ตอนที่ 1
‘เพราะแบบนี้ฉันถึงรักเธอขวัญใจ’
ประโยคนี้ยังแจ่มชัดอยู่ในความคิด...
ขวัญใจ กรภัควัฒน์ ยังจำเสียงที่ล้อมเดช กรภัควัฒน์ใช้พูดกับเธอได้เป็นอย่างดี
ความอบอุ่นในน้ำเสียงนั้นยังฝังแน่นอยู่ในหัวใจของเธอ
.
.
.
ดวงตาโตหวานของหญิงสาวจับจ้องที่หมากสีขาวบนกระดานหมากรุก ขวัญใจไล่สายตามองหมากทุกตัวในฝั่งของตนสลับกับหมากสีดำของคนฝั่งตรงข้าม
ใบหน้าอ่อนเยาว์ฉายแววครุ่นคิดอยู่หลายนาที กระทั่งคู่แข่งที่นั่งบนโซฟาหวายตรงข้ามกับเธอหัวเราะออกมาเบาๆ อย่างนึกเอ็นดูในความตั้งอกตั้งใจของยัยหนูตรงหน้า
“เธอต้องเลือกแล้ว จะเดินไปทางไหนดีล่ะ”
“โธ่...คุณท่าน”
ขวัญใจเงยหน้าขึ้นจากกระดานสี่เหลี่ยมจัตุรัส คิ้วสีอ่อนที่ย่นเข้าหากันคลายออกทีละนิด เสียงทุ้มของล้อมเดชดังขัดจังหวะทำให้เธอลืมแผนการเดินหมากที่กำลังคิดอยู่ในหัวไปเสียดื้อๆ
“ขวัญใจลืมเลยว่าจะเดินตัวไหน” หญิงสาวบ่นพึมพำ สองแก้มใสป่องพองลม แกล้งทำหน้าเง้างอดเหมือนเด็กน้อยถูกผู้ใหญ่รังแก
ทว่าท่าทางเง้างอนอย่างไม่จริงจังของเธอชวนให้คนมองมานึกเมตตาเอ็นดูมากกว่าจะตำหนิติเตียน
“จะเดินตัวไหนยังไงก็ถูกฉันรุกฆาตอยู่ดีนั่นล่ะ”
รอยยิ้มปรากฏขึ้นบนใบหน้าที่มีริ้วรอยทว่ายังดูดีของชายแก่ น้ำเสียงที่เขาใช้พูดกับเด็กสาวเต็มไปด้วยความอบอุ่น
ที่ล้อมเดชพูดไม่ได้เกินจริงแม้แต่น้อย แม้จะฝึกเล่นมาสองปีกว่าแล้ว แต่ขวัญใจไม่เคยชนะเกมหมากรุกเขาเลยสักครั้งเดียว
เดิมทีขวัญใจไม่เคยคิดอยากเล่นหมากรุก แต่เมื่อถูกคนสูงวัยกว่ารบเร้าให้เล่นเป็นเพื่อนบ่อยครั้งเข้าก็เริ่มใจอ่อน หัดเล่นได้ไม่ทันไรความอยากเอาชนะก็ทำให้เธอชื่นชอบหมากรุกโดยไม่รู้ตัว
“ขวัญใจรู้นะว่าคุณท่านพูดแบบนี้เพราะคุณท่านจะแกล้งกวนสมาธิ ขวัญใจจะได้เดินมั่วใช่มั้ยคะ”
ชายวัย 70 หัวเราะออกมาเบาๆ ด้วยความอารมณ์ดีเมื่อเห็นรอยยิ้มสดใสเจือความทะเล้นผุดขึ้นที่ริมฝีปากสีชมพูธรรมชาติ
นึกเอ็นดูเด็กน้อยคนนี้ที่รับเข้ามาอยู่ในบ้านกรภัควัฒน์
แม้อายุของล้อมเดชจะล่วงเข้าสู่วัยชราแล้ว ทว่าเขายังจำวันแรกที่ขวัญใจก้าวเท้าเข้ามาเป็นคนของบ้านกรภัควัฒน์เมื่อ 7 ปีก่อนได้ดี
ในตอนนั้นเธอเป็นแค่เด็กกะโปโล หน้าตาไม่สดชื่นแจ่มใส สองมืออุ้มกระเป๋าเก่าๆ ใบหนึ่งในนั้นมีเพียงเสื้อผ้าตัวเก่าไม่กี่ชุด
ช่างแตกต่างจากตอนนี้...
เขามอบชีวิตใหม่ให้กับเธอ ให้ที่อยู่อาศัยให้การศึกษากระทั่งเด็กหญิงในวันนั้นเติบโตขึ้นเป็นหญิงสาวที่มีคุณภาพในวันนี้ ขวัญใจในวัย 19 ย่าง 20 เป็นสาวสวยสะพรั่ง ร่าเริงแจ่มใส ทั้งรู้จักเอาอกเอาใจผู้ใหญ่
เธออ่อนน้อมน่ารักแต่ก็เด็ดเดี่ยวแน่วแน่ในเวลาเดียวกัน
“แพ้ให้ตาแก่อย่างฉันอีกสักตาจะเป็นอะไรไป เธอยังมีเวลาให้ฝึกซ้อมอีกเกินครึ่งค่อนชีวิต”
ถึงล้อมเดชจะพูดออกมาด้วยท่าทีสบายๆ แต่คนฟังกลับไม่สบายใจด้วย
ขวัญใจเลิกสนใจหมากรุกตรงหน้า ขยับลงไปนั่งพับเพียบบนพื้นข้างเก้าอี้หวายฝั่งตรงข้าม สองมือเล็กจับที่วางแขนเก้าอี้ของคนสูงวัยเอาไว้
“คุณท่านอย่าพูดแบบนี้สิคะ”
ไหล่บอบบางลู่ลง ขวัญใจกระพริบตาถี่ ปากจิ้มลิ้มแบะน้อยๆ คล้ายจะร้องไห้ เพียงแค่เธอจินตนาการถึงความตายของล้อมเดช น้ำตาก็รื้นขอบตาขึ้นมาแล้ว
หากในโลกนี้ไม่มีล้อมเดชเธอจะเหลือใคร
ช่วงชีวิตที่ผ่านมาก็มีแต่คุณท่านเท่านั้นที่เปรียบเสมือนทุกอย่างในชีวิต
ล้อมเดชเป็นผู้มีพระคุณที่สุดของขวัญใจ ชายแก่คนนี้มีบุญคุณไม่ต่างจากพ่อบังเกิดเกล้า เพราะในวันที่พ่อไม่ต้องการเธอ ล้อมเดชก็ได้มอบชีวิตใหม่ให้กับเธอ
เขาให้ที่พักอาศัยและส่งเสียให้เธอได้ร่ำเรียนหนังสือ
ในความรู้สึกของหญิงสาว ล้อมเดชเป็นทั้งเจ้านายและคนที่เธอรู้สึกผูกพันไม่ต่างจากครอบครัว
เจ็ดปีที่แล้วเด็กหญิงขวัญใจในวัย 12 ขวบไม่เข้าใจเหตุผลที่พ่อบังเกิดเกล้าพาเธอมาฝากไว้ที่บ้านกรภัควัฒน์
‘เดี๋ยวไว้มีโอกาสพ่อจะมารับนะ ตอนนี้ขวัญใจอยู่กับคุณท่านไปก่อนดีที่สุด’
เธอยังจำประโยคสุดท้ายของผู้เป็นพ่อได้ดี ในตอนนั้นพ่อกับแม่เลี้ยงพาเธอไปเที่ยวค้างคืนที่ทะเลก่อนจะพามาส่งที่หน้ารั้วบ้านหลังใหญ่
พวกเขาไม่แม้แต่จะเดินเข้าไปส่งข้างใน
เด็กหญิงยืนคว้างอยู่หน้าประตูรั้วมองพ่อกับแม่เลี้ยงขับรถจากไป แวบหนึ่งเธอเห็นความโล่งใจปรากฏบนใบหน้าของทั้งสอง มีเพียงน้องสาวต่างแม่ที่ยังเป็นเด็กน้อยไม่รู้เรื่องรู้ราวโบกมือให้ในจังหวะที่รถเคลื่อนผ่านหน้าเธอไป
สุดท้ายโอกาสที่พ่อว่าก็ไม่เคยมาถึง ตอนนั้นเธอไม่รู้ด้วยซ้ำว่านั่นจะเป็นครั้งสุดท้ายที่ได้เจอหน้า ‘ครอบครัว’
พ่อไม่มารับตามที่บอกไว้ กระทั่งเวลาผ่านไป 7 ปี จากที่เคยตั้งหน้าตั้งตารอ ก็เลิกรอไปโดยไม่รู้ตัว แม้แต่นามสกุลซึ่งสิ่งสุดท้ายที่ใช้ย้ำเตือนถึงสายสัมพันธ์พ่อลูก เขาก็เอามันไปจากเธอ...
เธอเป็นเหมือนส่วนเกินในชีวิตของพวกเขา
ในตอนนั้นเด็กหญิงขวัญใจไม่เข้าใจที่พ่อบอกว่าดีที่สุด มันดีอย่างไร แต่ในตอนนี้เธอเริ่มจะเข้าใจความจริงบ้างแล้วว่าดีที่สุดที่พ่อหมายถึงก็คือดีที่สุดสำหรับพวกเขา
พ่อของเธอไม่ติดต่อมาอีก แต่ขวัญใจก็พอจะรู้ว่าเขาใช้ชีวิตอย่างมีความสุขกับแม่เลี้ยงและน้องสาวต่างแม่ของเธอ เป็นครอบครัวสุขสันต์ตามแบบที่แม่เลี้ยงฝันใฝ่
“เธอต้องใช้ชีวิตโดยไม่มีฉันบ้างนะยัยหนู เอาแต่หดอยู่ในบ้านถ้าฉันตายไปจะทำยังไง” สายตาอ่อนล้าของคนพูดสะท้อนความเป็นห่วงออกมาให้เห็น
ในตอนนั้นขวัญใจในวัย 12 ปี ถูกขายให้เป็นเด็กรับใช้ในบ้านกรภัควัฒน์ เธอไม่รู้ด้วยซ้ำว่า ‘คุณท่าน’ ที่พ่อพูดถึงตอนนั้นคือใคร แต่เพราะกลัวว่าจะถูกทอดทิ้งอีก เด็กน้อยจึงเรียนรู้ที่จะทำตัวให้เป็นที่รักของทุกคน
เจ็ดปีแล้วที่ขวัญใจตามติดล้อมเดชเป็นเงา จากเด็กรับใช้ตัวเล็กๆ ในบ้านก็เติบโตขึ้นจนกลายเป็นหญิงสาวที่ใกล้ชิดสนิทสนมกับเจ้าของบ้านมากที่สุด
คนแก่อาศัยในบ้านรั้วใหญ่คนเดียวกับคนรับใช้ไม่กี่คน ทั้งยังไม่มีลูกหลานดูแล พอมีเด็กสาวเข้ามาสร้างความสดใสให้กับชีวิตบั้นปลาย จึงไม่แปลกที่ล้อมเดชจะรักใคร่เอ็นดูขวัญใจมากกว่าใคร
ส่วนขวัญใจก็รักและเคารพคุณท่านที่สุดในหัวใจของเธอ
“อีกเดี๋ยวเดียวเธอก็เข้ามหาวิทยาลัยแล้วไม่ใช่หรือ อยากไปเรียนที่ไหนล่ะ ไปเปิดหูเปิดตาที่กรุงเทพบ้างเป็นยังไง”
แต่ดั้งแต่เดิมตระกูลกรภัควัฒน์เป็นเศรษฐีเก่าแก่ในจังหวัดอยุธยา นอกจากล้อมเดช กรภัควัฒน์จะมีฐานะแล้ว เขายังเป็นที่รู้จักนับถือของชาวบ้านในละแวกนี้อีกด้วย
ล้อมเดชเป็นคนกว้างขวาง ทว่าพักหลังมานี้ด้วยปัญหาสุขภาพหลายอย่างจึงทำให้คนสูงวัยพักผ่อนอยู่แต่ในบ้านเลิกออกงานสังคมไปโดยปริยาย
“ยังไงขวัญใจก็ไม่ไปเรียนที่กรุงเทพเด็ดขาด ขวัญใจคิดเอาไว้แล้วค่ะว่าจะเรียนที่ไหน”
ขวัญใจยิ้มกว้าง ไม่ว่าล้อมเดชจะพูดอย่างไรก็ไม่อาจเปลี่ยนความคิดที่จะเรียนนอกระบบของเธอได้
เขาคิดเอาไว้แล้วว่าอีกฝ่ายต้องตอบกลับมาแบบนี้ เมื่อได้ยินหญิงสาวยืนกรานหนักแน่น คนฟังได้แต่ทอดถอนหายใจ สายตาที่มองใบหน้าอ่อนใสไม่มีอะไรไปมากกว่าความเป็นห่วง
“เฮ้อ...เธอก็รู้ว่าฉันอยู่เป็นเพื่อนเธอได้อีกไม่กี่ปี ถ้าไม่ออกไปเปิดหูเปิดตาข้างนอกบ้างอีกหน่อยจะอยู่ยังไง โลกใบนี้มันมีอะไรมากกว่าคนแก่อย่างฉันกับกระดานหมากรุกนี่นะ”
ทั้งที่ท่าทางที่ขวัญใจแสดงออกมาร่าเริงจนไม่มีอะไรให้น่าเป็นห่วง ทว่าล้อมเดชกลับอดเป็นห่วงเด็กน้อยคนนี้ไม่ได้
ตั้งแต่ก้าวเท้าเข้ามาในบ้านหลังนี้ ขวัญใจก็ไม่คิดออกไปไหน เหตุการณ์ในอดีตที่ถูกพ่อและแม่เลี้ยงพาไปเที่ยวค้างคืนก่อนจะมาทิ้งเธอไว้ที่นี่ เป็นปมฝังใจทำให้เธอไม่วางใจที่จะออกไปไหนนานๆ ถึงขนาดที่เรียนระดับมัธยม เธอก็ยังเลือกเรียนนอกระบบอยู่ที่บ้าน
“คุณท่านพูดแบบนี้อีกแล้ว”
“แล้วมันไม่จริงรึ ฉันอยู่มาเกินครึ่งคนแล้ว โรคประจำตัวก็แยะจะให้ฉันอยู่อีกสักกี่ปีเชียว”
ประโยคจริงจังของล้อมเดชทำให้คนฟังนิ่งไปครู่หนึ่ง ก่อนความสดใสที่เลือนออกไปจากใบหน้าอ่อนเยาว์จะปรากฏขึ้นอีกครั้ง
“ไม่ต้องถึงร้อยปีก็ได้แต่อยู่ให้หนูดูแลอีกซักเก้าสิบเก้าปีหรือไม่ก็จนกว่าหนูจะชนะหมากรุกคุณท่านนะคะ”
ไม่ใช่ว่าเธอไม่ยอมรับความจริงว่าเขาอายุเยอะมากแล้ว เพียงแต่เธอยังไม่กล้าพอจะคิดถึงช่วงเวลาเลวร้ายที่จะต้องเกิดขึ้นในอนาคตก็เท่านั้น
“เธอน่ะหรือจะชนะ? ถ้าเป็นอย่างงั้นฉันคงไม่ได้ตายแล้วล่ะ”
คนสูงวัยหัวเราะ บนใบหน้าที่มีริ้วรอยย่นตามวัยเปี่ยมไปด้วยความสุข จังหวะที่ล้อมเดชกำลังจะเอื้อมมือไปหยิบไม้เท้า หญิงสาวก็รีบลุกมาประคอง
“ให้หนูช่วยนะคะ”
กิจวัตรประจำวันช่วงก่อนนอนของขวัญใจส่วนใหญ่จะอยู่ภายในห้องของล้อมเดช หากเธอไม่นั่งอ่านหนังสือเป็นเพื่อนเขาก็จะเล่นหมากรุกเป็นเพื่อนจนกว่าคุณท่านจะถึงเวลากินยาและเข้านอน
ขวัญใจพยุงคนสูงวัยจากห้องนั่งเล่นเดินทะลุซุ้มโค้งไปยังส่วนของห้องนอน
เธอเตรียมยาลดความดันโลหิตอย่างที่ทำเป็นประจำทุกคืน ส่งให้กับคนที่นั่งอยู่ที่เก้าอี้ข้างเตียง จัดการเปิดไฟหัวเตียงและปิดโคมไฟระย้าเหนือหัว
ขณะกำลังกำลังจะก้าวออกมาจากห้อง ชายสูงวัยก็พูดขึ้น
“เพราะแบบนี้ฉันถึงรักเธอขวัญใจ”
ถ้อยประโยคของล้อมเดชที่เอ่ยออกมาด้วยน้ำเสียงปกติให้ความรู้สึกผูกพันลึกซึ้งในหัวใจ ไม่ใช่ความรักโรแมนติกอย่างที่ใครคนอื่นเข้าใจผิด
หญิงสาวหันกลับมาส่งยิ้มให้กับชายแก่ ท่ามกลางแสงสลัวจากโคมไฟในห้อง ดวงตากลมโตปกปิดความหวาดหวั่นเอาไว้ได้อย่างมิดชิด
แม้ภายนอกล้อมเดชจะดูแข็งแรงกว่าคนวัยเดียวกัน ทว่าขวัญใจรู้ดีว่าโรคร้ายที่เคยกัดกินเขาจากภายในกลับเข้ามาในชีวิตบั้นปลายของล้อมเดชอีกครั้ง
คุณท่านเคยชนะมันมาได้แล้วครั้งหนึ่ง ครั้งนี้ก็ต้องชนะมันให้ได้ ขวัญใจลอบสูดหายใจเข้าลึก ตอบกลับไปด้วยเสียงหนักแน่น
“หนูก็รักคุณท่าน คุณท่านต้องอยู่กับหนูไปนานๆ นะคะ ราตรีสวัสดิ์ค่ะ”
นานเท่าที่จะนานได้...