กว่าทั้งสี่หนุ่มจะสักลายรูปปีกที่หลังเสร็จก็เกือบเช้า เมื่อเสร็จสี่หนุ่มเดินลงจากห้องพักของโรงแรมที่รู้สึกไม่ต่างกับห้องทรมานเพื่อแยกย้าย
“เป็นยังไงล่ะ อยากหาเรื่องดีนัก ฉันละสมน้ำหน้าแกจริงๆ” อติรุจรีบเยาะเย้ยเมื่อเห็นกรกฤตใช้มือกุมหลังร้องโอดโอยขณะเดินออกจากโรงแรมเอราวัณ แต่หนุ่มผิวเข้มยังไม่หนำใจจึงเดินเข้าไปตบหลังกรกฤตอีกหนึ่งทีเป็นของแถม “แทนคำขอบใจที่หาเรื่องเจ็บตัวมาให้ฉัน” อติรุจยักคิ้วให้เมื่อกรกฤตหันมองหน้า
“ฝากไว้ก่อน” กรกฤตเจ็บแปลบไปทั้งหลังแต่ก็โทษใครไม่ได้ เพราะเขาหาเรื่องใส่ตัวอย่างที่อติรุจว่าจริงๆ
ไม่ทันที่กรกฤตจะตั้งตัว คชินทร์ก็ตบเข้าที่หลังของกรกฤตเต็มแรงอีกคน “ฉันก็ต้องขอบใจแกเหมือนกัน” คชินทร์ยักคิ้วให้กรกฤตเลียนแบบอติรุจ
“หยุดเลยนะวิน คนอื่นไม่เท่าไหร่ แต่ขืนนายตีหลังฉันด้วยอีกคน หลังฉันคงบวมจนนอนไม่ได้แน่ๆ” กรกฤตชี้นิ้วใส่หน้าของตะวันพร้อมร้องห้าม เมื่อเห็นว่ากำลังเดินตรงเข้ามาหาตนเองอย่างรู้ทัน
ตะวันยิ้มขำ ก่อนจะเปลี่ยนใจเดินนำกลุ่มเพื่อนออกไปหน้าโรงแรมเพื่อกลับที่พัก แต่พอเห็นผู้คนจำนวนมากที่บริเวณศาลพระพรหมก็หยุดมองด้วยความสนใจ
“วินเชื่อเรื่องความศักดิ์สิทธิ์ของพระพรหมที่นี่ด้วยหรือไง” อติรุจถามตะวันที่ยืนนิ่งมองศาลพระพรหมอยู่
“ไม่ได้เชื่อเท่าไหร่ แต่ขนาดฟ้ายังไม่สว่างคนกลับมากันเต็มไปหมด แสดงว่าศาลพระพรหมที่นี่คงศักดิ์สิทธิ์อย่างที่เขาว่าจริงๆ พวกเราลองไปขอพรดูบ้างดีหรือเปล่า” ตะวันหันมาถามสามหนุ่มตาเป็นประกาย
“ฉันไม่เอาด้วยหรอก จะรีบกลับไปนอน หลังระบมไปหมดแบบนี้ไม่มีกะจิตกะใจจะทำอะไรเลย คืนนี้ไข้จะขึ้นหรือเปล่าก็ไม่รู้” กรกฤตส่ายหน้าเป็นคนแรก
“ไม่ละวิน ฉันเลิกเชื่อสิ่งศักดิ์สิทธิ์ตั้งแต่วันที่พ่อฉันตาย วันนั้นฉันขอสิ่งศักดิ์สิทธิ์ให้พ่อรอด แต่ฉันก็ไม่ได้รับ” พูดจบอติรุจปลีกตัวจากกลุ่มเพื่อนโดยไม่ได้ล่ำลา แต่ทั้งสามหนุ่มเข้าใจ เวลาที่อติรุจนึกถึงพ่อที่จากไปทีไร เขามักจะแยกตัวไปอยู่คนเดียวทุกครั้ง
“ถ้าอย่างนั้นเราไปเป็นเพื่อนวินเอง ปล่อยไอ้กฤตกับรุจไปเถอะ เดี๋ยวเราขอเผื่อสองคนนั้นด้วยก็ได้”
คชินทร์เดินนำหน้าตะวันไปที่แผงขายเครื่องไหว้อย่างชำนาญ เพราะหลังจากที่เขาไม่สามารถร้องเพลงได้ หนุ่มเซอร์มาขอพรที่ศาลพระพรหมเพื่อให้กลับมาร้องเพลงได้เหมือนเดิมอยู่หลายครั้ง แต่นี่จะเป็นครั้งแรกที่เขาขอเนื้อคู่ให้กับเพื่อน และไหนจะขอให้เพื่อนแล้ว ก็คิดจะลองขอให้ตัวเองด้วยสักคน
อติรุจเดินมาถึงรถ จังหวะที่จะเปิดประตู เขาหันกลับไปมองศาลพระพรหมด้วยแววตาเศร้าๆ นายธนาคารหนุ่มนึกย้อนกลับไปในวันที่พ่อเสีย วันนั้นเขาขับรถผ่านศาลพระพรหมแห่งนี้ เขาขอให้พ่อไม่เป็นอะไร แต่สุดท้ายพ่อก็จากไปก่อนที่เขาจะได้ดูใจด้วยซ้ำ
“อุ้บ!”
อยู่ๆ อติรุจก็เซถลาไปชนประตูรถตัวเองอย่างไม่ทันตั้งตัว เมื่อตั้งหลักได้ก็หันกลับมามองคนที่เป็นต้นเหตุ
“ขอโทษค่ะ”
เจ้าของเสียงตั้งใจจะเดินเข้าไปดูคนที่ถูกตนเองชนจนกระเด็นไปไกล แต่ก็ถูกน้องสาวอีกสองคนฉุดไปเสียก่อน
“อย่าดึงสิ หนึ่งกับสองจะพาพี่ไปไหน บอกดีๆ ก็ได้ เดี๋ยวพี่เดินเอง ไม่อยากไปชนใครเขาเข้าอีก” ปิ่นเนตรบอกน้องสาวที่กำลังลากเธอเดินเหมือนจูงอะไรสักอย่าง
“สองจะพาพี่ปิ่นมาขอเนื้อคู่ ดูสิจะยี่สิบหกแล้ว แต่ยังไม่มีใครมาจีบเลยสักคน จะว่าหน้าตาขี้ริ้วขี้เหร่ก็ไม่ใช่ สวยยิ่งกว่าดาราเสียอีกแต่ไม่มีคนมาจีบมันน่าแปลก สองว่าแบบนี้ต้องเอาสิ่งมงคลเข้าช่วย” น้องสาวคนที่สามพูดพร้อมออกแรงฉุดเพิ่มมากขึ้นเมื่อเห็นพี่สาวไม่ยอมเดิน
“พอ พอ ไม่ต้องฉุดแล้ว ไม่ใช่ว่าไม่มีคนมาจีบ แต่เพราะพี่ไม่อยากมีแฟนเองต่างหาก ขอเนื้อคงเนื้อคู่อะไร พี่ไม่เอาด้วยหรอก พี่จะกลับบ้าน” ปิ่นเนตรถอนหายใจ ไม่ใช่ว่าเธอไม่อยากมีใคร แต่เป็นห่วงน้องสาวอีกสามคนต่างหาก กลัวว่าหากตัวเองมีแฟนจะทำให้ดูแลน้องๆ ได้ไม่เต็มที่
“ถ้าอย่างนั้นพี่ปิ่นรอสองอยู่ตรงนี้นะ เดี๋ยวสองกับพี่หนึ่งจะไปขอเนื้อคู่ให้พี่ปิ่นเอง”
“ไม่ต้องมาขอให้พี่หรอก ไปขอให้ยายส้มเถอะ ห้าวๆ ทโมนๆ แบบนั้น พี่ว่าน่าจะหาคู่ยาก ของพี่น่ะมีให้เลือกเยอะ” ปิ่นเนตรคุยอวด แต่เธอก็ไม่ได้คุยเกินจริง เพราะวันๆ มีหนุ่มมากมายมาจีบจนทำเอาเห็นเป็นเรื่องน่าเบื่อไปเลย
“งั้นหนึ่งขอให้พี่ปิ่นกับส้มพร้อมกันเลยดีกว่า พี่ปิ่นรออยู่ตรงนี้นะ ห้ามหนีกลับไปก่อนเด็ดขาด” พูดจบหนึ่งก็พาน้องสาวเดินไปยังร้านขายเครื่องไหว้ สองสาวซื้อของไหว้สี่ชุด เพราะคิดว่าจะขอเนื้อคู่ให้ตัวเองด้วยเหมือนกัน
ปิ่นเนตรพี่สาวคนโตยืนมองน้องสาวสองคนหน้ามุ่ย ในขณะที่อติรุจยืนกอดอกมองสามสาวคุยกันอย่างไม่ค่อยสบอารมณ์เท่าไหร่ที่เดินมาชนเขาแท้ๆ แต่กลับไม่คิดจะมาดูดำดูดีแม้แต่นิดเดียว
“อะไรของบรรดาพี่ๆ เราก็ไม่รู้ คนอดหลับอดนอนมาทั้งคืนเพราะเข้าเวรที่กรม ยังตามให้มาขอเนื้อคงเนื้อคู่ พวกผู้ชายไม่เห็นจะน่าสนใจตรงไหน มีแต่เจ้าชู้แล้วก็อ่อนแอทั้งนั้น” อาทิตยาที่เพิ่งจะรับตำแหน่งร้อยตำรวจตรีหญิงบ่นอุบอิบขณะชะเง้อคอมองหาพี่สาว
ผู้หมวดสาวรู้สึกหงุดหงิดที่ถูกบรรดาพี่สาวทั้งสามตามให้มาขอเนื้อคู่ที่ศาลพระพรหม ซึ่งอยู่ไม่ไกลกับกองปราบที่ตัวเองทำงานอยู่มากนัก “ถ้าคนในหน่วยรู้เขามีหวังได้ถูกล้อไม่เลิกแน่ๆ” เธอบ่นอุบอิบ แต่เมื่อเห็นปิ่นเนตรคุมเชิงอยู่ด้านนอกก็หัวเราะชอบใจเพราะเดาเอาไว้ว่าพี่สาวคนโตคงไม่บ้าจี้ตามพี่สาวอีกสองคน และก็เป็นอย่างที่คาดเดา ก่อนจะเดินเข้าไปหาดลยา และดารณี ที่กำลังเตรียมตัวอยู่ที่หน้าศาล
“ไหนว่าจะไม่มา” ดลยา พี่สาวคนรองถามเมื่อเห็นน้องสาวคนเล็กวางเครื่องไหว้ลงข้างๆ
“ถ้าไม่มาพี่หนึ่งกับสองก็คงบ่นส้มไม่เลิก และอีกอย่างส้มก็อยากรู้ว่าคนอย่างส้มขอเนื้อคู่แล้วจะได้เหมือนคนอื่นเขาหรือเปล่า ถ้าขนาดส้มยังได้ พี่ปิ่นก็ไม่น่าจะรอด” อาทิตยาพูดห้าวๆ ตามสไตล์ตัวเอง
“เพี๊ยะ”
ดลยาตีที่แขนน้องสาวคนเล็ก “พูดจาให้มันดีดีหน่อย โผงผางแบบนี้แล้วเมื่อไหร่จะมีคนมาจีบ ส้มก็รู้ถ้าพวกเราสามคนไม่มีคนดูแลที่ดีพอ อย่าหวังว่าพี่ปิ่นจะมีความสุข เราสามคนต้องหาแฟนดีๆ ให้ได้เร็วๆ พี่ปิ่นจะได้มีความสุขเหมือนคนอื่นเขาบ้าง”
น้องคนเล็กหน้าเศร้าทันที ไม่เพียงแต่อาทิตยาเท่านั้นที่สลด แต่ดารณีรวมถึงดลยาที่เป็นคนพูดเองยังพลอยเศร้าไปด้วย เพราะรู้สึกไม่ดีที่เป็นภาระให้กับพี่สาวคนโตมาโดยตลอด
“ข้าแต่พรหมผู้ทรงฤทธิ์ ช่วยดลให้คนที่ลูกช้างรักมากที่สุดทั้งสามคน พบเนื้อคู่ในเร็ววันด้วยเถิด”
คนแปดคน กล่าวขอพรประโยคเดียวกันออกมาอย่างพร้อมเพรียง ปิ่นเนตรหันมองอติรุจที่ยืนอยู่ด้านหลังอย่างสงสัยว่าทำไมถึงได้พูดเหมือนตัวเองได้ อติรุจก็เช่นกันที่มองหญิงสาวไม่วางตาอย่างแปลกใจ
“คงเป็นเรื่องบังเอิญ” อติรุจบ่นกับตัวเองทั้งๆ ที่ประทับใจกับผู้หญิงที่กำลังสบตาอยู่ด้วยอย่างบอกไม่ถูก แต่อยู่ๆ ก็เหมือนมีแสงสว่างเรืองออกมาจากร่างของหญิงสาวที่อยู่ตรงหน้า
อติรุจผงะพร้อมกับหลับตาแล้วสะบัดหน้าไปมาก่อนจะลืมตาขึ้นอีกครั้ง แล้วมองจ้องกลับไปที่เดิมก็ไม่เห็นแสงอย่างเมื่อครู่แล้ว “ตาฝาดแต่เช้า” เขาพูดกับตัวเองเบาๆ ก่อนจะเดินไปเปิดประตูรถแล้วขับออกไป
ปิ่นเนตรมองตามจนรถเบนซ์สปอร์ตคันหรูขับไปถึงถนนใหญ่ที่มีการจราจรคับคั่ง “ตาฝาดหรือไงเรา อยู่ๆ ก็เห็นออร่าออกจากตัวผู้ชาย” เธอพูดอย่างอึ้งๆ ก่อนจะกระตุกมุมปากใส่ด้วยความหมั่นไส้ที่ถูกอีกฝ่ายเชิดใส่ทั้งที่ส่งยิ้มให้ไปก่อน “เก๊กได้ซะขนาดนั้น คงคิดว่าตัวเองหล่อตายละ”
ดลยาที่นั่งอยู่ตรงกลางของสามสาวได้ยินเสียงอธิษฐานเหมือนตัวเองมาจากด้านหลังก็แปลกใจ หญิงสาวหันหลังมองเจ้าของเสียง ทำให้สบตากับกรกฤตเข้าอย่างจังเพราะนักเขียนใหญ่ก็กำลังจ้องมองหญิงสาวด้วยความแปลกใจอยู่พอดี เธอยิ้มให้เขาอย่างเขินๆ แล้วรีบหันหน้ากลับอย่างเร็ว
ขณะที่กรกฤตถึงกับตกอยู่ในภวังค์ไปชั่ววูบเมื่อสบตาเข้ากับดวงตาโตๆ และใบหน้าที่หวานแบบสาวไทยโบราณของหญิงสาวที่สบตาเมื่อครู่ “แรกพบสบพักตร์ ความรักก็สลักจิตพี่เสียแล้วนงคราญ” กรกฤตเอื้อนร้อยกรองตามประสานักเขียนใหญ่ คิดในใจว่าผู้หญิงอะไรจะหน้าตาหวานหยดย้อยได้ขนาดนี้ เมื่อได้กลิ่นหอมจางๆ จากเส้นผมที่ดำขลับยาวสลวยถึงกลางหลัง ก็ยิ่งทำให้เคลิ้มมากขึ้นไปอีก
แต่ในขณะที่กำลังมองอย่างพินิจพิเคราะห์ กรกฤตถึงกับผงะเมื่ออยู่ๆ สาวสวยตรงหน้าและที่นั่งอยู่ข้างๆ อีกสองคนมีแสงสว่างวาบออกจากร่าง เขาลุกขึ้นยืนแล้วรีบจ้ำไปที่รถอย่างเร็ว “ฮึ่ย! เจอผีแต่เช้าเลยกู ต้องรีบทำสังฆทานแล้วเรา” แม้จะเป็นคนที่ห่วงภาพพจน์ตัวเองมาแต่ไหนแต่ไร แต่กับเรื่องผีสางนักเขียนหนุ่มไม่ถูกโรคด้วยอย่างแรง
แม้จะเพียงแค่ชั่วกะพริบตา แต่ดลยาประทับใจใบหน้าของชายหนุ่มที่สวยหวานเหมือนผู้หญิงเหลือเกิน เธอพยายามรวบรวมความกล้าหันกลับไปมองอีกครั้ง แต่ก็เห็นแค่เพียงแผ่นหลังที่กำลังเดินห่างออกไปอย่างรวดเร็ว “หรือว่านั่นจะเป็นเนื้อคู่ของเรา” หญิงสาวอุทานเบาๆ เมื่อเห็นแสงสว่างเรืองๆ ออกมาจากร่างของผู้ชายคนนั้น
หลังจากกล่าวคำอธิษฐานจบ ดารณีรู้สึกแปลกใจมากที่ได้ยินคำอธิษฐานที่เหมือนกับคำอธิษฐานของตัวเองไม่ผิดแม้สักตัวอักษรมาจากอีกฟากของศาลพระพรหม แต่ที่แปลกใจไปยิ่งกว่าก็คือเสียงที่ได้ยินเป็นเสียงที่คุ้นเคยเหลือเกิน
เธอพยายามรวบรวมความกล้าเอียงตัวออกไปมอง “ว้าย พี่คชินทร์จริงๆ ด้วย” ร่างของดารณีแข็งทื่อเป็นรูปปั้นไปทันทีเมื่อสบตาเข้ากับนักร้องคนโปรด “หล่อจริงๆ หล่อจนถึงกับเห็นออร่าออกจากตัวพี่เขาเลย แล้วที่นั่งอยู่ข้างๆ นั่นเพื่อนดาราหรือเปล่า หล่อจนออร่าจับเหมือนกันเชียว” หญิงสาวบ่นพึมพำ
คชินทร์มองหญิงสาวตรงหน้าอย่างแปลกใจรวมถึงที่นั่งอยู่ข้างๆ อีกสองคน เขากำลังสับสนกับสิ่งที่เห็น เช่นเดียวกับตะวันที่กำลังจ้องหญิงสาวมาดทอมบอยไม่วางตา สองหนุ่มหันมาสบตากันเป็นเชิงถามว่าเห็นเหมือนกันหรือเปล่า ทำไมผู้หญิงสามคนตรงหน้าถึงได้มีแสงสว่างออกมาจากร่างได้
“วิน ไอ้ชิน เจอพวกแกจนได้ พวกแกนอนโรงแรมแถวนี้ใช่หรือเปล่า เร็วๆ เลย ฉันจะไปนอนด้วย” กรกฤตไม่พูดเฉยๆ แต่ดึงคอเสื้อด้านหลังของสองหนุ่มที่นั่งอยู่ให้รีบลุก “ไปเร็วๆ ฉันเจอผี ถ้าจะเหี้ยนมากเลยนะโว้ย ขนาดโผล่กลางศาลพระพรหมได้เลย”
“นี่มันเช้าแล้วนะไอ้กฤต ป่านนี้จะมีผีเผอที่ไหน แกนี้กลัวผีจนขึ้นสมองไม่หาย” แม้จะพยายามฝืนตัวเพราะสนใจสิ่งที่อยู่ตรงหน้ามากกว่าเรื่องไร้สาระของกรกฤต แต่ก็ฝืนแรงไม่ไหว สุดท้ายคชินทร์ก็ถูกลากออกไปจนได้
“เดี๋ยวสิ รอวินด้วย”
ตะวันยิ้มให้หญิงสาวมาดทอมบอยก่อนจะรีบลุกตามเพื่อนไป เพราะกลัวกรกฤตลากคชินทร์หายไปเสียก่อน แม้จะอยากทำความรู้จักกับสาวตรงหน้าเพราะประทับใจเรือนหน้าที่สวย และมีเอกลักษณ์ทั้งที่ไม่ได้แต้มแต่งเครื่องสำอาง แต่ก็ห่วงเพื่อนมากกว่า และเพราะคิดว่าหากเป็นปาฏิหาริย์ของพระพรหมแล้วละก็ เขาต้องได้เจอกับผู้หญิงคนนี้อีกครั้งแน่นอน
“อะไรของไอ้บ้านั่น อยู่ๆ ก็มายิ้มให้ แต่ไม่น่าเชื่อจริงๆ เดี๋ยวนี้กะเทยไทยผิวผ่องจนถึงกับมีออร่าพวยพุ่งออกมาจากตัวแล้วหรือเนี่ย ทำเอาผู้หญิงแท้ๆ อย่างเราอายไปเลย ว่าแต่จะสวิงกิ้งกันแต่เช้าเลยเนี่ยนะ ฮืย! ขนลุก” อาทิตยาบ่นอุบอิบ อยู่คนเดียว ดารณีก็เช่นกันที่บ่นเสียดายเพราะขอถ่ายรูปกับนักร้องขวัญใจไม่ทัน