บทนำ สายฝนและเอมอร
สายฝนและเอมอร
ซ่าาาาาา ซ่าาาาาา
ท่ามกลางสายฝนที่กำลังโปรยปรายลงมาฝ่าความมืดมิดของท้องถนนที่ไม่มีเสาไฟตั้งแต่อยู่ ‘เอมอร’ หญิงวัยกลางคนแต่ต้องดิ้นรนทำงาน เธอเพิ่งเลิกจากการทำงานและกำลังขับรถเดินทางกลับบ้าน บ้านหลังใหญ่โตมีฐานะ มีลูกสองคนและสามีนักธุรกิจแต่กลับใช้เงินมือเติบ จนการใช้จ่ายในบ้านไม่เพียงพอ เธอจึงต้องออกมาทำงานหาเงินด้วยอีกคน
รถยนต์คันเก่าที่มีอายุการใช้งานมาหลายสิบปีแล่นไปบนถนนสายหนึ่งทางเลี่ยงเมือง ถนนสายนี้ไม่ค่อยมีบ้านผู้คนอาศัยอยู่สองข้างมากนัก ถนนเส้นนี้เป็นสายที่วิ่งออกต่างจังหวัดทอดยาวไปหลายจังหวัดได้
“สงสัยพายุจะเข้ามั้งเนี่ย” เสียงของเอมอรพึมพำกับตัวเอง สายฝนที่เริ่มโหมกระหน่ำเทลงมาแรงมากขึ้น
รถยนต์วิ่งฝ่าสายฝนและความมืดไปอย่างเร่งรีบ ด้วยเพราะใจของคนขับนั้นอยากกลับให้ถึงบ้านเร็วๆ แล้ว คันเร่งที่ถูกเหยียบจนเกือบมิด จากความเร่งรีบของคนขับ
ครืดดดด ครืดดดดด
เสียงสั่นของเครื่องมือสื่อสารสมาร์ทโฟนที่อยู่ในกระเป๋าตรงเบาะนั่งข้างคนขับ มือที่เริ่มมีรอยย่นของผิวหนังตามวัยของเอมอรเอื้อมไปคลำหาต้นเสียง เพื่อหยิบมันมากดรับสายแต่สายตาของเธอยังจับจ้องไปยังเบื้องหน้าถนน
“ฮัลโหล” เอมอรกรอกเสียงใส่ปลายสายเมื่อเธอกดรับ
‘คุณแม่...ฝนตกหนักมากเลย ถึงไหนแล้วคะ’ ปลายสายตอบกลับมาด้วยเสียงเล็กแหลม เธอรู้ได้ในทันทีว่าเจ้าของเสียงเล็กนั่นเป็นใคร
‘เวนิส’ ลูกสาวคนโตของเธอวัย 20 ปีนั่นเอง หญิงสาวใบหน้าน่ารัก น่ามอง ดวงตากลมโตสีเทาอ่อนสว่างไสวราวกับก้อนเมฆยามฝนกำลังจะตก ผมยาวหยักศกสีเทาเข้มก้อนเมฆครึ้มฝนถูกปล่อยสยาย คิ้วเรียวประดับอยู่บนใบหน้าหวานปากเล็กสีชมพูระเรื่อธรรมชาติจมูกน้อยๆ โด่งรั้นเชิด เมื่อทุกอย่างถูกรวมกันอยู่บนใบหน้าทำให้เธอดูน่ารักสดใสราวกับตุ๊กตาจนมองไม่มีเบื่อเลยทีเดียว
เวนิสรู้สึกเป็นห่วงผู้เป็นแม่ เพราะฝนที่ตกหนักและฟ้าเริ่มมืดสนิท ผิดกับพ่อและน้องสาวของเธอ พ่อดื่มเหล้าเมาอยู่ในห้องรับแขก ส่วนน้องเรียนมหาวิทยาลัยยังไม่กลับ หรืออาจจะไม่กลับเลยก็ได้ เพราะเธอชอบไปเที่ยวกับเพื่อนต่อจนเช้าอยู่บ่อยๆ มีแต่เธอที่เพิ่งเรียนเสร็จแล้วรีบกลับบ้านเหมือนทุกๆ วัน เธอวางแผนเอาไว้ว่าจะพักการเรียน ออกมาช่วยแม่หาเงินอีกทางหนึ่ง เพราะเธอรู้สึกสงสารผู้เป็นแม่
‘แม่อยู่แถวๆ เลี่ยงเมือง ฝนตกหนักมาก จะรีบไปนะ’ เอมอรบอกกับลูกสาว
“ไม่ต้องขับเร็วนะคะแม่ ฝนตก ถนนลื่น” เวนิสบอกกับแม่อย่างเป็นห่วง
‘จ้าๆ เอ๊ะ!’ เอมอรบอกกับเวนิส ก่อนจะร้องออกมาอย่างตกใจ
“เกิดอะไรขึ้น? แม่!!” เวนิสถามออกไปอย่างตกใจเช่นกัน
‘ไม่จริง ไม่ๆ’ เสียงของเอมอรร้องออกมาอย่างตกใจ เวนิสเลยตกใจไปด้วย คิดว่าต้องเกิดเหตุการณ์อะไรร้ายๆ ขึ้นกับแม่ของเธออย่างแน่นอน
“แม่! ตอบเวหน่อย เกิดอะไรขึ้น?!” เวนิสพยายามร้องถามผู้เป็นแม่ เธอเริ่มเป็นห่วงมากกว่าเดิม
‘เบรก... รถเบรกไม่อยู่ กรี๊ดดดดดดด!!’
เอี๊ยด!!! โครม!!!
เอมอรบอกแค่นั้น ก่อนจะกรีดร้องมันออกมาเสียงแล้วเงียบหายไป โทรศัพท์มือถือที่เวนิสคุยกับเอมอรถูกตัดสายไปหลังจากเสียงเบรกรถและเสียงโครมใหญ่ดังขึ้น
“แม่!! แม่เกิดอะไรขึ้น แม่!” เวนิสตะโกนสุดเสียง
หัวใจของเวนิสหลุดร่วงไปอยู่ที่เท้า เมื่อได้ยินเสียงกรีดร้องของผู้เป็นแม่ ความรู้สึกเหมือนโลกทั้งใบหยุดนิ่ง เสียงโครมใหญ่ที่เธอได้ยินตอนนี้มันเงียบไป เพราะมือถือถูกตัดไปแล้ว เธอไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้น และไม่รู้ว่าจะต้องทำอะไรต่อ
ตึก! ตึก! ตึก!
เมื่อได้สติ เวนิสวิ่งลงบันไดจากชั้นบนของบ้าน ลงมายังห้องนั่งเล่นที่อมร พ่อของเธอนั่งกินเหล้าอยู่อย่างสบายใจเหมือนทุกๆ วัน
“เอะอะเสียงดังอะไรวะ อีเว” อมรพูดถามด้วยอาการมึนเมา เมื่อได้ยินเสียงร้องของเวนิสและเสียงวิ่งลงบันไดมาเสียงดัง
“พ่อ! แม่เป็นอะไรไม่รู้ สายถูกตัดไป เวกลัวเกิดอุบัติเหตุ ไปแจ้งตำรวจกันค่ะ” เวนิสบอกกับผู้เป็นพ่ออย่างร้อนรน
“จะไปแจ้งตำรวจทำไม ป่านนี้มันตายไปแล้วมั้ง ไปดูมันเองสิ!” คำพูดที่ออกมาจากปากผู้เป็นพ่อ มันทำให้เวนิสรู้สึกแปลกไป ไม่เหมือนว่าพ่อไม่ใช่แค่ไม่ห่วงแม่ แต่พ่อกลับพูดอย่างกับว่ารู้อยู่แล้วว่าแม่เกิดอุบัติเหตุแน่ๆ ไปแล้วในตอนนี้
“พ่อ...แต่เราต้องแจ้งความนะคะ” เวนิสยังคงมุ่งมั่นว่าเธอต้องแจ้งความ ให้ตำรวจตามหาตัวแม่ของเธอ
“แจ้งกู้ภัยเลย ตำรวจทีหลัง” อมรพูดอย่างไม่ใส่ใจ แล้วลุกขึ้นโซเซ เวนิสเข้าใจว่าพ่อของเธอจะออกไปดูแม่พร้อมกับเธอ แต่ไม่ใช่เลย พ่อของเธอเดินไปหยิบเหล้าแล้วเดินกลับขึ้นไปชั้นบน เข้าห้องของเขาไป
“พ่อ...” เวนิสพึมพำเรียกผู้เป็นพ่ออย่างไม่อยากจะเชื่อ ว่าเขาจะไม่สนใจแม่ขนาดนี้
เวนิสตัดสินใจโทรหาตำรวจ แจ้งเหตุด่วนว่าอาจจะมีอุบัติเหตุตรงทางเลี่ยงเมืองให้ตำรวจไปตรวจดูหน่อย เธอเล่าทุกอย่างให้ตำรวจเข้าใจ และรับปากว่าจะไปตรวจให้เธอ แต่เวนิสก็ไม่อาจรออยู่เฉยๆ ได้ เธอขับรถออกจากบ้านฝ่าสายฝนไปตามหาแม่ของเธอทันที
เวนิสขับรถมาทางเลี่ยงเมืองเรื่อยๆ ตามที่แม่ของเธอบอกเอาไว้ก่อนที่สายจะตัดไป แต่แล้วหัวใจของเธอก็เต้นแรงขึ้นจนแทบจะออกมาเต้นข้างนอกอก เมื่อมองไปเบื้องหน้าแล้วพบกับแสงไฟวิบวับ เธอรับรู้ได้ว่านั่นเป็นแสงไฟจากรถของตำรวจ และเมื่อมีตำรวจก็ต้องมีเหตุเกิดขึ้น
“คะ...คุณตำรวจคะ!” เวนิสลงจากรถ ทันทีที่เธอจอดเอาไว้ข้างทางต่อจากรถของตำรวจ เธอวิ่งฝ่าสายฝนที่ยังโหมกระหน่ำลงมาไม่ขาดสาย แทรกตัวเข้าไปในวงล้อมของตำรวจที่มาลงพื้นที่เพื่อไปดูว่าเกิดอะไรขึ้น
“เดี๋ยวครับคุณ!” ตำรวจนายหนึ่งกันเธอเอาไว้ ไม่ให้เข้าไปในที่เกิดเหตุ
“แม่!!!!” เวนิสร้องออกมาอย่างสุดเสียง
เธอมองเข้าไปในรถที่เธอมั่นใจว่านั่นคือรถของแม่เธอ แต่สภาพตอนนี้นั้นมันไม่ได้จอดอยู่ข้างทางแบบปกติ มันกำลังพลิกคว่ำ ล้อรถชี้ขึ้นด้านบน สายตาของเธอไม่ได้สนใจแค่เพียงรถที่คว่ำอยู่เท่านั้น แต่ที่เธอสนใจคือ...ร่างของคนขับที่ยังติดอยู่ในรถ
“ไม่ได้นะครับ! รอเจ้าหน้าที่กู้ภัยมานำร่างออกมานะครับ” ตำรวจบอกกับหญิงสาว และกอดรั้งร่างของเธอที่พยายามจะเข้าไปตรงรถที่เกิดอุบัติเหตุนั่น
“ไม่! คุณตำรวจช่วยแม่หน่อย พาแม่ออกมาหน่อย ฮือ!” เวนิสกรีดร้องและร้องขอให้ตำรวจช่วยแม่ของเธอ
“เสียใจด้วยนะครับ เราตรวจดูแล้ว เสียชีวิตแล้วครับแต่ยังนำร่างออกมาไม่ได้ ต้องรอกู้ภัยมางัด” ตำรวจบอกกับเธอ
“ไม่!!!!” เวนิสกรีดร้องออกมาสุดเสียง หลังจากนั้นภาพทุกอย่างก็ตัดไป
แสงไฟสีขาวและเสียงดนตรีอันแสนเศร้าอังอยู่ภายในศาลาวัดแห่งหนึ่งในต่างจังหวัดที่เป็นบ้านเกิดของเอมอร ผู้คนที่แต่งชุดสีขาวดำ พากันมาร่วมไว้อาลัยต่อการจากไปของเอมอรด้วยบรรยากาศที่เศร้าสร้อย
เวนิสนั่งเศร้าอยู่หน้ารูปของแม่ โดยมีวีเนีย และอมรนั่งอยู่ด้วย หลังจากที่แขกเหรื่อกลับไปจนหมดแล้ว เหลือแค่เพียงครอบครัวที่ยังต้องเฝ้าอยู่หน้าโลงศพสีขาวที่ประดับประดาด้วยดอกไม้สีขาวหออมอบอวลเต็มศาลาไปหมด
“พี่เฝ้าไปคนเดียวแล้วกันนะ วีกับพ่อจะไปนอนโรงแรม!” วีเนีย น้องสาวของเวนิสพูดขึ้น ไม่มีทีท่าว่าจะมีความเศร้าหรือเสียใจเลยสักนิด
“อยู่ด้วยกันสิ จะให้พี่นอนในวัดคนเดียวได้ยังไง” เวนิสพูดขึ้น เมื่อรู้ว่าพ่อกับน้องจะปล่อยให้เธอนอนคนเดียวที่วัดเฝ้าศพผู้เป็นแม่
“งั้นพี่ก็ไม่ต้องเฝ้าสิ แม่ก็ตายไปแล้ว ปล่อยไว้คนเดียวแม่ไม่กลัวหรอก” วีเนียพูดอย่างไม่ยี่หระต่อสิ่งที่เกิดขึ้น
“วี!! พูดกับแม่อย่างนี้ได้ยังไง” เวนิสขึ้นเสียง ทำท่าจะดุน้อง
“อีเว! น้องมันพูดก็ถูก แม่มึงตายไปแล้ว ไม่รู้สึกอะไรแล้วจะเฝ้าทำไม ถ้ามึงไม่ไปโรงแรมก็นอนที่นี่คนเดียวกับผีแม่มึงไป” อมรพูดกับเธอ
เวนิสรู้ดีว่าพ่อไม่เคยพูดดีกับเธอเลยสักครั้ง ไม่เคยทำท่าทางเหมือนกับว่ารักเธอหรือเป็นเธอเป็นลูกเลย ไม่รู้ว่าเธอนั้นเป็นลูกของเขาจริงๆ หรือเปล่า แต่กับน้องของเธอ พ่อกลับตามใจ ทั้งรักและพูดดีด้วยเสมอ
“พ่อ...” เวนิสผิดหวังในตัวผู้เป็นพ่อและน้อง แต่ก็พูดอะไรไม่ออก
“แล้วอีกอย่างนะ เงินประกันของแม่มึง กูจะเอาไปกินเหล้ากับให้น้องไปซื้อของสวยๆ ต่อจากนี้มึงก็ไปลาออกจากมหาลัยซะ แล้วมาทำงานหาเงินแทนแม่มึง ส่งน้องมันเรียน น้องมันมีอนาคตดีกว่ามึง ต้องเรียนต่อ!”