ตอนที่6 ไล่ออก

2025 Words
จากตอนแรกที่คิดว่าจะมาไม่กี่ชั่วโมงแล้วจะกลับให้ถึงบ้านก่อนเวลาเลิกงาน แต่พอได้มาแล้วได้เล่นและเล่านิทานให้น้องๆ ฟัง บวกกับเด็กชายสรัลที่ดูตื่นเต้นกับการเล่นร่วมกับคนอื่นได้อย่างไม่น่าเชื่อเลยทำให้พรรษาไม่อยากขัดและปล่อยไปจนลืมดูเวลารู้ตัวอีกทีก็ตอนที่แสงอาทิตย์เริ่มน้อยลงถึงได้รู้ว่าเป็นเวลาเกือบหกโมงเย็นแล้ว “วันนี้พี่ษาต้องกลับแล้ว วันหลังพี่ษาจะมาอีกนะ” พรรษาพูดกับน้องๆ ขึ้นอย่างรู้สึกคิดถึง “วันนี้พี่ษานอนที่นี่ไม่ได้เหรอคะ” เด็กน้อยหนึ่งในนั้นถามขึ้น “พี่ษาขอโทษนะ” พรรษาขอโทษออกไปอย่างออดอ้อน “ไว้มาเล่นกับเราอีกนะ” เด็กหญิงเตยพูดกับเด็กชายสรัลขึ้นอย่างรู้สึกเสียดาย “อืม” และเด็กชายสรัลก็ตอบรับออกไปอย่างไม่ปฏิเสธอะไร “ไปแล้วนะ บายๆ” พรรษาลาแม่ครูและน้องๆ ก่อนจะพาเด็กชายสรัลขึ้นรถเพื่อกลับบ้าน “บายๆ” เด็กน้อยออกมาส่งพรรษาและเด็กชายสรัลโบกมือและส่งเสียงลาตามหลังรถจนเด็กชายสรัลอดไม่ได้จะลุกขึ้นยืนกับเบาะมองไปยังด้านหลัง “วันนี้สนุกไหม” พรรษาที่เห็นแบบนั้นช่วยจับเด็กชายสรัลนั่งลงให้ปลอดภัยแล้วถามขึ้นพร้อมกับหยิบทิชชู่ขึ้นมาเช็ดเหงื่อให้เด็กชายสรัล “คับ” เด็กชายสรัลตอบออกมาอย่างน่ารักน่าชัง แน่นอนว่าคำพูดแบบนี้เขาซึมซับจากเด็กๆ ในบ้านโอบรักนั่นเอง เด็กน้อยที่พูดมีหางเสียงกับพรรษาและแม่ครู “ไว้พี่ษาจะพามาอีกนะ” พรรษาให้สัญญาออกไปโดยลืมนึกไปว่าเธอจะมีโอกาสนั้นหรือเปล่า “สัญญา” เด็กน้อยถามขึ้นด้วยสายตามีหวัง “สัญญาครับ” พรรษาตอบพร้อมกับยกมือเล็กขึ้นกำเหลือไว้เฉพาะนิ้วก้อยเกี่ยวกับนิ้วตัวเอง แน่นอนว่าสิ่งนี้เด็กชายสรัลไม่เคยทำมัน เพราะไม่เคยมีใครสัญญากับเขาด้วยวิธีนี้ เวลาเขาอยากได้อะไรทุกคนก็ซื้อมาให้โดยไม่ต้องสัญญา และ... “แม่ษา” น้ำเสียงพร้อมสายตาไร้เดียงสาของเด็กชายสรัลจ้องมองพรรษาอย่างมีความหวังเมื่อเอ่ยประโยคนั้นออกมา ประโยคที่เขาไม่เคยลืมมันได้เลยตั้งแต่พรรษาบอกกับคนอื่นว่าเขาเป็นลูกของเธอพร้อมกับโอบกอดเขาไว้ “!” พรรษาที่ได้ยินแบบนั้นก็ชะงักนิ่งงันไปอย่างทำตัวไม่ถูกในพริบตา ที่ผ่านมาเธอเลี้ยงเด็กมาไม่น้อยแต่กลับถูกเรียกว่าพี่ษาและแทนตัวเองว่าพี่มาตลอด แต่ครั้งนี้กลับมีเด็กมาเรียกเธอว่าแม่แบบนี้จะไม่ให้เธอตกใจได้ยังไง ไม่เพียงพรรษาหรอกที่ตกใจ ลุงชุ่มที่ทำหน้าที่ขับรถและร้อนใจเรื่องที่ทางบ้านโทรมาเร่งเขาและไม่กล้าพูดต่อหน้าคุณหนูกลับต้องมาได้ยินประโยคที่ทำให้ตกใจจนลืมเรื่องร้อนใจไปในพริบตาเท้าแทบเหยียบเบรกไปแล้วก็ว่าได้ “มะ...เมื่อกี้รัลเรียกพี่ษาว่าอะไรนะ” พรรษาหาสติตัวเองแทบไม่เจอก่อนจะเอ่ยถามเด็กชายสรัลขึ้นเพื่อความแน่ใจ “แม่ษา” และเป็นอีกครั้งที่เด็กน้อยเรียกพรรษาว่าแม่อย่างไม่เขินอาย แต่จะเขินอายตรงไหนในเมื่อเด็กชายสรัลอยากมีแม่มาตลอด เขาไม่เคยได้รับอ้อมกอดจากแม่ ไม่เคยรู้เลยว่าแม่ตัวเองหน้าตายังไง เวลาเห็นแม่ของเพื่อนไปรับแล้วก้มลงกอดหอม เขาอยากได้รับการกระทำแบบนั้นบ้าง แต่แทบไม่มีใครเคยทำมันกับเด็กน้อยเลยจนกระทั่งพรรษาเข้ามาและมอบมันให้กับเขา แม้ตอนแรกเด็กชายสรัลจะต่อต้านพรรษาเหมือนต่อต้านพี่เลี้ยงคนอื่นๆ แต่เพราะมีหลายอย่างที่พรรษาไม่ได้ทำเหมือนพี่เลี้ยงคนอื่นๆ ทั้งเรื่องการสอนที่เต็มไปด้วยหลักการแต่ไร้ซึ่งความใกล้ชิดอย่างจริงใจ การพาเขาแอบเล่นอะไรที่ถูกพ่อห้ามไว้และทุกคนก็ทำตาม การเล่านิทานให้ฟังก่อนนอน การช่วยเขาแต่งตัวแม้ตอนแรกเขาจะไม่ยอมซึ่งคนอื่นพอเห็นว่าเขาไม่ยอมก็ถอยออกไปทันทีและไม่เคยทำอีก การช่วยให้เขาไม่ต้องนั่งเรียนจนหมดเวลาแล้วสอนเขาแบบง่ายๆ เหมือนพี่สอนน้อง แม่สอนลูก ไม่ใช่ครูสอนนักเรียนเหมือนคนอื่นๆ แม้ว่าหลายคนจะจบเกี่ยวกับเด็กมาตรงแต่เพราะต้องทำตามกฎเกณฑ์ที่สรวัชญ์ตั้งไว้แม้จะมีบางอย่างไม่เห็นด้วยแต่เพราะเด็กชายสรัลเองก็ฉลาดกว่าเด็กวัยเดียวกันเพราะแบบนั้นพี่เลี้ยงที่ควบด้วยตำแหน่งหมอส่วนใหญ่ก็เข้าใจถึงเหตุผลของสรวัชญ์และทำตามคำสั่งไป แต่กับพรรษาไม่ใช่ เธอไม่ได้มีกฎเกณฑ์ ไม่ได้มีหลักการอะไร เธอทำทุกอย่างด้วยใจอย่างที่เคยทำกับน้องๆ ในบ้านโอบรัก เลี้ยงและสอนเด็กตามความเคยชินและสัญชาตญาณของความเป็นพี่ใหญ่ในตอนนั้น เพราะแบบนั้นมันเลยทำให้อะไรที่เธอมองว่าตึงเกินไปก็เลือกจะแอบผ่อนมันลง ความจริงใจ ความใส่ใจ ความอบอุ่น อ้อมกอดและสัมผัสที่ไม่เคยมีพี่เลี้ยงคนไหนกล้าแตะต้องเพราะรู้ว่าเด็กชายสรัลไม่ชอบ แต่พรรษากลับทำมันทั้งที่เด็กน้อยต่อต้าน ทำจนสุดท้ายความต้องการจริงๆ ของเด็กน้อยก็ปฏิเสธสัมผัสพวกนี้ของพรรษาไม่ได้และยอมให้พรรษาถูกเนื้อต้องตัวเขาอย่างง่ายดายตามความต้องการของพรรษาและความต้องการของตัวเด็กน้อยเอง กระทั่งเรื่องที่เด็กน้อยไม่ได้คิดและซ่อนมันไว้ลึกที่สุดอย่างเรื่องที่เขาอยากได้แม่ สุดท้ายมันก็ถูกกระชากขึ้นมาทันทีเมื่อได้ยินพรรษาพูดว่าเขาเป็นลูก เพราะแบบนั้นเด็กน้อยสรัลจึงไม่กลัวจะเผยความอ่อนแอของตัวเองออกมาให้พรรษาได้เห็นและรับรู้มันอีกแล้ว ส่วนพรรษาเองก็ไม่ได้พูดอะไร หัวสมองที่กำลังเรียบเรียงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นและนึกขึ้นได้ว่าก่อนหน้านี้อยู่ๆ เด็กชายสรัลก็ร้องไห้ที่แท้ก็เพราะเหตุผลนี้ สุดท้ายเธอก็ออกแรงยกเด็กชายสรัลจากเบาะด้านข้างขึ้นมานั่งตักตัวเองและกอดไว้ทั้งสงสาร เห็นใจ และปลอบเด็กน้อย “ฮึก ฮึก” เด็กน้อยที่แม้จะอายุแค่สี่ขวบแต่กลับฝืนเสียงร้องไห้ไว้อย่างสุดความสามารถ ปากเล็กแบะคว่ำซุกหน้าเข้ากับอกของพรรษาและปล่อยน้ำตาออกมาอย่างน่าสงสาร นั่นยิ่งทำให้พรรษาสงสารและเจ็บปวดไปด้วย ทำไมกันนะ พวกเขาถึงได้ปล่อยให้ลูกหลานตัวเองขาดความรักได้มากขนาดนี้ทั้งที่ในบ้านมีผู้ปกครองอยู่ถึงสามคน พวกเขาไม่รู้จริงๆ เหรอว่าเงินทองมากมายมันไม่สามารถชดเชยให้หัวใจของเด็กน้อยได้ “ร้องออกมาไม่ต้องกลัวนะ พี่ษาจะกอดรัลไว้แบบนี้เอง” พรรษาไม่เลือกจะห้ามเด็กน้อยว่าไม่ต้องร้อง เพราะดูจากอาการของเด็กน้อยไปแล้วคงแทบจะไม่เคยร้องไห้หรืออาจจะแอบร้องไห้คนเดียวมาตลอดเป็นแน่ เพราะแบบนั้นอย่าห้ามให้เขาหยุดร้อง แต่ปล่อยให้เขาร้องแล้วปลอบเขาแบบนี้ต่อไป “ฮืออ!!!” สุดท้ายเด็กน้อยก็ร้องไห้ออกมาอย่างหนัก ร้องไห้อย่างที่เขาไม่เคยกล้าร้องต่อหน้าใครเลยตั้งแต่อายุได้ประมาณสามขวบ เวลาเขาเสียใจก็มักจะมุดผ้าห่มร้องไห้คนเดียวตอนกลางคนเดียวไม่มีใครรู้ใครเห็น และไม่เคยมีใครบอกให้เขาร้องไห้แบบนี้ ลุงชุ่มเองที่อยู่ในบ้านพงษ์พัฒนมานานตั้งแต่ยังหนุ่มยังแน่นและกระทั่งมีเด็กน้อยคนนี้เกิดมา เขายังจำไม่ได้แล้วด้วยซ้ำว่าครั้งสุดท้ายที่เห็นเด็กชายสรัลร้องไห้เหมือนเด็กคนอื่นๆ แบบนี้ตอนไหน พอเห็นแบบนั้นลุงชุ่มก็ได้แต่เงียบและขับรถกลับบ้านไปโดยไม่ได้พูดเรื่องที่เกิดขึ้น แต่การที่ลุงชุ่มไม่พูดก็ไม่ได้หมายความว่าทุกอย่างจะจบ เพราะกว่าจะฝ่ารถติดมาถึงบ้านได้ก็มืดค่ำไปแล้ว เด็กชายสรัลที่เล่นทั้งวันและร้องไห้หนักระหว่างทางก็หลับไปในอ้อมกอดของพรรษาและได้พรรษาเป็นคนอุ้มลงจากรถตู้พาเข้าบ้าน “น้าพรพาน้องรัลไปขึ้นไปนอน ส่วนเธอตามฉันมา” เสียงเข้มพร้อมใบหน้าดุดันของสรวัชญ์จ้องมองพรรษาทันทีที่เธอเข้ามาในบ้านและออกคำสั่งอย่างเด็ดขาดก่อนจะเดินนำไปยังห้องหนังสือที่เป็นส่วนตัว “.....” พรรษาส่งเด็กชายสรัลให้กับน้าพรก่อนจะเดินตามสรวัชญ์ไปอย่างเผื่อใจไว้แล้วว่าจะถูกด่าว่าอะไรบ้าง “น้าพรไม่ได้บอกหรือไงว่าห้ามพาสรัลออกไปไหน แล้วเธอถือสิทธิ์อะไรถึงกล้าดีขัดคำสั่งฉัน!” เสียงเข้มของสรวัชญ์เอ่ยขึ้นพร้อมสายตาแหลมคมจ้องมองพรรษาทันทีที่เธอก้าวเข้ามายังไม่ทันปิดประตูดีด้วยซ้ำ “ฉันขอโทษที่ขัดคำสั่งคุณค่ะ แต่การออกไปข้างนอกก็เป็นสิ่งที่ดีต่อน้องรัลไม่ใช่เหรอคะ เด็กวัยนี้ให้เรียนและเล่นอยู่แต่ในบ้านเพื่อนก็ไม่มีมันถูกแล้วเหรอคะ” เด็กอายุสี่ขวบจริงๆ ควรจะไปโรงเรียนแล้วด้วยซ้ำ แต่เด็กชายสรัลกลับไม่ได้ไปเรียนอย่างคนอื่น “จะถูกจะผิดนั่นคือสิ่งที่ฉันตัดสินใจเองไม่ใช่หน้าที่ของเธอ!” เสียงเข้มเอ่ยขึ้นอย่างดุดันทันที “คุณตัดสินเองเหรอคะ ถ้าคุณตัดสินเองได้คุณคงไม่ต้องจ้างพี่เลี้ยงแบบนี้หรอกค่ะ คุณคงเลี้ยงลูกเองได้อย่างดี แต่นี่แค่วันหยุดคุณยังไม่มีเวลาให้กับลูกคุณด้วยซ้ำ” พรรษาที่ได้ยินแบบนั้นก็รู้สึกไม่ค่อยพอใจกับความคิดของเขาขึ้นมาทันที เขาเก่ง เขาฉลาดเธอรู้ไม่งั้นเขาคงไม่เป็นประธานบริษัทใหญ่โตขนาดนั้นและเธอก็ชื่นชมในตัวเขาไม่น้อยเลย แต่เก่งงานเก่งทุกอย่างแล้วยังไงถ้าสุดท้ายสอบตกหน้าที่พ่อโยนลูกให้คนอื่นเลี้ยงจนไม่รู้ว่าลูกตัวเองต้องการอะไร น่าผิดหวังจริงๆ “เธอ!...” “คุณรู้ไหมว่าสิ่งที่น้องรัลต้องการที่สุดก็คือสิ่งที่คุณให้ไม่ได้อย่างเวลาและความรักยังไงล่ะ!” พรรษาไม่รอให้สรวัชญ์ได้พูดอะไรก็แทรกขึ้นอย่างไม่พอใจทันที แต่มันไม่แปลกหรอกที่เธอจะไม่พอใจแบบนี้ เพราะเธอเองก็เคยผ่านจุดที่ไม่มีพ่อแม่มาเหมือนกัน เพียงแต่ตอนนี้เธอกลับรู้สึกว่าการไม่มีพ่อแม่เลยว่าเจ็บปวดแล้ว แต่การมีพ่อหรือแม่แล้วเหมือนไม่มีแบบนี้มันเจ็บยิ่งกว่าซะอีก นั่นเลยทำให้เธอสงสารและเข้าใจเด็กชายสรัลอย่างดีว่าสิ่งที่เกิดขึ้นกับเด็กชายสรัลที่ผ่านมาคืออะไร “ฉันไล่เธอออก!” สรวัชญ์ที่ไม่เคยมีใครกล้าแทรกและไม่มีใครกล้าสงสัยการเลี้ยงลูกของเขาพอถูกตำหนิออกมาแบบนี้รู้สึกไม่พอใจไม่น้อย แต่เหตุผลหลักของการไล่ออกก็คือการทำผิดกฎของพรรษาต่างหาก เพียงแต่... “ถ้าคิดว่าคุณเลี้ยงน้องรัลได้ดีกว่าฉันก็ไล่ฉันออกได้เลยค่ะ!”
Free reading for new users
Scan code to download app
Facebookexpand_more
  • author-avatar
    Writer
  • chap_listContents
  • likeADD