วันแรกของการฝึก

1465 Words
วันแรกของการฝึก แสงอาทิตย์ยามเช้าสาดลงมาบนลานกว้างของค่ายทหาร เสียงนกยามรุ่งอรุณแว่วอยู่ไกล ๆ คล้ายจะกลบเสียงฝีเท้านักเรียนใหม่กว่าร้อยชีวิตที่กำลังถูกต้อนเข้าสู่สนามฝึก เสียงรองเท้าคอมแบตกระทบพื้นดินดังเป็นจังหวะ ก่อให้เกิดบรรยากาศตึงเครียดตั้งแต่ก้าวแรก สนามฝึกกว้างใหญ่ปกคลุมด้วยธงชาติที่โบกสะบัดเหนือเสาเหล็กสูง ต้นไม้ใหญ่ที่ปลายสนามทอดเงายาวลงมาคล้ายจะจับจ้องความเคลื่อนไหวของเหล่าหนุ่มสาวที่ยังไม่รู้เลยว่า วันเวลาต่อจากนี้ชีวิตของพวกเขาจะเปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง “เข้าแถวให้ตรง! ไอ้ทางซ้ายเลื่อนเข้ามาอีกหนึ่งก้าว!” เสียงนายสิบที่ทำหน้าที่ควบคุมแถวตะโกนก้องจนเด็กหนุ่มหลายคนสะดุ้งโหยง บางคนหันไปยักคิ้วให้เพื่อน บางคนกัดริมฝีปากแน่นเพื่อซ่อนความประหม่า ในหมู่พวกเขา มีทั้งเด็กที่มาจากครอบครัวชาวนา เด็กจากเมืองกรุง ไปจนถึงลูกหลานนักการเมือง ทุกคนถูกดึงเข้าสู่สนามเดียวกันด้วย “ระเบียบวินัย” ที่เหนือกว่าความแตกต่างใด ๆ อากาศเช้าตรู่ยังไม่ทันหายใจเต็มปอด เสียงนกหวีดสั้นแหลมก็ดังขึ้น — ปี๊ดดด! ทั้งสนามเงียบกริบในชั่วพริบตา ฝีเท้าที่หนักแน่นก้าวลงมาจากบันไดคอนกรีต ร่างสูงสง่าในชุดเครื่องแบบทหารเต็มยศปรากฏแก่สายตาทุกคน เขาก้าวเดินตรงมาอย่างมั่นคงแต่กดดัน แววตาคมกริบดุจเหยี่ยวกวาดไปตามแถวด้วยสายตาที่ไม่ยอมปล่อยให้ใครได้หายใจโล่ง ร้อยโทภูมินทร์ ชายหนุ่มวัยสามสิบปลาย ๆ ผู้มีชื่อเสียงทั้งในด้านความเข้มงวดและความเย็นชา ก้าวมาหยุดตรงหน้ากลางสนาม ดวงตาคมของเขาไล่ไปตามแถวราวกับอ่านใจของนักเรียนใหม่ทุกคน “ตั้งแต่วินาทีนี้ไป” เสียงเข้มกังวานชัดเจนจนคนหลังสุดยังได้ยิน “พวกคุณไม่ใช่ลูกใคร ไม่ใช่เด็กที่บ้าน… แต่เป็น ทหารใหม่ ของกองทัพไทย” เสียงดังนั้นก้องกังวานในสนาม เสียงลมหายใจถี่ของเด็กหนุ่มหลายคนแทบจะดังพอ ๆ กับเสียงหัวใจที่เต้นรัว ภูมินทร์กวาดตามองก่อนกระแทกเสียงต่อ “ที่นี่…ไม่มีคำว่า ‘เหนื่อย’ ไม่มีคำว่า ‘ทำไม่ได้’ มีแต่ ทำได้ หรือ ตาย!” แถวหน้าสุดเด็กหนุ่มคนหนึ่งสะดุ้งจนเพื่อนข้าง ๆ เหลือบตาไปมอง แต่ยังไม่ทันได้ยิ้มออกมาก็โดนเสียงคำรามฟาดใส่ “ไอ้แถวหน้า! ยิ้มอะไรนักหนา คิดว่ามาเข้าค่ายลูกเสือหรือไง” เด็กหนุ่มคนนั้นหน้าถอดสีทันที ก่อนรีบตะเบ๊ะจนแขนเกือบสั่น ภูมินทร์ก้าวช้า ๆ มาที่แถวกลาง มองนักเรียนคนหนึ่งที่ยืนหลังค่อม มือซุกกระเป๋ากางเกงแววตานิ่งสนิทของเขาเรียกเหงื่อแตกพลั่กในเสี้ยววินาที “เก็บมือออกมา ยืดอก หรืออยากให้ฉันหักแขนแกตรงนี้” เสียงตะโกนสะท้านไปทั่วสนาม ทุกคนรีบยืดตัวตรงราวกับสายฟ้าแลบ การตรวจแถวดำเนินไปด้วยความกดดัน หลายคนเผลอเหลือบมองเพื่อนข้าง ๆ แต่ก็โดนจับได้ทันควัน เสียงดุด่าหนักหน่วงราวกับฟ้าผ่าไม่มีหยุด และแล้วเสียงคำสั่งแรกของวันก็ดังขึ้น “สิบรอบรอบสนาม...วิ่ง” เสียงโวยวายในใจกระจายเต็มแถว แต่ไม่มีใครกล้าเปล่งออกมา พวกเขาพุ่งออกวิ่งไปตามสนาม ฝุ่นคลุ้งขึ้นตามแรงฝีเท้ารอบแรกยังพอมีแรง หลายคนพยายามวิ่งอย่างฮึกเหิม แต่เพียงถึงรอบที่สาม เสียงหอบหายใจก็ดังระงม ภูมินทร์เดินประกบข้าง ๆ อย่างสงบ แต่คำสั่งของเขาเฉียบคม “เร็วขึ้น! ใครช้าคือคนตายบนสนามรบ จำไว้!” เด็กหนุ่มคนหนึ่งสะดุดหกล้มลงกับพื้นดิน เพื่อนที่วิ่งข้าง ๆ จะหยุดช่วย แต่เสียงคำรามก็ดังแทรกขึ้น “อย่าแตะมัน! ถ้ามันจะเป็นทหารจริงมันต้องลุกเอง” แววตาของภูมินทร์แข็งกร้าวราวกับเหล็ก เพื่อนที่คิดจะช่วยหยุดชะงักหันกลับไปวิ่งต่อ เด็กหนุ่มที่ล้มกัดฟันแน่นก่อนจะยันตัวลุกขึ้นอย่างยากลำบากแล้วออกวิ่งต่อทั้งน้ำตา สิบรอบผ่านไปแต่ละคนหอบแฮก ร่างกายนอนแน่นิ่งกับพื้นเหมือนร่างไร้วิญญาณ ภูมินทร์ยืนกอดอกมองดูผลงานของตัวเอง ริมฝีปากกระตุกขึ้นนิดเดียวไม่ใช่รอยยิ้มแต่คือความพอใจที่ได้เห็นพวกเขายังไม่ยอมแพ้ “จำเอาไว้…” เสียงเข้มดังขึ้นอีกครั้ง “นี่แค่ ทักทายวันแรก… จากพรุ่งนี้ไป มันจะโหดกว่านี้อีกสิบเท่า!” ลานฝึกเงียบสนิท ทุกคนมองหน้ากันด้วยสายตาที่เริ่มเข้าใจว่า ชีวิตในค่ายนี้จะไม่มีวันเหมือนเดิมอีกต่อไป เสียงนกหวีดดังแหลมก้องสนามอีกครั้ง “เร็วเข้า! เร็ว!! นี่พวกคุณมาเพื่อเป็นทหารไม่ใช่มาเดินเล่นตลาดนัด เข้าแถวให้ตรงเส้นมันไม่ใช่เส้นงูเลื้อย” เสียงตะโกนกังวานของร้อยโทภูมินทร์ทำให้ทุกคนสะดุ้งเฮือก เด็กหนุ่มบางคนที่ยังหัวเราะคุยกันอยู่เมื่อครู่ถึงกับหุบยิ้มในทันที รีบก้าวเท้าเข้าประจำตำแหน่ง บางคนยังกะพริบตาถี่เหมือนเพิ่งตื่นจากฝันร้าย เสียงรองเท้าบู๊ทกระแทกพื้นดังก้องระงมจนสนามฝึกสั่นสะเทือน ภูมินทร์กวาดตามองเหล่านักเรียนใหม่กว่าร้อยชีวิต สายตาคมกริบเฉียบเหมือนดาบ เขายืนนิ่งอยู่ตรงกลางด้วยท่าทางทรงพลัง แค่การสบตาสั้น ๆ ก็ทำให้คนตรงหน้านั่งไม่ติดแล้ว “ฟังให้ดี! ตั้งแต่วันนี้พวกคุณไม่ใช่ลูกใคร ไม่ใช่คนของบ้านไหน ไม่ใช่เศรษฐี ไม่ใช่ชาวนา ที่นี่…ทุกคนมีค่าเท่ากัน หนึ่งชีวิตหนึ่งหน้าที่” เสียงของเขาดังก้องจนแม้แต่ทหารเวรที่อยู่ด้านนอกสนามยังแอบหันมามอง เด็กหนุ่มคนหนึ่งซึ่งดูเหมือนจะเป็นคนต่างจังหวัดตัวเล็ก ๆ สูดหายใจแรง ขยับปากเหมือนอยากตอบโต้ แต่เมื่อเห็นแววตาของภูมินทร์เขาก็เม้มปากแน่นกลืนคำพูดทั้งหมดลงคอทันที ภูมินทร์เดินผ่านหน้าแถวอย่างเชื่องช้า รองเท้าบู๊ททหารกระทบพื้นดังก้องไปทุกย่างก้าว เขาใช้สายตาคมเหมือนกำลังคัดกรองวัดใจคนตรงหน้าไปทีละคน ๆ บรรยากาศรอบตัวเงียบกริบจนได้ยินเพียงเสียงลมพัดและเสียงหัวใจเต้นระรัวของเหล่านักเรียน “ผม…ร้อยโทภูมินทร์ ตั้งแต่วันนี้จนกว่าการฝึกจะสิ้นสุด ผมคือพ่อแม่ของพวกคุณ ผมคือกฎหมาย และผมคือทุกสิ่งทุกอย่างในค่ายนี้” น้ำเสียงเข้มชัดเจนเหมือนฟ้าผ่ากลางวัน นักเรียนทหารหลายคนยืดหลังตรงโดยไม่รู้ตัว บางคนถึงกับกลืนน้ำลายเอื๊อก แล้วทันใดนั้นเอง ภูมินทร์หยุดยืนตรงหน้าชายหนุ่มร่างสูงที่ทำท่าจะเหลียวหลังไปข้าง ๆ เพราะไม่เข้าใจคำสั่งเต็มที่ เสี้ยววินาทีนั้น เสียงแหวกอากาศดังสนั่น “หมอบ!!” เสียงคำสั่งเพียงคำเดียวเหมือนสายฟ้าฟาด เด็กหนุ่มคนนั้นแทบตกใจจนตัวแข็ง แต่ก็ย่อตัวลงตามสัญชาตญาณ ทันใดนั้นไม้เรียวปลายโค้งที่ภูมินทร์ถืออยู่ก็ฟาดฟาดเฉียดเหนือหัวอย่างจังจนเกิดเสียงหวือแสบแก้วหู “นี่แค่การทดสอบ! ถ้าในสนามรบจริง ๆ ป่านนี้กระสุนก็เจาะกะโหลกคุณไปแล้ว เข้าใจไหม” “ค-เข้าใจครับ!” เสียงสั่นตอบออกมาแทบไม่เป็นคำ บรรยากาศทั้งสนามหนักอึ้งขึ้นทันที ไม่มีใครกล้าแม้แต่จะหายใจแรงอีกต่อไป ภูมินทร์ถอนหายใจเบา ๆ ก่อนวางไม้เรียวลงกับข้างขา “จงจำเอาไว้ทหารไม่ได้มีไว้เพื่อเอาตัวรอดเพียงอย่างเดียว แต่ต้องมีไว้เพื่อ ‘ปกป้อง’ คนอื่นที่ไม่สามารถป้องกันตัวเองได้ด้วย” คำพูดนั้นดังก้องอยู่ในใจหลายคน นักเรียนใหม่บางคนที่ก่อนหน้านี้ยังยืนด้วยสีหน้าล้อเล่นกลับมีแววตาจริงจังขึ้นมาเล็กน้อย เวลาผ่านไปไม่นานแดดเช้าค่อย ๆ สาดลงมาบนสนาม กลายเป็นเปลวร้อนแผดเผา แต่เสียงตะโกนคำสั่งของภูมินทร์ยังคงดังชัดเจน “วิ่งรอบสนามสิบรอบไป” “ครับ!!” เสียงตอบรับกึกก้องดังขึ้นพร้อมกันเป็นครั้งแรก เสียงรองเท้าบู๊ทกระทบพื้นดังสนั่น สะท้อนถึงการเริ่มต้นของเส้นทางใหม่เส้นทางที่ไม่มีใครรู้ว่าจะพาพวกเขาไปถึงจุดใด และในเงามืดของสนามฝึก ร้อยโทภูมินทร์ยืนมองด้วยสายตาที่เย็นชา ทว่าลึก ๆ ภายใน เขารู้ดีว่าการฝึกนี้ไม่ใช่เพียงการสร้าง “นักรบ” แต่คือการสร้าง “ผู้มีหัวใจแห่งเกียรติยศ”
Free reading for new users
Scan code to download app
Facebookexpand_more
  • author-avatar
    Writer
  • chap_listContents
  • likeADD