะ” ญาณารู้ดีว่าในที่ทำงานจะมี ‘รุ่นพี่’ ซึ่งมีตบะแก่กล้าเสมอ ส่วนตัวเธอเองก็ไม่ใช่คนหัวแข็งอะไร สิ่งไหนที่สามารถโอนอ่อนก็สามารถคล้อยตามได้อย่างเป็นธรรมชาติ ดังนั้นเธอจึงไม่มีสิ่งที่เรียกว่าอีโก้นักเรียนของนอกอยู่เลย
ซึ่งพอญาณาแสดงออกว่าพร้อมรับฟังการสั่งสอน จารวีก็มองเธอด้วยสายตาที่ดีขึ้น
ญาณา ถือว่าเป็นคนน่ารัก ด้วยส่วนสูงเพียง 160 เซนติเมตร ผิวขาวละเอียดราวกับเปลือกไข่ บวกกับหน้าตาจิ้มลิ้มพริ้มเพรา ทำให้เธอดูน่าเข้าหา ตามมาตรฐานของสังคม การที่มีเปลือกนอกดูดีย่อมทำให้ผู้คนรู้สึกชื่นชอบ
ซึ่งญาณาก็เป็นหนึ่งในนั้น
ใครก็ตามหากได้พูดคุยกับเธอสักคำ ย่อมไม่อาจหลุดพ้นเสน่ห์หาจากปากจิ้มลิ้มนั้นไปได้
“ดี งั้นต่อไปนี่เธอก็เรียกฉันว่าพี่จาก็แล้วกัน เอาล่ะตามฉันมาเลย”
คล้อยหลังทั้งสองคน พนักงานที่อยู่โดยรอบพลันส่งเสียงเจี๊ยวจ๊าวขึ้นมา
“โอ้โห ผ่านด่านง่ายๆ เลยแฮะ นักเรียนนอกแถมยังหน้าตาดีเนี่ย ไม่ธรรมดาจริงๆ”
“ก็นั่นนะสิ ไม่อยากนึกถึงสภาพตอนที่ฉันเจอเครื่องสแกนประจำแผนกเลขานั่นครั้งแรก ขางี่สั่นอย่างกับโดนฝรั่งรุมโทรมมาแหนะ”
ฉายาของจารวีก็คือเครื่องสแกนประจำแผนก
“คำเปรียบเปรยของเธอนี่นะ ก็ช่าง...”
“แต่ว่ายัยนั่นจะโชคดีไปได้นานเท่าไหร่กัน วันนี้ท่านประธานกำลังเดือดได้ที่เลย พวกเธออย่าลืมสิ เด็กใหม่ ถึงจะมาภาษีดีกว่าเราแค่ไหน ก็ยังเป็นแค่เด็กใหม่วันยังค่ำ”
ส่วนหน้าที่ของเด็กใหม่นั้น...
“จริงด้วย ตอนฉันเข้ามาใหม่ๆ ถ้าไม่ได้งานถ่ายเอกสารก็ชงกาแฟ...”
“ถูกต้อง ชงกาแฟ แล้วพวกเธอนึกสิ ถ้าวันนี้ยัยเด็กใหม่นั่นได้ชงกาแฟเสิร์ฟท่านประธานจริงๆ อะไรมันจะเกิดขึ้น”
“...ท่านประธานของพวกเราไม่ชอบทานรสขม แต่ก็ไม่ชอบรสหวาน”
สรุปคือเอาใจยากโคตรๆ
“แถมวันนี้ท่านคงจะเดือดเพราะแผนงานครั้งก่อนผิดพลาด”
ดังนั้น...
“เด็กใหม่ซวยแน่!”
ญาณาไม่รู้ว่าเบื้องหลังมีกลุ่มคนกำลังหวังชมเรื่องสนุก หลังจากตามจารวีเดินชมแผนกเลขา เธอก็ได้รับโต๊ะทำงานเป็นของตัวเอง จากนั้นตามด้วยงานชิ้นแรก
“วันนี้ยังไม่มีงานให้เธอทำ เพราะงั้นให้เธอรับหน้าที่ชงกาแฟไปแล้วกันนะ”
ชงกาแฟ?
เห็นท่าทางงงงวยของเธอ จารวีจึงเอ่ยเสริม “ชงกาแฟหนึ่งแก้วแล้วส่งไปที่ห้องประชุมใหญ่ทางฝั่งซ้ายมือนั่น”
หนึ่งแก้วไปส่งที่ห้องประชุมใหญ่
ไม่ต้องคิดมากไปกว่านั้นแล้ว ญาณารู้ในทันทีว่าคนที่เธอต้องเสิร์ฟกาแฟให้เป็นใคร
แค่หนึ่งแก้วทั้งที่ในห้องประชุมมีผู้เข้าร่วมสิบคนขึ้นไป ผู้ที่เธอต้องรับกาแฟจากเธอก็คงจะเป็นผู้ที่มีตำแหน่งสูงสุดในบริษัทแห่งนี้สินะ
จารวีเห็นสีหน้า ‘เข้าใจแล้ว’ ของเธอก็คลี่ยิ้มจริงใจส่งไปให้
“ถูกต้องแล้วล่ะ พอดีว่าตำแหน่งที่เธอสมัครเข้ามาคือเลขานุการ ทว่าตอนนี้ท่านประธานมีเลขาอยู่หนึ่งคนแต่ขาดผู้ช่วยส่วนตัว เพราะงั้นถ้าเธอผ่านการฝึกงานไปได้ ตำแหน่งผู้ช่วยก็จะเป็นของเธอ ดังนั้นงานชงกาแฟนี้จึงถือได้ว่าเป็นการฝึกฝนได้เหมือนกัน”
“ค่ะ”
“ไปเถอะ อ๋อ ลืมบอกไป ท่านประธานมีรสชาติที่ชอบอยู่ ไม่ขมและก็ไม่หวาน”
มุมปากญาณากระตุกเล็กน้อย นี่ถ้าไม่ใช่อีกฝ่ายมีท่าทางจริงใจ เธอคงคิดว่าตัวเองถูกแกล้งไปแล้ว
ชอบทานกาแฟ แต่ไม่ทานทั้งขมและหวาน
ขอร้องเถอะ ทำไมท่านถึงไม่ทานน้ำเปล่าเสียล่ะ
ญาณาข้องใจ แต่เธอเป็นเพียงพนักงานใหม่จึงต้องสงบปากสงบคำ หลังมองส่งจารวีจากไป หญิงสาวค่อยเดินไปยังห้องชงกาแฟ เปิดเครื่องแล้วน้ำเมล็ดกาแฟสดมาตวงปริมาณ
“ดีนะที่ฉันเคยเรียนชงกาแฟสมัยทำพาร์ทไทม์ ไม่อย่างนั้นมาเจอเครื่องทำกาแฟแบบนี้คงได้หัวหมุน”
เธอไม่ได้มาจากครอบครัวร่ำรวย แต่ที่สามารถเรียนสูงถึงปริญญาโทก็เพราะความพยายามของตนเองล้วนๆ ดังนั้นจะบอกว่าญาณามีความอดทนมากกว่าคนทั่วไปก็ไม่ผิดนัก
ระหว่างคิดถึงอดีตอันทรหด หญิงสาวก็ชงกาแฟที่ไม่ขมและไม่หวานสำเร็จ เธอหยิบถาดมารอง จากนั้นถือไปส่งที่ห้องประชุมใหญ่ หลังจากเคาะประตูผ่านไปไม่กี่วินาที เสียงนุ่มนวลของใครบางคนก็ดังขึ้นจากด้านใน
“เข้ามาเถอะ”
มือเล็กผลักประตูเข้าไป สิ่งแรกที่เธอสัมผัสได้ก็คือบรรยากาศเย็นยะเยือกจากเครื่องปรับอากาศ โดยรอบห้องประชุมขนาดใหญ่กินพื้นที่กว่าหนึ่งร้อยยี่สิบตารางเมตร ทว่าผู้คนจำนวนกว่ายี่สิบชีวิตกลับเอาแต่นั่งเบียดเสียดกันอยู่จุดเดียว ทิ้งห่างชายหนุ่มที่อยู่หัวโต๊ะไปไกลลิบ เหมือนหวาดกลัวอะไรบางอย่าง
ญาณาเป็นคนไวต่อบรรยากาศด้านลบมาก เธอจึงระมัดระวังตัวเป็นพิเศษด้วยการชะงักเท้าอยู่ตรงหน้าประตู แต่อีกฝ่ายรับรู้การคงอยู่ของเธออยู่จึงเรียก
“มาเสิร์ฟกาแฟเหรอ เอามาสิ”
ทันทีที่ได้ยินเสียงนุ่มนวลของคนคนนั้น ญาณาก็กวาดตาไปมอง สิ่งแรกที่สะดุดตาเป็นอย่างยิ่งก็คือหน้าตาของอีกฝ่าย รูปหน้าเรียว คิ้วตากระจ่าง ริมฝีปากยกขึ้นน้อยๆ ทำให้ดูเหมือนอมยิ้มอยู่ตลอดเวลา แค่ได้มองเขาอยู่ตรงนี้ ก็ราวกับถูกสายลมในฤดูใบไม้ผลิพัดผ่าน ทั่วร่างรู้สึกอบอุ่นอย่างบอกไม่ถูก
ต้องบอกว่าชายหนุ่มดูนุ่มนวลมาก
นุ่มนวลไปทุกส่วน
แต่ทำไมคนอื่นถึงดูหวาดกลัวเขาขนาดนั้น...
สองเท้าของเธอละล้าละลังอยู่นาน กว่าจะทำใจเดินเข้าไปได้ แต่พอเข้าไปในระยะใกล้ เธอค่อยสังเกตเห็นบางสิ่งเพิ่มเติม นั่นคือแววตาของชายหนุ่ม ที่แม้จะเจือรอยยิ้ม ทว่ากลับทำให้คนมองรู้สึกถึงการสะกดข่มอย่างรุนแรง
ราวกับผาสูงที่ก้มลงมองมดแมลงไม่มีผิด
มือของญาณิณสั่นเยือก ขนลุกจนทำแก้วกาแฟหก จากเดิมเธอก็เดินมาถึงตัวเขาแล้ว ดังนั้นองศาการหกของกาแฟแก้วนั้นจึงตรงกับศีรษะของอีกฝ่ายพอดิบพอดี
“อ๊า!!”
พอรู้สึกตัวหญิงสาวก็ยิ่งลุกลน ก่อนจะคว้าทิชชูตรงนั้นมาเช็ดให้ ระหว่างที่ขัดถูอย่างร้อนใจ ฝ่ามือแข็งๆ ก็ยึดข้อมือเธอเอาไว้
“พอเถอะ ถ้ายังถูอีกใบหน้าของฉันคงได้ถูกลอกออกมาแน่”
ญาณิณสั่นไปทั้งตัว ทั้งที่อีกฝ่ายพูดอย่างสุภาพนิ่มนวลสุดๆ แต่ไม่รู้ทำไมถึงทำให้เธอหวาดกลัวจนเลือดในตัวเย็นเยียบ
“อ่า...ฉันซวยแล้ว...”