ดีแลนนั่งผูกเชือกรองเท้าผ้าใบโดยมีเด็กชายอีกคนยืนกอดอกหลังพิงประตูมองรองเท้าซอมซ่อของเขาที่น่าสงสัยว่าจะไม่เคยผ่านการซักมาเลยสักครั้งตั้งแต่ซื้อมา
เด็กหนุ่มทำเป็นมองไม่เห็นร่างของตัวเองในวัยเด็ก ตั้งแต่ที่เขามองเห็นเจ้าหมอนี่เขาก็เฝ้านึกตลอดว่าทั้งหมดเป็นแค่จินตนาการของเขา เพราะแค่เรื่องที่ว่าเขามาอยู่ในร่างของใครคนอื่นก็น่าปวดหัวมากพอแล้ว แต่เหมือนอีกฝ่ายจะไม่ให้ความร่วมมือเลยสักนิด เพราะคอยชวนเขาคุยนั่นนี่แล้วก็ชอบพูดอะไรที่ฟังดูเป็นปริศนาให้เขาสับสนอยู่เรื่อย
อย่างตอนนี้เองไอ้ปีศาจที่หน้าเหมือนเขาก็กำลังพูดจาอะไรไม่เข้าท่าอีกแล้ว
"นายแน่ใจเหรอว่าจะไปโรงเรียนจริงๆ?"
"แน่ใจสิ" ดีแลนตัดบท คว้ากระเป๋าเป้ที่ใส่อุปกรณ์การเรียนเอาไว้พร้อมขึ้นสะพายหลัง ปีศาจตัวน้อยผมทองยักไหล่ให้กับคำตอบนั้น
"ก็ตามใจแล้วกัน ถึงแม้ฉันจะไม่ค่อยเห็นด้วยเท่าไรก็เถอะ ไปเรียนมัธยมปลายทั้งที่จริงๆ นายอายุแค่สิบสามปี ขอให้โชคดีแล้วกัน"
"ฉันทบทวนบทเรียนมาแล้ว" ดีแลนโต้กลับเสียงเรียบ ยืดตัวขึ้นตรงก่อนจะเปิดประตูแล้วก้าวออกไปด้านนอก ปีศาจของเขายังคงเดินตามมาติดๆ ด้วยท่าทีสบายๆ ดีแลนสังเกตหลายครั้งแล้วว่าเด็กชายคนนี้จะคอยตามเขาแทบจะตลอด ปรากฏตัวให้เห็นเป็นส่วนใหญ่ หรือบางครั้งก็หายไปเสียเฉยๆ
แต่เหมือนชั่วโมงนี้เจ้าตัวจะอยากอยู่ด้วย
"ฉันก็ไม่ได้ว่าเรื่องเรียนเป็นปัญหาสักหน่อย มันสมองระดับนายแล้ว กับอีแค่โจทย์เลขของเด็กม.ปลาย?" ดีแลนคนเด็กส่ายหัว "ฉันว่านายทำโจทย์ทั้งหมดนั่นได้ตั้งแต่เมื่อห้าปีที่แล้วอยู่แล้ว"
"ฉันไม่ประมาทน่าจะดีกว่า"
"โทษทีเถอะ นายว่าไงนะ ฉันขอบอกตามตรงเลยว่าไอ้การที่นายจะไปโรงเรียนมัธยมปลายทั้งๆ แบบนี้น่ะเป็นอะไรที่ประมาทมากกว่า"
ดีแลนทำเป็นเมินขณะที่ก้าวเท้าไปตามทางเพื่อมุ่งหน้าไปยังป้ายรถบัส แต่เหมือนอีกฝ่ายจะไม่ยอมปล่อยเขาไปง่ายๆ
"นี่ ดีแลน ฟังนะ เรื่องที่นายควรกังวลน่ะไม่ใช่เรื่องเรียน แต่เป็นเรื่องของสังคมและการใช้ชีวิตต่างหาก นายประมาทเกินไปรึเปล่าที่คิดว่าตัวเองจะรับมือได้"
"ฉันก็ไม่ได้คิดว่าตัวเองจะรับมือได้นี่" เด็กหนุ่มตอบตรงๆ "แต่มันจะเลวร้ายสักแค่ไหนกันเชียว แย่สุดก็แค่ตายอีกครั้งเอง ฉันตายมาแล้วครั้งหนึ่ง จำไม่ได้เหรอ"
ปีศาจตัวน้อยของเขาเงียบไปทันที ดีแลนในร่างเด็กน้อยมักจะนิ่งไปเสมอเวลาที่เขาพูดถึงความตายของตัวเอง เขาเคยเปิดปากถามเด็กชายมาหลายครั้งแล้วว่าเขาตายได้ยังไง เป็นอะไรถึงตาย แต่ทุกครั้งอีกฝ่ายก็จะบ่ายเบี่ยงไม่ก็พูดแค่ว่าเขาต้องนึกให้ออกเอง แต่ต่อให้พยายามนึกยังไงก็นึกไม่ออกนี่สิ…
"ดีแลน นายบอกว่านายก็คือฉันเองใช่ไหม"
"หืม" ดีแลนอีกคนเอียงคอ "ใช่"
"งั้นทำไมนายบอกฉันไม่ได้ล่ะว่าฉันตายเพราะอะไร" ดีแลนในร่างแอรอนว่า แล้วก็ต้องถอนหายใจเพราะอีกฝ่ายแค่เงียบไปทั้งๆ แบบนั้นเลยไม่ยอมพูดอะไร
"ฉันรู้สึกเหมือนตัวเองประสาทกลับไปแล้วเลย"
"ทำไมล่ะ"
"เพราะมีแค่ฉันคนเดียวที่เห็นนาย" ดีแลนบ่น "และถ้าคนอื่นเห็นว่าฉันกำลังพูดกับอากาศแบบนี้ เขาต้องหาว่าฉันบ้าแน่ๆ"
“งั้นก็เลิกพูดสักทีสิ”
เป็นแบบนั้นไป
ดังนั้นดีแลนจึงเงียบไป เดินมาเรื่อยๆ จนเกือบถึงป้ายบัสที่ต้องขึ้นแล้ว เด็กหนุ่มจึงเปิดปากอีกครั้ง
“แล้วตกลงว่าฉันตายได้ยังไง”
ปีศาจของเขาแกล้งทำเป็นไม่ได้ยิน
“ก็ได้ งั้นนายคิดว่าทำไมฉันถึงนึกไม่ออกว่าตัวเองตายได้ยังไง”
คราวนี้เด็กชายผมทองยอมเบือนหน้ากลับมาหาเขา นัยน์ตาสีฟ้าฉายแววระมัดระวังแต่ก็ยอมเปิดปาก
“สมมติว่านายกำลังเดินอยู่บนถนนเพื่อกลับบ้าน”
“อือฮึ”
“แล้วมีใครคนหนึ่งดักทุบหัวนาย ลากนายไปที่มุมอับแล้วก็ฆ่านายทิ้งทั้งๆ แบบนั้น นายจะมีวันรู้ไหมว่าใครเป็นคนฆ่านาย”
ดีแลนอ้าปากค้าง แค่นึกภาพตามก็ทำให้เขาต้องลอบกลืนน้ำลายด้วยความหวาดหวั่นแล้ว
“ฉันตายแบบนั้นเหรอ?”
“เปล่า ก็แค่สมมติน่ะ จำได้ไหม”
แต่เขาไม่เชื่อคำพูดของหมอนี่เท่าไร
ดีแลนก้าวเท้าเข้าไปในตัวอาคารที่อยู่ในสภาพกลางเก่ากลางใหม่ เด็กหนุ่มยังคงรักษาท่าทีนิ่งเฉยได้ดีแม้ว่าในใจจะตื่นๆ กับผู้คนรอบตัวไม่น้อย และไม่รู้ว่าเขาคิดไปเองหรือเปล่า แต่เหมือนหลายๆ คนหันมามองทางเขาแล้วหันหน้ากลับไปกระซิบกับเพื่อน บางคนแค่มองมาแล้วก็เดินหลบไปอีกทาง ดีแลนกำลังภาวนาให้นั่นเป็นสิ่งที่เขาคิดไปเอง
เขาเดินมาหยุดที่หน้าล็อกเกอร์ของแอรอน… ซึ่งต่อจากนี้ไปมันจะเป็นล็อกเกอร์ของเขา จากนั้นเจ้าตัวก็เริ่มสำรวจข้าวของภายใน มีหนังสือเรียนกับสมุดสองสามเล่ม ดูจืดชืดไม่สมกับเป็นล็อกเกอร์ของเด็กไฮสคูลเท่าไร ถ้าถามดีแลน เขาจะมีอิมเมจแบบเด็กๆ ว่าพวกเด็กม.ปลายจะชอบแต่งล็อกเกอร์เวอร์ๆ
“ไง ไอ้ตุ๊ด” ใครบางคนทักเขาจากด้านหลัง ดีแลนหันกลับไปมองพร้อมกับเลิกคิ้วขึ้นข้างหนึ่ง “โดดรถประชดรักไม่สำเร็จเหรอจ๊ะ ได้ยินมาว่าเจเรมี่ไม่ไปเยี่ยมนายเลยนี่?”
“เจเรมี่?” ดีแลนเอียงคออย่างงงๆ เขารู้สึกได้ถึงบรรยากาศคุกคามอ่อนๆ จากกลุ่มคนทั้งสามตรงหน้า นักเรียนกลุ่มอื่นๆ เริ่มกระซิบและดูสถานการณ์กันอย่างสนใจ นี่มันเหมือนในหนังวัยรุ่นที่เขาเคยดูกับสเปนซ์ ลูกพี่ลูกน้องห่างๆ ที่ไม่มีความเกี่ยวข้องกันทางสายเลือดเลย แต่เพราะนั่นไม่ใช่แนวหนังที่ทั้งเขาและสเปนซ์ชอบดูกันเท่าไร สุดท้ายพวกเขาทั้งคู่ก็ชอบอะไรที่แฟนตาซีหรือไม่ก็บู๊แอ็คชันไปเลยมากกว่า เขาไม่คิดว่าไอ้การหาเรื่องในโรงเรียนหน้าล็อกเกอร์แบบนี้จะมีอยู่ในชีวิตจริงด้วยซ้ำ
“ก็คนที่นายส่งจดหมายสารภาพรักก่อนจะปิดเทอมไง” ผู้ชายคนที่เข้ามาทักเขาพูดพร้อมกับหันไปกอดกับเพื่อนอีกคนอย่างล้อเลียน “อ่า เจเรมี่ที่รัก ฉันมีบางอย่างอยากจะสารภาพ ช่วยอะไรฉันอย่างได้ไหม ประตูหลังตอนนี้ของฉันมันรู้สึกโล่งมากๆ ทำไมนายไม่ทำอะไรสักอย่างกับมันหน่อยล่ะ”
ดีแลนหน้าร้อนวูบขึ้น ทำเป็นไม่ได้ยินสิ่งที่กลุ่มคนตรงหน้าพูดกัน แต่ยิ่งเขาทำเมินไอ้คนพวกนั้นก็เหมือนจะยิ่งได้ใจ เขาไม่เคยตกอยู่ในสถานการณ์แบบนี้เลยไม่รู้ว่าควรทำยังไง ถ้าเกิดเขาเอาเรื่องนี้ไปบอกอาจารย์จะช่วยอะไรได้ไหมนะ
แต่แล้วเสียงปิดล็อกเกอร์ดังโครมก็ทำให้บรรยากาศรอบๆ ล็อกเกอร์เงียบลง ดีแลนหันไปมองตามเสียงด้วยความตกใจไม่ต่างจากคนอื่นๆ
เจ้าของล็อกเกอร์เป็นเด็กหนุ่มเจ้าของเรือนผมสีแดง นัยน์ตาสีน้ำตาลที่ดูขวางโลกกับการเจาะหูที่เหมือนจะประกาศให้คนทั้งโลกรู้ว่าเจ้าตัวเป็นอันธพาล ชายคนนั้นมองกลุ่มที่เข้ามาหาเรื่องกับดีแลนก่อนจะเลื่อนสายตากลับมามองที่ดีแลนด้วยสายตาที่บ่งบอกถึงความไม่พอใจพอๆ กัน
รู้สึกเหมือนเสียงทั้งหมดโดนดูดหายไปจังหวะหนึ่ง ก่อนที่คนผมแดงคนนั้นจะทำลายความเงียบ
“เงียบหน่อยได้ไหม หนวกหูแต่เช้า”
“แล้วไอ้ที่แกปิดล็อกเกอร์เมื่อกี้ไม่หนวกหูหรือไง!” ชายคนที่ล้อเขาตะโกนกลับอย่างหงุดหงิด แต่อะไรบางอย่างบ่งบอกให้รู้ว่าเจ้าตัวเองก็ไม่อยากไปยุ่งกับไอ้ผมแดงคนนี้
“เออ งั้นก็หายกัน แยกย้ายกันไปได้แล้ว”
พอเจ้าตัวว่าแบบนั้นทุกอย่างก็เป็นไปตามนั้น นักเรียนแทบทุกคนกลับมาใช้ชีวิตยามเช้าเป็นปกติ หยิบของจากล็อกเกอร์ เตรียมเข้าเรียนคาบแรก ดีแลนตั้งใจจะไปขอบคุณผู้ชายผมแดงคนนั้นแม้จะไม่แน่ใจว่าอีกฝ่ายตั้งใจช่วยเขาหรือเปล่าก็ตาม
แต่แล้วก็มีมือของใครคนหนึ่งรั้งชายเสื้อของเขาไว้
“?” ดีแลนหันกลับไปมองปีศาจตัวน้อยในคราบวัยเด็กของตัวเอง เด็กชายจ้องเขม็งไปที่แผ่นหลังของคนผมแดงก่อนจะส่ายหน้าอย่างเชื่องช้า
“อย่า…”
“อย่าอะไร?” เขากระซิบเสียงเบาเพราะกลัวคนอื่นจะได้ยินและหาว่าเขาเป็นบ้า แค่นี้เขาก็ดูเป็นจุดเด่นมากพออยู่แล้ว ถึงจะไม่แน่ใจว่าเพราะอะไรก็เถอะ
“อย่ายุ่งกับหมอนั่น”
“ทำไมล่ะ?”
เด็กชายปีศาจยักไหล่ “ก็เพราะฉันไม่ถูกชะตากับเขา”
ดีแลนอยู่ในร่างกายของแอรอนมาได้พักใหญ่แล้ว ดังนั้นเขาจึงค่อนข้างชินกับการขยับตัวหรือเคลื่อนไหวไปมาได้
แต่เพราะแอรอนเองก็มีประวัติเพิ่งออกจากโรงพยาบาลเพราะถูกรถชนมา ดังนั้นในคาบวิชาพละคุณครูจึงไล่ให้เขาไปนั่งพักแทนที่จะหาเพื่อนจับคู่เพื่อโยนรับ-ส่งลูกบาส ดีแลนแอบเสียดายนิดหน่อยเพราะเขารู้สึกว่าร่างกายของแอรอนช่างผอมแห้งแรงน้อยอย่างน่าเป็นห่วง และเขาคิดว่าถ้ามีโอกาสก็อยากพาร่างนี้ไปออกกำลังกายเสริมกล้ามเนื้อ ให้มันมีแรงมากกว่านี้
แต่เอาเถอะ ยังไงร่างนี้ก็เพิ่งบาดเจ็บจากการประสบอุบัติเหตุมาด้วยล่ะนะ อีกอย่างได้นั่งพักสบายๆ มองผู้คนรอบตัวเพื่อสังเกตแต่ละกลุ่มก็เป็นความคิดที่ไม่เลว จะได้ดูว่าหลังจากนี้เขาควรจะหาเพื่อนจากกลุ่มไหนดี
แล้วดีแลนก็ต้องไปสะดุดสายตาอยู่ที่เด็กหนุ่มผมแดงคนนั้น
เหมือนว่าจะไม่มีใครอยากจับคู่กับเขา และเจ้าตัวก็เหมือนจะชินกับเรื่องนั้นแล้วเลยไปโยนลูกบาสอัดผนังให้มันเด้งกลับแล้วก็โยนเข้าไปใหม่ แล้วอยู่ๆ ก็มีลูกบาสลูกหนึ่งลอยไปกระแทกหัวของเด็กหนุ่มคนนั้นอย่างจัง
“เชี่ย ไอ้บ้า ใครกล้าทำเอียนวะ”
“ตายแน่ ศพไม่สวยแน่ๆ เลยมึง ตอนกลับบ้านก็ระวังตัวไว้ด้วยนะ”
ดีแลนอ้าปากค้างกับเสียงหัวเราะคิกคักในขณะที่คนโดนโยนลูกบาสอัดยังทำหน้าเฉยอยู่ได้ คนที่จงใจโยนลูกบาสไปโดนคนผมแดงที่น่าจะชื่อเอียนวิ่งเหยาะๆ มาเอาลูกบาสกลับไปเล่นกับคู่ของตัวเองต่อ
รู้สึกตัวอีกทีดีแลนก็มาหยุดอยู่ข้างๆ กับเอียนซะแล้ว ชายหนุ่มตัวสูงกว่าแอรอนไปเล็กน้อยเขาจึงต้องเงยหน้าขึ้น กางมือออกทั้งสองข้างเป็นเชิงบอกให้เจ้าตัวโยนลูกบาสให้เขา เอียนขมวดคิ้วแต่ก็ยอมโยนลูกใส่มือของดีแลนลวกๆ
“คิดยังไงถึงลงมาเล่นในสนามเนี่ย นายเพิ่งบาดเจ็บมาไม่ใช่หรือไง”
“แค่โยนลูกนิดๆ หน่อยๆ ผมคิดว่าคงไม่เป็นไรหรอก”
“แล้วทำไมต้องกับฉัน”
“ก็ผมไม่มีคู่เหมือนกันนี่”
พวกเขาโยนลูกบาสไปกลับกันอยู่สามรอบก่อนที่เอียนจะทำลายความเงียบอีกรอบ
“เอียน ลิกเกตต์”
“หืม?”
“ชื่อฉัน”
“แอรอน วู” ดีแลนตอบ รับลูกที่เพิ่มความเร็วขึ้นมาไว้ในอ้อมแขนได้อย่างฉิวเฉียด “ยินดีที่ได้รู้จัก”
“เฮ่! พวกเรา แอรอนมันได้เป้าหมายใหม่แล้วโว้ย ระวังกางเกงของนายให้ดีนะเอียน!” ไอ้คนที่มาหาเรื่องเขาเมื่อเช้าตะโกนข้ามยิมมาอย่างคึกคะนอง คนรอบตัวก็หัวเราะครื้นเสียแบบนั้น
“ระวังปากหน่อยโทมัส!” นั่นเสียงเตือนจากอาจารย์ ดีแลนเงยหน้าขึ้นมองเอียนก่อนจะชวนคุยอย่างเป็นธรรมชาติ เขาหวังว่าความทรงจำของแอรอนที่ยังหลงเหลืออยู่ในตัวจะไม่ผิดพลาด
“แปลกดีเนอะ”
“ทำไม”
“ก็เราสองคนเพิ่งเคยคุยกันครั้งแรกทั้งที่อยู่โรงเรียนเดียวกันมาตั้งหลายปีนี่ ใช่ไหม?”
เอียนยักไหล่ “ฉันยังไม่เคยคุยกับคนอีกเกินครึ่งของโรงเรียน”
“อ่า”
“แล้วก็ยินดีต้อนรับเข้าสู่สมาคมของคนขี้แพ้” เอียนโยนลูกบอลให้เขาอีกรอบ “ถ้านายจะถอนตัวตอนนี้ก็ยังทันนะ”
ดีแลนนึกถึงเรื่องที่ตัวเองโดนล้อว่าเป็นเกย์ มันชัดเจนอยู่แล้วว่าแอรอนคงเป็น แค่เขายังไม่แน่ใจว่าเกิดอะไรขึ้นก็เท่านั้นเอง
“ฉันไม่ออกจากสมาคมนี้หรอก แต่นายแค่ต้องระวังก้นนายไว้ให้ดีๆ เท่านั้นเอง เอียน”
เอียนชะงักไปกับตลกหน้าตายของอีกฝ่ายก่อนจะหัวเราะลั่น
จริงๆ แล้วพอหมอนี่หัวเราะก็ดูดีไม่น้อยเลยเหมือนกันแท้ๆ