บทที่ 1

2577 Words
ดีแลนใช้เวลาพักรักษาตัวอยู่ในโรงพยาบาลเกือบสองเดือน ระหว่างนั้นเขาใช้เวลาส่วนใหญ่ไปกับการศึกษาข้อมูลของเด็กหนุ่มที่ชื่อแอรอน วู หรือคนที่เขาใช้ร่างของเจ้าตัวอยู่นั่นเอง แน่นอนว่านั่นหมายถึงการตัดเวลาที่เขานอนซมออกไปน่ะนะ รวมถึงช่วงเวลาที่เขาพยายามขับไล่เสียงประหลาดๆ ในหัวที่ดังแว่วมาให้ได้ยินอยู่เป็นครั้งคราวด้วย “คุณหมอครับ” เขาเคยตัดสินใจถามผู้เชี่ยวชาญเกี่ยวกับเรื่องนี้ “บางครั้งผมได้ยินเสียงแปลกๆ ในหัว เหมือนเขาพยายามจะพูดกับผม ผมผิดปกติอะไรรึเปล่าครับ” แพทย์หนุ่มคนนั้นเลิกคิ้วก่อนจะยิ้มแล้วอธิบายทฤษฎีให้ฟัง “ไม่ต้องห่วงนะครับคุณวู บางทีอาจเป็นเพราะคุณได้รับการพักผ่อนไม่เพียงพอ แล้วร่างกายก็ยังไม่ฟื้นตัวดี แถมยังเจอเหตุการณ์น่าสะเทือนใจมาอีก ก็อาจมีบ้างที่ได้ยินเสียงแว่วแปลกๆ แต่ไม่ต้องกังวลนะครับ อาการพวกนี้จะดีขึ้นตามลำดับ” เขาพยักหน้ารับรู้แต่ในใจรู้สึกเหมือนสิ่งที่หมอหนุ่มพูดช่างขัดกับสิ่งที่เขากำลังสัมผัสอยู่เหลือเกิน ก็คุณหมอบอกว่าถ้าเขาอาการดีขึ้น เสียงพวกนี้มันก็จะค่อยๆ หายไปไม่ใช่เหรอ แต่ทำไมเขายิ่งรู้สึกว่าร่างกายแข็งแรงขึ้นเท่าไร เสียงที่กระซิบอยู่ในหัวนี่ก็จะดังมากขึ้นเท่านั้นกันนะ และทันทีที่ชายหนุ่มคนนั้นจากไป เสียงที่เขาพูดถึงก็หัวเราะแผ่วเบาอยู่ในหัว ‘คิดจะถามเรื่องฉันจากหมอเชียวเหรอ อาการหนักไปรึเปล่า?’ ดีแลนทำเป็นไม่ได้ยินเสียงนั้น เขาค่อยๆ หย่อนตัวลงจากเตียงแล้วเดินไปที่โซฟาซึ่งมีกระเป๋าเป้ซึ่งออเดรย์ วู แม่ของแอรอนเอามาให้เมื่อสองสัปดาห์ก่อน ในนั้นมีของใช้หลายอย่างที่เป็นของเจ้าของร่างที่เขาใช้อยู่  พูดถึงออเดรย์ วูแล้ว นี่ก็อีกคนที่เขารู้สึกว่าแปลก เจ้าหล่อนพร่ำบอกว่าเป็นห่วงแล้วก็สงสารแอรอนเสียเหลือเกิน  แต่ทั้งที่เป็นแบบนั้นหล่อนก็ไม่ค่อยโผล่หน้ามาเยี่ยมลูกชายของตัวเองสักเท่าไรนัก ดีแลนไม่ได้เจ็บปวดหรือน้อยใจกับเรื่องนั้นเพราะออเดรย์ไม่ใช่แม่ของเขา แต่ลองคิดในมุมกลับ ถ้าเขายังเป็นดีแลนคนเดิม แล้วแม่ไม่ค่อยมาเยี่ยมตอนที่เขานอนป่วยอยู่ที่โรงพยาบาลละก็ เขาคงเสียใจไม่น้อยแน่ๆ ‘ดีแลน นายจะทำยังไงต่อ’ เสียงน่ารำคาญนั่นขัดความคิดของเขาอีกครั้ง ‘จะอยู่แบบนี้ตลอดไปงั้นเหรอ ฉันว่าหลังๆ มานี่นายสวมบทบาทเป็นแอรอนได้ดีเกินไปรึเปล่า’ แล้วจะให้เขาทำยังไงล่ะ… แน่นอนว่าช่วงแรกๆ ที่เขารับรู้ความจริงข้อนี้มันทำให้เขาสับสนแล้วก็งงงวยไปหมด เด็กหนุ่มสารภาพตามตรงว่ารู้สึกกลัวกับเหตุการณ์ที่ไม่สามารถอธิบายด้วยหลักวิทยาศาสตร์ได้แบบที่เขากำลังเผชิญ แต่เพราะความอ่อนเพลียทางร่างกายที่มีมากกว่า ทำให้เขาไม่ค่อยมีแรงหรือเวลาฟูมฟายเรื่องนั้นเท่าไร เขาแค่อยากกลับบ้าน… แต่พอคิดถึงเรื่องที่ว่าตอนนี้บ้านของเขาก็คือบ้านของแอรอนแล้ว ดีแลนก็ไม่ค่อยรู้สึกอยากไปอยู่เท่าไร หลังจากที่เขาสังเกตและเก็บรวบรวมข้อมูลของแอรอนมาได้พักใหญ่ ดีแลนก็ได้รู้ว่าแอรอนอาศัยอยู่ที่อะพาร์ตเมนต์ซึ่งอยู่ไม่ไกลจากโรงเรียนมัธยมปลายที่เจ้าตัวเรียนอยู่สักเท่าไร ส่วนบ้านจริงๆ ของเจ้าตัวก็คือบ้านของออเดรย์… แค่เห็นว่าผู้หญิงคนนั้นมาเยี่ยมลูกชายที่ถูกรถชนจนเกือบจะเอาชีวิตไม่รอดแค่สามครั้งตลอดระยะเวลาสองเดือนแล้ว… ดีแลนเดาว่าบ้านก็คงไม่ใช่สถานที่ที่อบอุ่นเช่นกัน ‘นายอยากกลับบ้านงั้นเหรอ’ เสียงยียวนนั้นแทรกเข้ามาอีกแล้ว ‘บ้านไหนล่ะ’ “บ้านของฉัน” เด็กหนุ่มพึมพำตอบอย่างเผลอตัว อีกหน่อยถ้าหมอวินิจฉัยว่าเขาเป็นบ้าด้วยก็คงไม่ใช่เรื่องน่าแปลกใจอะไรขนาดนั้น ‘กลับไปแล้วจะทำอะไรได้ อย่าลืมสิว่านายไม่ใช่ดีแลนแล้ว แค่รั้วประตูบ้านที่ต้องผ่านยามรักษาความปลอดภัยด้านหน้า คงยังฝ่าไปไม่ได้เลยด้วยซ้ำมั้ง’ นั่นเป็นความจริงที่ดีแลนไม่เถียง เขาจำได้ดีว่าบ้านหลังเดิมของตัวเองใหญ่โตโอ่อ่าและมีระบบรักษาความปลอดภัยเข้มงวดเพียงใด ‘แต่นายถามเองว่าฉันจะทำยังไงต่อไปไม่ใช่เหรอ?’ ดีแลนถามกลับเสียงในหัวด้วยความคิดของตัวเอง เขากำลังสันนิษฐานว่าตัวเองประสาทกลับไปแล้วที่คุยโต้ตอบกับเสียงในหัว แต่ก็นั่นแหละ ถ้าไม่มีใครรู้ว่าเขาประสาทกลับก็ไม่ใช่ปัญหาอะไรไม่ใช่เหรอ ‘ก็จริงนะ แต่บางทีตอนนี้อาจไม่ใช่เวลาที่เหมาะที่จะกลับไปก็ได้’ ‘ทำไม’ ‘ก็นายยังไม่ค่อยแข็งแรงไม่ใช่เหรอ เดินตรงๆ ยังทำไม่ได้เลยด้วยซ้ำ’ ‘หมอจะให้ฉันออกจากโรงพยาบาลวันมะรืนแล้ว’ ‘อ๋อเหรอ แล้วนายคิดว่าตัวเองจะกลับบ้านที่ไม่ใช่ของตัวเองได้ในสภาพแบบนี้เหรอ’ ดีแลนนิ่งคิดไปครู่ใหญ่ เขาเรียนรู้อะไรหลายๆ อย่างเกี่ยวกับแอรอนได้แล้ว และเขาก็เข้าใจชัดเจนว่าสังคมของแอรอนกับของเขาเองแตกต่างกันแบบที่หาจุดร่วมไม่เจอ แล้วอยู่ๆ เด็กหนุ่มก็นึกครึ้มอะไรบางอย่าง เขาเสิร์ชหาชื่อตัวเองผ่านอินเทอร์เน็ตที่ฝึกใช้จนคล่อง พาดหัวข่าวแรกๆ ที่เขาเจอหนีไม่พ้นเรื่องการยกยอปอปั้นถึงความโดดเด่นของเขา ‘ดีแลน ฮิกกินส์ อัจฉริยะทายาทตระกูลดัง เจ้าของเหรียญทองโอลิมปิกวิชาการสาขาวิชาคณิตศาสตร์และวิทยาศาสตร์’ ‘ผู้ชนะเลิศในการแข่งขันเปียโนระดับภูมิภาคตกเป็นของดีแลน ฮิกกินส์ที่เป็นตัวเต็งอย่างที่คาดการณ์ไว้!’ ‘บทสัมภาษณ์ของฮิกกินส์ ลูกชายคนเดียวของครอบครัวที่เป็นเจ้าแห่งด้านเภสัชศาสตร์’ และบลาๆๆๆ เขารู้อยู่แล้วว่าที่บ้านทำธุรกิจเกี่ยวกับการขายยา รู้ด้วยว่าธุรกิจที่ว่าใหญ่เป็นอันดับต้นๆ ของโลก บริษัทเอชโอฟาร์มาซีได้รับการก่อตั้งมาตั้งแต่สมัยทวดของแม่เขาหรืออาจจะยาวนานกว่านั้น ดีแลนไม่ค่อยได้ให้ความสนใจอะไรกับมันมากเพราะเขายังเป็นแค่เด็กชายที่ไม่สนใจเรื่องธุรกิจครอบครัว ดังนั้นไอ้ข่าวที่เขาเจออยู่นี่จึงไม่ใช่สิ่งที่น่าสนใจสำหรับเขา แต่พาดหัวข่าวที่เกี่ยวกับเขาในประเด็นต่อๆ มาต่างหากที่ควรให้ความสำคัญ ‘ข่าวใหญ่! ลูกชายของตระกูลดังถูกลักพาตัว’ ดีแลนคลิกเข้าไปอ่านแทบจะในทันที ได้ยินเสียงหัวใจของตัวเองเต้นรัวขึ้นด้วยความตื่นเต้นระคนหวาดหวั่น เขามัวแต่หาข้อมูลเกี่ยวกับแอรอนเพราะตั้งใจว่าจะใช้ชีวิตในร่างนี้ให้ราบรื่น แต่เขาลืมหาข้อมูลเกี่ยวกับตัวตนที่แท้จริงของตัวเองไปได้ ดีแลนเลื่อนหน้าจอมาจนถึงย่อหน้าที่สามแล้วต้องผ่อนลมหายใจลง เรื่องที่เขาโดนลักพาตัวเกิดขึ้นตอนที่เขาอายุประมาณเจ็ดขวบ และตัวเขาเองก็ยังจำเรื่องได้รางๆ  ดังนั้นแล้วเรื่องนี้จึงไม่ใช่สาเหตุที่เขาตาย ว่าแต่นี่ไม่มีข่าวที่ระบุเลยเหรอว่าเขาตายได้ยังไง แล้วเกิดอะไรขึ้นต่อจากนั้น ‘นายคิดว่าตัวเองตายเพราะโดนลักพาตัวเหรอ?’ เสียงในหัวพูดด้วยน้ำเสียงกลั้วหัวเราะอย่างน่าถีบ ‘เออ จะว่าไปก็ตลกดีนะ นายไม่รู้จริงๆ เหรอเนี่ยว่าตัวเองตายได้ยังไง’ “หนวกหูน่า” ดีแลนพึมพำ พยายามตั้งสมาธิอ่านสิ่งที่อยู่ในหน้าจอหัวข้ออื่นๆ แล้วเด็กหนุ่มก็ต้องนิ่งงันไป เมื่อเจอข่าวที่มีเนื้อหาเล่าว่าดีแลน ฮิกกินส์หนีออกจากบ้านเมื่อห้าปีก่อน หลังจากนั้นไม่ว่าเขาจะพยายามหาเรื่องเกี่ยวกับตัวเองอีกเท่าไร สิ่งสุดท้ายที่ทุกคนได้รับรู้คือเขาหนีออกจากบ้านและหายสาบสูญไปอย่างปริศนา แปลว่าทุกคนยังไม่รู้ว่าเขาตายแล้วสินะ…? แล้วแม่ของเขาล่ะ? เรเชลรู้รึเปล่าว่าเขาตายแล้ว? ‘มันไม่สำคัญหรอกน่า ดีแลน’ เสียงในหัวของเขาดังขึ้นมาอีกครั้ง คราวนี้มันแจ่มชัดขึ้นยิ่งกว่าเมื่อกี้ด้วยซ้ำ แถมเสียงที่สะท้อนอยู่ในนั้นก็ฟังดูคุ้นเคยอย่างน่าประหลาด ‘ยังไงซะนายก็ตายมาตั้งห้าปีแล้ว ไม่มีประโยชน์ที่จะคิดถึงมันหรอก’ “นาย…” ดีแลนพึมพำ “เสียงของนาย---” “คุณวูคะ” ดีแลนสะดุ้งเฮือกด้วยความตกใจ ก่อนจะหันไปตามเสียงเรียกของนางพยาบาลที่โผล่หน้าเข้ามาในห้อง  “ครับ?”  “โธ่ นี่นั่งเล่นคอมพิวเตอร์อีกแล้วเหรอคะ คุณหมอบอกให้นอนพักเยอะๆ ไม่ใช่เหรอ” หล่อนว่าขณะวางของว่างสำหรับผู้ป่วยลงบนโต๊ะ เป็นอันว่าดีแลนก็ต้องจบการสนทนากับอะไรในหัวแต่เพียงเท่านี้ เขาไม่อยากอยู่โรงพยาบาลนี้ต่อ เพื่อรักษาโรคคนบ้านี้หรอก… ดีแลนมาอยู่ที่อะพาร์ตเมนต์ของแอรอนในอีกไม่กี่วันต่อมา  ออเดรย์ใจดีพอที่จะขับรถมาส่งเขาแล้วจากไปในเวลาที่รวดเร็วพอๆ กับตอนที่มา ดีแลนทำเป็นไม่สนใจกับความห่างเหินของสองแม่ลูกคู่นี้ ที่เขารู้คือพ่อของแอรอนเองก็หย่ากับออเดรย์มานานแล้ว ความทรงจำของแอรอนยังคงตกค้างอยู่ในร่างกายนี้ ทำให้ดีแลนรับรู้เรื่องราวหลายอย่างเกี่ยวกับเจ้าของร่าง ส่วนความทรงจำของตัวเขาเอง… เหมือนยังเลือนๆ รางๆ อยู่บ้าง แจ่มชัดอยู่เป็นบางเรื่อง บางเรื่องก็เหมือนภาพเบลอๆ ที่ถึงแม้จะพยายามเพ่งมองก็มองไม่เห็น เสียงปีศาจที่อยู่ในหัวของเขาบอกว่าเขาเพิ่งฟื้นขึ้นมาหลังจากหลับไปตั้งห้าปี ซึ่งก็ต้องใช้เวลาพอสมควรเพื่อนึกถึงเรื่องราวต่างๆ ไม่ว่าจะยังไงก็ตาม ตอนนี้เขามาอยู่ในห้องพักเล็กๆ รกๆ ของแอรอนแล้ว และหลังจากนี้ไปอีกทั้งชีวิต เขาก็อาจจะต้องอยู่แบบนี้ไปตลอด เพราะงั้นคงจะดีกว่าถ้าเขารีบๆ ทำตัวให้ชิน ‘ว่าแต่นายเรียกฉันว่าปีศาจเหรอ’ เสียงในหัวนั้นดังขึ้นอย่างเริงร่า ‘เสียมารยาทชะมัด’ “แต่ดูนายจะชอบนี่” เขาว่าขณะสำรวจกาน้ำร้อนในห้องพัก ยังมีน้ำหลงเหลืออยู่ก้นกระติก คำถามคือมันอยู่แบบนี้มากี่เดือนแล้วเท่านั้นเอง ‘ฉันเฉยๆ นายอยากเรียกอะไรก็เรียกเลย’ “นายเป็นเพื่อนในจินตนาการของฉันรึเปล่า?” ดีแลนได้ยินเสียงไอ้ปีศาจนั่นหัวเราะ “ฉันเป็นทุกอย่างของนายได้ อยากให้ฉันเป็นอะไรก็ตามสบายเลย” คราวนี้เด็กหนุ่มขมวดคิ้วมุ่น เสียงที่เพิ่งได้ยินมันชัดเจนมากจริงๆ มากจนเหมือนมันหลุดออกมาจากหัวของเขาได้แล้ว “ฉันว่านายเหมาะที่จะเป็นปีศาจแล้วล่ะ” ดีแลนว่าพร้อมกับหันไปมองรอบตัว มือยังสาละวนอยู่กับการเทน้ำออกจากกระติกน้ำร้อน ตั้งใจว่าจะหาโกโก้ดื่มให้ผ่อนคลายลงกว่านี้สักนิด แล้วจึงจัดการเก็บห้องรกๆ นี้ให้เข้าที่ เสียงปีศาจโรคจิตที่ติดหนึบอยู่ในหัวเขาหัวเราะเสียงใสทีเดียว "ได้สิ ดีแลน ถ้านายอยากให้ฉันเป็นปีศาจนักล่ะก็ ฉันเป็นให้นายก็ได้" แล้วอยู่ๆ เด็กหนุ่มก็ชะงักการกระทำทั้งหมดของตัวเองลง อกข้างซ้ายชาวาบขึ้นมาอย่างไม่มีเหตุผล เขาก็คิดอยู่แล้วว่าเสียงที่ได้ยินตลอดสองเดือนที่ผ่านมานี้มันช่างคุ้นเคยอย่างแปลกประหลาด แล้วตอนนี้เขาก็ดันนึกออกว่าเสียงของหมอนี่เหมือนกับเสียงของใคร "ดีแลน..." ดีแลนในร่างของแอรอนพึมพำขึ้นมาอย่างไม่อยากจะเชื่อ ในที่สุดเขาก็รู้สึกตัวจนได้ เพราะตอนนี้เขาดันมาอยู่ในร่างของคนอื่นแถมยังโตกว่า ทำให้เด็กหนุ่มไม่ทันฉุกใจคิด "เสียงนี้มัน... เสียงของฉันเอง" "เสียงของนายเมื่อห้าปีก่อน" เสียงกระซิบดังขึ้นข้างหู พูดเพื่อตอกย้ำว่าสิ่งที่ดีแลนคิดนั้นถูกต้อง แล้วทันใดนั้นเบื้องหน้าเขาก็มีเด็กชายอายุสิบสามปีที่มีนัยน์ตาสีฟ้าคมกริบกับรอยยิ้มเย็นๆ ที่ทำให้เจ้าตัวดูโตเกินวัยปรากฏขึ้นมา ดีแลนกระชับที่จับบนกาน้ำร้อนแน่นขึ้น น้ำก๊อกที่เขาเปิดทิ้งไว้ยังกระทบลงมาไม่ขาดสาย "ในที่สุดก็รู้ตัวสักทีนะ ดีแลน" “ทำไม” เขามองเด็กชายที่นั่งไขว่ห้างอยู่บนเก้าอี้เดี่ยวที่สภาพค่อนข้างเก่า “นี่มันเรื่องอะไรกันแน่” “ทำไมงั้นเหรอ” เด็กชายตรงหน้าเขายกมือขึ้นสำรวจเล็บที่ถูกตัดอย่างประณีตของตัวเอง เสื้อผ้าของเจ้าตัวค่อนข้างล้าสมัยเมื่อเทียบกับสิ่งที่เด็กอายุไล่เลี่ยกันใส่ หากแค่มองด้วยตาเปล่าก็จะเห็นชัดเจนว่าเสื้อผ้าที่ใส่ล้วนเป็นของแบรนด์เนมมีราคา  “นายคือฉัน” เด็กชายเงยหน้าขึ้นมายกยิ้มให้ “นายเมื่อห้าปีก่อนต่างหากล่ะ” “นี่มันเรื่องบ้าอะไรกันแน่” ดีแลนในวัยเด็กไม่ตอบ หากเจ้าตัวหันหน้ามองไปรอบๆ สำรวจอะพาร์ตเมนต์ของแอรอนด้วยสายตาที่ไม่บ่งบอกอารมณ์ “นี่ฉันประสาทกลับไปแล้วจริงๆ ใช่ไหม หรือว่านายเป็นปีศาจจริงๆ” เด็กชายเจ้าของเรือนผมสีทองที่ถูกตัดแต่งอย่างดีจนเกินวัยเบือนหน้ากลับมามองคนถามด้วยสายตาว่างเปล่า มองเด็กหนุ่มในวัยสิบแปดปีที่อยู่ในชุดเสื้อยืดกางเกงยีนส์ที่ดูไม่ได้มีราคาค่างวดอะไรตั้งแต่หัวจรดเท้า แม้จะไม่มีร่องรอยของความเย้ยหยันในการมองนั้น แต่ดีแลนก็รู้สึกได้ว่าหน้าของตัวเองร้อนขึ้นด้วยความอับอาย แน่นอนว่าตอนที่เขายังมีชีวิตอยู่ในร่างของคุณหนูดีแลน ฮิกกินส์ผู้แสนร่ำรวย เขาไม่ได้นึกเหยียดหรือรังเกียจคนที่ยากจนหรือมีเงินน้อยกว่า แค่คิดว่ามันไม่ได้เกี่ยวอะไรกับตัวเองก็เท่านั้น แต่พอมาตอนนี้ที่เขาต้องมาอยู่ในสถานะทางสังคมที่ต่ำลงจากที่เคยอยู่มันก็ชวนให้รู้สึกแย่กับตัวเองเหมือนกัน ยิ่งเห็นใบหน้าของตัวเองยกยิ้มเย็นมาให้แบบนี้แล้วยิ่งทำให้ดีแลนรู้สึกขนลุก เด็กชายในวัยสิบสามขวบพูดต่อด้วยน้ำเสียงเรียบๆ "นายจะคิดว่าฉันเป็นปีศาจมันก็เป็นสิทธิ์ของนาย ดีแลน แต่ถ้านายถามฉันล่ะก็ ฉันว่าการที่คนที่ตายไปแล้วเมื่อห้าปีก่อนอย่างนายมายืนอยู่ตรงนี้ ถ้าลองคิดดูดีๆ คนที่เหมือนปีศาจน่าจะเป็นนายมากกว่านะ"
Free reading for new users
Scan code to download app
Facebookexpand_more
  • author-avatar
    Writer
  • chap_listContents
  • likeADD