ตอนที่ 1.1
เสียงดนตรีและแสงจากโคมไฟหลากสีสันในหอนางคณิกาเสวี่ยเยว่ หอนางคณิกาที่มีชื่อเสียงที่สุดในเมือง ที่ที่ขึ้นชื่อว่าเป็นหอนางคณิกาที่รวบรวมสาวงามทั่วทั้งเมืองหลวงเอาไว้มากที่สุด เหล่าบรรดาคุณชายเจ้าสำราญและนักท่องราตรีทั้งหลาย เมื่อได้มาเยือนแคว้นหลางแห่งนี้ย่อมนึกถึงหอนางคณิกาแห่งนี้ หอนางคณิกาแห่งความรื่นรมย์ที่บุรุษมากมายทั่วทุกสารทิศต่างต้องมาเยือนสักครั้ง
เจ้าของหอนางคณิกาแห่งนี้คือ ‘จงเสวี่ยเยว่’ สตรีสูงวัยอายุราวห้าสิบปี แต่ยังคงความสาวได้อย่างสาวงามที่เพิ่งอายุเพียงสามสิบปีเท่านั้น ในอดีตนางเป็นหญิงคณิกาที่ลือชื่อมากที่สุดในเมืองหลวง ทั้งประชาชนทั่วไป เศรษฐี ตลอดจนขุนนางและเชื้อพระวงศ์ต่างเคยยลโฉมความงามของเจ้าของหอนางคณิกาแห่งนี้มาแล้วทั้งนั้น ถัดไปจากนั้นคือบรรดาสาวงามที่กำลังร่ายรำด้วยท่าทียั่วยวนเหล่าบุรุษให้มาเชยชมพวกนาง พวกนางแต่งกายในอาภรณ์น้อยชิ้นแต่สีสันสดใสชวนเจริญหูเจริญตา พวกนางเหล่านี้ล้วนเป็นนางรำให้กับจงเสวี่ยเยว่ ถัดไปด้านหลังเหล่านางรำคือคณะดนตรีที่กำลังบรรเลงท่วงทำนองเพลงไพเราะชวนฟัง หนึ่งในคณะนักดนตรีของหอคณิกาแห่งนี้ มีสาวงามที่ลือชื่อว่างดงามที่สุดในแคว้นหลาง งดงามประดุจจันทราที่พร่างพราวเหนือมวลดาราใด คือบุตรสาวเจ้ากรมพระคลังเสนาบดีเสี่ยวและเป็นน้องสาวของรองเจ้ากรมพระคลังเสี่ยวอี้ชิง ที่ลือชื่อว่าเป็นคุณชายรูปงามจอมเสเพลต่างจากผู้เป็นน้องสาวอย่างสิ้นเชิง
‘เสี่ยวไป๋ไป๋’ คือนักดนตรีสาวที่ถูกกล่าวขานถึงมากที่สุด ด้วยรูปโฉมที่งดงามแพร่สะพัดไปทั่วหลายแคว้น งดงามยิ่งกว่าสตรีเชื้อพระวงศ์ฝ่ายในของราชสำนักยิ่งนัก และที่สำคัญคือนางเป็นลูกพี่ลูกน้องกับพระชายารัชทายาทอีกด้วย และเพราะความงดงามของเสี่ยวไป๋ไป๋นี่เองที่ทำให้มีบุรุษมากมายเข้ามาติดพันในเสน่ห์ความงามของนาง แต่ถึงกระนั้นนางก็ไม่เคยยอมให้บุรุษใดได้ชื่นชมตัวนางไปมากกว่าการเจรจากับนางเพียงเท่านั้น
หลังจากนั้นไม่นานการร่ายรำของเหล่านางรำและการแสดงของนักดนตรีจึงจบลง เสี่ยวไป๋ไป๋เก็บพิณกู่ฉินที่หล่อนหวงแหนอย่างดี พาดสะพายหลังเตรียมกับเรือน
“จะกลับแล้วหรืออี้เอ๋อร์” จงเสวี่ยเยว่ในชุดอาภรณ์หลากสีงดงามกรีดกรายร่างเดินเข้ามาหาหล่อนพร้อมกับรอยยิ้มที่แฝงด้วยเลศนัยบางอย่าง แต่สุดท้ายบุรุษแก่ร่างท้วมที่ยืนอยู่ด้านหลังนางคือคำตอบของสิ่งที่อีกฝ่ายกำลังจะกล่าว
“เจ้าค่ะ แม่นางเสวี่ยมีอะไรหรือเจ้าคะ” เสี่ยวไป๋ไป๋แสร้งถามพลางเสมองไปทางอื่น จงเสวี่ยเยว่จับมือของนางขึ้นมาอย่างเอาใจ ก่อนจะหันไปมองชายแก่ร่างท้วมที่มองเสี่ยวไป๋ไป๋อย่างหื่นกระหายกาม เสี่ยวไป๋ไป๋รีบชักมือกลับด้วยใจที่ไม่ดีนัก
“แม่นางเสวี่ยมีอะไรจะกล่าวต่อข้า ก็กล่าวมาเถิดเจ้าค่ะ อย่าได้เห็นข้าเป็นคนอื่นคนไกลเลย” เสี่ยวไป๋ไป๋กล่าวอย่างอ้อนน้อมพร้อมกับรอยยิ้มที่นางส่งมอบให้
จงเสวี่ยเยว่หันไปมองบุรุษร่างท้วมเพียงเสี้ยวเดียว ก่อนจะเอ่ย “คืนนี้ เจ้าช่วยรับแขกคนนี้ของข้าหน่อยสิ”
สีหน้าของเสี่ยวไป๋ไป๋แสดงความไม่พอใจออกมาทันที “ขออภัย ข้าเป็นนักดนตรีหาใช่หญิงคณิกาที่จะต้องรับรองแขกของท่านไม่! ข้าขอตัวก่อน”
หล่อนกล่าวจบแล้วรีบปลีกตัวเดินออกมาทันทีอย่างไม่สบอารมณ์ ชายแก่ร่างท้วมนั้นกล่าวต่อจงเสวี่ยเยว่อย่างไม่ยอม เขาแอบมองนางตั้งแต่ตอนที่เข้ามาในหอนางคณิกาวันนี้แล้ว อุตส่าห์คิดแล้วเชียวว่าจักต้องได้นางมาครอบครอง
“กะอีแค่นางนักดนตรีคนเดียวในหอคณิกาแห่งนี้ ทำไมเจ้าถึงพานางมาปรนนิบัติข้าไม่ได้!” ชายแก่ร่างท้วมโวย จงเสวี่ยเยว่จึงลูบแขนอีกฝ่ายให้คลายโทสะลง แล้วอธิบายน้ำเสียงอ่อนหวานอย่างใจเย็นว่า
“นางคือบุตรีเจ้ากรมพระคลังเจ้าค่ะนายท่าน นายเพียงมาทำงานเป็นนักดนตรีในหอคณิกา หาได้เป็นหญิงคณิกาดั่งที่ท่านหรือผู้อื่นเข้าใจหรอกเจ้าค่ะ” เจ้าของหอนางคณิกากล่าว ท่าทางออดอ้อนอย่างเอาใจ
ชายแก่ร่างท้วมคนนั้นสะบัดแขนออกจากการเกาะกุมของจงเสวี่ยเยว่และสาวงามที่รายล้อมอย่างไม่สบอารมณ์ เขาเพิ่งมาเมืองนี้เป็นครั้งแรก แต่คิดไม่ถึงว่าสตรีนางนั้นจะเป็นบุตรีของเจ้ากรมพระคลังที่ลือชื่อว่ามีบุตรชายที่ไม่ค่อยเอาไหน แต่สามารถรับราชการได้เป็นใหญ่เป็นโตมียศเป็นรองเจ้ากรมพระคลังเหมือนผู้เป็นบิดา แต่ถึงกระนั้นทุกคนทราบกันดีว่าเจ้ากรมพระคลังกับฮูหยินเอกนั้นมีบุตรีที่งดงามราวกับนางสวรรค์อยู่หนึ่งคน บิดาทั้งรักและหวงแหนดั่งไข่ในหิน มารดาและพี่ชายทะนุถนอมดั่งดวงใจยิ่งนัก
แต่สตรีที่งดงามที่สุดในเมืองกลับมาทำงานในหอนางคณิกาให้ตนเองเป็นที่ครหาของชาวเมือง!
ความเป็นนักดนตรีในหอนางคณิกาของเสี่ยวไป๋ไป๋โด่งดังไม่แพ้ความงดงามของนางที่ทุกคนต่างลือลั่นนัก ด้วยเพราะใจรักในดนตรีตั้งแต่วัยเยาว์ อีกทั้งมีมารดาและบิดาช่วยสนับสนุนให้ได้ดีทางด้านดนตรี แต่เมื่อนางขอเข้ามาเป็นนักดนตรีในหอนางคณิกาเสวี่ยเยว่บิดาของนางค้านหัวชนฝาหนักมาก ด้วยหอนางคณิกาลือชื่อเหล่าบุรุษหื่นกามทั้งหลาย แต่นางได้ให้สัญญาว่าจะทำงานเพียงแค่นักดนตรีเท่านั้น ด้วยไม่ต้องการให้ชื่อเสียงวงศ์ตระกูลแปดเปื้อน ให้สมกับตำแหน่งบรรดาศักดิ์ที่องค์ฮ่องเต้ทรงพระราชทานให้
“รถมารอแล้วครับคุณหนู” สารถีรถม้าประจำตระกูลเสี่ยวกล่าว เสี่ยวไป๋ไป๋ก้าวบันไดขึ้นรถมา จากนั้นสารถีขับรถม้าจึงออกเร่งรถม้ากลับจวน
“เร่งกลับจวนเถิด” หล่อนกล่าว หลังจากนั้นสารถีประจำรถม้าจึงเร่งออก
รถมุ่งไปยังจวนสกุลเสี่ยวที่อยู่ไม่ไกลมากนัก
จวนสกุลเสี่ยว
เสี่ยวไป๋ไป๋ก้าวลงจากรถม้าอย่างระมัดระวังพร้อมด้วยพิณกู่ฉินที่หล่อนพาดสะพายหลังก่อนลงจากรถม้า รถม้าขับเคลื่อนมาจอดที่หน้าเรือนใหญ่ ซึ่งเป็นเรือนที่บิดาและมารดามักจะใช้รับรองแขกเหรื่อที่ไปมาหาสู่กับสกุลเสี่ยวเป็นประจำ ตรงกลางของเรือนรับรองสามารถมองเห็นได้จากภายนอกมีเสี่ยวฮูหยินกับนางรับ
ใช้อีกประมาณสองคนกำลังรอการกลับมาของหล่อนอยู่
“ท่านแม่” เสี่ยวไป๋ไป๋สะพายพิณเดินเข้ามาในบ้านอย่างอารมณ์ดี ขัดกับสีหน้าของผู้เป็นมารดาที่เป็นห่วงบุตรีคนเล็กของตนยิ่งนัก เสี่ยวฮูหยินเดินเข้ามาหาบุตรสาวและกล่าวต่อว่า
“เหตุใดจึงกลับดึกเยี่ยงนี้! เจ้ารู้หรือไม่ว่าแม่เป็นห่วงเจ้าแค่ไหน ลำพังเจ้าออกไปเล่นดนตรีในหอนางคณิกานั่นแม่ก็แทบจะอกแตกตายอยู่แล้วนะ!” เสี่ยวฮูหยินดุผู้เป็นบุตรสาวด้วยสีหน้ากังวล หากชื่อเสียงของบุตรีหล่อนแพร่สะพัดไปไกลกว่านี้เกรงว่าจักไม่มีตระกูลใดแต่งนางเข้าเป็นสะใภ้เป็นแน่แท้
เสี่ยวไป๋ไป๋ยิ้ม หล่อนส่งพิณให้กับสาวรับใช้ที่มายืนรอปรนนิบัติแล้วเข้าสวมกอดมารดาอย่างเอาใจ “ท่านแม่เจ้าคะ ลูกมิได้ทำอันใดให้เสื่อมเสียต่อวงศ์ตระกูลเลย ลูกเพียงแต่ใช้เวลาว่างทำในสิ่งที่ลูกรักเท่านั้นเองเจ้าค่ะท่านแม่” หล่อนกล่าวอย่างออดอ้อน หล่อนรู้ดีว่ามารดากับบิดามักแพ้ลูกอ่อนของหล่อนเสมอ
เสี่ยวฮูหยินคลายโทสะลงเมื่อได้ยินเสียงบุตรสาวพูดด้วยท่าทีออดอ้อนเช่นนี้ นางหันมากล่าวกับเสี่ยวไป๋ไป๋เสียงอ่อนระคนความเป็นห่วง “อี้เอ๋อร์ เจ้าก็รู้ดีว่าตัวเจ้านั้นมีบิดาเป็นถึงขุนนางใหญ่ เจ้าไปทำงานในสถานที่อโคจรเช่นนั้น ถ้าล่วงรู้กันทั่วทั้งเมืองหลวง ชื่อเสียงสกุลเราจักเอาไว้ที่ใด”
“ก็...” หล่อนอมยิ้มพลางทำท่าครุ่นคิด ก่อนจะพูดเย้าแหย่มารดาอย่างนึกสนุก “เอาไว้บนบ่าของท่านอย่างไรเล่าเจ้าคะท่านแม่”
“นี่...ลูกคนนี้หนิ” เสี่ยวฮูหยินยกมือขึ้นจะตีบุตรสาวที่บังอาจมาเย้าแหย่นางผู้เป็นมารดา ท่ามกลางเสียงหัวเราะเบาๆ ของนางรับใช้สองคน ก่อนที่เสี่ยวไป๋ไป๋จะวิ่งหนีมารดากลับเรือนของตนที่อยู่อีกฟากฝั่งของเรือนใหญ่รับรอง
เรือนของเสี่ยวไป๋ไป๋ตั้งอยู่ทางทิศใต้ของจวนสกุลเสี่ยว รายรอบเรือนนั้นประดับไปด้วยแมกไม้นานาพรรณส่งกลิ่นหอมยามค่ำคืน กลิ่นดอกกระดังงาที่ส่งกลิ่นหอมโชยเย็นรอบเรือน ทำให้ความเหนื่อยล้าที่สะสมในกายหล่อนมาทั้งวันคลายลง อีกทั้งไอเย็นที่ผุดขึ้นมาจากสระบัวที่หล่อนปลูกเอาไว้ตรงบริเวณด้านหน้าเรือนทำให้รู้สึกเย็นสดชื่นผ่อนคลายยิ่งนัก หล่อนถอดรองเท้าหนังที่ผู้เป็นบิดาสั่งทำให้อย่างดีไว้หน้าทางขึ้นเรือน เนื่องด้วยหล่อนคือสตรีที่รักความสะอาดเป็นอย่างมาก จึงไม่ต้องการให้เศษดินทั้งหลายเข้ามาอยู่หน้าประตูเรือนเหมือนเรือนอื่นๆ
“คุณหนูจะอาบน้ำเลยหรือเปล่าเจ้าคะ บ่าวจักเตรียมน้ำอุ่นเอาไว้ให้คุณหนูอาบเจ้าค่ะ” หลินเจินนางรับใช้คนสนิทกล่าวกับผู้เป็นเจ้านายอย่างรู้งาน นอกจากเสี่ยวฮูหยินแล้ว หลินเจินเป็นอีกคนที่รู้ใจเสี่ยวไป๋ไป๋มากที่สุด
“อืม ก็ดีนะ เจ้าก็มานวดตัวตอนที่ข้าอาบน้ำด้วยล่ะ ข้าเมื่อยขบทั้งวันแล้ว” หล่อนสั่งผู้เป็นบ่าว
“ได้เจ้าค่ะ” หลินเจินรับคำสั่ง
น้ำอุ่นในห้องอาบน้ำถูกจัดเตรียมเอาไว้ในอ่างอาบน้ำอ่างใหญ่อย่างดี น้ำอุ่นนี้ผสมด้วยน้ำหอมชั้นดีของพ่อค้าจากเมืองทางแดนใต้ เป็นกลิ่นแมกไม้นานาพรรณที่หอมติดผิวกายอีกทั้งยังโรยด้วยกลีบกุหลาบที่ช่วยทำให้ผ่อนคลายร่างกาย เสี่ยวไป๋ไป๋ถอดเสื้อของหล่อนออกและก้าวขาลงในอ่างอาบน้ำอย่างช้าๆ หลินเจินที่รู้งานรีบจัดเตรียมเครื่องหอมและน้ำมันนวดคลายเมื่อยอย่างดี
เสี่ยวไป๋ไป๋เป็นสตรีที่ถูกจัดว่าเป็นโฉมงามล่มเมือง ความงดงามของนางไม่สามารถหาสตรีนางใดมาเทียบได้ในเมืองหลวงแห่งนี้อีกแล้ว ด้วยดวงหน้ารูปไข่ ผิวสีขาวเนียนสวย นัยน์ตาสุกสกาวราวกับเนื้อทราย เรียวคิ้วที่โก่งดังคันศร ริมฝีปากที่สวยบางดุจกลีบกุหลาบรับกับจมูกสวยที่โด่งเป็นสัน ทุกอย่างบนใบหน้าของหล่อนราวกับถูกจิตรกรปั้นแต่งขึ้นมาอย่างงดงาม เหล่าจิตรกรทั้งหลายที่มีชื่อเสียงในแคว้นหลางมักจะเปรียบเปรยนางราวกับสาวงามทุกภาพวาดของพวกเขามารวมกัน และด้วยความงามของนางเองทำให้มีบุรุษเข้ามาชอบพอหล่อนมิใช่น้อย
จวนสกุลเสี่ยวมีแขกเหรื่อมาเยี่ยมเยียนมากมายนับครั้งไม่ถ้วน แต่ละครั้ง
ล้วนเป็นเหล่าผู้ดีมีสกุลที่พาบุตรชายมาหมายจะดองเป็นทองแผ่นเดียวกับสกุลเสี่ยว แต่จะถูกเจ้ากรมพระคลังเสี่ยวผู้เป็นบิดากับเสี่ยวอี้ชิงปฏิเสธหรือบางครั้งไล่ตะเพิดทุกครั้งไป แม้เสี่ยวฮูหยินพยายามถามหาเหตุผลเท่าไหร่แต่ทั้งสามีและบุตรชายก็ไม่อาจให้คำตอบหรือเหตุผลกับนางได้ เรื่องที่จะให้บุตรสาวมีคู่ครองเป็นตัวเป็นตน หรือถ้าหากมีเหตุผลที่กล่าวอ้าง ส่วนใหญ่เสี่ยวอี้ชิงจะเป็นผู้กล่าวแทนบิดาเสียมากกว่า
‘น้องหญิงยังเด็กนัก เร็วเกินไปที่นางจักมีคู่ครอง’
‘ข้ามิถูกชะตากับบุรุษผู้นี้ ข้าไม่ยอมให้นางแต่งกับเขาเด็ดขาด!’
สารพัดเหตุผลมากมายที่เสี่ยวอี้ชิงจะกล่าวต่อผู้เป็นมารดานับครั้งไม่ถ้วน จนแทบไม่มีขุนนางจากสกุลใดเข้ามาเจรจาสู่ขอบุตรสาวจากสกุลเสี่ยวอีกเลย จะมีแต่แอบไปมองดูนางที่หอนางคณิกาเสวี่ยเยว่ ซึ่งนางมักจะไปเล่นดนตรีเป็นประจำที่นั่น เรื่องนี้ทำให้เสี่ยวฮูหยินกลัดกลุ้มใจเป็นอย่างมาก ด้วยบุตรสาวถึงวัยอันสมควรต้องออกเรือนแล้วแต่ยังไม่สามารถหาคู่ครองออกเรือนได้ตามที่นางปรารถนาแม้แต่น้อย
ความหอมจากกลีบกุหลาบและเครื่องสมุนไพรที่หลินเจินผสมในอ่างอาบน้ำ ช่วยผ่อนคลายความเหนื่อยล้าให้กับเสี่ยวไป๋ไป๋ หล่อนหลับตาพริ้มอย่างมีความสุขตรงขอบอ่างก่อนจะปล่อยให้หลินเจินนวดถูบริเวณลำตัวอย่างเพลิดเพลิน พลางนึกถึงสิ่งที่เกิดขึ้นเมื่อตอนหัวค่ำที่ผ่านมาชวนให้นางขนลุกยิ่งนัก เนื่องจากนางอยากเป็นนักดนตรีที่มีชื่อเสียง นางจึงเลือกมาเล่นดนตรีที่หอนางคณิกาเสวี่ยเยว่ที่มีชื่อเสียงที่สุดในแคว้นหลาง และนั่นทำให้นางมีชื่อเสียงในฐานะสาวงามแห่งแคว้นหลาง ทำให้หอนางคณิกาเสวี่ยเยว่มีชื่อเสียงไปถึงต่างเมือง ด้วยเพราะชื่อเสียงและกิตติศัพท์ของนักดนตรีสาวได้ลือสะพัดไปทั่วเมืองหลวง จึงมีแขกเหรื่อเหล่าบุรุษหลากวัยมาเที่ยวไม่ขาดสาย และมักจะมีลูกค้าจากต่างเมืองมาเที่ยวชมที่นี่ด้วยเสมอ
ตั้งแต่ทีแรกที่นางตัดสินใจเข้ามาเป็นนักดนตรีที่หอคณิกาแห่งนี้ นางได้ตั้งเงื่อนไขต่อจงเสวี่ยเยว่ว่านางจะเป็นแค่นักดนตรีเท่านั้น นางมิใช่เด็กปรนนิบัติแขกในร้าน ซึ่งอีกฝ่ายก็ตกปากรับคำทันที เนื่องด้วยเสี่ยวไป๋ไป๋เป็นบุตรีขุนนางชั้นสูง มีพระญาติสนิทเป็นถึงพระชายาขององค์รัชทายาทพระองค์ปัจจุบัน ชื่อเสียงเรียงนามย่อมเป็นที่เกรงใจไม่น้อยเลยทีเดียว ดังนั้นเรื่องเมื่อหัวค่ำที่เกิดขึ้นจงเสวี่ยเยว่จึงต้องปฏิเสธลูกค้ารายนั้นไป
“นายหญิงท่านน่ะเป็นห่วงคุณหนูนะเจ้าคะ ท่านเล่นดนตรีในสถานที่อโคจรเช่นนั้น” หลินเจินกล่าวในขณะที่กำลังนวดขัดผิวกายให้กับเสี่ยวไป๋ไป๋ที่กำลังอารมณ์ดี
หล่อนลืมตาขึ้นมาอย่างช้าๆ กล่าวน้ำเสียงราบเรียบ “ความฝันของข้าคือการเป็นนักดนตรี จริงอยู่ที่ข้าเป็นสตรีแต่หน้าที่ของสตรีหาใช่มีแต่ออกเรือนสร้างชื่อเสียงให้วงศ์ตระกูลเสียหน่อย ข้าสามารถทำอะไรได้อีกหลายอย่างที่ไม่ทำให้ผู้ใดเดือดร้อน”
หลินเจินยังคงนวดตัวให้กับนายสาวต่อไป “นายหญิงท่านไม่เคยห้ามคุณหนูหรอกเจ้าค่ะ แต่ท่านเป็นห่วงจริงๆ ยิ่งนับวันคุณหนูของบ่าวโตเป็นสาวงามสะพรั่งขึ้นทุกวัน ท่านเป็นห่วงเรื่องคู่ครองในอนาคตของคุณหนูมากกว่าเจ้าค่ะ”
“งั้นเจ้าก็ออกเรือนแทนข้าสิ” เสี่ยวไป๋ไป๋หันมากล่าวเย้าแหย่กับนางรับใช้สาวที่กำลังปรนนิบัติหล่อนตอนอาบน้ำอยู่ หลินเจินกล่าวด้วยความโกรธเล็กน้อย
“ไม่ได้นะเจ้าคะคุณหนู คุณหนูเป็นบุตรสาวของนายท่าน ข้าน้อยเป็นเพียงบ่าว คุณหนูอย่าล้อเล่นเช่นนี้เลยนะเจ้าคะ” หลินเจินแสร้งกล่าวด้วยความโกรธ แต่สำหรับเสี่ยวไป๋ไป๋แล้วการหยอกเย้าหลินเจินให้โกรธเล่นๆ ทำให้นางมีความสุขยิ่งนักเวลาที่เห็นอีกฝ่ายโกรธหรือเขินอายกับการหยอกเย้าของหล่อน
“ข้าแหย่เจ้าเล่นหรอกน่ะ ถ้าข้าบังคับให้เจ้าทำเช่นนั้น ท่านแม่ก็ไม่ให้อภัยข้าง่ายๆ หรอก” เสี่ยวไป๋ไป๋หยิกปลายคางของหลินเจินเล็กน้อยอย่างสนิทสนม พวกนางทั้งสองสนิทสนมกันมาตั้งแต่วัยเยาว์ จึงรู้จักนิสัยใจคอกันดี หลินเจินนางเป็นคนเงียบขรึม มิค่อยกล่าววาจากับผู้ใดให้มากความนัก แต่เวลาอยู่กับเสี่ยวไป๋ไป๋สองคน นางจะเป็นกันเองเสมอ แต่ถึงแม้เสี่ยวไป๋ไป๋จะให้ความสนิทสนมเหมือนดั่งสหายอย่างไร แต่หลินเจินก็สำนึกตนเองอยู่เสมอว่าตนองนั้นเป็นเพียงบ่าวที่สกุลเสี่ยวอุปการะตั้งแต่เล็กเท่านั้น
“คุณหนูเจ้าคะ ข้าได้ยินนายหญิงเชิญคุณชายสกุลลิ่วมาที่เรือนวันพรุ่งนี้เจ้าค่ะ” หลินเจินกล่าว เมื่อเช้าก่อนที่นางจะออกไปจับจ่ายตลาดตามปกติ นางได้ยินเสี่ยวฮูหยินกล่าวกับคนส่งสารของสกุลลิ่ว ทำเหมือนการนัดดูตัวกับตระกูลอื่นๆ ทุกครั้งไป และครั้งนี้นับเป็นครั้งที่ไม่ถ้วนแล้วที่มารดาพยายามหาคู่ครองให้นาง
“ข้าอยากจะหลีกเลี่ยง แต่ก็คงเลี่ยงไม่ได้จริงๆ” เสี่ยวไป๋ไป๋กล่าวพลางใช้
ความคิด นางกำลังคิดหาวิธีหนีการนัดดูตัวของผู้เป็นมารดาก่อน
หลินเจินยิ้ม แล้วกล่าว “คุณหนูก็หนีไปเล่นดนตรีแบบเดิมสิเจ้าคะ พรุ่งนี้ในราชสำนักจะมีการประกาศหานักดนตรีสมทบที่จะเล่นในงานเฉลิมฉลองวันพระราชสมภพของพระชายาเสี่ยวฉางเยว่ พระญาติสนิทของคุณหนูยังไงเจ้าคะ”
“จริงด้วยสินะ พรุ่งนี้วันเกิดพี่หญิงเสี่ยว” เสี่ยวไป๋ไป๋ยิ้ม
“ขอบใจเจ้านักหลินเจิน เจ้านี่เก่งจริงๆ” หญิงสาวยกนิ้วโป้งพลางยิ้มให้กับหลินเจิน พรุ่งนี้นางจะไปงานฉลองวันพระราชสมภพของพี่หญิงดังเช่นทุกปี แต่ปีนี้บังเอิญที่มาจัดในเวลาที่มารดาของนางต้องการนัดดูตัวพอดี
พระชายาเสี่ยวฉางเยว่คือลูกพี่ลูกน้องของเสี่ยวไป๋ไป๋กับเสี่ยวอี้ชิง เป็นบุตรสาวของแม่ทัพใหญ่เสี่ยวโหวที่พลีชีพในสนามรบคราศึกที่เจียงหนาน ศึกในครั้งนั้นเป็นการปราบกบฎแคว้นกู่ที่สังหารอดีตฮ่องเต้ พระบิดาในฮ่องเต้พระองค์ปัจจุบัน ทำให้ปัจจุบันความสัมพันธ์ระหว่างแคว้นหลางกับแคว้นกู่ไม่ค่อยดีนัก แคว้นกู่พยายามแยกตัวเป็นอิสระจากแคว้นหลางมาช้านาน แต่ด้วยแคว้นหลางมียอดฝีมือคือองค์รัชทายาทผู้เป็นแม่ทัพใหญ่และหวายอ๋องหรือหวายซ่าง ทั้งสองล้วนเป็นพระโอรสของฮ่องเต้ที่ประสูติจากองค์หวายฮองเฮาทั้งคู่ มีฝีมือในการรบเก่งกาจทั้งสองพระองค์ ถือเป็นขุนศึกคู่แคว้นหลางที่สำคัญยิ่ง
เสี่ยวฉางเยว่ได้รับการอภิเษกเป็นหวงไท่จื่อเฟย[1] เนื่องด้วยนางกับองค์รัชทายาทหวายอี้มีความสัมพันธ์อันดีมาช้านาน อีกทั้งแม่ทัพเสี่ยวโหวมีความดีความชอบใหญ่หลวง องค์ฮ่องเต้และฮองเฮาจึงยกนางเป็นพระสุณิสาหลวง มีฐานันดรศักดิ์เป็นพระชายาเอกขององค์รัชทายาทหรือว่าที่ฮองเฮาในอนาคตนี้ ผลจากการอภิเษกของเสี่ยวฉางเยว่ทำให้บิดาของเสี่ยวไป๋ไป๋ ซึ่งมีฐานะเป็นอาแท้ๆ จึงได้ดิบได้ดีเป็นเจ้ากรมพระคลัง คุมการท่าเรือและสินค้าพาณิชย์รวมถึงเรื่องการค้าขายกับชาวต่างชาติทั้งหมด ส่งผลให้สกุลเสี่ยวเรืองอำนาจมากยิ่งขึ้น
“ดึกป่านนี้แล้ว ข้าคงหาของขวัญไปให้แก่พี่หญิงไม่ทันเวลาแน่” เสี่ยวไป๋
อี้ครุ่นคิดอยู่ชั่วครู่หนึ่ง ก่อนจะหันมากระซิบกับหลินเจินสาวใช้คนสนิท
“หลินเจิน...” หญิงสาวกระซิบกับหลินเจินเพียงสองคน หลินเจินยิ้มน้อยรับทราบสิ่งที่อีกฝ่ายต้องการ จากนั้นหล่อนจึงช่วยผู้เป็นนายชำระเรือนกายและส่ง
เข้านอนตามเวลา
[1] พระชายารัชทายาท
นิยายเรื่องนี้ไรต์เคยเขียนไว้เมื่อปลายปี 2563 เป็นนิยายเรื่องแรกของไรต์เลยค่ะ ไรต์ตัดสินใจนำมาอัพในดรีม เพื่อให้ทุกคนได้ลองอ่านผลงานเรื่องแรกที่ไรต์เคยเขียนเอาไว้นะคะ ^^