หลังจากพรรษาพูดแบบนั้นออกไปก็หมุนตัวเดินออกจากห้องหนังสือกลับเข้าห้องตัวเองอย่างหัวเสียทันที
ไล่ออกเหรอ เธอเคยตกงานมาก่อนจะตกอีกครั้งจะกลัวอะไร จะสงสารก็แต่เด็กชายสรัลที่ขาดความรักจากพ่อน่ะสิ
“คุณษา” น้าพรที่รออยู่ก่อนแล้วเรียกพรรษาขึ้นเมื่อเห็นพรรษาเดินออกมาถึงด้านหลังของบ้าน
“มีอะไรคะ” พรรษาปรับอารมณ์ให้นิ่งก่อนจะเดินเข้าไปถามน้าพรขึ้น
“คุณรู้ไหมคะว่าคุณคือคนแรกที่คุณหนูเรียกว่าแม่” น้าพรที่ได้ฟังเรื่องเล่าจากลุงชุ่มพร้อมกับแม่บ้านคนอื่นๆ ต่างก็แทบไม่เชื่อหูตัวเอง แต่สุดท้ายมันก็เกิดขึ้นแล้ว และเธอก็รู้สึกมีหวังไม่น้อยที่คุณหนูของเธอจะเป็นเหมือนเด็กคนอื่นๆ
“.....” พรรษาที่ได้ยินแบบนั้นก็ไม่ได้แปลกใจอะไรเพราะตอนนั้นมีลุงชุ่มอยู่ด้วย แต่เธอก็ไม่ได้พูดอะไรออกไป
“คุณษาช่วยทำให้คุณหนูกลับมาเป็นเด็กธรรมดาอีกครั้งได้ไหมคะ” เธอไม่อยากพูดว่าเด็กปกติ เพราะงั้นน้าพรจึงใช้คำว่าเด็กธรรมดาแทน
“ษาคงทำแบบนั้นไม่ได้หรอกค่ะ ษาพึ่งโดนไล่ออก” พรรษาถอนหายใจออกมาแล้วพูดสิ่งที่เกิดขึ้นออกไป
“คุณท่านคงพูดไม่ให้คุณวัชญ์ไล่คุณษาออกหรอกค่ะ” น้าพรพูดอย่างมั่นใจ
“ทำไมคะ” พรรษาถามอย่างไม่เข้าใจ เพราะเธอคิดว่าคุณท่านจะไม่พอใจซะอีกที่เธอทำผิดกฎแบบนั้น
“ก็เรื่องที่คุณหนูเรียกคุณษาว่าแม่ได้ยินถึงหูคุณท่านแล้วยังไงละคะ” เพราะตอนลุงชุ่มเล่าป้าตรีแม่บ้านเก่าแก่คนสนิทของคุณผู้หญิงได้ออกมาได้ยินพอดีและกลับเข้าไปเล่าให้คุณผู้หญิงฟังพร้อมกับเรียกลุงชุ่มไปถามว่าพรรษาได้บังคับหรือสอนเด็กชายสรัลหรือเปล่า
และคำตอบที่ได้คือ พรรษาตอนนั้นก็ตกใจไม่น้อยเหมือนกัน เพราะงั้นความหมายก็คือเด็กชายสรัลเป็นฝ่ายเรียกพรรษาด้วยตัวเอง ซึ่งมันเป็นครั้งแรกที่เด็กน้อยยอมเรียกคนอื่นว่าแม่
และมันก็เป็นอย่างที่น้าพรพูดไม่มีผิดเมื่อคุณกมนทัตเห็นพรรษาออกจากห้องหนังสือไปแล้วก็ลุกจากห้องนั่งเล่นตรงไปยังห้องหนังสืออย่างไม่รอช้าและเล่าเรื่องทุกอย่างให้กับสรวัชญ์ฟัง
“แน่ใจเหรอครับ” สรวัชญ์ที่ได้ยินแบบนั้นก็ถามออกไปอย่างไม่คิดจะเชื่อ เพราะขนาดพ่ออย่างเขาเด็กน้อยแทบไม่เรียกพ่ออยู่แล้ว เวลาอยากได้อะไรก็จะเดินมาบอกโดยไร้คำเรียกสถานะของเขา หรือเวลาบอกอะไรเขาก็จะพูดทุกอย่างแต่เมื่อต้องพูดถึงสถานะของเขากลับเลือกใช้มือชี้มาที่เขาแทน
“แม่ถามลุงชุ่มแล้ว ลุงชุ่มบอกว่าตอนนั้นพรรษาก็ตกใจจนพูดอะไรไม่ออกไปชั่วขณะเหมือนกัน” คุณกมนทัตเอ่ยอย่างที่ลุงชุ่มเล่า แน่นอนว่าคนเก่าคนแก่อย่างลุงชุ่มไม่ใช่คนพูดไปเรื่อยแน่นอน
“แต่ผมพึ่งไล่เธอออก” สรวัชญ์บอกสิ่งที่ตัวเองทำลงไป
“ไม่เป็นไร แม่จะบอกให้เธออยู่ต่อเอง”
“แต่เธอทำผิดกฎ แล้วเธอยังกล้ามาสอนผมอีก” สรวัชญ์เอ่ยขึ้นอย่างไม่พอใจกับท่าทางอวดดีของพรรษาก่อนหน้านี้
“ปล่อยเธอไปสักครั้งนะลูก เราก็เห็นไม่ใช่เหรอว่าไม่มีใครที่น้องรัลยอมให้เข้าใกล้เลยสักนิดแม้จะเป็นมืออาชีพแค่ไหน...”
“แต่กับพรรษาไม่ใช่แค่ยอมให้เข้าใกล้แต่กลับเรียกว่าแม่ด้วย แม่เชื่อว่าถ้าให้พรรษาดูแลน้องรัลต่อไปสักพักน้องรัลจะต้องกลับมาร่าเริงเหมือนเดิมแน่นอน” คุณกมนทัตเอ่ยอย่างมีเหตุมีผลเพราะตัวเธอเองก็ใช่ว่าจะเอาหลานชายคนนี้อยู่ การจะเข้าหาหลานชายแต่ละทีเหมือนเข้าหาหลานคนอื่นก็ไม่ปาน
“งั้นแล้วแต่แม่เลยครับ” สรวัชญ์ที่คิดอยู่สักพักสุดท้ายก็ตอบรับออกมาอย่างไร้ทางเลือกแล้วเช่นกัน
เขาเองก็ไม่ได้มีเวลามาอยู่ดูแลเด็กน้อยได้ คนที่มีเวลาอยู่ดูแลได้ต่างก็ส่ายหัวให้กับเด็กน้อยทั้งนั้น สุดท้ายก็ต้องพึ่งคนอวดดีที่พึ่งดูถูกความสามารถของเขาก่อนหน้านี้อย่างไม่ยอมรับนัก
และแน่นอนว่าสุดท้ายพรรษาก็ได้ทำงานที่นี่ต่ออย่างที่น้าพรได้บอกไว้ แม้จะไม่ค่อยอยากทำงานร่วมกับคนที่ชอบเอาความคิดตัวเองเป็นใหญ่และมากไปด้วยกฎเกณฑ์จนแยกไม่ออกว่าเป็นพ่อลูก แยกไม่ออกว่าเป็นบ้านหรือโรงเรียนฝึกความประพฤติ แต่เพราะเด็กน้อยสรัลคนเดียวที่ทำให้พรรษามีความดีใจเดียวที่ได้ทำงานต่อ และหลายวันมานี้เธอก็เลือกจะไม่เผชิญหน้ากับสรวัชญ์เพื่อลดปัญหาที่อาจจะตามมา
“แม่ษา รัลอยากไปห้าง” เด็กชายสรัลที่ได้เปิดเผยความอ่อนแอที่สุดที่เด็กคนหนึ่งเคยปกปิดไว้ให้พรรษาได้รับรู้พร้อมกับได้รับอ้อมกอดจากพรรษาอย่างอบอุ่นใจ มันเลยทำให้ผ่านความอับอายที่สุดในชีวิตนั้นมาก็ไม่มีความอายที่เขาเคยกักเก็บไว้อีกแล้ว พร้อมกับปากเล็กที่เอ่ยเรียกพรรษาว่าแม่และออดอ้อนอย่างไม่เคยทำมาก่อน
“งั้นเดี๋ยวพี่ษา...” พรรษาที่ได้ยินแบบนั้นก็ยกมือขึ้นวางบนหัวเล็กแล้วเอ่ยขึ้นว่าจะขออนุญาตเจ้านายก่อน
แต่ยังไม่ทันเธอได้พูดอะไรสายตาตื่นเต้นก่อนหน้านี้ก็เศร้าหมองขึ้นมา
“กลัวไม่ได้ไปเหรอ” พรรษาไม่แน่ใจว่าสายตาแบบนี้ของเด็กชายสรัลเป็นเพราะกลัวผิดหวังหรือเปล่าเลยถามขึ้น
แต่...
“ไม่อยากได้พี่ษา อยากได้แม่ษา” อดีตพรรษาเป็นฝ่ายเอ่ยขอให้เด็กน้อยพูดแทนตัวเองด้วยสรรพนามที่น่ารักกว่าคำว่าฉัน แต่ปัจจุบันเด็กน้อยกลับเป็นฝ่ายเอ่ยขอพรรษาออกไปบ้าง
“แต่คุณพ่ออาจจะไม่พอใจพี่ษาได้” ดูท่าทางเขาไม่พอใจเธอไม่น้อยเลยเรื่องที่เธอทำผิดกฎไปครั้งแรก ถ้าเขาได้ยินเธอแทนตัวเองกับลูกชายเขาว่าแม่แบบนี้เขาคงคิดไปไกลถึงไหนต่อไหนแล้วว่าเธอเป็นคนสั่งสอน
“รัลไม่สนใจพ่อ” แต่เขาสนใจแค่แม่ษาตรงหน้าคนเดียว แม่ษาที่พึ่งมาอยู่ยังไม่ถึงเดือนแต่กลับใกล้ชิดและเข้าใจเขามากกว่าพ่อ
“งั้นก็ได้ แต่เวลาอยู่ต่อหน้าคุณพ่อ พี่ษา...ไม่สิ แม่ษาจะแทนตัวเองว่าพี่ษานะ” สุดท้ายเธอก็ใจอ่อนให้กับเด็กน้อยที่เฝ้าเรียกเธอว่าแม่ษามาตั้งแต่หลังกลับมาจากบ้านโอบรัก แต่เธอก็ไม่ลืมต่อรองออกไปเพราะเธอเองก็ไม่บริสุทธิ์ใจจะแทนตัวเองว่าแม่ต่อหน้าผู้เป็นพ่อของเด็กเหมือนกัน
“คับ” เด็กน้อยที่ได้ยินแบบนั้นก็ตอบรับด้วยรอยยิ้มสดใสอีกครั้ง
“งั้นรอแม่ษาอยู่นี่ก่อนนะ เดี๋ยวแม่ษาไปขอคุณย่าก่อน” พรรษาพูดกับเด็กน้อยขึ้นก่อนจะออกจากห้องเล่นไปขออนุญาตเจ้านายของบ้านอย่างคุณกมนทัตนั่นเอง
แน่นอนว่าความเปลี่ยนแปลงของหลานชายที่เกิดขึ้นจากพรรษามันทำให้คุณกมนทัตไม่ได้ห้ามปรามอะไรนอกจากเตือนว่าให้ระวังกันดีๆ ก็แค่นั้นพร้อมกับให้เงินไปจำนวนหนึ่งเผื่อว่าเด็กชายสรัลอยากได้อะไร
พรรษารับเงินมาอย่างไม่เรื่องมากเพราะเธอเองก็ไม่ได้มีเงินเยอะมากพอไม่รู้ว่าสิ่งที่เด็กชายสรัลต้องการเธอจะใช้เงินตัวเองได้อย่างง่ายดายหรือเปล่า ไม่ใช่ว่าเธอขี้งกหรอก แต่ชีวิตเธอก็ต้องกินต้องอยู่ น้องๆ ที่เธอต้องคอยแบ่งปันช่วยเหลือตลอดนั่นอีก อะไรประหยัดได้ก็ประหยัดไม่ใช่เหรอ
แต่สิ่งที่ผิดคาดจากความคิดของพรรษาเลยก็คือ เด็กชายสรัลไม่ได้อยากมาซื้อของเล่นของตัวเองอย่างที่คิด เขากลับจูงมือเดินนำพรรษมายังลานของเล่นหยอดเหรียญที่เขาไม่เคยได้เล่นมันเลยสักครั้งในวัยจำความได้ ออกมาห้างสรรพสินค้าทีไรย่าจะพาตรงไปยังร้านของเล่นแล้วหยิบนั่นหยิบนี่ให้กับเขาโดยไม่ได้ถามอะไรพอเขาไม่ตอบก็ยัดลงรถเข็นคิดเงิน ส่วนกับพ่อที่พามานับครั้งได้ก็เลือกแต่ของเล่นที่เขาไม่เคยมีสิทธิ์เลือกเลยสักครั้งอย่างเช่น รูบิค กระดานเกมส์Crossword กระดานหมากรุก นั่นมันใช่สิ่งที่เด็กวัยสี่ขวบควรเล่นหรืออย่างไร
แต่สิ่งที่สรวัชญ์เลือกและตัดสินใจทั้งหมดก็ตามความเห็นควรและตามความฉลาดเกินวัยของลูกชายเขาจนลืมคิดไปว่าต่อให้เด็กจะฉลาดแค่ไหนแต่ยังไงเขาก็คือเด็ก ลานเด็กเล่นที่ดึงดูดนั่นก็ยังสามารถดึงดูดเขาได้อย่างดี เพียงแต่นั่นคือสิ่งที่เสียเวลาสำหรับสรวัชญ์พร้อมกับคิดไปเองว่าลูกชายเขาก็คงไม่ชอบอะไรแบบนี้
“อยากเล่นเหรอ” พรรษาที่เห็นเด็กชายสรัลยืนมองด้วยสายตาเปล่งประกายก็ถามขึ้น
“คับ” เด็กชายสรัลตอบกลับอย่างไม่อายเหมือนเด็กคนหนึ่งทั้งที่เขาไม่เคยมีท่าทีแบบนี้กับคนในบ้านที่เป็นพ่อและย่าแท้ๆ ของตัวเองเลย
“งั้น วันนี้แม่ษาให้รัลเล่นได้ทุกอย่างที่อยากเล่นเลยดีไหม” พรรษาที่เห็นแววตาเปล่งประกายก็คาดเดาว่าเด็กชายอาจจะไม่ได้เล่นมานานแล้วจึงอยากมาเล่นอีกครั้งจึงเอาใจเด็กน้อยด้วยการให้เขาเล่นทุกอย่างที่อยากเล่นไปเลย เพราะยังไงเงินในมือเธอก็มากพอให้เขาเล่นได้ทุกอย่างอยู่แล้ว
“จริงเหรอคับ!” เด็กชายสรัลถามออกมาอย่างตื่นเต้น
“แม่ษาเคยโกหกรัลเหรอ” พรรษาพูดขึ้นแบบนั้นก็ได้เห็นรอยยิ้มกว้างของเด็กชายสรัลพร้อมแววตาแห่งความสุขอย่างปิดไม่อยู่ เมื่อเห็นแบบนั้นเธอก็เลือกจะพาเด็กชายสรัลไปแลกเหรียญก่อนจะเดินตามเด็กชายสรัลเล่นเครื่องเล่นไม่ห่างมีร่วมเล่นด้วยบ้างในบางอย่างที่เล่นได้
และนี่คงจะเป็นครั้งแรกในรอบเกือบสองปีของเด็กชายสรัลในวัยจำความได้ที่ได้ยิ้มและหัวเราะอย่างอิสระและเต็มที่เหมือนเด็กน้อยในวัยสี่ขวบ
และด้านลูกที่พึ่งได้พบเจอกับความสุขอย่างที่ไม่เคยได้พบเจอมานาน กลับกันกับผู้เป็นพ่อของเขาที่กำลังพบความขมขื่นใจทั้งที่พึ่งรู้สึกชื่นใจไปไม่กี่วันก่อนแท้ๆ...