จวนอ๋องสิง
เสี่ยวหยางและเสี่ยวอี้ชิงขี่ม้ามาหยุดที่หน้าจวนอ๋องสิงของหวายอ๋องพร้อมกับแสดงหมายเข้าเฝ้าจากกรมพระคลังต่อหน้าทหารอารักขาจวน ทหารอารักขาจวนสองนายที่ยืนเฝ้าหน้าประตูจึงเปิดทางให้สองพ่อลูกเข้าเฝ้าหวายอ๋องผู้เป็นนาย
สองพ่อลูกได้รับรายงานจากพ่อบ้านของจวนอ๋องว่าหวายอ๋องเสด็จประทับอยู่ศาลาริมน้ำ จึงเดินนำทั้งสองไปเข้าเฝ้าต่ออ๋องหนุ่มที่กำลังอ่านฎีการ้องทุกข์จากราษฎร เนื่องจากฎีกาเหล่านี้แต่เดิมเป็นหน้าที่ขององค์รัชทายาท แต่ด้วยองค์รัชทายาทในเพลานี้ทรงติดพันภารกิจที่สำคัญ หวายอ๋องจึงได้รับหน้าที่พิจารณาฎีกาที่เหล่าขุนนางขึ้นทูลถวายเอง
พ่อบ้านของจวนอ๋องสิงเข้ามาทูลเรื่องที่สองพ่อลูกสกุลเสี่ยวมาเข้าเฝ้า “ทูลท่านอ๋อง ท่านเจ้ากรมและรองเจ้ากรมพระคลังมาขอเข้าเฝ้าพะยะค่ะ”หวายอ๋องขมวดคิ้วอยู่เพียงครู่หนึ่ง จึงบอกกับพ่อบ้าน “ให้เข้ามาได้”
ทันทีที่ได้รับคำอนุญาตจากหวายซ่าง เสี่ยวหยางและเสี่ยวอี้ชิงรีบเข้า
มาตำหนักศาลาริมน้ำเข้าเฝ้าทันที ทั้งสองนั่งคุกเข่าถวายความเคารพตามธรรม
เนียมปฏิบัติ
“ถวายบังคมท่านอ๋อง” เสี่ยวหยางและเสี่ยวอี้ชิงกล่าวพร้อมกันอย่างแข็งขัน หวายอ๋องวางฎีกาในมือลงหันมาทอดพระเนตรมองสองพ่อลูกเจ้ากรมและรองเจ้ากรมพระคลังที่มาเข้าเฝ้าในวันนี้
“ไม่ต้องมากพิธี พวกท่านมีเรื่องอันใด” หวายอ๋องหรือหวายซ่างทรงตรัสถามกับสองพ่อลูกสกุลเสี่ยว
เสี่ยวหยางรีบกราบทูลทันที “ทูลท่านอ๋อง บัดนี้การค้าฝ**นและใบยาสูบของแคว้นหลางซึ่งอยู่ในความรับผิดชอบของกระหม่อม เกิดความผิดพลาด โปรดทรงช่วยกรมพระคลังด้วยเถิดพะยะค่ะ”
อ๋องหนุ่มขมวดคิ้ว เขานึกว่าจะเป็นเรื่องอะไรที่แท้ก็คือเรื่องการค้าฝ**นและใบยาสูบที่มีปัญหา จากฎีกาที่เขาอ่านมาทั้งหมดตั้งแต่เมื่อวานมีแต่เรื่องนี้ที่เหล่าขุนนางต่างเขียนถวายต่อองค์ฮ่องเต้ทั้งนั้น ดูเหมือนว่าการค้าฝ**นและใบยาสูบนี้จะเป็นปัญหาที่เพิ่งเกิดขึ้นมาใหม่ๆ แต่ยังไม่ทราบจุดประสงค์ที่แน่ชัดในการแก้กฎหมายการค้าฝ**นและใบยาสูบนี้
“เรื่องการค้าฝ**นและใบยาสูบที่มีปัญหา เดิมทีเป็นความรับผิดชอบของเจ้า แล้วเหตุใดจึงเกิดปัญหาแบบนี้ขึ้นได้” หวายซ่างถามเสียงเข้ม จ้องแววตาสองพ่อลูกเขม็ง
กิตติศัพท์ของหวายซ่างหรือหวายอ๋องนั้นเป็นที่รู้จักกันทั่วทั้งเมืองหลวง ยามอารมณ์ดีเขาจะเป็นดั่งบุรุษนักรัก เจ้าเสเพล ไม่ค่อยเอาการเอางานเท่าใดนัก แต่หากถึงเวลาคับขันจะมีบุคลิกตรงกันข้ามทั้งดุดันและเคร่งขรึม ตามวิสัยของบุรุษชาตินักรบ
สองพ่อลูกนั้นรู้จักกิตติศัพท์เขาดีทีเดียว เบี้ยหวัดแต่ละเดือนของกรมพระคลังนั้นต้องผ่านการพิจารณาจากหวายซ่างก่อนถึงจะสามารถจัดออกมาเป็นเบี้ยกำนัลหรือเบี้ยหวัดที่เพิ่มจากแต่ละเดือนได้ อีกทั้งปัญหาอะไรต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับกิจการพลเรือนจะต้องผ่านท่านอ๋องผู้นี้ก่อนถึงพระกรรณของฮ่องเต้
เสมอ
“เอ่อ คือว่ากระหม่อม” เสี่ยวหยางเสียงอ่อนท่าทีเลิ่กลั่ก เสี่ยวอี้ชิงจึงชิง
กล่าวขึ้นมาแทนบิดา
“ทูลท่านอ๋อง เป็นเพราะเรื่องของกฎหมายที่มีการแก้ไขมาใหม่ ทำให้ไม่สามารถนำมาใช้ได้ทันเวลา จึงเกิดปัญหาเช่นนี้ขึ้น พวกกระหม่อมจนปัญญาที่จะหาทางแก้ไข จึงอยากขอพระกรุณาจากพระองค์พะยะค่ะ” เสี่ยวอี้ชิงกล่าวเสียงเข้ม ณ วินาทีนี้ ผิดถูกหรือสิ่งใดย่อมไม่สำคัญ สำคัญเพียงแต่ว่าต้องรักษาตำแหน่งของตนเองกับบิดาให้เป็นมั่นก็เพียงพอแล้ว
หวายอ๋องได้ฟังเช่นนั้นมีความรู้สึกโกรธเคืองสองพ่อลูกอยู่มิใช่น้อยที่โยนความผิดและความรับผิดชอบทิ้งเช่นนี้ แต่กรมพระคลังคืองานที่ฮ่องเต้ทรงไว้วางพระราชหฤทัยให้เขารับผิดชอบ เขาซึ่งเป็นนายใหญ่ควบคุมการท่าทั้งสี่ของแคว้นหลางจักนิ่งดูดายก็ไม่สามารถทำได้ จึงเสนอสิ่งแลกเปลี่ยนกับสองพ่อลูกคู่นี้ ที่กำลังฟังด้วยความร้อนรนใจ
“เปิ่นหวาง[1] จะช่วยพวกเจ้า แต่มีข้อแม้อยู่หนึ่งอย่าง” อ๋องหนุ่มกล่าวอย่างมีเลศนัย เขาลุกขึ้นเดินไปที่ระเบียงของศาลาริมน้ำที่ประทับอยู่ในขณะนี้ เขาทอดมองทิวทัศน์รอบๆ จวนอย่างสนใจ
“เรื่องอันใดหรือกระหม่อม” เสี่ยวหยางทูลถามด้วยความลุกลี้ลุกลน
หวายซ่างยิ้ม “พวกเจ้ารู้ว่าข้าชอบสะสมสิ่งของหายากยิ่ง หากพวกเจ้าสามารถหาสิ่งของที่หายากที่สุดในโลกนี้ และมีค่ายิ่งกว่าสิ่งใดรวมกันมาให้เปิ่นหวางได้ เปิ่นหวางจะช่วยเจ้า”
เสี่ยวหยางและเสี่ยวอี้ชิงมีสีหน้าอึดอัดใจ สิ่งของหายากเช่นนั้นเขาจะไปหาได้จากที่ใด อีกทั้งหวายซ่างเองก็มีสิ่งของที่หายากอยู่เต็มจวนอ๋องสิงแล้ว แล้วเขาจะรู้ได้อย่างไรว่าสิ่งของหายากที่อีกฝ่ายต้องการนั้นคืออันใดกัน งานนี้ยากเสียยิ่งกว่าการแก้ปัญหาเรื่องการค้าฝ**นและใบยาสูบเสียอีก
“ข้าให้เวลาพวกเจ้าแค่สามวันเท่านั้นในการหาของชิ้นนี้มาให้ข้า” หวายซ่างยิ้มโดยไม่รอให้สองพ่อลูกทักท้วงหรือต่อรองสิ่งใด เขาเดินออกจากศาลาริมน้ำไปตำหนักส่วนตัว ปล่อยให้สองพ่อลูกยืนอึ้งกับข้อเสนอสุดแปลกนี้
สิ่งของหายากที่หวายซ่างรับสั่งให้พวกเขาหามาเป็นสินบนนั้นช่างยากยิ่งนัก หากเทียบกับการแก้ปัญหาค้าฝ**นและใบยาสูบนี้ สองพ่อลูกแทบอยากจะถอนคำพูดที่กล่าวต่ออ๋องหนุ่มไปแล้ว แต่ถึงอย่างไรปัญหาเรื่องนี้คือเรื่องใหญ่ที่ไม่สามารถจัดการกันได้เพียงลำพังสองพ่อลูก เสี่ยวหยางและเสี่ยวอี้ชิงจึงกลับมานั่งคิดหนักที่ศาลาในจวนของตนเอง แต่ทว่าคิดอย่างไรก็ไม่สามารถคิดออกได้เสียที
“ของหายากนั่น ลูกจะไปหาจากที่ใดมาถวายท่านอ๋องเล่าขอรับท่านพ่อ” เสี่ยวอี้ชิงโวยวายด้วยความโมโห เขาเดินวนรอบไปมาบริเวณศาลาจนสร้างความปวดหัวให้กับเสี่ยวหยางยิ่งนัก “ของหายากที่เคยเลื่องชื่อก็ต่างล้วนถูกหวายอ๋องกว้านซื้อหรือมีคนหามาถวายไปหมดแล้ว ลูกจะเอาสิ่งใดไปเป็นสินบนเล่าขอรับ”
เสี่ยวหยางนั่งกุมขมับ พยายามนึกคิดหาทางออกกับเรื่องนี้ แต่ทว่าจะกลับคำพูดต่อหวายอ๋องก็ไม่ทันเสียแล้ว ในเมื่อเรื่องนี้หากไม่รีบแก้ไขได้ทันท่วงทีอาจจะถูกนำความขึ้นฟ้องต่อพระเนตรพระกรรณขององค์ฮ่องเต้ได้ทุกเมื่อ
“ทั้งต้นกระบองเพชรหลากสี อัญมณี เพชรพลอย ทับทิมหายากต่างๆ ท่านอ๋องล้วนมีหมดแล้ว สัตว์หายากก็มีอยู่ในจวนอ๋องแล้วเช่นกัน เช่นนี้เราจักทำอย่างไรดีขอรับท่านพ่อ” เสี่ยวอี้ชิงกล่าวปรึกษากับบิดา “หรือว่าท่านพ่อจะลองเสนอเป็นสิ่งอื่นที่ไม่ใช่สิ่งของดูหรือไม่ขอรับ”
เจ้ากรมพระคลังเสี่ยวหยางพยายามคิดไตร่ตรองให้ถี่ถ้วน เรื่องนี้เห็นทีปิดเงียบไปและปรึกษากันเพียงลำพังสองคนพ่อลูก ไม่อาจหาทางออกได้แน่ เสี่ยวหยางจึงเรียกพ่อบ้านคนสนิทคนเก่าคนแก่ของสกุลเสี่ยวมาถาม เนื่องจากพ่อบ้านคนนี้ทำงานในสกุลเสี่ยวมานานและรู้ความเป็นไปทุกอย่างในเมืองหลวง แม้กระทั่งสิ่งของมีค่าต่างๆ ก็รู้หมดทุกอย่าง บางทีพ่อบ้านอาจจะมีความคิดอะไรดีๆ มาเสนอก็ได้
“เจิ้นหรง” เสี่ยวหยางเรียกพ่อบ้านคนสนิทที่รอรับใช้อยู่ไม่ไกล
พ่อบ้านนามเจิ้นหรงมายืนอยู่ข้างกายรอรับใช้ “ขอรับนายท่าน”
“เจ้าคิดว่ามีสิ่งใดที่เป็นของหายากในเมืองหลวงนี้อีกหรือไม่” เสี่ยวหยางถามพ่อบ้านคนสนิท เจิ้นหรงใช้เวลาคิดเพียงครู่ใหญ่
“ไม่ทราบว่านายท่านอยากได้เป็นสิ่งของหรือสิ่งมีชีวิต อย่างมนุษย์หรือสัตว์ล่ะขอรับ” เจิ้นหรงถาม
เสี่ยวอี้ชิงกล่าวแทนบิดาอย่างเบื่อหน่าย “จะอะไรก็ได้ ขอเพียงแค่หวายอ๋องไม่มีและพวกข้าสามารถนำไปถวายได้ทันภายในสามวัน”
เจิ้นหรงยิ้มอย่างรู้คำตอบของสิ่งของนี้ทันที “ของสิ่งนี้อยู่ไม่ไกลจากนายท่านทั้งสอง นายท่านทั้งสองมีอยู่ใกล้ตัวมานานแล้วขอรับ”
“เจ้าอย่ามาเล่นลิ้น! รีบตอบข้ามา!” เสี่ยวอี้ชิงถามอย่างใจร้อน
“คุณหนูเสี่ยวน้องสาวของท่านยังไงขอรับ” เจิ้นหรงกล่าวมาแทบไม่ต้องคิดสิ่งใด เสี่ยวอี้ชิงคว้าคอเสื้อของพ่อบ้านเฒ่าอย่างหมดความอดทนที่จะให้นาง
น้องสาวของเขาไปเป็นของบรรณาการแทน
“คุณชายใจเย็นก่อนสิขอรับ” เจิ้นหรงกล่าวเสียงสั่น เสี่ยวอี้ชิงค่อยๆ คลายโทสะลง เขาปล่อยชายเสื้อของเจิ้นหรงแล้วกลับมานั่งสงบสติอารมณ์อย่างใจเย็น
“จะให้ข้าเอาน้องสาวคนเดียวไปถวายเป็นบรรณาการ ข้ามศพข้าไปดีกว่า!” เสี่ยวอี้ชิงไม่พอใจกับสิ่งที่เจิ้นหรงเสนอขึ้นมา แต่เสี่ยวหยางกลับไม่คิดเช่นนั้น ในเมื่อบุตรีของเขาถ้าสามารถเป็นบรรณาการให้หวายอ๋องได้
“แต่พ่อเห็นด้วยกับเจิ้นหรง” เสี่ยวหยางกล่าว เสี่ยวอี้ชิงชักสีหน้าไม่พอใจที่บิดาเห็นด้วยกับพ่อบ้านเช่นนี้
“ท่านพ่อ ท่านพ่อเห็นดีเห็นงามที่จะเอาน้องหญิงไปถวายเป็นบรรณาการแทนกระนั้นหรือ ลูกไม่ยอมเด็ดขาด”
เสี่ยวหยางประคองไหล่ของบุตรชายให้ตั้งสติ “ตั้งสติแล้วฟังพ่อให้ดี ตอนนี้ครอบครัวเราอยู่บนความเสี่ยง หากเรื่องนี้ถูกรื้อขึ้นมาครอบครัวเราจะพังพินาศกันหมด เสี่ยวไป๋ก็จะต้องโทษตามเราด้วย เจ้าทนเห็นน้องสาวเจ้ารับโทษทัณฑ์ได้รึ”
“แต่น้องหญิงเป็นคน เป็นสิ่งมีชีวิต เป็นสิ่งมีค่าและเป็นคนที่ลูกต้องปกป้อง ท่านพ่อคิดจะส่งนางไปเช่นนั้น ถ้าหากนางโดนรังแกขึ้นมาเล่าขอรับ คุณหนูสกุลใหญ่ ญาติของพระชายาจะถูกลดเกียรติให้เป็นสิ่งของบรรณาการไร้ค่าเช่นนั้นได้อย่างไร” เสี่ยวอี้ชิงกล่าว
“เล่ห์ใดรึจะสู้มารยาหญิง” เสี่ยวหยางเอ่ย “เสี่ยวไป๋เป็นสาวงาม เป็นสตรี
ที่บุรุษทั้งเมืองหลวงต่างหมายปองมากมาย ความรู้ความสามารถอยู่อันดับหนึ่ง
ของแคว้นหลาง สตรีที่คุณสมบัติครบเช่นนี้จะเรียกว่าหาไม่ยากได้อย่างไรกัน นางเป็นเสมือนเพชรพลอยของบ้านเรา เจ้าคิดดูสิหากหวายอ๋องชอบพอนางขึ้นมา บ้านเราจะเป็นอย่างไร”
เสี่ยวอี้ชิงคิดตามผู้เป็นบิดา เนื่องจากความคิดถึงทรัพย์สินเงินทองเม็ดเงินมหาศาลที่จะไหลเข้ามา ทำให้เขาลืมความรู้สึกผิดชอบชั่วดีที่มีในใจ บางทีความงามของเสี่ยวไป๋ไป๋อาจจะมัดใจของหวายอ๋องได้ และอนาคตหากจะทำการใดย่อมสะดวก
เมื่อเห็นว่าผู้เป็นบุตรชายคล้อยตามความคิดของตน เสี่ยวหยางกับเสี่ยงอี้ชิงจึงไปเรือนพักของเสี่ยวไป๋ไป๋ที่ตั้งอยู่ด้านท้ายจวน ซึ่งรายล้อมด้วยสระบัวอันร่มรื่นและเสี่ยวไป๋ไป๋เองก็กำลังให้อาหารปลาในสระบัวอยู่อย่างเพลิดเพลินกับหลินเจิน
“ท่านพ่อ พี่ใหญ่” เสี่ยวไป๋ไป๋ส่งถุงอาหารปลาคืนให้กับหลินเจินแล้วลุกเดินมาต้อนรับผู้เป็นบิดาด้วยรอยยิ้ม
“หลายวันมานี้ ท่านพ่อกับพี่ใหญ่ต้องนอนพักที่กรมหลายวัน เป็นอย่างไรบ้างเจ้าคะ” เสี่ยวไป๋ไป๋ถาม นางเชิญบิดากับพี่ชายมาที่ศาลาสระบัวอันร่มรื่น แล้วรินชาให้กับทั้งสอง
“ข้ากับท่านพ่อสบายดี ว่าแต่เจ้าเถิดก่อเรื่องซุกซนให้ท่านแม่ปวดหัวอีกหรือไม่” เสี่ยวอี้ชิงแกล้งเย้าน้องสาวที่ยิ้มจางๆ
“น้องก็ทำตัวตามปกติ ถ้าท่านพี่ไม่เชื่อก็ถามหลินเจินได้นะเจ้าคะ” หล่อนส่งยิ้มไปทางหลินเจินที่กำลังให้อาหารปลาแทนนายสาว
“เอาล่ะๆ พ่อเชื่อเจ้าแล้วล่ะ ที่พ่อมาวันนี้เพราะพ่อมีเรื่องอยากให้เจ้าช่วย” เสี่ยวหยางรีบเข้าประเด็นด้วยความร้อนรน
เสี่ยวไป๋ไป๋เลิกคิ้วข้างหนึ่งอย่างสงสัย “ท่านพ่ออยากให้ลูกช่วยเรื่องอันใดเจ้าคะ ลูกยินดีช่วยท่านพ่ออย่างสุดความสามารถเจ้าค่ะ” หล่อนเอ่ยพลางประคองบิดานั่งลงบนเก้าอี้ไม้ตัวใหญ่
เสี่ยวหยางและเสี่ยวอี้ชิงมีท่าที่ลำบากใจที่จะกล่าว ด้วยเรื่องที่จะพูดให้นางเป็นบรรณาการของหวายซ่างนั้นจะต้องมาจากความยินยอมพร้อมใจของนาง ทางเสี่ยวอี้ชิงและเสี่ยวหยางซึ่งเป็นบิดาและพี่ชายไม่เคยที่จะบังคับขืนใจนางแม้แต่ครั้งเดียว หากแต่ครั้งนี้เกี่ยวข้องถึงอนาคตของตระกูลเสี่ยว หากไม่ทำเช่นนี้
ภาคภาคหน้าสกุลเสี่ยวอาจต้องลำบาก
เสี่ยวหยางประคองมือนุ่มของบุตรสาวกุมเบาๆ “พ่ออยากให้เจ้าช่วยไปอยู่ที่จวนอ๋องสิงสักพักหนึ่ง”
“จวนอ๋องสิง?” เสี่ยวไป๋ไป๋ทวนชื่ออีกครั้งพลางยักคิ้วข้างหนึ่งอย่างงุนงง
“จวนของท่านอ๋องหวายซ่างหรือคะ”
เสี่ยวหยางพยักหน้าแทนคำตอบ และกล่าวเหตุผลกับนาง “พ่ออยากให้ลูกช่วยไปอยู่ที่จวนอ๋องสิง ระหว่างที่พ่อกำลังสะสางปัญหาของบ้านเราสักพัก”
“เรื่องที่ท่านพ่อแอบทำสัญญาลับซื้อขายกับพ่อค้าชาวแมนจูหรือเจ้าคะ” เสี่ยวไป๋ไป๋รู้หมดทุกอย่างจากหลินเจินที่ไปสืบข่าวเรื่องนี้มาให้ สัญญาการซื้อขายฝ**นและใบยาสูบนั้นเป็นสัญญาที่มีบางอย่างผิดปกติ หลินเจินไปสืบมาจึงทราบว่าทั้งสองฝ่ายมีการติดสินบนกันเอาไว้ เพื่อให้ชาวแคว้นหลางโดยเฉพาะบิดาของนางได้ผลประโยชน์จากการซื้อขายนี้มากที่สุด
“ท่านพ่อกับท่านพี่แอบรับสินบนกับทางพ่อค้าชาวแมนจู เรื่องการทำสัญญาซื้อขายที่ไม่เป็นธรรม โดยอ้างกฎหมายการซื้อขายที่เปลี่ยนใหม่” เสี่ยวไป๋ไป๋กล่าวเสียงเรียบ คราแรกที่หล่อนทราบเรื่องนี้หล่อนก็รู้ดีว่าบิดากับพี่ชายจะต้องมีส่วนได้ส่วนเสียและรับสินบนจากการซื้อขายฝ**นและใบยาสูบเข้ามาในแคว้นหลาง บิดาของนางจะต้องไปขอความช่วยเหลือจากหวายอ๋องเป็นแน่หากเรื่องนี้เกี่ยวพันกับทั้งสกุลเสี่ยวและแคว้นหลาง หวายอ๋องจะไม่อยู่เฉยกับเรื่องนี้แน่นอน
“ในเมื่อเจ้าทราบเช่นนี้แล้ว ช่วยพี่ชายกับบิดาหน่อยเถิด” เสี่ยวอี้ชิงเป็นฝ่ายร้องขอเสี่ยวไป๋ไป๋ หล่อนเป็นหญิงสาวที่รักครอบครัวเหนือสิ่งอื่นใดนางจะต้องยอมตกลงแน่นอน
“เรื่องนี้ท่านพ่อกับท่านพี่เป็นคนก่อขึ้นมาเองทั้งนั้น หาได้เกี่ยวข้องอันใดกับข้าไม่ เรียนผูกก็ต้องเรียนแก้เอง” เสี่ยวไป๋ไป๋เดินหนีจากบริเวณนั้นออกไปเดินเล่นในสวนหลังบ้านเพื่อสงบจิตสงบใจอารมณ์ที่พุ่งพล่านในใจมากมาย
หวายอ๋องหรือหวายซ่างเป็นบุรุษที่มีสมญานามว่าชอบสะสมของหายาก หากสิ่งใดที่ต้องการความช่วยเหลือจากเขาจำเป็นจะต้องนำของหายากมาแลกเปลี่ยนเปรียบดั่งการรับสินบน ดังนั้นจึงมีผู้คนมากหน้าหลายตาต่างนำของหายากมาถวาย แม้กระทั่งสตรีที่มีใจให้กับเขาต่างก็นำของหายากที่พวกนางคิดว่าดี
ที่สุดหายากที่สุดมาถวาย แต่ทว่าพวกนางก็ไม่ได้รับความรักตอบแทนจากบุรุษเจ้า
สำราญเช่นเขานัก พวกนางจะกลายเป็นเพียงบ่าวอุ่นเตียงที่รุ่งเช้าก็ต้องออกจากจวนเขาทันที
หล่อนทรุดตัวนั่งตรงสระบัวหยิบถาดตระกร้าดอกบัวที่วางอยู่ตรงโต๊ะไม้
ริมสระบัวมาเด็ดก้านดอกบัวเพื่อผ่อนคลายอารมณ์ ดอกบัวสีชมพูสวยสดถูกเด็ดขึ้นจากสระมาวางเรียงรายในถาดสานไม้ไผ่อย่างสวยงาม หล่อนหยิบดอกบัวสีชมพูที่กำลังบานสะพรั่งขึ้นมาหนึ่งก้านกล่าวกับมันราวกับเป็นสิ่งที่สามารถรับฟังหล่อนได้ “ข้าควรทำเช่นไรดี ท่านพ่อกับท่านพี่กำลังเดือดร้อน หากไม่ช่วยข้าจะกลายเป็นลูกอกตัญญูหรือไม่”
หญิงสาวกล่าวพลางถอนหายใจแล้ววางก้านดอกบัวไว้ในถาดตะกร้า
สานดังเดิม “หากพวกเจ้าพูดกับข้าได้ก็คงดีสิ”
“ท่านพี่จะให้เสี่ยวไป๋ไปเป็นบรรณาการของท่านอ๋องหรือเจ้าคะ ท่านคิดสิ่งใดอยู่” เสี่ยวฮูหยินตวาดใส่สามีอย่างเดือดดาล เรื่องทุกข์ร้อนเช่นนี้ เรื่องการทำผิดกฎหมายสามีของนางเป็นผู้กระทำ แต่เหตุฉไนจึงต้องให้บุตรีสุดที่รักของนางต้องมาร่วมรับผิดชอบในสิ่งที่นางไม่ได้ก่อกัน
“นางเป็นบุตรีของเรา ท่านเห็นว่านางเป็นบุตรีถึงจะได้ทำกับการนางตามอำเภอใจหรือเจ้าคะ” เสี่ยวฮูหยินถามต่ออีกครั้งด้วยความโมโห เสี่ยวอี้ชิงที่ยืนฟังอยู่ต้องเข้ามากล่าวดับโทสะในใจของผู้เป็นมารดา เสี่ยวฮูหยินแทบสิ้นสติสมประดีกับสิ่งที่สามีกำลังคิดจะทำ เสี่ยวอี้ชิงประคองผู้เป็นมารดานั่งบนเก้าอี้
หวายราคาแพงที่ได้มาจากต่างแคว้น
นางรับใช้สองคนจึงช่วยกันหายาหอมและชาหอมเพื่อบำรุงเสี่ยวฮูหยิน
ที่นั่งทำท่าจะเป็นลม
เสี่ยวหยางถอนหายใจ เขาพยายามอธิบายให้กับเสี่ยวไป๋ไป๋และภรรยาของเขาเข้าใจ แต่ดูเหมือนว่าจะไม่มีผู้ใดเข้าใจสิ่งที่เขากำลังคิดและทำอยู่ตอนนี้ จริงอยู่ที่นางเป็นมนุษย์ไม่อาจปฏิบัติต่อนางเป็นดั่งสิ่งของไร้ค่าได้ แต่เพลานี้ครอบครัวกำลังเผชิญความยากลำบาก หากไม่สามารถหาของหายากถวายต่อหวายอ๋องได้ทัน เรื่องนี้อาจถึงพระเนตรพระกรรณขององค์ฮ่องเต้ได้
“ฮูหยิน ข้าเข้าใจถึงความทุกข์ใจของเจ้า นางก็เป็นบุตรสาวของข้าเหมือนกัน ข้าเองก็รู้สึกแย่ไม่ต่างกันที่จะต้องนำนางไปเป็นบรรณาการแทนสิ่งของอย่างอื่น แต่เจ้าลองคิดดูสิฮูหยิน ลูกสาวของเรามีความงามเป็นหนึ่ง หากได้ดิบได้ดีขึ้นมา ครอบครัวเราจักสบายกันไปอีกนาน” เสี่ยวหยางพยายามกล่าวโน้มน้าวเสี่ยวฮูหยิน แต่กล่าวอย่างไรเสี่ยวฮูหยินที่รักบุตรสาวดั่งดวงใจก็ไม่อาจทนฟังความเห็นแก่ตัวของผู้เป็นสามีได้
“ท่านแม่ขอรับ” เสี่ยวอี้ชิงประคองแขนมารดาเอาไว้ แต่เสี่ยวฮูหยินชักแขนกลับมาอย่างหมดความอดทน
“พวกท่านสองพ่อลูกได้ดิบได้ดีกินตำแหน่งถึงเสนาบดีกรมพระคลัง หากรู้ถึงที่ใดว่าเอาบุตรสาวไปเร่ขาย ดีไม่ดีจักเสียชื่อของสกุล! และข้าก็ไม่อาจทนมองหน้าท่านผู้เป็นสามีของข้าได้” กล่าวจบเสี่ยวฮูหยินก็เดินกลับเข้าห้องนอนของนางอย่างหมดอาลัยกับเรื่องที่สามีและบุตรชายของนางได้กระทำไว้
แม้ว่านางจะได้ดีแล้วอย่างไร แต่การอยู่ในฐานะของบรรณาการย่อมถูกตีตราไม่ต่างจากหญิงรับใช้หรือหญิงอุ่นเตียงชั่วคราวแต่อย่างใด ไม่ว่าอย่างไรนางจะปกป้องเสี่ยวไป๋ไป๋ให้สุดทาง ไม่ยอมให้ตกเป็นเครื่องมือความเห็นแก่ตัวของสามีเด็ดขาด
ลับร่างของเสี่ยวฮูหยินไปแล้ว เสี่ยวอี้ชิงหันมากล่าวกับเสี่ยวหยางด้วยความกังวล “ท่านพ่อ ท่านแม่โกรธใหญ่แล้ว หากท่านแม่...” เสี่ยวอี้ชิงกำลังจะเอ่ย แต่น้ำเสียงของเขานั้นปนด้วยความกังวลและหวาดกลัวเป็นอย่างมาก แต่เสี่ยว หยางผู้เป็นบิดาได้ยกมือปรามเอาไว้
“เจ้าไม่ต้องกล่าวสิ่งใด” เสี่ยวหยางปราม “เรื่องนี้พวกเราไม่มีทางเลือกอีกแล้ว ตอนนี้มีเพียงคนเดียวจะช่วยพวกเราได้ และเป็นคนเดียวที่เสี่ยวไป๋จะยอมด้วย”
เสี่ยวอี้ชิงนึกถึงบุคคลคนนั้น จึงนึกออกทันที “หรือว่าท่านหมายถึง...”
“พระชายาเสี่ยวฉางเยว่ เราจะต้องไปทูลขอพระนางให้เปลี่ยนใจเสี่ยวไป๋”
[1] สรรพนามแทนตนเองของเชื้อพระวงศ์จีนฝ่ายชาย ส่วนฝ่ายหญิงแทนด้วยเปิ่นกง