ร่างบางลอยหวืออัดกับกำแพงด้วยฝีมือของเคารพ ชายหนุ่มผลักเธอจนกระเด็นเพราะความโกรธจัด เขาจ้องมองเธออย่างเกรี้ยวกราด ดวงตาเขาเต็มเปี่ยมไปด้วยความโกรธเคืองทำเอาเอวิตากลัวจนตัวสั่น เด็กสาวยกมือที่สั่นเทาไม่แพ้ร่างกายขึ้นประนมไหว้เขาทั้งน้ำตา
"ฮือๆ...หนูขอโทษ...ฮึก...หนูขอโทษที่เป็นต้นเหตุทำให้คุณสูญเสียลูก...ฮึก......"
เพียะ!!
ชายหนุ่มปัดมือของเธอที่ประนมไหว้เขาอย่างแรงจนเอวิตาตกใจ มือใหญ่เขาคว้าลำคอเล็กแล้วดันเธอชิดผนังอย่างแรง เด็กสาวทั้งเจ็บทั้งจุกแต่ก็ทำได้เพียงจ้องมองเขาอย่างหวาดกลัว
"หุบปากของเธอซะ! ฉันไม่ต้องการคำขอโทษจากคนอย่างเธอ! "
"ฮือๆ...หนูไม่ได้ตั้งใจ...ฮึก..."
กร๊อบ!!
เสียงกระดูกที่ลำคอเล็กลั่นเพราะมือใหญ่บีบกระชับอย่างแรง เอวิตาถึงกับหยุดหายใจไปชั่วขณะเพราะคิดว่าเขาจะหักคอเธอเสียแล้ว
"อย่าใช้คำว่าไม่ได้ตั้งใจ! ลูกฉันต้องตายเพราะความสาระแนของเธอ! ฉันจะเอาเรื่องเธอให้ถึงที่สุดแน่จำเอาไว้!!"
เขาผลักเธออย่างแรงจนร่างบางกลิ้งไปบนพื้น สายน้ำเกลือกระชากและหลุดออก สร้างความเจ็บปวดให้กับเธอไม่น้อย แต่เคารพไม่ได้แยแสความเจ็บปวดของเธอ เพราะเขาเดินข้ามร่างของเธอที่นอนเจ็บอยู่บนพื้น ราวกับว่าเธอเป็นเพียงแค่สุนัขตัวหนึ่งเท่านั้น
เอวิตานอนคู้อยู่บนพื้นแล้วสะอึกสะอื้นสุดเสียง เธอไม่แม้แต่จะพยุงตัวเองขึ้นนั่ง เพราะเธอหมดทั้งแรงกายและแรงใจ
"โฮ....โฮ...หนูขอโทษ...ฮือ...หนูไม่ได้ตั้งใจ...โฮ..."
"ตายแล้ว!! คุณคะ! เป็นอะไรไปคะ!"
เสียงร้องอย่างตกอกตกใจของพยาบาลดังขึ้นเมื่อเห็นเด็กสาวนอนคุดคู้ร้องไห้อยู่ที่พื้น จึงรีบเข้ามาประคองแล้วตรวจดูความบาดเจ็บอย่างรวดเร็ว
...
เคารพจัดการเรื่องร่างไร้วิญญานของวาสินีและลูกสาวของเขาจนเสร็จสิ้น แล้วจึงขับรถกลับบ้านด้วยหัวใจที่เจ็บปวดและหดหู่ ชายหนุ่มยกมือขึ้นปาดน้ำตาลูกผู้ชายที่ไหลอาบแก้มของตัวเอง ในใจเขาครุ่นคิดหาคำพูดที่ดีที่สุดที่จะแจ้งข่าวร้ายนี้ให้ภรรยาทราบ แล้วหัวใจเขาก็เหมือนถูกบีบเมื่อคิดไปว่าปนิดาอาจรับไม่ได้
ที่เขากังวลเรื่องของปนิดามากนั่นเป็นเพราะเธอมีหลายโรครุมเร้า หนึ่งในนั้นก็คือโรคหัวใจซึ่งเป็นสิ่งที่เขากังวลมากที่สุด เพราะถ้าหากปนิดาไม่เข้มแข็งพอ ข่าวนี้อาจทำให้เธอเป็นอันตรายได้โดยง่าย
ชายหนุ่มเดินเข้าห้องนอนแล้วจึงพบว่าปนิดานั่งอยู่บนเตียง ในมือเธอถือโทรศัพท์คล้ายกำลังจะต่อสายไปไหน แต่เมื่อเห็นเขาเธอจึงวางมันลงแล้วรีบลุกขึ้นถาม
"พี่รพ! นิดกำลังจะโทรหาพอดีเลยค่ะ!"
"พี่กลับมาแล้วครับ พอดีพี่ไปทำธุระมานิดหน่อยนิดนอนเถอะ"
เขาบอกปัดเพราะไม่พร้อมที่จะเห็นน้ำตาของเธอในตอนนี้ แต่เหมือนมันจะไม่ง่ายอย่างนั้น เมื่อปนิดาเอ่ยถามในสิ่งที่เขาพยายามปิดบัง
"พี่รพออกไปหาน้องนีมาเหรอคะ!"
ชายหนุ่มหลบตาแล้วทำท่าอึกอัก เมื่อเห็นอาการพิรุธของเขาปนิดาก็ยิ่งร้อนใจ
"ทำไมคะ! พี่รพออกไปหาน้องนีใช่มั้ย น้องนีมีปัญหาอะไรคะหรือว่าน้องนีจะคลอด!"
สีหน้ากังวลของปนิดาแปรเปลี่ยนเป็นความยินดีเมื่อเดาว่าวาสินีกำลังจะคลอดลูก และสีหน้ายินดีของเธอก็ยิ่งทำให้หัวใจของเคารพบีบรัดรุนแรง
"พี่ว่านิดนอนก่อนเถอะนะ เอาไว้พรุ่งนี้พี่จะเล่าให้ฟัง"
"ไม่ค่ะ ถ้าพี่ไม่บอกนิดนอนไม่หลับแน่ๆ มีอะไรก็เล่ามาเถอะค่ะนิดร้อนใจนะ!"
"นิด...อย่าดื้อสิ นอนซะพรุ่งนี้พี่จะเล่าให้ฟัง"
"ไม่เอาค่ะ พี่รพอย่ามาทำลับลมคมในแบบนี้นะคะนิดไม่ชอบเลย พี่จะเล่ามั้ยคะ ถ้าพี่ไม่เล่านิดจะโทรหาน้องนีเอง"
เมื่อเห็นว่าเธอไม่ยอมง่ายๆเคารพจึงใช้สองมือจับบ่าบอบบาง แล้วพูดให้เธอฟังอย่างชัดถ้อยชัดคำ
"นิด..."
"คะ..."
"วาสินีตายแล้วนิด วาสินีเกิดอุบัติเหตุรถชน...เธอตายแล้ว และลูกของเราก็จากไปพร้อมเธอด้วย"
กรี๊ดดดดดดดด!!
ปนิดาอึ้งค้างไปชั่วขณะก่อนที่จะกรีดร้องออกมาสุดเสียงเมื่อได้ฟังสิ่งที่เคารพบอก ความรู้สึกของเธอตอนนี้เหมือนถูกกระชากเอาหัวใจออกไปจากอก เข่าของเธอทั้งสองข้างอ่อนแรงจนทรุดลงไปนั่งกับพื้น แล้วกรีดร้องซ้ำๆราวกับเสียสติ
กรี๊ดดดดด!! กรี๊ดดดดด!!
"ไม่เป็นไรนะ...ไม่เป็นไร..."
เคารพนั่งลงแล้วพยายามโอบกอดภรรยาที่เอาแต่กรีดร้องไว้ในอ้อมแขน โดยที่เธอเอาแต่ดิ้นรนและใช้สองมือจิกทึ้งเส้นผมของตัวเอง เมื่อเห็นว่าเธอร้องไห้ปานจะขาดใจชายหนุ่มก็ร้องตามเธออย่างไม่อาย เพราะความสูญเสียครั้งนี้มันยิ่งใหญ่เกินกว่าจะทำใจได้โดยง่าย
"นิด! นิด!"
เคารพร้องเรียกภรรยาอย่างตกใจเมื่อจู่ๆเธอก็หมดสติในอ้อมแขนเขา เมื่อเห็นเธอเอาแต่นิ่งไม่ตอบสนองเสียงเรียกชายหนุ่มก็รีบอุ้มเธอเอาไว้แล้วนำเธอส่งโรงพยาบาลทันที
คุณจันทร์ฉายและคุณพัลลภพ่อแม่ของปนิดารวมทั้งเคารพยืนอออยู่ที่หน้าห้องฉุกเฉินด้วยความร้อนใจ เพราะปนิดาถูกส่งเข้าไปรักษานานร่วมหนึ่งชั่วโมง แต่ก็ยังไม่มีวีแววว่าจะออกมา
"คุณลุงคุณป้าสวัสดีค่ะ"
"หวัดดีจ้ะหนูเดือน..."
"เกิดอะไรขึ้นกับน้องคะคุณป้า!"
เดือนแรมถามถึงญาติผู้น้องด้วยน้ำเสียงรัวเร็ว คุณจันทร์ฉายจึงส่ายหน้าทั้งน้ำตาแล้วบอกเสียงสั่น
"ให้ตารพเล่าเถอะ...ฮึก..."
"ว่าไงคะรพมันเกิดอะไรขึ้น"
เคารพกล้ำกลืนก้อนความเจ็บปวดลงคอแล้วจึงเล่าเรื่องทั้งหมดให้เดือนแรมฟังคร่าวๆ แล้วคุณหมอก็เดินออกมาด้วยใบหน้าเครียดขรึม ทุกคนจึงรีบกรูกันเข้าไปหาคุณหมอแล้วถามอย่างมีความหวัง
"คุณหมอครับลูกสาวผมเป็นยังไงบ้างครับ!"
"ก่อนอื่นหมอต้องขอแสดงความเสียใจด้วยนะครับ ตอนนี้คนไข้เสียชีวิตแล้วด้วยอาการหัวใจวายเฉียบพลัน พวกเราพยายามทำเต็มที่แล้วแต่คนไข้อาการหนักจนเราไม่สามารถยื้อชีวิตเธอเอาไว้ได้ครับ"
คำตอบของคุณหมอเรียกน้ำตาและเสียงสะอื้นไห้จากทุกคนที่รอคอยปนิดาอยู่ เคารพยืนนิ่งเพราะความเจ็บจุกวิ่งเข้าใส่แบบตั้งตัวไม่ติดเมื่อรู้ว่าขณะนี้ได้สูญเสียภรรยาไป ความรู้สึกของเขาตอนนี้ราวกับถูกสายฟ้าฟาดลงกลางใจซ้ำๆ มันเจ็บมันจุกและทรมานอย่างแสนสาหัส
……….
ดวงตาแดงก่ำของชายหนุ่มจ้องมองควันสีเทาที่พวยพุ่งออกจากปล่องของเมรุด้วยความอาลัยอาวรณ์ วันนี้เป็นวันฌาปนกิจภรรยาสุดที่รักของเขาชายหนุ่มจึงมายืนส่งเธอเป็นครั้งสุดท้าย ถึงแม้ตอนนี้ผู้คนรอบกายจะทยอยกันกลับจนหมดเหลือเพียงเขาที่ยังคงยืนทอดอาลัยอยู่คนเดียวก็ตาม
"พี่ขอโทษนะนิด...ขอโทษที่ไม่เด็ดขาดจนนิดกับลูกต้องมาจากพี่ไป"
เขาพูดแล้วนึกถึงวันที่เขาบอกกับวาสินีว่าต้องการให้เธอย้ายมาอยู่ในบ้านด้วย แต่วาสินีก็ปฏิเสธเพราะเหตุผลว่าต้องการอยู่คนเดียว เขาจึงไม่บังคับใจเธอเพราะกลัวว่าหากเธอเครียดอาจส่งผลถึงลูกของเขาที่อยู่ในท้องเธอ
ถึงแม้เขาจะรู้อยู่แก่ใจว่าปนิดานั้นจะไม่มีชีวิตที่ยืนยาว เนื่องจากเธอร่างกายอ่อนแอและมีโรครุมเร้ามาตั้งแต่เด็กๆ แต่การที่เธอมาด่วนจากไปอย่างนี้ มันก็กระทันหันเสียจนเขาตั้งตัวไม่ติด
นั่นเป็นเพราะเขาผูกพันกับปนิดามาตั้งแต่เธอยังเยาว์วัย เนื่องจากพ่อแม่ของเขาและเธอเป็นเพื่อนที่รักกันแน่นแฟ้น เคารพจึงได้หมั้นหมายกับปนิดาตั้งแต่ยังเด็ก และการที่เธอมักเจ็บออดๆแอดๆ จนเป็นเหตุให้เธอไม่สามารถที่จะวิ่งเล่นได้เหมือนเด็กคนอื่น มันก็ทำให้เขาสงสารและเป็นเพื่อนเล่นให้เธอเสมอมา จนได้แต่งงานกันเขาก็สัญญาว่าจะดูแลเธออย่างดี เพราะในความรู้สึกของเขาปนิดาเป็นคนที่น่าสงสาร และเขาก็ถูกปลูกฝังมาว่าให้ปกป้องเธอ
"พี่ขอโทษที่ดูแลนิดกับลูกไม่ดีพอ แต่พี่สัญญา..."
ดวงตาคมฉายแววดำมืดลึกล้ำเพราะกำลังคิดถึงต้นเหตุที่ทำให้เขาต้องสูญเสีย
"พี่จะเอาคืนคนที่มันทำให้นิดกับลูกต้องตาย มันจะต้องเจ็บปวดทรมานอย่างแสนสาหัส พี่สัญญาว่าจะแก้แค้นมันให้นิดและลูกอย่างสาสม!"
เมื่อเสียงเข้มต่ำพูดจบลมเย็นวูบหนึ่งก็พัดปะทะใบหน้าคมคาย และเคารพเชื่อเหลือเกินว่าปนิดากำลังขอบคุณที่เขาจะแก้แค้นให้เธอกับลูก
"ตารพ...."
เคารพหลุดออกจากภวังค์เมื่อได้ยินเสียงเรียกพร้อมทั้งมือที่บีบเบาๆที่ต้นแขน
"ครับ...คุณน้า"
"กลับเถอะลูก...ยืนอยู่ตรงนี้เดี๋ยวนิดจะไม่สบายใจเอา"
คุณจันทร์ฉายพูดเสียงสั่นเพราะนางเองก็ทุกข์ตรมเกินกว่าจะปล่อยวางได้ เนื่องจากปนิดาคือบุตรสาวคนเดียวที่นางทั้งรักและทะนุถนอมยิ่งกว่าแก้วตาดวงใจ
"ผมขอโทษครับคุณน้า...ขอโทษที่ดูแลน้องไม่ดี"
ชายหนุ่มกล่าวขอโทษด้วยน้ำเสียงหม่นเศร้า แววตาของเขาฉายชัดถึงความเสียใจอย่างสุดซึ้ง ซึ่งคุณจันทร์ฉายก็เข้าใจเป็นอย่างดีและไม่เคยถือโทษโกรธเขาเลย
"ไม่เป็นไร...ไม่เป็นไรเลย อย่าคิดมากเลยนะรพมันไม่ใช่ความผิดของรพเลย"
"แต่ผม..."
เคารพพูดต่อไม่ออกเพราะในลำคอมันตีบตันจนเจ็บร้าวคุณจันทร์ฉายจึงยื่นมือมาบีบต้นแขนแข็งแรงของเขาเบาๆ อย่างต้องการปลอบโยน
"กลับบ้านเถอะรพ ทำใจให้สบายคนอยู่ยังต้องสู้ต่อไปนะลูก"
"ขอบคุณครับ ขอบคุณที่ไม่โกรธผม"
คุณจันทร์ฉายส่งยิ้มบางๆ แล้วจึงเดินกลับไปหาสามีที่รออยู่ที่รถ ปล่อยให้เคารพได้มีเวลาบอกลาลูกสาวของนางเป็นครั้งสุดท้าย
...
เอวิตายืนสะอึกสะอื้นอยู่ที่หน้ารูปถ่ายของวาสินีด้วยความเศร้าโศกเสียใจ เด็กสาวโทษตัวเองว่าเป็นต้นเหตุที่ทำให้วาสินีต้องตาย และยิ่งไปกว่านั้นคือเธอทำให้เคารพสูญเสียทั้งลูกและเมียของเขา ข่าวการเสียชีวิตของปนิดาดังกระหึ่มระดับประเทศ ในข่าวบอกว่าเพราะปนิดาหัวใจวายเฉียบพลัน ซึ่งเธอรู้ได้ทันทีว่าปนิดาคงจะช็อคที่สูญเสียลูก นั่นยิ่งทำให้ความรู้สึกผิดโจมตีเธอจนไม่อาจสงบใจได้ เพราะความผิดครั้งนี้ของเธอมันหนักหนาเหลือเกิน
"เอม...หยุดร้องเถอะลูกนีไปสบายแล้ว"
คุณเมตตาบอกแล้วโอบบ่าของเอวิตาเอาไว้ เด็กสาวจึงขยับสวมกอดคุณเมตตาเอาไว้แน่น
"โฮ...คุณแม่...ฮึก...พี่นีตายเพราะเอม...ฮึก...เอมผิดเอง..."
"ไม่ลูก..."
คุณเมตตาลูบผมนุ่มของเอวิตอย่างต้องการปลอบประโลมเพราะเธอรับรู้ได้ว่าเด็กสาวนั้นรู้สึกผิดจริงๆ
"มันเป็นอุบัติเหตุลูก...ไม่มีใครโทษเอมนะ เชื่อแม่สิว่าพี่นีไม่โกรธหนูหรอก"
น้ำตามากมายพร่างพรูออกจากดวงตาคู่สวย เอวิตารู้ดีว่าวาสินีจะไม่โกรธเธอ และเธอก็รู้ดีว่าในตอนนี้เคารพคงจะทั้งโกรธและเกลียดเธออย่างแน่นอน
...
หลังจากจัดการเรื่องงานศพของวาสินีจนเรียบร้อย เอวิตาก็กลับมาทำงานตามเดิม เพื่อนร่วมงานที่รู้ข่าวก็ถามไถ่ด้วยความห่วงใย
"เอม...หายดีแล้วเหรอทำไมรีบมาทำงานจัง"
"ดีขึ้นมากแล้วจ้ะ...พรุ่งนี้แผลที่หัวกับหน้าผากก็ตัดไหมได้แล้ว ส่วนที่ขาใส่กางเกงขายาวก็ไม่มีใครเห็น"
เด็กสาวบอกเพื่อนร่วมงานแล้วส่งยิ้มซีดเซียวแต่เธอไม่ได้บอกความจริงเท่านั้น ว่าเธอยังเจ็บและอยากพักกายพักใจอีกสักระยะ แต่ที่เธอเลือกที่จะมาทำงานเป็นเพราะเมื่อไหร่ที่เธออยู่เฉยๆ เธอจะคิดถึงแต่ใบหน้าของวาสินีและปนิดาอยู่ตลอด มันทำให้เธอยิ่งรู้สึกเกลียดตัวเองและไม่อาจที่จะลบความรู้สึกผิดที่ติดอยู่ในใจออกไปได้
"น้องๆ..."
"เดี๋ยวเอมไปดูลูกค้าก่อนนะพี่"
เด็กสาวบอกเพื่อนร่วมงานแล้วจึงเดินไปหาลูกค้า เธอพยายามที่จะปรับสีหน้าและอารมณ์ให้ดีขึ้นเพื่องานของเธอ
"รับอะไรดีคะ..."
"เอา......."
เอวิตารับออเดอร์ตามปกติแต่เมื่อนำอาหารไปเสิร์ฟเธอก็ได้ยินบทสนทนาของลูกค้าสาวทั้งสองคน
"เธอ...ดูข่าวไฮโซสาวที่ช็อคตายมั้ย"
"ดูๆ แต่ในข่าวไม่ได้ลงรายระเอียดนะว่าช็อคเรื่องอะไร"
"ให้ฉันเดานะ รู้ว่าผัวมีมีน้อยไม่ก็เห็นคาตาว่าผัวมีอะไรกับคนอื่นชัวร์"
"โอ้ย...ถ้าผัวนางมีบ้านเล็กก็ไม่แปลกอ่ะ เพราะข่าวว่านางขี้โรคสุดๆ"
"แต่คุณรพผัวนางเด็ดนะ...ฮิ ฮิ ฮิ"
"แกเห็นแล้วหิวล่ะสิ ฮิ ฮิ ฮิ"
เคร้ง!!
เสียงถาดกระแทกโต๊ะอย่างแรงทำเอาลูกค้าสาวทั้งสองคนถึงกับสะดุ้ง
"คุณไม่ควรเดาสุ่มสี่สุ่มห้าหรือเอาความตายของคนอื่นมาพูดแบบสนุกปากนะคะ!"
เอวิตาต่อว่าลูกค้าสาวทั้งสองคนด้วยความลืมตัว ทำให้ลูกค้าทั้งสองคนโวยวายขึ้นมาอย่างไม่พอใจ
"เธอเป็นใคร! เป็นแค่พนักงานเสิร์ฟมีสิทธิ์อะไรมาสั่งสอนฉัน"
" ผู้จัดการอยู่ไหน! ไปตามผู้จัดการมาเดี๋ยวนี้!"
เสียงโวยวายของลูกค้าสาว เรียกให้ผู้จัดการรีบวิ่งออกไปอย่างรวดเร็ว
"มีอะไรกันครับ...เกิดอะไรขึ้นครับคุณลูกค้า"
" อบรมพนักงานของคุณเสียบ้าง ไม่มีมารยาทเอาซะเลย พนักงานคนนี้ ต่อว่าฉันสั่งสอนฉัน...."
"นี่มันเรื่องอะไรกันเหรอเอม..."
แล้วก็เป็นไปตามระเบียบเมื่อซักไซ้ไล่เลียง เอวิตาจึงถูกพักงานเป็นเวลาหนึ่งอาทิตย์เพื่อเป็นการเตือนที่ล่วงเกินลูกค้า โดยที่เธอเองก็ยอมรับบทลงโทษนั้นแต่โดยดี
เมื่อไม่ได้ไปทำงานเด็กสาวก็เก็บตัวอยู่ในห้อง จิตใจของเธอห่อเหี่ยวและหดหู่จนไม่อยากพบปะผู้คน วันๆเธอเอาแต่คิดถึงแต่การตายของวาสินีและปนิดาซ้ำไปซ้ำมา
"คุณปนิดาคะ..."
เด็กสาวประนมมือขึ้นไหว้แล้วตั้งจิตนึกถึงปนิดา
"ฉันขอโทษที่ทำให้คุณต้องเสียทั้งลูกและชีวิตของคุณ แต่ฉันไม่ได้ตั้งใจจริงๆ..."
ก๊อก'ก๊อก'ก๊อก
พูดยังไม่ทันจบเสียงประตูห้องของเธอก็ถูกเคาะ เอวิตาจึงลุกขึ้นเดินไปเปิด แต่เมื่อเห็นแขกที่มาเยือนก็ทำเอาเด็กสาวผงะถอยไปหลายก้าว
"คุณ!..."
"ตกใจมากเหรอ..."
เขาถามเสียงต่ำพร้อมกับจ้องเขม็งมาที่เธอด้วยดวงตาดุดัน เอวิตาลอบกลืนน้ำลายลงคอเมื่อเห็นไฟโทสะในดวงตาเขา ท่าทางของเคารพในตอนนี้ไม่ผิดกับมัจจุราชที่กำลังจะมาพรากวิญญาณของเธอเลยสักนิด
"คุณ...มีธุระอะไรกับหนูเหรอคะ..."
เอวิตาข่มความกลัวแล้วเอ่ยถามเขาเสียงสั่น เธอพยายามที่จะไม่แสดงอาการหวาดกลัวออกมา แต่ถึงอย่างนั้นร่างทั้งร่างของเธอก็สั่นน้อยๆอย่างไม่อาจควบคุม
"มีสิ! มีมากด้วย เธอลืมไปแล้วเหรอว่าเธอทำอะไรกับฉันเอาไว้! เธอฆ่าเมียฆ่าลูกฉันเธอลืมแล้วหรือไง!"
ชายหนุ่มตะวาดเสียงกร้าวอย่างเดือดดาล เพียงเท่านั้นน้ำตาของเด็กสาวก็ไหลอาบแก้ม
"ฮือๆ...หนูขอโทษค่ะ...ฮึก...หนูไม่ได้ตั้งใจ...โฮ..."
เด็กสาวพยายามอธิบายและยกมือประนมไหว้เขา แต่มันไม่ได้ทำให้ความเคียดแค้นในใจเขาเบาบางลงเลย
"เธอจะตั้งใจมั้ยฉันไม่รู้ ฉันรู้เพียงอย่างเดียวว่าเมียกับลูกฉันต้องตายเพราะความสาระแนของเธอ และเธอก็ต้องชดใช้ให้กับฉัน!!"
เอวิตาทำท่าจะก้าวถอยหลังแต่แขนเรียวก็ถูกเขากระชากเอาไว้อย่างรู้ทัน
"เธอต้องไปกับฉัน!!"
"ไม่นะ! ไม่ไปนะคะ!"
เด็กสาวปฏิเสธอย่างไม่หยุดคิด ใบหน้าหวานตื่นกลัวอย่างที่สุด เพราะตอนนี้เขาทำให้เธอรู้สึกได้ว่าเขาอยากฆ่าเธอ
"เธอต้องไป!"
"ไม่!!!...ฮึก...หนูไม่ได้ตั้งใจ...หนูขอโทษ...โฮ..."
"ถ้าเธอรู้สึกผิดจริงๆเธอต้องไปกับฉัน! เธอต้องชดใช้ในสิ่งที่เธอทำ!"
เด็กสาวส่ายหน้าทั้งน้ำตาความหวาดกลัววิ่งเข้าจับหัวใจจนเนื้อตัวสั่นสะท้าน เธอมองเขาด้วยแววตาอ้อนวอนแล้วพูดด้วยน้ำเสียงเจือสะอื้น
"หนูรู้สึกผิดฉันรู้สึกผิดจริงๆแต่หนูไม่ได้ตั้งใจ ปล่อยหนูไปเถอะ....หนูขอโทษ.. "
"ปล่อยเหรอ!!"
ดวงตาดุดันของเขากระด้างขึ้นอีกเป็นเท่าตัวเมื่อเธอขอร้องให้เขาปล่อยเธอไป
"ไม่มีวัน! ฉันไม่มีทางปล่อยเธอ เพราะถ้าหากฉันทำอย่างนั้นฉันจะต้องรู้สึกผิดไปตลอดชีวิต ที่ไม่ได้แก้แค้นเอาคืนคนที่ทำให้ลูกเมียฉันตาย!!"
เอวิตามองเห็นความเจ็บปวดในดวงตาเขายามที่เขาเอ่ยถึงลูกและภรรยา มันทำให้เธอรู้สึกสงสารเขาขึ้นมาจับใจ นั่นอาจเป็นเพราะความรักที่เธอซ่อนเอาไว้ในใจเป็นทุนเดิม เมื่อเห็นเขาเจ็บปวดหัวใจของเธอมันก็เจ็บไปด้วย
"ก็ได้ค่ะ...ฮึก...ถ้าชีวิตของหนูมันจะทำให้คุณรู้สึกดีขึ้น"
"ดี!!"
เคารพฉุดกระชากร่างเล็กมาขึ้นรถและขับตรงไปที่โคราช ซึ่งเป็นสถานที่ที่เขาจัดเตรียมไว้โดยเฉพาะ
ตลอดเวลาที่นั่งอยู่ในรถเอวิตาพยายามที่จะกลั้นเสียงสะอื้นเอาไว้ เพราะกลัวว่ามันจะทำให้เขารู้สึกรำคาญ บ่อยครั้งที่เธอลอบมองเสี้ยวหน้าเครียดขรึมของเขา แล้วนึกขอโทษเขาอยู่ในใจเพราะทุกครั้งที่เขาเผลอ ดวงตาเขาก็จะเอ่อคลอด้วยน้ำตาจนแดงก่ำ
"คุณจะพาหนูไปไหนคะ..."
ในที่สุดเด็กสาวก็เอ่ยถามด้วยความอยากรู้เพราะรถวิ่งอยู่บนถนนมานานนับชั่วโมงแต่ก็ไม่มีวี่แววว่าเขาจะจอด
"เธอคิดว่าฉันจะพาเธอไปไหนล่ะ เธอคิดว่าฉันควรทำยังไงกับเธอดี..."
เขาย้อนถามด้วยน้ำเสียงเครียดขรึมแต่ดวงตายังคงจับจ้องไปที่ถนนเบื้องหน้า
"หนู...ไม่รู้ค่ะ"
น้ำเสียงแผ่วเบาอย่างคนสิ้นหวังของเด็กสาวไม่ได้ทำให้เขารู้สึกสงสาร เคารพกระตุกยิ้มมุมปากแล้วเอ่ยถามเธอเสียงเข้ม
"เธอคิดว่าฉันพาเธอออกมาเพราะอะไร!"
"ก็...คุณบอกว่าต้องการให้หนูชดใช้ คุณ...ต้องการชีวิตของหนูใช่มั้ยคะ"
ถึงแม้จะกลัวแสนกลัวแต่เอวิตาก็พยายามบังคับตัวเองไม่ให้ร้องไห้ เพราะเธอตัดสินใจแล้วว่าหากเขาต้องการชีวิตของเธอเพื่อชดใช้เธอก็จะมอบให้เขาโดยไม่คิดหลีกหนี เพราะเธอจะได้ไม่ต้องมาจมอยู่กับความรู้สึกผิดไปตลอดชีวิต
"เธอคิดว่าฉันจะฆ่าเธองั้นเหรอ...ไม่หรอก"
ถึงแม้จะปลงตกและคิดจะมอบชีวิตเพื่อชดใช้ แต่เมื่อได้ยินเช่นนี้ก็รู้สึกโล่งใจขึ้นมา เพราะลึกๆแล้วเธอก็ยังไม่อยากจากโลกนี้ไป
"ทำไมคะ คุณ...ไม่โกรธหนูแล้วเหรอคะ"
"โกรธเหรอ! เธอใช้คำว่าโกรธเหรอ...เธอใช้คำผิดแล้วล่ะเพราะฉันไม่ได้โกรธแต่ฉันเกลียด! เกลียดจนรู้สึกขยะแขยงที่ต้องมานั่งหายใจข้างๆเธอ! ฉันอยากจะฆ่าเธอให้ตายตามนิดกับลูกไป แต่ไม่หรอก...ความตายมันง่ายไปสำหรับคนอย่างเธอ!"
น้ำตาที่เด็กสาวพยายามกลั้นไว้ไหลอาบแก้มอีกครั้ง เธอเจ็บไปทั้งใจเมื่อเขาทั้งพูดทั้งมองเธอด้วยความเกลียดชัง เธอเชื่ออย่างสนิทใจว่าเขาอยากจะฆ่าเธอจริงๆ เพราะตอนที่เขาพูดมือของเขากำพวงมาลัยรถแน่นจนข้อนิ้วซีดขาว อีกทั้งกรามแกร่งก็ขบกันแน่นจนได้ยินเสียงฟันบดกันอย่างน่ากลัว
"หนูรู้ว่าคุณเสียใจ...ฮึก...ในเมื่อหนูเป็นต้นเหตุเรื่องทั้งหมด หนูจะชดใช้ให้คุณทุกอย่าง...ฮึก...แม้กระทั่งชีวิตของหนูถ้าคุณอยากได้หนูจะไม่ขัดข้อง หนูพร้อมที่จะให้เพื่อไถ่บาป"
"เรื่องที่เธอต้องชดใช้มันแน่นอนอยู่แล้ว และไม่ต้องบีบน้ำตาให้ฉันสงสารเพราะฉันจะไม่มีวันปรานีเธอแน่! เตรียมตัวไถ่บาปได้เลย!"
เขาเค้นเสียงลอดไรฟันเพื่อบอกกับเธอแล้วจึงระบายความโกรธด้วยการเหยียบคันเร่งจนมิด เอวิตากลัวจับใจแต่ก็ไม่ปริปาก เด็กสาวบีบมือทั้งสองข้างเข้าด้วยกันและขบฟันลงกับกลีบปากอิ่มเพื่อกลั้นเสียงหวีดร้อง เมื่อเห็นเขาควบคุมรถด้วยความเร็วและแซงรถซ้ายขวาอย่างน่าหวาดเสียว