ณ มหาวิทยาลัย
“น้ำริน แกหลบหน้าใครเนี่ย”
“ชวู่...จะเสียงดังไปทำไมกันยัยแพร” น้ำรินหันมองซ้ายขวา พลางก้มหน้าหลบใครบางคน แพรวาเห็นท่าทีเพื่อนสาวที่เหมือนต้องการความสงบก็ก้มหน้าไปกระซิบข้างหู
“แล้วสรุปหลบหน้าใคร”
“น้องแม็กซ์ดิ ไม่เห็นเหรอตรงโน้นอะ”
“อ่อ...น้องแม็กซ์ปี 2 สุดหล่อที่เรียนวิศวะไฟฟ้าน่ะเหรอ แล้วแกจะหลบทำไม ทำอย่างกับได้น้องเขามาแล้วหนี”
“เออ...ได้กันแล้วเลยหลบนี่ไง”
“ห๊า!!!” แพรวาอุทานเสียงดังทำให้น้ำรินต้องใช้มือเรียวเงื้อมไปกดหัวเพื่อนสาวอย่างเร่งด่วน แถมรอบข้างก็เริ่มมองมาที่ทั้งสองคน
“จะเสียงดังทำไมเนี่ย...แกจะอยู่ตรงนี้ก็อยู่ ฉันอยู่ไม่ได้แล้ว” น้ำรินคว้ากระเป๋า ก่อนจะมองซ้ายขวาหาลาดราวแล้วชิ่งหนีโดยเร็ว
“ระ...รอฉันด้วย” แพรวาที่เห็นท่าทีลนลานของน้ำรินก็วิ่งแจ้นตามทันที จนเดินหนีปลีกตัวออกมานั่งม้าหินอ่อนที่ใต้ตึกคณะของนิเทศของตน
ในขณะที่น้ำรินนั่งไขว้ห้างหายใจเหนื่อยหอบจากการวิ่ง แพรวาก็ยืนเท้าสะเอวมองเธอด้วยความอยากรู้อยากเห็น
“เล่ามา...”
“เรื่องอะไร...” น้ำรินพูดอย่างไม่ใส่ใจนัก
“เรื่องน้องแม็กซ์ไง ไปได้กันตอนไหน” แพรวายังคงจ้องเขม็งอยากรู้ความจริง เพราะปกติแล้วไม่มีเรื่องไหนที่ทั้งสองจะไม่เล่าให้กันฟัง
“วันก่อนที่ไปผับกับแกไง”
“ฉันไม่เห็นรู้เรื่อง”
“เมาเหมือนหมาแบบนั้นแกคิดว่าฉันจะแบกแกมาส่งถึงคอนโดคนเดียวได้รึไง”
“หรือว่าวันนั้นน้องแม็กซ์คืออีกคนที่พาฉันมาส่งที่ห้อง...” แพรวาเบิกตาโต
“เออฉันไปอ่อยให้น้องเขามาช่วยเอง วันนั้นก็เลยได้กัน” แพรวาที่ได้ยินดังนั้นก็นั่งข้าง ๆ น้ำรินดวงตาเป็นประกาย
“นั่นมันน้องแม็กซ์สุดหล่อที่สาว ๆ ทั้งมออยากจะได้กันสักครั้ง เห็นว่าเต๊าะกันยากนักหนาด้วย เป็นไงเด็ดปะ”
“เฮ้อ...จืดสนิท ทำเอาไร้อารมณ์สุด ๆ”
“มันแย่ขนาดนั้นเลยเหรอ” แพรวายังไม่อยากเชื่อสิ่งที่น้ำรินพูด เพราะน้องแม็กซ์ขึ้นชื่อว่าหล่อคม หน้าตาดี แถมยังมีกลุ่มซุบซิบของคนที่เคยกินกับน้องเขาบอกว่าแซ่บลืมตาย
“เรียกว่าน้ำต้มผักยังมีรสชาติที่ดีกว่า...” น้ำรินพูดด้วยสีหน้าไร้อารมณ์
“...” แพรวาถึงอึ้งกิมกี่กับความจริงที่ได้ยินจากปากเพื่อน
“มันควรเป็นฉันที่ร้องครางระงมรึเปล่า แต่กลายเป็นน้องเขาเอาแต่ร้องอู้อ้า อะไรก็ไม่รู้...เอาเป็นว่าไม่มีซ้ำแน่นอน”
“โอเค...รับรู้ถึงความชอกช้ำของแกแล้วล่ะ” แพรวาตบไหล่น้ำรินเพื่อเป็นการปลอบใจ เพราะแพรวารู้ดีว่าเพื่อนสาวไฮโซอย่างน้ำรินนั้นชอบเรื่องอย่างว่ามากแค่ไหน แถมลีลาของน้ำรินเองก็เด็ดสะระตี่ แต่ก็นั่นแหละที่ทำให้เกิดปัญหาตามมาบ่อย ๆ นอกจากหาคู่รวมเตียงที่เท่าเทียมได้ยากแล้ว ก็ยังทำให้พวกผู้ชายหลงน้ำรินกันจนหัวปักหัวปำ ทั้งที่น้ำรินก็ย้ำอยู่เสมอว่าความสัมพันธ์บนเตียงก็ให้มันจบที่เตียงเท่านั้น
น้ำรินแหงนมองท้องฟ้า ก่อนจะหันหน้าอันเศร้าสร้อยของตนไปที่แพรวา
“ฉันเบื่ออะแก เบื่อผู้ชายเด็ก ๆ หน้าใส ดีแต่ปาก หุ่นดีแต่จูบไม่เป็น แถมยังงอแงเหมือนหมาหวงก้างอีก” หน้าสวย ๆ ไม่ต้องแต่งเยอะก็กินขาดสาวทั้งมหาลัยกะพริบตาถี่ ๆ ใส่เพื่อนสาว
“แล้วยังไง? จะไปบวชเหรอ?”
“ยัยแพร!!!” น้ำรินมองค้อนเพื่อน ก่อนจะกรอกตามองบน
“ล้อเล่นนาเพื่อน...แต่เรื่องแบบนี้ฉันจะช่วยแกได้ยังไง”
“แกเป็นเด็กเสี่ยอยู่ใช่ไหม...งั้นพาฉันไปด้วยสิ...” แพรวาถึงกับตกใจหันขวับไปมองเพื่อนสาวที่จู่ ๆ ก็พูดในสิ่งที่แพรวาไม่เคยคิดว่ามันจะออกมาจากปากน้ำริน
“ห๊า!!!” แพรวาเบิกตาโต
“อย่ามองฉันแบบนั้น ฉันแค่อยากลองโดนล่าบ้าง ลองเจออะไรที่ไม่เคยเจอ มันน่าจะตื่นเต้นดีออกว่าปะ” น้ำรินยักไหล่ หน้าตาเฉยเมย เหมือนแค่อยากลองอะไรสนุก ๆ อย่างที่ปากว่าเท่านั้นจริง ๆ
“แกไม่มีปัญหาเรื่องเงินสักนิด แกจะมาเป็นเด็กเสี่ยเหมือนฉันทำไม? มันไม่ได้สนุกหรอกนะ” แพรวาย้ำด้วยน้ำเสียงห่วงเพื่อนนิด ๆ เพราะเธอรู้ดีว่าการเป็นเด็กเสี่ยมันไม่ได้ดีอย่างที่คิดแถมยังต้องทำแบบหลบ ๆ ซ่อน ๆ เจียมเนื้อเจียมตัวเพื่อแลกกับเงิน
“ก็ไม่เกี่ยวกับเงินไง...มันเกี่ยวกับความเร้าใจล้วน ๆ เพื่อนรัก หึ” น้ำรินลุกขึ้นยืน เท้าสะเอวมองแพรวาที่มีใบหน้าเหมือนอยากจะห้ามปรามเธอ
น้ำรินสะบัดผมเบา ๆ แล้วยิ้มให้เพื่อน
“ฉันแค่อยากรู้ว่า ถ้าฉันเป็นลูกเสือที่หลงเข้าถ้ำ...พ่อเสือจะกัดฉันแรงแค่ไหนกันเชียว”
“แกแน่ใจนะ...ว่าจะลองดู ฉันไม่อยากจะแนะนำเท่าไหร่จริง ๆ เพราะมันต้องอยู่ในกฎที่เคร่งครัด”
“งั้นหรอกเหรอ ยิ่งฟังยิ่งตื่นเต้นจัง” น้ำรินแววตาเป็นประกาย ในขณะที่แพรวาต้องกุมขมับกับท่าทีเพื่อนด้วยความไม่เข้าใจ
“เอาเป็นว่าไปคุยกันที่รถยนต์ดีกว่า เรื่องแบบนี้ไม่ควรให้ใครรู้” น้ำรินรับคำเพื่อนก่อนจะเดินตามแพรวาไป
ภายในรถแพรวา
“นี่แพรวา แล้วตอนนี้เสี่ยคนไหนเลี้ยงดูแกอยู่” น้ำรินเอ่ยถามอย่างตรงไปตรงมา
“เฮียศักดิ์น่ะ”
“อุ้ยเรียกเฮียด้วย อยากมีโมเมนต์นั้นจัง”
“นี่น้ำริน แกอย่ามองว่ามันเป็นเรื่องปกตินะ ถ้าฉันไม่ขัดสนเรื่องเงินจนจำยอม ฉันก็ไม่คิดอยากจะใช้วิธีทางลัดนี้เลย”
“ก็บอกว่าให้ยืมเงินฉัน แกก็ไม่เอานี่หว่า”
“ฉันรู้ว่าแกเป็นเพื่อนที่ดี แต่ฉันไม่อยากให้เรามีปัญหาเรื่องเงินภายหลัง” แพรวาพูดในสิ่งที่คิด แม้เขาจะรู้ว่าน้ำรินรวยแค่ไหน แถมพร้อมจะหยิบยื่นเงินมาให้เสมอ แต่ยิ่งน้ำรินเป็นแบบนี้ เธอยิ่งไม่อยากรับ เพราะเธอหวงแหนความสัมพันธ์ระหว่างเพื่อนมากกว่าอะไรทั้งสิ้น เรื่องเงินแม้เธอจะยอมเสียตัวไปบ้าง แต่ที่เป็นอยู่ก็ยังพอรับได้
“เฮ้อ...ฉันก็ไม่ใช่พวกติดสินบนเพื่อนด้วยเงินขนาดนั้นสักหน่อย ฉันก็มีแต่แกเหมือนกันที่เป็นเพื่อนจริงใจไม่หวังเงินทอง แม้ฉันจะมีเงินให้แกผลาญเล่นก็ตาม”
“...” แพรวาได้แต่ส่ายหัวให้กับความคิดน้ำริน แต่ก็นั่นแหละ ตัวน้ำรินเองคนที่รวยล้นฟ้าชนิดที่ใคร ๆ ก็อยากผูกมิตร แต่เห็นแบบนี้แพรวาก็รู้ดีว่าน้ำรินฉลาดมองคนเก่งแค่ไหน สมกับเป็นลูกสาวของนักธุรกิจที่มองการณ์ไกล และอ่านใจคนเป็น
“ว่าแต่จะเริ่มการเป็นเด็กเสี่ยต้องทำยังไงก่อน”
“เป็นสมาชิกคลับก่อน”
“คลับ?”
“ถ้าให้พูดภาษาชาวบ้านล่ะก็ นายหน้าหาเสี่ยให้นั่นแหละ”
“แล้วแบบนี้แกไม่โดนหักเงินเยอะเหรอ คุ้มรึเปล่าเนี่ย ตกเย็นมาก็ไม่ค่อยจะว่างไปชอปปิงกับฉันเลย” น้ำรินกอดอกถาม
“โดนหักไม่เยอะ คลับนี้ค่อนข้างดีมีชื่อในวงการ พวกเสี่ยที่จะมาเป็นลูกค้าต้องรวยล้นมีประวัติเยี่ยม ส่วนเด็กที่จะมาอยู่ในรายชื่อตัวเลือกก็ต้องเด็ดพอควร แต่กฎก็เยอะหน่อยเพราะแต่ล่ะคนก็มีหน้าตาในสังคมพอควร”
“อ่อ เรียกว่า เงินดี ไม่ถูกเบี้ยว แต่แลกกับอิสระบางอย่างสินะ”
“ก็ประมาณนั้น” แพรวาตอบอย่างตรงไปตรงมา เธอขาดอิสระส่วนตัวไปจริง ๆ เพราะหากเมื่อไหร่ที่เฮียศักดิ์เรียก เธอก็ต้องไปทันทีไม่ว่าจะเรื่องใดก็ตาม แต่ทุกครั้งเธอก็จะได้รับค่าตอบแทนไม่มีกลับมือเปล่า ซึ่งนั้นก็เป็นกฎของ RED CLUB ตั้งกฎไว้เช่นกันเพื่อรักษาผลประโยชน์ของเด็กในสังกัด
“โห...ไม่คิดเลยนะว่าวงการเด็กเสี่ยจะเป็นถึงขนาดนี้ ตื่นเต้นอยากลองเป็นเด็กเสี่ยวเร็ว ๆ จัง แล้วฉันต้องเริ่มยังไงก่อน”
“อ่ะนี่...ไปลงทะเบียนก่อน แล้วก็ใส่ชื่อฉันเป็นคนแนะนำ จะได้ผ่านอนุมัติขั้นแรกง่ายหน่อย” แพรวายื่น RED CLUB ให้ น้ำรินรับมันมาดวงตาเธอเป็นประกายเมื่อเห็นการ์ดนั้น
“ลงทะเบียนแล้วไงต่อ”
“ถ้าแกลงเสร็จแล้ว หากเขาส่งข้อความ หรือโทรบอกว่าผ่านการอนุมัติล่ะก็ ฉันจะพาแกไปที่คลับเอง”
“ได้...กลับคอนโดแล้วฉันจะรีบไปสมัครทันที ตื่นเต้นจัง...แหะ”
“หืม...” แพรวาส่ายหน้าให้กับท่าทีน้ำรินที่ดูเหมือนจะวาดฝันไว้ไม่น้อย
“ถ้าไม่เป็นอย่างที่คิด อย่ามาโทษฉันแล้วกัน ถือว่าฉันเตือนแล้วนะน้ำริน”
“เออ...รู้แล้วนา”