ความจริงแล้ว มีมากถึงสองเหตุผลที่ทำให้หย่งหยวนหลงไม่ชอบนาง ลำดับแรกคือนางเป็นบุตรีเพียงคนเดียวของแม่ทัพบูรพา และลำดับที่สองคือหัวใจของเขาถูกครอบครองโดยคุณหนูแห่งจวนเสนาบดีนามว่าหลี่เหมยฮวา
ด้วยเหตุผลเหล่านั้น คืนเข้าหอที่สมควรกลายเป็นความสำราญใจกลับกลายเป็นความอึดอัดและกดดันอันยากจะหาทางออก แน่นอนว่ามันมิใช่ความอึดอัดและกดดันของนาง แต่เป็นของหย่งหยวนหลง—ชายผู้กลายเป็นสามีของนางต่างหาก
เหมินลู่เอินเหลือบมองเขาผ่านผ้าคลุมหน้าผืนบางยาวสลวย หย่งหยวนหลงยังคงนิ่งเฉย ดวงหน้าหล่อเหลาของเขาราบเรียบไม่แสดงความรู้สึกอะไรออกมา มิต่างจากแววตาอันแสนว่างเปล่าและเลื่อนลอย
ค่อนข้างชัดเจนว่าหย่งหยวนหลงเต็มไปด้วยความผิดหวัง เขาหาได้ยินดีใด ๆ กับการแต่งงานตามราชโองการที่มิอาจฝ่าฝืนของหย่งซานสือฮ่องเต้
หากเป็นสตรีนางอื่นก็อาจมีบ้างที่จะโศกเศร้าและปวดร้าวกับความเย็นชา รวมถึงเฉยเมยของหย่งหยวนหลง โดยเฉพาะเมื่อเป็นคืนแรกของการเข้าหอ
น่าเสียดายเล็กน้อยว่าเหมินลู่เอินมิอาจเป็นเช่นนั้น นางทราบดีว่าหย่งหยวนหลงมอบหัวใจแก่สตรีนางใด และตระหนักเป็นอย่างยิ่งว่าเขาไม่มีทางชมชอบนางแม้นเพียงเล็กน้อย
ดังนั้นแล้วเหมินลู่เอินจึงไม่มีความคาดหวังสักนิดเดียวว่าเขาจะปฎิบัติต่อนางเป็นอย่างดี
หลังจากปิดปากเงียบมานับชั่วยาม หย่งหยวนหลงก็ยอมเปิดปากออกมาในที่สุด ดวงตาดำขลับคมกริบของเขาตวัดมองเหมินลู่เอิน แล้วกล่าวเสียงราบเรียบอันเฉียบขาด “เปิ่นหวาง สามารถมอบทุกอย่างแก่เจ้า ยกเว้นเพียงหัวใจและความรู้สึกของเปิ่นหวางเท่านั้น”
หย่งหยวนหลงกำลังหมายความว่านอกจากหัวใจจะไม่ยอมมอบให้นางแล้ว ความรู้สึกแม้นเพียงน้อยนิดก็ไม่ยอมมอบเช่นกันหรอกหรือ?
มิคาดคิดเลยว่าอวิ๋นชินอ๋องมากความสามารถอย่างเขา จะใช้คำพูดเสมือนเด็กเอาแต่ใจ ทว่าย้อนมองกลับไปแล้ว กระทั่งเมื่อวาน ก่อนงานแต่งเพียงหนึ่งวัน หย่งหยวนหลงยังกล้าทำเรื่องไร้เหตุผลอย่างการไปยืนตากฝนอยู่ค่อนวัน นางย่อมมิควรคาดหวังว่าเขาจะเป็นผู้ใหญ่มากนัก…
ขณะหนึ่งเหมินลู่เอินรู้สึกหนักใจกับความดื้อด้านราวเด็กชายตัวน้อยของเขาขึ้นมา
นางค่อย ๆ หันหน้ากลับไปสบตามองหย่งหยวนหลง ชายผ้าคลุมหน้าแดงฉานลากผ่านแขนอาภรณ์ยาวรุ่มร่ามของเขา หย่งหยวนหลงขมวดคิ้วเล็กน้อย ทว่าดวงตากลับยังเรียบเฉยเฉกเช่นเดิม
“หากท่านไม่ยอมมอบความรู้สึกใด ๆ เลย แสดงว่าต่อให้หม่อมฉันจุดไฟเผาจวนอ๋องจนวอดวาย ท่านก็จะไม่โกรธหม่อมฉันใช่ไหม เพคะ?” เหมินลู่เอินเหยียดรอยยิ้มกว้าง ยามเห็นหย่งหยวนหลงเริ่มขบริมฝีปากของตนเองเล็กน้อย นางกลับรู้สึกสำราญใจเป็นที่สุด “มิใช่เรื่องผิดสักหน่อยหากท่านจะผิดหวัง แต่ท่านมิควรเอาความผิดหวังของท่านมาลงกับหม่อมฉัน แล้วยังทำตัวเป็นเด็กไม่มีเหตุผลอีกด้วย”
นางไม่รอให้หย่งหยวนหลงเปิดปากพูด ก็ทาบเรียวนิ้วมือของตนเองลงบนริมฝีปากของเขา ก่อนขยับลุกยืนเต็มความสูง พลางโน้มตัวลงมาตรงหน้าเขาในระดับสายตา
“หม่อมฉันต้องการเพียงสองอย่างเพคะ” เหมินลู่เอินกล่าวเสียงราบเรียบ ปลายนิ้วมือเรียวยาวค่อย ๆ เลิกผ้าคลุมหน้าผืนบางขึ้น เผยให้เห็นดวงหน้างดงามถูกแต่งแต้มด้วยสีชาด ดวงตาเรียวยาวทอประกายวาววาม ขณะจ้องมองหย่งหยวนหลงโดยไม่ละสายตาไปไหน “นอกเหนือจากเงินทองและร่างกายของท่าน สิ่งใดที่เคยเป็นของท่านย่อมต้องเป็นของท่าน”
หย่งหยวนหลงกำลังตกตะลึง มิใช่เพราะดวงหน้างดงามภายใต้ผ้าคลุมหน้าถูกเปิดเผย หากเป็นเพราะสายตาราวกับหยั่งลึกถึงความต้องการแท้จริงของเขา เหนืออื่นใดนางยังเลิกผ้าคลุมหน้าขึ้นด้วยตนเองอีกต่างหาก
เหมินลู่เอินย่อตัวลงตรงหน้า ดวงหน้างดงามประดับรอยยิ้มบางเบา ขณะปิ่นระย้าค่อย ๆ ขยับไหวไปตามการเคลื่อนกาย “หม่อมฉันจะนอนบนพื้นห้องเองเพคะ”
“…”
นางจับฝ่ามือเย็นเฉียบของหย่งหยวนหลงทาบลงบนแก้มของตนเอง “เมื่อวานท่านตากฝนอยู่ค่อนวัน ตอนนี้เลยคลับคล้ายจะไม่สบายอยู่บ้าง หม่อมฉันรู้ดีว่าท่านไม่อยากนอนร่วมเตียงด้วย ดังนั้นหม่อมฉันจะนอนบนพื้นเองเพคะ”
กลางค่ำคืนแห่งการเข้าหอ นอกจากนางจะไม่ไยดีคำพูดของเขาแล้ว เหมินลู่เอินยังออกปากจะนอนบนพื้นด้วยตนเอง
สตรีตรงหน้าของเขาไม่ปรกติอย่างแน่นอน นางห่างไกลจากคำว่าปรกติมากเกินไป!
หย่งหยวนหลงพยายามควบคุมอารมณ์ของตนเองให้อยู่ภายใต้ความสงบ หลังจากนั้นเขาเริ่มสัมผัสว่าฝ่ามือของเหมินลู่เอินเย็นยะเยือกยิ่งกว่าเขาหลายเท่านัก ก่อนนางจะชักมือของตนเองกลับไปอย่างรวดเร็ว
“เปิ่นหวางจะนอนบนพื้นเอง”
เหมินลู่เอินหลบมองเขาด้วยสายตาเรียบเฉย นางเท้ามือข้างหนึ่งลงบนหัวไหล่ของหย่งหยวนหลง เส้นผมยาวสลวยค่อย ๆ เคลื่อนปรกดวงหน้างดงาม
“ในเมื่อท่านลำบากใจ เรื่องหม่อมฉันจะนอนบนพื้น…” ปลายนิ้วมือเรียวยาวทัดเส้นผมดำขลับกับหลังใบหู ก่อนนางจะโน้มตัวลงกระซิบข้างแก้มของเขาอย่างแผ่วเบา “พวกเราก็มานอนบนเตียงด้วยกันเถอะ”
หย่งหยวนหลงรีบผลักตัวออกห่างจากนาง หากยามเขาเงยหน้าขึ้น ร่างกายและจิตวิญญาณคล้ายถูกตรึงด้วยแววตาอันน่าหลงใหล
นางเคลื่อนตัวเข้ามาใกล้เขามากกว่าเดิม แล้วค่อย ๆ ครอบครองริมฝีปากของหย่งหยวนหลงอย่างนุ่มนวล ท่ามกลางความ ตกตะลึงของเขา…
เหมินลู่เอินเลื่อนมือสัมผัสหยดน้ำตาเปียกชื้นบนดวงหน้างดงามของตนเอง ขณะแสงสว่างจากภายนอกลอดผ่านบานหน้าต่างสาดส่องเข้ามาในห้องนอน นางกะพริบตาเล็กน้อย ค่อย ๆ ปาดหยาดน้ำตาออกไปอย่างเฉยชา ก่อนจะขยับลุกจากเตียงนอน แล้วหยุดยืนตรงหน้าบานกระจกทองเหลืองอย่างเงียบเชียบ
แม้นแววตาที่สะท้อนบนกระจกว่างเปล่าและเฉยชา ทว่าหัวใจของเหมินลู่เอินกลับเย็นเยียบเป็นอย่างมาก อย่างไรก็ตามนางมิได้รู้สึกเศร้า มันเป็นเพียงก้อนตะกอนอันขุ่นมัวกลางหัวใจก็เท่านั้น
เหมินลู่เอินมิแน่ใจว่าตนเองยืนนิ่งอยู่นานเพียงใด จวบจน หลินฮุ่ยเดินเข้ามาพร้อมกับอ่างล้างหน้า เพื่อเตรียมปรนนิบัตินายหญิงเพียงหนึ่งเดียวของจวนอ๋อง
หลินฮุ่ยขมวดคิ้วเล็กน้อย ยามเห็นร่องรอยจากหยดน้ำตาบนดวงหน้างดงามของพระชายา หากเป็นคนนอกคงแปลกใจไม่น้อย ทว่านางดูแลรับใช้พระชายามานาน นับแต่ยังเป็นเพียงคุณหนูเหมินของจวนแม่ทัพบูรพา จึงมิแปลกใจมากมายนัก เนื่องจากมันเป็นเรื่องปรกติอยู่แล้วหากพระชายาจะฝันเห็นบางอย่าง บ้างก็เป็นความฝันอันเลื่อนลอย และบ้างก็เป็นอนาคต…
“มันมิใช่น้ำตาของข้าหรอกนะ” เหมินลู่เอินกล่าวเสียงราบเรียบ พานพบว่าหยดน้ำตาของตนเองไหลอาบลงมาไม่ยอมหยุด “มันเป็นน้ำตาของหยวนหลงต่างหาก ท่าทางเขาคงต้องเจ็บปวดแทบเจียนตายเพราะหลี่เหมยฮวาอีกแล้ว”
หลินฮุ่ยพยักหน้าครั้งหนึ่ง ค่อย ๆ วางอ่างล้างหน้าลงบนโต๊ะไม้ตัวเล็กข้างกระจก แล้วนำผ้าชุบน้ำหมาด ๆ ทำความสะอาดไปตามดวงหน้างดงาม เพื่อลบเลือนร่องรอยของหยดน้ำตาออกไปจนหมดสิ้น
เหมินลู่เอินหลุบตามองกล่องเครื่องประดับ ก่อนหยิบปิ่นขน นกกระเต็นอันล้ำค่าออกมาเล่มหนึ่ง ตามด้วยสร้อยไข่มุกขาวนวล ซึ่งได้มาจากเครื่องบรรณาการของแดนใต้ พวกมันล้วนแต่เป็นของ ล้ำค่าที่หย่งหยวนหลงประทานให้ครั้งคราวไม่เคยขาด
นับแต่คืนเข้าหอเมื่อตอนนั้น เวลาก็ล่วงเลยเข้าสู่ปีที่สามของการเป็นพระชายาอ๋อง หย่งหยวนหลงรักษาคำพูดของเขาได้ดีมาก แม้นไม่มอบความรักให้ แต่เขาก็มอบเงินทองมากมายและทรัพย์สินของ จวนอ๋องให้แก่เหมินลู่เอิน รวมถึงร่างกายของเขาด้วยเช่นกัน
กระนั้นความสัมพันธ์ระหว่างนางกับหย่งหยวนหลงก็มิอาจเรียกว่าสามีกับภรรยาได้เต็มปากนัก หากจะเรียกว่าเป็นสหายพึ่งพากันและกันก็ไม่เชิงเสียทีเดียว พวกเขาเหมือนคู่ค้าซึ่งทำการแลกเปลี่ยนผลประโยชน์กันอย่างลงตัวต่างหาก
“หลายวันก่อน พระชายาเคยบอกหม่อมฉันว่าอยากดื่มสุราชมดอกท้อ” หลินฮุ่ยเอ่ยทำลายความเงียบ พลางเกล้าเรือนผมของ พระชายาเป็นมวยสูง แล้วเสียบปิ่นขนนกกระเต็นลงไป “เมื่อเช้าตอนเดินผ่านโรงครัว ดอกท้อท้ายจวนอ๋องบานสะพรั่งแล้วนะเพคะ”
“เช่นนั้นหรอกหรือ”
“ดอกท้อผลิบานงดงามเสียยิ่งกว่าปีก่อนด้วยเพคะ” หลินฮุ่ยขยับรอยยิ้มบางเบา ค่อย ๆ หยิบสร้อยไข่มุกล้ำค่าสวมลงบนคอขาวเนียนของพระชายา “หม่อมฉันจะบอกให้โรงครัวจัดเตรียมสุรากับขนมกินเล่นดีไหมเพคะ”
เหมินลู่เอินพยักหน้าช้า ๆ ปล่อยให้หลินฮุ่ยสวมอาภรณ์ฟ้ากระจ่างปักลายนกกระจาบจนเรียบร้อยดี แล้วหมุนตัวรอบหนึ่ง ขณะเหม่อมองภาพสะท้อนบนกระจกทองเหลือง ทุกอย่างบนร่างกายของนางยังคงดูดีเหมือนทุกวัน มันล้วนแต่เป็นสิ่งที่พระชายาอ๋องควรได้รับอย่างถูกต้อง
แน่นอนว่ามันย่อมไม่ผิดอะไร หากเหมินลู่เอินจะลุ่มหลงของล้ำค่าพวกนี้อยู่พอสมควร
นางเลื่อนมือสัมผัสสร้อยคอไข่มุกและปิ่นขนนกกระเต็น พลางหลับตาลงอย่างเชื่องช้า ภาพดวงหน้าเปรอะเปื้อนหยดน้ำตาของ หย่งหยวนหลงในความฝันฉายชัดกลางหัวสมองของเหมินลู่เอินอีกครั้ง
“บอกโรงครัวจัดเตรียมสุราและขนมกินเล่นเผื่อท่านอ๋องด้วยก็แล้วกัน”
เหมือนว่านางจะสงสารหย่งหยวนหลงขึ้นมาอีกแล้ว มันช่างเป็นนิสัยเสียยากจะแก้ไขจริง ๆ ด้วย