เอวิตา ใจอารี เด็กสาวอายุสิบเก้าปีผู้เป็นเจ้าของใบหน้าหวานละมุน ไม่ว่าจะเป็นปากคอคิ้วคางก็ล้วนแต่เหมาะเจาะลงตัว โดยเฉพาะกลีบปากอิ่มเต็มสีเชอรี่ที่ชมพูจัดโดยธรรมชาติน่าจุมพิต ทุกครั้งยามที่กลีบปากอิ่มแย้มยิ้มก็จะปรากฏรอยบุ๋มเล็กที่สองข้างแก้ม ส่งเสริมให้ใบหน้าหวานนั้นน่ารักชวนมองยิ่งขึ้น
เอวิตาหรือ 'เอม' เติบโตขึ้นมาในสถานสงเคราะห์บ้านเด็กกำพร้า ชีวิตของเธอช่างอาภัพเพราะถูกมารดาแท้ๆนำมาวางไว้ที่หน้าสถานสงเคราะห์ตั้งแต่แบเบาะ สมบัติสิ่งเดียวที่เธอมีติดตัวคือใบหน้าหวานละมุนเพียงเท่านั้น
"เอม...ออกไปอยู่ข้างนอกระวังใจให้ดีนะลูก อย่าหลงระเริงแสงสีจนทำตัวเหลวไหล อย่าลืมนะลูกว่าคนที่ให้ทุนหนูมาเขามีจุดประสงค์อะไร"
"ค่ะคุณแม่ เอมไม่ลืมค่ะว่าเอมต้องตั้งใจเรียน เอมจะไม่ทำให้เจ้าของทุนรู้สึกเสียดายเงินอย่างเด็ดขาดค่ะ"
"ดีลูก...แม่ขอให้หนูประสบความสำเร็จนะ"
"ขอบคุณค่ะ หนูลานะคะแม่แล้วหนูจะแวะมาหาบ่อยๆ"
เอวิตากราบลงที่ตักของคุณเมตตาซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่เก่าแก่ของสถานสงเคราะห์ เด็กในสถานสงเคราะห์ทุกคนเมื่ออายุครบสิบแปดปี ก็จะมีสิทธิ์ตัดสินใจที่จะเลือกทางเดินของตัวเอง บางคนก็เลือกที่จะออกไปประกอบอาชีพเลี้ยงตัวเอง ส่วนบางคนก็เลือกที่จะเรียนหนังสือต่อ ส่วนเอวิตาเธอเลือกที่จะออกไปทำงานส่งเสียตัวเองเรียน เพื่อที่จะได้ประหยัดค่าใช้จ่ายของทางสถานสงเคราะห์ เธอได้รับทุนต่อเนื่องตั้งแต่มัธยมศึกษาปีที่สี่เพราะมีผลการเรียนดี เอวิตาจึงมั่นใจว่าทั้งทุนและเงินพิเศษที่เธอหาได้ จะสามารถส่งให้เธอเรียนจบในระดับปริญญาตรีโดยไม่ลำบากนัก
...
เอวิตากำลังจัดของอยู่ภายในห้องเช่าขนาดกระทัดรัดของเธอด้วยความตื่นเต้น แล้วในขณะที่กำลังเรียงหนังสือเข้าที่ซองจดหมายสีขาวก็หล่นลง เมื่อหยิบมาดูจึงรู้ว่าเป็นซองใส่เงินจำนวนหนึ่งซึ่งเธอเคยได้รับเป็นทุนการศึกษาในครั้งแรก เมื่อเห็นซองนี้มันก็ทำให้เธอนึกถึงคนให้ขึ้นมา
'เคารพ เศรษฐการ' เป็นชื่อที่ติดตรึงในใจของเอวิตามานานนับปี ชายหนุ่มนักธุรกิจยานยนต์ที่รวยระดับประเทศผู้มอบทุนการศึกษาให้เธอ ในตอนแรกเอวิตานึกขอบคุณเขาที่เอื้อเฟื้อให้กับเด็กด้อยโอกาสเช่นเธอ จึงค้นดูประวัติของเขาตามชื่อผู้มอบที่จ่าอยู่หน้าซอง แต่เมื่อเธอเห็นเขาผ่านรูปภาพที่หามาได้เธอกลับรู้สึกหลงรักเขาเพียงแค่เห็นรูปถ่าย ดวงตาคู่คมของเขาที่จ้องมองกล้องนั้นดำสนิท มันดูมีเสน่ห์มากเสียจนเอวิตารู้สึกราวกับถูกสะกดจนละสายตาจากรูปถ่ายของเขาไม่ได้ เธอตกหลุมรักเขาแม้ว่าเขาจะมีอายุมากกว่าเธอถึงสิบเจ็ดปีก็ตาม
เด็กสาวเก็บความลับนี้เอาไว้ไม่บอกให้ใครล่วงรู้ ตั้งแต่เรียนม.สี่จนขณะนี้เธอกำลังเข้ามหาวิทยาลัยปีหนึ่ง เธอคอยติดตามข่าวคราวของเขาผ่านหนังสือพิมพ์และนิตยาสารอยู่เสมอ และเมื่อต้นปีที่แล้วก็มีข่าวที่ทำให้หัวใจของเธอห่อเหี่ยว เพราะเขาประกาศสละโสดและจัดงานแต่งงานยิ่งใหญ่กับลูกสาวนักธุรกิจคนหนึ่ง เธอยังจำได้ดีว่าเคารพในชุดเจ้าบ่าวนั้นหล่อเหลาราวกับเทพบุตรเหมาะสมกับเจ้าสาวของเขามากแค่ไหน แต่ถึงเขาจะแต่งงานไปแล้วเอวิตาก็ยังแอบรักเขาเงียบๆ เพราะยังไม่มีใครที่ทำให้เธอรู้สึกว่าใจเต้นแรงแค่เพียงได้สบตาเหมือนเขาเลยสักคน
"ตอนนี้คุณคงจะมีชีวิตที่สมบูรณ์แบบกับภรรยาของคุณใช่มั้ยคะ"
เธอหยิบเอาภาพถ่ายของเขาที่ตัดออกมาจากนิตยาสารขึ้นมาดูแล้วพูดเบาๆราวกับกำลังคุยกับเขาอยู่
...
เคารพกุมมือปนิดาภรรยาของเขาเอาไว้ด้วยความตื่นเต้นยินดี ขณะนี้เขาและเธอกำลังมองภาพทารกผ่านทางหน้าจอเครื่องอัลตร้าซาวด์ ซึ่งทารกที่เขากำลังจับจ้องด้วยความตื่นเต้นก็คือลูกของเขาและภรรยา ที่ทำการฝากตัวอ่อนเอาไว้ในท้องของผู้หญิงคนอื่น เนื่องจากปนิดาภรรยาของเขาร่างกายอ่อนแอขี้โรค จนเธอไม่สามารถจะอุ้มท้องด้วยตัวเองได้
"นิด...เห็นลูกมั้ยครับ"
ปนิดาน้ำตาคลอแล้วจึงบีบมือของสามีเอาไว้แน่นเพราะความยินดี
"เห็นค่ะ พี่รพดูสิคะลูกขยับตัวด้วย!"
"ครับ...พี่เห็นแล้ว คุณหมอครับลูกของผมผู้หญิงหรือผู้ชายครับ"
"ทารกเพศหญิงครับ ตอนนี้ระยะครรภ์พ้นจากช่วงอันตรายแล้วนะครับ ที่เหลือแค่ออกกำลังกายด้วยการเดินบ้างแล้วก็กินของที่มีประโยชน์เท่านั้น รับรองว่าเด็กคลอดออกมาแข็งแรงแน่ครับ"
คำตอบของคุณหมอทำให้คนที่กำลังจะได้เป็นพ่อแม่มือใหม่หันมายิ้มให้กันอย่างปลาบปลื้ม
"ผู้หญิงด้วย...พี่ว่าเขาต้องน่ารักเหมือนนิดแน่ๆ"
ปนิดายิ้มกว้างให้สามีและเผื่อแผ่รอยยิ้มนั้นไปถึงวาสินีที่เป็นคนอุ้มท้องด้วย
"น้องนีจ๊ะ ต่อไปนี้น้องนีต้องดูแลตัวเองให้ดีนะจ๊ะ เพราะพี่ฝากความรักและดวงใจของพี่เอาไว้ในท้องของน้องนีนะ"
วาสินียิ้มรับเมื่อปนิดาพูดกับเธอด้วยน้ำเสียงนุ่มนวล ปนิดาเป็นรุ่นพี่ของวาสินีตอนที่เรียนมหาวิทยาลัย เมื่อปนิดารู้ว่าวาสินีมาจากบ้านเด็กกำพร้า ก็เกิดความสงสารและช่วยเหลืออยู่เสมอจนทั้งคู่สนิทสนมกัน เมื่อปานิดาจะหาผู้หญิงมาอุ้มบุญเธอจึงเลือกวาสินี เพราะอยากให้วาสินีได้รับค่าจ้างเป็นเงินก้อนใหญ่ที่เคารพจะจ่ายให้ วาสินีจึงตอบตกลงอย่างไม่ลังเลและด้วยความที่วาสินีมีร่างกายแข็งแรง การอุ้มบุญจึงเป็นไปอย่างราบรื่น จนทารกในครรภ์เติบโตมาจนอายุห้าเดือน
"พี่นิดไม่ต้องห่วงนะคะ นีจะระมัดระวังตัวเองให้มากที่สุดตามที่พี่นิดบอก รับรองว่าถึงวันคลอดนีจะคลอดลูกของพี่นิดออกมาอย่างปลอดภัยและแข็งแรงแน่ค่ะ"
"ขอบใจจ้ะ"
ปนิดายิ้มกว้างดวงตาของเธอมีประกายความสุขชัดเจน จนเคารพรู้สึกมีความสุขไปด้วยเมื่อเห็นรอยยิ้มของภรรยา
"วันนี้พวกเราจะไปส่งเธอเอง อยากได้ของใช้อะไรมั้ยเดี๋ยวจะได้แวะซื้อ"
"ไม่ค่ะ ของที่ห้องยังอยู่เยอะเลย"
"อืม...ต่อไปนี้เธอจะเดินทางหรือนั่งรถไกลๆไม่ได้แล้วนะ ยิ่งท้องเริ่มใหญ่ก็ต้องยิ่งระวัง"
"ค่ะ คุณเคารพไม่ต้องห่วงค่ะ"
เคารพและปนิดามองหน้าแล้วส่งยิ้มให้กันอย่างมีความสุข ที่ครอบครัวของพวกเขากำลังจะสมบูรณ์พร้อมหน้าพ่อแม่ลูกอย่างที่ฝันเอาไว้
...3เดือนผ่านไป...
เอวิตาเลือกที่จะเรียนต่อในภาคพิเศษที่เรียนเฉพาะวันเสาร์อาทิตย์และใช้เวลาที่เหลือเพื่อหารายได้ เด็กสาวมีความขยันและความกระตือรือร้นเป็นอย่างมาก เธอได้เข้าทำงานเป็นพนักงานเสิร์ฟที่ร้านพิซซ่าชื่อดัง สิ่งแรกที่เธอซื้อหลังจากเก็บเงินก้อนแรกได้นั่นก็คือโทรศัพท์ แต่ไม่ใช่เพราะเธออยากได้อยากมีหรือฟุ้งเฟ้อ แต่เป็นเพราะมันจำเป็นสำหรับการติดต่อสื่อสารเป็นอย่างมาก และตอนนี้เอวิตาก็กำลังจะใช้มันติดต่อหาวาสินี หญิงสาวรุ่นพี่ที่มาจากบ้านเด็กกำพร้าเช่นเดียวกับเธอ
"ฮัลโหล..."
"ฮัลโหลค่ะ..."
"ฮัลโหลพี่นีนี่เอมนะจ๊ะ เอมเพิ่งซื้อโทรศัพท์ใหม่เลยโทรหาพี่ให้พี่บันทึกเบอร์ไว้"
"จ้า...ดีแล้วจะได้คุยกันได้บ่อยขึ้น"
"มีอีกเรื่องนะพี่นี"
"ว่ามาสิยายขี้อ้อน หรือจะเรียกขี้แงดี"
วาสินีหยอกเย้าไปตามสายเพราะตอนที่อยู่บ้านสงเคราะห์ด้วยกัน เอวิตามักจะออดอ้อนขี้แงกว่าเด็กคนอื่นๆ
"พี่น่ะ เดี๋ยวนี้เอมโตแล้วไม่เป็นอย่างนั้นแล้วจ้ะ"
"ฮะ ฮะ ฮะ พี่ล้อเล่น ไหนล่ะ...มีอะไรพูดมาสิ"
"วันนี้วันเกิดเอมนะ...เอ...ไม่ใช่สิ เรียกวันที่เอมถูกทิ้งถึงจะถูก"
น้ำเสียงสดใสของเอวิตาหม่นลงจนวาสินีรู้สึกสงสาร เธอเข้าใจความว้าเหว่และหนาวเหน็บในหัวใจที่เอวิตากำลังเผชิญเป็นอย่างดี เพราะเธอเองก็มีชะตาชีวิตที่ไม่ต่างกัน
"อย่าเศร้าสิเอม...เขาแค่ทิ้งน่ะดีแค่ไหนแล้ว ถ้าแม่เอมทำแท้งเอมไม่ได้เกิดมาเลยด้วยซ้ำ"
"ก็จริงนะพี่"
"ใช่ แล้ววันเกิดนี่ยังไงจะมาเลี้ยงขนมพี่เหรอ"
"ใช่จ้ะ แต่เอมจะไปรับพี่นีออกมากินหมูกระทะ เอมจำได้ว่าเอมเคยสัญญากับพี่นีเอาไว้ ว่าวันเกิดเอมจะเลี้ยงหมูกระทะ"
"คือ..."
วาสินีอึกอักเนื่องจากอายุครรภ์ของเธอนั้นย่างเข้าเดือนที่แปด พ่อแม่ตัวจริงของเด็กที่เธออุ้มบุญจึงกำชับนักหนาว่าห้ามไม่ให้เธอออกไปไหนเพื่อป้องกันความเสี่ยง
"ทำไมเหรอพี่ มีอะไรหรือเปล่า"
"คือ...พ่อแม่ของเด็กที่พี่อุ้มบุญไม่ให้พี่ออกไปไหนน่ะ เขากลัวว่าจะเป็นอันตราย"
เอวิตารับรู้ว่าวาสินีอุ้มบุญแต่ไม่เคยรู้ว่าวาสินีอุ้มบุญให้กับใคร เพราะเมื่อวาสินีไม่เล่าเธอก็ไม่ซักไซ้ให้เสียมารยาท
"แต่เอมอยากให้พี่ออกมาฉลองกับเอมจริงๆนะ พี่มาไม่ได้เอมก็ต้องฉลองคนเดียวน่ะสิเพราะเอมไม่มีใครเเล้ว"
เมื่อเอวิตาบอกเสียงเศร้าวาสินีก็สงสารสาวน้อยจนยอมใจอ่อน
"ก็ได้ๆ พี่จะไปฉลองวันเกิดด้วยก็ได้ แต่ไปแค่ร้านใกล้ๆหอพักพี่พอนะ"
"เย้!!! พี่นีน่ารักที่สุดเลย เดี๋ยวเอมเอามอเตอร์ไซค์ของพี่ที่ร้านไปรับพี่นะ"
"หืม...นั่งแท็กซี่ดีกว่ามั้ยเอม"
"ก็พี่จะไปแค่ร้านใกล้ๆไม่ใช่เหรอจ๊ะ"
"อืม...ก็ใช่จ้ะ"
"งั้นมอไซค์แหละพี่สะดวก"
"อืม...เอางั้นก็ได้จ้ะ"
วาสินีในชุดคลุมท้องสีชมพูเดินลงมารอเอวิตาที่หน้าหอพักตามเวลาที่นัดหมาย และเพียงไม่นานร่างเล็กของเอวิตาก็ขี่มอเตอร์ไซค์มาจอดพร้อมส่งยิ้มให้กับรุ่นพี่
"โห...รีบมาถึงขนาดไม่อาบน้ำเปลี่ยนชุดเลยเหรอ"
วาสินีเอ่ยแซวเมื่อเห็นเอวิตาในชุดยูนิฟอร์มของร้านพิซซ่าชื่อดังทำเอาเอวิตายิ้มเขิน
"ก็เอมไม่อยากให้พี่กลับดึกไง ถ้าไปอาบน้ำเปลี่ยนเสื้อผ้าก็จะยิ่งมาช้า พี่ดูสิอีกไม่นานฟ้าก็มืดแล้ว"
"จ้า...เอาเถอะ คนสวยอ่ะถึงจะมอมแมมยังไงก็ยังสวย ถึงไม่อาบน้ำก็สวยจ้ะ"
"อื้อ...พี่นีอ่ะอย่าล้อสิ"
"ฮะ ฮะ ฮะ ไปเถอะ ขี่แข็งหรือเปล่าน่ะเรา"
"พี่ขึ้นมาเถอะรับรองปลอดภัย"
วาสินีพยักหน้าแล้วขึ้นไปนั่งไพล่ซ้อนท้ายเอวิตา แล้วกอดเอวเล็กไว้เพื่อกันตก
"เกาะแน่นๆนะ ไปแล้วน้าาา"
เอวิตาพยายามบังคับรถและขับขี่ให้ช้าที่สุดเพื่อความปลอดภัย สองสาวที่รักกันดั่งพี่น้องพูดคุยและหัวเราะด้วยกันตลอดทาง แต่แล้วเหตุการณ์ไม่คาดฝันก็เกิดขึ้นเมื่อรถกะบะคันหนึ่งพุ่งเข้ามาหาพวกเธอด้วยความเร็ว และไม่มีทีท่าว่าคนขับรถจะเบรกแต่อย่างใด
กรี๊ดดดดด!!!
กรี๊ดดดดด!!
โครมมมม!!!
เสียงกรีดร้องด้วยความตกใจของหญิงสาวทั้งสองคนดังขึ้นพร้อมเสียงปะทะของรถทั้งสองคันดังสนั่น ร่างของวาสิกระเด็นเพราะแรงปะทะ ส่วนเอวิตาไถลไปกับถนนแต่ยังคงมีสติ เด็กสาวพยายามขยับแขนขาของตัวเองเพื่อสำรวจความเสียหาย ปรากฏว่ามันยังคงเป็นปกติทุกประการเพียงแต่ผิวเนื้อที่ขาและแขนของเธอถลอกปอกเปิก และมีแผลแตกที่ศีษระและหน้าผากเท่านั้น
เอวิตาแข็งใจลุกขึ้นเดินไปหาวาสินีที่นอนเจ็บอยู่ไม่ไกลท่ามกลางไทยมุงนับสิบชีวิต
"พี่นี!! พี่นีเป็นไรมั้ย!"
เด็กสาวนั่งลงแล้วประคองร่างวาสินีไว้ในอ้อมแขน ขณะนี้เองที่เธอสังเกตเห็นเลือดจำนวนมากที่ไหลออกมาเปรอะเปื้อนชุดคลุมท้องสีชมพู
"พี่นี่! โฮ...เอมขอโทษ..."
วาสินีที่เสียเลือดมากจนใบหน้าซีดขาวยกมือขึ้นทาบแก้มของเอวิตา แล้วจึงพูดด้วยน้ำเสียงแผ่วเบา
"ไม่ต้องร้องเอม...ไม่ต้องร้อง..."
"ฮือๆ...เอมขอโทษ...เอมทำพี่เจ็บเอมขอโทษ...ฮือๆ..."
วาสินีฝืนยิ้มให้เด็กสาวทั้งๆที่ริมฝีปากทั้งซีดและสั่น แล้วพยายามพูดปลอบใจคนที่เธอรักดั่งน้องสาว ทั้งๆที่ใบหน้าของเธอซีดลงทุกขณะ
"มันเป็นอุบัติเหตุ...เอมไม่ผิดอะไร..."
"พี่นี่อย่าเป็นอะไรนะ...ฮึก...เดี๋ยวรถพยาบาลก็มาแล้ว..."
"เอม..."
"จ๋า...จ๋าพี่...ฮึก..."
"แฮปปี้เบิร์ดเดย์นะ"
"โฮๆ...."
"พี่เจ็บเหลือเกินเอม...พี่คิดว่าพี่จะไม่ไหวแน่ๆ..."
"ฮึก...พี่นีต้องไม่เป็นอะไรนะ!..ฮือๆ..."
"เอมสัญญากับพี่นะ ถ้าพี่เป็นอะไรไปจริงๆเอมจะไม่โทษตัวเอง เอมจะต้องเป่าเค้กในวันเกิดทุกๆปีเพื่อพี่นะ..."
วาสิตาพูดด้วยน้ำเสียงที่เริ่มจะแผ่วเบาลงทุกขณะ แต่เอวิตาก็เอาแต่ส่ายหน้าทั้งน้ำตา
"พี่ต้องไม่เป็นอะไร...ฮึก...รถพยาบาลกำลังมานะพี่...ฮึก...อดทนนะ..."
"สัญญาสิ..."
"จ้ะ...ฮึก...เอมสัญญา...แต่พี่ต้องสัญญาด้วยว่าพี่จะไม่เป็นอะไร...ฮือๆ..."
วาสินีไม่พูดอะไรตอบมาเธอเพียงแต่ส่งยิ้มซีดเซียวให้ เป็นจังหวะเดียวกับที่รถพยาบาลมาถึง ทั้งสองจึงถูกแยกให้ขึ้นรถคนละคัน เสียงไซเรนของรถพยาบาลที่ดังลั่นไปทั่วบริเวณ บีบหัวใจของเอวิตาจนรู้สึกเจ็บในอก เธอจ้องมองรถพยาบาลคันที่วิ่งนำหน้าด้วยดวงตาแดงช้ำ ในใจเฝ้าแต่ภาวนาซ้ำไปซ้ำมาให้วาสินีปลอดภัย
แต่แล้วคำภาวนาของเอวิตาก็ไม่เป็นผลเมื่อพยาบาลเดินมาบอกข่าวร้ายให้เธอทราบ ในขณะที่เอวิตากำลังถูกย้ายไปที่ห้องพักฟื้น
"คุณเอวิตาเป็นญาติกับคุณวาสินีใช่มั้ยคะ"
"ใช่ค่ะคุณพยาบาล พี่สาวของฉันเป็นยังไงบ้าคะ!"
เอวิตาถามด้วยน้ำเสียงร้อนใจแล้วจึงจ้องมองไปยังพยาบาลสาวอย่างมีความหวัง
"เสียใจด้วยนะคะพี่สาวของคุณเสียชีวิตแล้ว นี่คือกระเป๋าที่เจ้าหน้าที่เก็บมาส่งค่ะ"
เด็กสาวถึงกับช็อคไปชั่วขณะเมื่อรับรู้ข่าวร้าย น้ำตามากมายไหลอาบแก้มนวลราวกับห่าฝน ความเสียใจและความรู้สึกผิดกัดกินหัวใจของเธอจนแหว่งวิ่น แล้วเสียงสะอื้นก็ดังขึ้นอย่างไม่อาจระงับไว้ได้
"โฮ....ฮึก...ฮึก..."
"คุณคะ...คุณ..."
"โฮๆๆ..."
พยาบาลสาวมองเอวิตาที่สะอึกสะอื้นด้วยความเห็นใจ และเมื่อเสียงสะอื้นนั้นซาลงจึงพูดกับเธออีกครั้งด้วยน้ำเสียงนุ่มนวล
"ฉันเสียใจด้วยนะคะ แต่สิ่งที่คุณต้องทำตอนนี้คือโทรตามสามีของผู้เสียชีวิตนะคะ"
พยาบาลส่งถุงซิปใสขนาดใหญ่ที่บรรจุกระเป๋าของเธอและวาสิตาที่เจ้าหน้าที่เก็บได้ในที่เกิดเหตุมาให้ เอวิตาก็ยื่นมือที่สั่นเทาออกไปรับ
เมื่อมาถึงห้องพักผู้ป่วยรวมเด็กสาวก็ยังคงสะอื้นไม่หยุด เอวิตาจมอยู่กับความโศกเศร้านานพอสมควรจึงค่อยๆรวบรวมสติ เธอรู้อยู่แล้วว่าลูกในท้องของวาสินีเกิดจากการอุ้มบุญ คนที่เธอจะต้องโทรหาก็คือพ่อแม่ที่แท้จริงของเด็กในท้อง
เด็กสาวหยิบโทรศัพท์ของวาสินีขึ้นมาดู ปรากฏว่าในโทรศัพท์มีเพียงเบอร์ที่โทรเข้าและออกเพียงสองหมายเลข นั่นคือหมายเลขของเธอและอีกหมายเลขที่ชื่อว่า 'คุณนิด' เธอจึงตัดสินใจกดโทรออกไปยังหมายเลขนั้น
"ฮัลโหล..."
เสียงทุ้มที่ลอดผ่านโทรศัพท์ทำให้เอวิตาแปลกใจ เนื่องจากชื่อที่ปรากฏนั้นเป็นผู้หญิงจึงเอ่ยถาม
"เอ่อ...นั่นเบอร์คุณนิดหรือเปล่าคะ"
"ใช่! และนั่นก็เบอร์โทรของวาสินี คุณเป็นใครทำไมถึงเอาเบอร์ของวาสินีโทรหาผม"
น้ำเสียงทุ้มในตอนแรกเข้มขึ้นจนเอวิตารู้สึกกลัวขึ้นมาอย่างไม่ทราบสาเหตุ เธอรู้สึกเพียงว่าในน้ำเสียงนั้นแฝงเร้นไปด้วยความน่ากลัว
"คือ...ฉันจะติดต่อหาพ่อแม่ของเด็กในท้องพี่นีน่ะค่ะ"
"หมายความว่าอะไร! ตอนนี้วาสินีอยู่ที่ไหน!"
เมื่อเขาเอ่ยถามถึงวาสินีน้ำตาของเด็กสาวก็ไหลออกมาอีกครั้ง เธอพยายามกลั้นเสียงสะอื้นแล้วบอกกับเขา
"พี่นี...ฮึก...เสียแล้วค่ะ ตอนนี้อยู่ที่โรงพยาบาล......ฉันเป็นน้องสาวของพี่นี...ฮึก...ถ้าคุณมาที่โรงพยาบาลฉันอยู่ที่แผนกผู้ป่วยรวม หากคุณต้องการรู้อะไรเพิ่มฉันจะเล่าให้ฟังนะคะ"
เสียงปลายสายเงียบหายไปหลายนาทีเมื่อเอวิตาบอกว่าวาสินีเสียชีวิต ซึ่งเธอก็เดาได้ว่าเขาคงกำลังช็อคและตกใจที่เขาเสียลูก ที่เธอบอกให้เขามาหานั่นก็เพราะเธอต้องการที่จะกราบขอโทษเขา เพราะเธอเป็นต้นเหตุทำให้เกิดความสูญเสียครั้งนี้ขึ้น
เด็กสาวรอให้เขาตอบกลับอยู่พักใหญ่แต่ก็ไม่ได้ยินเสียงอะไรแล้วสายก็ถูกตัดไปกระทันหัน
...
เคารพยืนอึ้งแล้วมองภรรยาที่นอนหลับสนิทอยู่บนเตียง เนื่องจากปนิดาไม่สบายจึงกินยาและหลับสนิท เธอเลยไม่รู้ว่าเขารับโทรศัพท์ที่โทรมาแจ้งข่าวร้าย เมื่อตั้งสติได้ชายหนุ่มก็รีบเดินไปเปลี่ยนเสื้อผ้าที่ห้องแต่งตัว ในใจเขาตอนนี้มันร้อนรุ่มดุจไฟสุม ก้อนสะอื้นวิ่งมาจุกอยู่ที่ลำคอจนน้ำตาซึมเมื่อรู้ว่าเขาเสียลูกไป และเขากำลังออกไปหาผู้หญิงที่โทรมาแจ้งข่าวเพราะอยากรู้ว่าเรื่องราวเป็นอย่างไร
"ฝันดีนะครับคนดี..."
เขาก้มลงจุมพิตหน้าผากมนของภรรยาแล้วมองเธอด้วยความสงสาร เขากลัวเหลือเกินว่าหากเธอรู้เรื่องแล้วจะรับไม่ได้ เพราะลูกคือสิ่งเดียวที่ทำให้เธอมีกำลังใจและทำให้ปนิดายิ้มได้อย่างสดใส
เคารพตรงมาที่โรงพยาบาลตามที่เอวิตาแจ้งไปตามสาย เขามาหาเธอที่ห้องพักผู้ป่วยรวมแต่เนื่องจากหมดเวลาเยี่ยมเขาจึงต้องโทรเรียกเธอออกมา ซึ่งเอวิตาก็รีบขออนุญาตพยาบาลออกไปด้านหน้าทันที
เด็กสาวเดินลากเสาน้ำเกลือออกมาพบผู้ชายที่เธอสนทนาด้วยทางโทรศัพท์ เธอจ้องมองแผ่นหลังกว้างภายใต้เสื้อเชิ้ตสีขาวด้วยหัวใจที่เต้นกระหน่ำ ผู้ชายคนนี้สูงใหญ่กำยำจนเธอดูคล้ายกับเด็กเล็กๆเมื่อเดินไปใกล้เขา
"คุณ...คุณคะ..."
เคารพหันกลับมาเมื่อได้ยินเสียงแหบเครือเรียกเขา และเมื่อเห็นใบหน้าของชายหนุ่มดวงตาของเด็กสาวก็เบิกกว้าง เอวิตากำมือกับเสาน้ำเกลือแน่นเพื่อยึดเป็นหลัก เพราะขณะนี้แข้งขาของเธอมันอ่อนแรงขึ้นมาแบบกระทันหัน
"เธอน่ะเหรอ...คนที่โทรตามฉัน"
ชายหนุ่มมองร่างเล็กของผู้หญิงตรงหน้าด้วยความแปลกใจ เพราะไม่คิดว่าตัวจริงของเธอจะเป็นเพียงเด็กสาว
"คะ...ค่ะ หนูเองที่โทรตามคุณ"
"ว่ามา..."
"หนูชื่อเอ..."
"ฉันมาที่นี่เพราะลูกของฉัน! และฉันก็ไม่ได้อยากรู้จักเธอ! บอกฉันมาว่ามันเกิดเรื่องบ้าอะไรขึ้น!!"
เสียงเข้มตะคอกถามเธออย่างไม่พอใจ เขาพยายามที่จะสงบอารมณ์มาตลอดตั้งแต่รู้ข่าวการจากไปของวาสินี และตอนนี้เขาก็เริ่มที่จะควบคุมอารมณ์ไม่อยู่ เพราะในใจของเขามันร้อนดั่งมีไฟแผดเผา
เอวิตาถึงกับสะดุ้งเมื่อเขาขึ้นเสียงใส่ เด็กสาวกลืนน้ำลาย เหนียว ๆลงคอแล้วจึงบอกในสิ่งที่เขาอยากรู้
"พี่นีเสียแล้วค่ะ...ฮึก...ลูกของคุณก็...จากไปพร้อมพี่นี..."
เคารพเงยหน้าขึ้นเพื่อระงับน้ำตาที่เอ่อขังขอบตาแล้วจึงยกมือลูบใบหน้าเพื่อตั้งสติ
"เอาล่ะ...เล่ามา..."
ดวงตาแดงก่ำของเขานั้นฉายชัดถึงความเสียใจ จนเอวิตารู้สึกเจ็บในใจไปด้วย เธอรู้สึกผิดอย่างบอกไม่ถูกที่เป็นต้นเหตุให้เขาต้องสูญเสียลูก
"คือ...หนูกับพี่นีเกิดอุบัติเหตุรถชนค่ะ...หนูเป็นคนขับรถไปรับพี่นีที่หอพักเพื่อฉลองวันเกิดของหนู..."
"ฉันสั่งวาสินีแล้วว่าห้ามออกไปไหน!"
เขาบอกเสียงเข้มต่ำดวงตาสีดำสนิทของเขาที่มองมาที่เธอนั้นดุดันจนน่าขนลุก
"คือ..หนูเองค่ะ พี่นีบอกหนูแล้ว...ฮึก...ว่าออกมาไม่ได้...ฮึก...แต่หนูเองที่ร้องขอให้พี่นีออกมาฉลองวันเกิดกับหนู...ฮึก...เพราะหนูอ้อนวอนพี่นีเลยออกมา...ฮึก...หนูผิดเอง..."
ปึก!!!