“อยากออกไปข้างนอกไหม” พรรษาถามเด็กชายสรัลขึ้น
“ไป!” เด็กชายสรัลตอบกลับอย่างไม่ลังเลและตื่นเต้นอย่างไม่ปิดบัง ไม่รู้ว่าตื่นเต้นที่จะได้ออกไปข้างนอกหรือเพราะเริ่มเปิดใจให้พรรษามากกว่าเดิมแล้ว
เพียงแต่ พ่อของเขามีเวลาที่ไหนพาลูกไปเที่ยวเล่นล่ะ นอกจากงานก็มีแต่งาน สุดท้ายแล้วนี่ก็นานแล้วที่เด็กน้อยไม่ได้ออกจากบ้านเลย
“งั้นเดี๋ยวไปขอคุณย่าก่อนนะ” พรรษาที่ได้ยินแบบนั้นก็พูดขึ้น
“.....” แต่แล้วสีหน้าเด็กน้อยก็เศร้าลงในพริบตา
“เป็นอะไรหรือเปล่า” พรรษาถามขึ้นอย่างไม่เข้าใจ
“ย่าคงไม่ให้ไป” เพราะเรื่องของเขาส่วนใหญ่จะขึ้นอยู่กับผู้เป็นพ่อเกือบทั้งหมด หลายๆ อย่างย่าก็จะให้พ่อตัดสินใจ และถ้าเป็นแบบนั้นเขาต้องไม่ได้ไปข้างนอกแน่
ใครจะไปคิดว่าชีวิตคุณหนูในครอบครัวร่ำรวยของเด็กชายสรัลจะน่าสงสารกว่าที่คิด เห็นแบบนี้เขาแทบไม่เคยได้ออกไปไหนเลย มีออกไปห้างกับผู้เป็นย่าบ้างแต่นานๆ ทีเพราะด้วยนิสัยที่ถูกคนมองว่าเป็นเด็กดื้อและเด็กมีปัญหา
มีครั้งหนึ่งผู้เป็นพ่อเคยให้พี่เลี้ยงกับคนขับรถพาไปสวนสัตว์แต่ตอนนั้นเด็กน้อยผิดหวังที่ผู้เป็นพ่อไม่ไปกับตัวเองจึงคิดต่อต้านวิ่งไปท่ามกลางผู้คนมากมายจนทำให้พี่เลี้ยงและคนขับรถตามหากันให้วุ่น แน่นอนว่าสุดท้ายสรวัชญ์ได้สั่งห้ามไม่ให้เด็กน้อยออกไปไหนกับใครนอกจากเขาหรือปู่ย่าเท่านั้น
“ไม่ลองก็ไม่รู้นี่ จริงไหม” พรรษาที่เห็นใบหน้าดีใจก่อนจะแปรเปลี่ยนเป็นเศร้าหมองก็เห็นใจไม่น้อยเธอจึงเลือกให้กำลังใจออกไปทันที
“.....” แต่เด็กน้อยก็ยังไม่ได้ดีใจขึ้นมาเพราะเขารู้ดีว่าคำตอบจะเป็นยังไง
“งั้นรออยู่นี่ เดี๋ยวพี่ษาไปขอคุณย่าก่อน” พรรษาเห็นแบบนั้นก็พูดกับเด็กชายสรัลขึ้นก่อนจะเดินออกจากห้องเล่นไปยังห้องนั่งเล่นที่คุณผู้หญิงของบ้านชอบอยู่
แต่...
“คุณท่านออกไปข้างนอกค่ะ” น้าพรเอ่ยขึ้นหลังจากพรรษาเดินไปถามที่ครัวเนื่องจากเธอไม่เห็นคุณกมนทัตอยู่ห้องนั่งเล่นอย่างทุกครั้ง
“อ๋อ งั้นษาพาน้องรัลไปข้างนอกนะคะ” พรรษาที่ไม่เห็นใครอยู่ก็เลยเลือกจะบอกกับแม่บ้านแทนจะได้ไม่ตกใจ
“ไปข้างนอก! น้าว่าอย่าดีกว่านะคะ” น้าพรที่ได้ยินแบบนั้นก็อุทานออกมาเสียงดังก่อนจะเตือนออกไป
“ไปแป๊บเดียวค่ะ” พรรษาที่เห็นแบบนั้นก็รีบบอกว่าไปไม่นาน
“ไม่เกี่ยวว่าไปนานหรือไม่นาน แต่การออกไปข้างนอกส่วนใหญ่มักเกิดปัญหา คุณวัชญ์สั่งไว้แล้วว่านอกจากคุณวัชญ์ก็ไม่ให้คุณหนูไปข้างนอกกับใคร” น้าพรบอกเล่าสิ่งที่เกิดขึ้นออกไป
“ถ้ามีปัญหาอะไรษารับผิดชอบเองค่ะ” พรรษาที่ได้ยินแบบนั้นก็เข้าใจได้ทันทีว่าทำไมเด็กชายสรัลถึงได้ดีใจและเศร้าใจ และยิ่งรับรู้แบบนี้เธอก็จะยิ่งต้องพาเด็กน้อยออกไปข้างนอกให้ได้
ไม่ใช่ว่าเธอดื้อด้านหรืออะไรหรอกนะ เพียงแต่เด็กน้อยในวัยนี้จะต้องให้ออกไปเจอโลกกว้างบ้าง ไปเจอเพื่อนบ้าง แค่ตารางที่เขาจัดให้ลูกตัวเองมันก็โหดเกินเด็กไปแล้ว แล้วมันจะแปลกตรงไหนที่ลูกเขาฉลาดวิชาการจริงแต่กลับไม่มีมนุษยสัมพันธ์ที่ดีกับใครเลย
“แต่น้าว่า...”
“ษาสัญญากับน้องรัลไว้แล้ว ยังไงษาจะรีบกลับนะคะ” พรรษาที่เห็นแบบนั้นก็แทรกขึ้นก่อนจะหมุนตัวกลับห้องเล่นของเด็กชายสรัลแล้วบอกข่าวดีกับเด็กน้อยทันที
“ถ้าอย่างนั้นให้ลุงชุ่มไปส่งดีกว่าค่ะ” น้าพรที่เห็นว่าพรรษายืนยันจะออกไปให้ได้จึงออกมารอบอกพรรษาให้คนขับรถไปส่ง เพราะอย่างน้อยก็เพิ่มความปลอดภัยและสะดวกได้มากกว่าเดิม
“ขอบคุณค่ะ” พรรษาที่ได้ยินแบบนั้นก็ไม่ขัดอะไรจูงมือเด็กน้อยเดินไปขึ้นรถที่ลุงชุ่มจอดรออยู่แล้วและบอกสถานที่ที่จะไปทันที
“ครั้งนี้ยังไม่ทันถูกคุณหนูไล่ออกคงถูกคุณวัชญ์ไล่ออกก่อนแน่เลย” น้ำผึ้งเดินออกมามองตามหลังรถตู้ที่พรรษาพาเด็กชายสรัลออกจากบ้านไปก็พูดขึ้น
“นั่นสิ ดูคุณหนูเข้ากับพี่เลี้ยงคนนี้ได้มากที่สุดแล้ว ถ้าต้องถูกคุณวัชญ์ไล่ออกก็คงแย่กว่าเดิม” น้าพรตอบออกมาอย่างปลงตกเช่นกัน แต่เธอก็ได้เตือนตามหน้าที่ของเธอไปแล้ว ที่เหลือก็ทางใครทางมันแล้วล่ะ
บ้านโอบรัก...
“ที่นี่แหละ ที่น้องๆ ของพี่ษาอยู่” หลังจากลงจากรถมาพรรษาก็พูดกับเด็กชายสรัลขึ้น
“พี่ษา!” เด็กชายสรัลยังไม่ทันได้พูดหรือถามอะไรก็มีเสียงเล็กแหลมของเด็กน้อยคนหนึ่งเรียกพรรษาขึ้น
“พี่ษาาา!!!” เมื่อมีคนหนึ่งเรียกคนอื่นๆ ก็หันมามองหน้าประตูก่อนจะเห็นพรรษาแล้วเรียกขึ้นด้วยรอยยิ้มก่อนเด็กน้อยหลากหลายวัยตั้งแต่หนึ่งขวบไปถึงสิบขวบจะวิ่งออกมาหาพรรษาด้วยรอยยิ้มดีใจและสวมกอดพรรษาไว้จนพรรษาต้องรีบจับเด็กชายสรัลไว้แน่นไม่ให้ล้ม
“พี่ษารู้แล้วว่าคิดถึง แต่วิ่งมากอดแบบนี้เดี๋ยวเพื่อนล้มนะ” พรรษาพูดเตือนน้องๆ ของเธอขึ้นอย่างเอ็นดูนั่นทำให้เด็กน้อยหันไปมองเด็กแปลกหน้าที่จับมือพรรษาไว้แน่นเป็นตาเดียว
“.....” เด็กชายสรัลที่เห็นแบบนั้นก็ก้าวไปหลบหลังพรรษาทันทีเพราะเขาไม่ชอบคนแปลกหน้าและไม่ชอบเด็กวัยไล่ๆ กันเลยสักนิด เด็กวัยเดียวกับเขาชอบล้อว่าเขาไม่มีแม่ เขาไม่ชอบ
“ใครเหรอพี่ษา” เสียงฟ้าใส เด็กสาววัยสิบสามพี่รองของที่นี่เอ่ยถามขึ้น
“นี่รัล เป็นน้องอีกคนของพี่ษาเอง” พรรษาย่อตัวนั่งลงให้ส่วนสูงพอๆ กับเด็กๆ ก่อนจะจับไหล่เล็กของเด็กชายสรัลแล้วแนะนำออกไป
“เขาจะมาอยู่ที่นี่กับเราเหรอ” เด็กหญิงสายรุ้งวัยแปดขวบเอ่ยถามขึ้นด้วยความตื่นเต้น
“ไม่ใช่ พี่ษาแค่พาเพื่อนมาเล่นกับพวกเรา” พรรษาตอบกลับด้วยรอยยิ้ม
“เราชื่อเตย” เสียงใสของเด็กหญิงเตยวัยสี่ขวบก้าวไปใกล้เด็กชายสรัลแล้วแนะนำตัวเองออกไปด้วยรอยยิ้มแฉ่ง
“.....” เด็กชายสรัลมองหน้าเด็กหญิงตรงหน้านิ่งก่อนจะหันมามองหน้าพรรษาอย่างไม่มั่นใจ
“เพื่อนๆ เขาอยากรู้จักรัลนะ” พรรษาพูดออกไปด้วยรอยยิ้มอบอุ่นทันที และนั่นก็ทำให้เด็กวัยไล่ๆ กันคนอื่นๆ ทยอยเข้ามาแนะนำตัวเองด้วยรอยยิ้ม
“งั้นเข้าไปเล่นข้างในเถอะ พี่ษาจะไปหาแม่ครูด้วย” พรรษาที่ปล่อยให้เด็กๆ แนะนำตัวเสร็จก็ลุกขึ้นพาเด็กๆ เข้าไปในบ้านครึ่งปูนครึ่งไม้ที่ดูเก่าไม่น้อย แต่ก็ยังสะอาดสะอ้านเหมือนเดิมไม่เปลี่ยน
“ว่าไงเรา ไปขโมยลูกใครเขามาน่ะ” แม่ครูนภาผู้มีพระคุณของพรรษาทักขึ้นหลังจากเห็นลูกรักที่เติบโตไปนานแล้วแต่ยังแวะเวียนมาที่นี่เรื่อยๆ
“ลูกษาเองแหละ” พรรษาหยอกแม่ครูออกไปพร้อมกับดึงเด็กชายสรัลที่จับมือเธอไว้ไม่ปล่อยเข้ามาโอบกอดไว้
แต่พรรษากลับไม่รู้เลยว่าการกระทำและคำพูดของเธอนั้นได้ปลุกความรู้สึกหนึ่งของเด็กชายสรัลขึ้นมาอีกครั้ง หัวใจดวงน้อยเต้นโครมครามขึ้นมาอย่างแรง ใบหน้าแดงก่ำพร้อมกับน้ำตาที่คลอและเริ่มซึมออกมาเรื่อยๆ จนท่วมดวงตาใสนั้น
“เป็นอะไรไป ร้องไห้ทำไหมลูก” แม่ครูนิภาที่ยืนอยู่ตรงข้ามย่อมมองเห็นอย่างง่ายดายจึงก้มตัวชันเข่าถามเด็กชายสรัลขึ้น
“เป็นอะไรไป บอกพี่ษาสิ” พรรษาที่ได้ยินแบบนั้นก็ตกใจรีบย่อตัวนั่งจับเด็กชายสรัลหันหน้าเข้าหาตัวเองแล้วถามขึ้นด้วยใบหน้าตื่นตระหนกและเป็นห่วง
“เปล่า” เด็กชายสรัลกระพริบตาปริบๆ ไล่น้ำตาตัวเองจนมันหยดลงมาทั้งสองข้างแล้วตอบกลับไปด้วยใบหน้าที่พยายามเรียบนิ่งเหมือนเดิม
“ถ้าเป็นอะไรบอกพี่ษาได้นะ” พรรษาพูดพร้อมกับยกมือขึ้นไปใช้นิ้วปาดน้ำตาที่เปื้อนใบหน้าเล็กออกอย่างอ่อนโยน
“.....” เด็กชายสรัลพยักหน้ารับพร้อมกับจ้องมองพรรษาไม่ละสายตา
“รัลไปเล่นกับเพื่อนๆ ก่อนนะ เดี๋ยวพี่ษาทำขนมไปให้กิน” พรรษาที่เห็นแบบนั้นก็พูดขึ้น
“.....” เด็กชายสรัลหันไปมองเด็กคนอื่นๆ ที่บางคนก็กลับไปนั่งเล่น บางคนก็ยังยืนอยู่ข้างๆ พรรษาไม่ห่าง
“ไม่ต้องกลัวนะ เพื่อนๆ ที่นี่ใจดีมากพี่ษาอยู่ที่ครัวตรงนี้เอง ถ้ามีอะไรเรียกพี่ษาหรือมาหาพี่ษาได้” พรรษาเห็นสีหน้ากังวลใจของเด็กน้อยก็พูดขึ้นอย่างให้กำลังใจ
“ไปเล่นกับเรานะ” เป็นเด็กหญิงเตยเดินเข้ามาจับมืออีกข้างของเด็กชายสรัลแล้วพูดขึ้น
“.....” เด็กชายสรัลสะบัดมือตัวเองออกอย่างเร็ว
“เพื่อนตกใจน่ะ” พรรษาหันไปบอกเด็กหญิงเตยไม่ให้น้อยใจ
“เรามีของเล่นเยอะเลย ไปเล่นกันเถอะ” เด็กหญิงเตยได้ยินแบบนั้นก็พูดขึ้นอีกครั้งโดยไม่ได้จับมือ
“เพื่อนรออยู่นะ รัลจะไม่ไปเล่นกับเพื่อนจริงๆ เหรอ” พรรษาถามออกไปด้วยน้ำเสียงสงสัยให้เด็กน้อยได้ตัดสินใจ
และสุดท้ายเด็กชายสรัลก็เลือกจะก้าวไปข้างหน้าทำให้เด็กหญิงเตยยิ้มกว้างออกมาและรีบนำไปยังพื้นที่ว่างเพื่อเล่นทันที
“เล่นกันดีๆ นะ เดี๋ยวพี่ษาทำขนมให้กิน” พรรษาพูดกับเด็กๆ ก่อนจะเดินเข้าครัวไปกับแม่ครูนิภา
“ไงเรา ทำไมถึงเลี้ยงเด็กได้ล่ะ” แม่ครูที่อยู่สองคนก็ถามไถ่ศิษย์ของตัวเองออกไป
“ลูกคนรวยแต่ขาดแม่มีปัญหาครอบครัวค่ะ” พรรษาตอบออกไปด้วยใบหน้าเศร้าใจกับเด็กชายสรัล
“ทุกคนเกิดมาก็ต้องมีปัญหาของตัวเองเป็นเรื่องธรรมดา แต่ในเมื่อคิดจะช่วยเลี้ยงดูเขาแล้วก็แบ่งความรักให้เขาเท่าที่เราจะให้ได้” เพราะเธอก็คือคนที่มอบความรักและความอบอุ่นให้กับเด็กที่ขาดพ่อแม่และครอบครัวมีปัญหามาตลอดเหมือนกัน แม้จะรู้ว่าเทียบไม่ได้กับพ่อแม่แท้ๆ แต่ก็ยังดีกว่าปล่อยให้พวกเขาถูกทิ้งขว้าง
“ษาจะทำเต็มที่ค่ะ” แม้จะไม่รู้ว่าทำได้อีกนานแค่ไหน แต่ระหว่างที่ได้ทำเธอก็จะมอบมันให้กับน้อยคนนี้เหมือนที่เธอได้รับจากแม่ครูเช่นกัน