ตอนที่1 ตระกูลคนบาป
ตอนที่1 ตระกูลคนบาป
"เฮียแย่แล้วผมขับรถชน ตายเกลื่อนเลย!"
"อะไรนะ พูดใหม่อีกทีซิ..."
ชายหนุ่มผู้เป็นพี่ชายหยุดฝีเท้ากึก เขาตกใจไม่น้อยต่อคำกล่าวถึงเหตุร้ายนี้ พอจะอ้าปากถามย้ำต่อก็ต้องนิ่วหน้าเข้าไปอีกเมื่อได้ยินสัญญาณเตือนมาจากโทรศัพท์มือถือ
"เชี่ยเอ้ย! มาแบตหมดอะไรตอนนี้วะ"
น้ำเสียงที่สบถออกมานั้นไม่เบาเอาเสียเลย จนผู้คนที่เดินผ่านในโถงสนามบินต่างหันมองมา แต่มีหรือที่คนอย่างกฤต ปรีชากุลจะสน
คนสุดห่ามวัยสามสิบพร้อมบวกทุกสถานการณ์อย่างเขาเคยกลัวอะไรเสียที่ไหน
ยิ่งเวลานี้กำลังเดือดเรื่องของน้องชายคนเล็กอยู่ด้วย หากมีใครเข้ามาวุ่นวายกับเขาในตอนนี้
ล่ะก็ คงได้ถูกอัดจนแข้งขาหัก หรือร้ายที่สุดก็คงได้เตรียมโลงศพให้ญาติไปรอเผาได้เลย
"ห่าเอ้ย! ไอ้น้องเวรมันสร้างเรื่องให้อีกแล้ว จะต้องรีบไปคุยธุระซะด้วยสิ"
ร่างสูงกำยำที่เพิ่งหันมาใส่สูทครั้งแรกแทบอยากจะถอดเสื้อปามันทิ้งตรงนี้
"ขยันหาเรื่องมาให้ปวดหัวทุกวันเลยไอ้พวกห่านี่ ถ้าไม่มีกูสักคนพวกมึงจะอยู่กันได้ไหมเนี่ย!"
ถึงปากกฤตจะบ่นไม่เลิก แต่เขาก็รีบจ้ำอ้าวเดินออกจากสนามบิน โบกเรียกรถแท็กซี่เพื่อเปลี่ยนทิศทางไปยังจุดหมายใหม่
เพียงไม่ถึงครึ่งชั่วโมง รถแท็กซี่ก็ขับมาจอดหน้าประตูรั้วสูงตระหง่าน ชายหนุ่มที่นั่งอยู่ในรถมองไปยังป้ายหน้าบ้านที่เขียนไว้ว่า
'ปรีชากุล'
บ้านหลังนี้เป็นมรดกตกทอดของพ่อแม่ซึ่งเหลือทิ้งไว้ให้ที่กรุงเทพ น้องทั้งสองใช้ชีวิตในเมืองกรุง ส่วนเขานั้นอยู่ประจำที่ไร่แสงตะวันในจังหวัดเชียงใหม่
หากวันนี้ไม่มีเรื่องงานจนต้องขึ้นมากรุงเทพ เขาก็คงขลุกตัวอยู่ในสวนในไร่ที่เต็มไปด้วยมวลดอกไม้ที่ตนรักปานลูกในไส้เช่นเคย
ชายหนุ่มถอนใจเฮือกใหญ่ก่อนละสายตาจากป้ายหน้าบ้านมาทางคนขับรถแท็กซี่
"ไม่ต้องทอน"
เขาพูดกับคนขับรถเพียงสั้นๆ ก็รีบเปิดประตูก้าวลงไปเดี๋ยวนั้น ก่อนจะตามมาด้วยเสียงปิดประตูรถดังปัง
คนขับแท็กซี่หันมามองเขา ถึงจะไม่พอใจก็ไม่กล้าพูดหรอก เพราะดูจากท่าทางของชายหนุ่มแล้ว เขาเดือดจนแทบจะฆ่าคนได้เลยกระมัง
ร่างสูงรีบจ้ำอ้าวเข้ามาในบ้าน ในใจก็ภาวนาไปด้วยว่าอย่าได้มีเหตุด่วนเหตุร้ายถึงขั้นขับรถชนคนตายเลย
แค่มีคนบาดเจ็บก็พอทำเนาอยู่หรอก
แต่ถ้ามีคนตาย...แถมยังเกลื่อนอีก ชีวิตน้องเขาคงจบเห่พังพินาศย่อยยับ
กฤตเข้ามาถึงลานหน้าบ้านด้วยใจร้อนรุ่ม แต่พอมาถึง สิ่งที่เห็นก็ทำให้สองขาที่ก้าวมาอย่างเร็วต้องหยุดยืนนิ่ง
นัยน์ตาคมกริบจ้องมองบนพื้น หัวใจเขาเสียววาบทันทีที่เห็นกระถางต้นไม้ดอกไม้แตกกระจายเกลื่อนไปหมด
ไม่แค่นั้นหรอก กฤตยังต้องปวดหัวจี้ดไปกับเสียงของเกรท...น้องชายคนรองซึ่งกำลังแหกปากใส่อีกคนอยู่ใกล้ๆ กันนี้เอง
"ไอ้กัณฐ์ ทำอะไรของมึงไอ้เชี่ย!!"
"..."
"ไอ้น้องเวร กูบอกมึงแล้วใช่ไหมว่าอย่าซิ่งให้มันมากนัก..."
กฤตได้ยินไม่ค่อยชัดนักหรอก รู้แค่ว่าเกรทมันเดือดมากจนถึงขั้นด่ากราดแบบน้ำไหลไฟดับ
มันเล่นด่าเสียจนไม่มองดูเลยว่ามีพี่ชายยืนหัวโด่อยู่ตรงนี้แล้ว
"ไอ้เกรท! ไอ้กัณฐ์!"
เพราะสุดจะทนฟังแล้วนั่นล่ะ กฤตตะโกนลั่น แทบทันทีน้องชายทั้งสองถึงกับหันมองมาหน้าตาตื่น
"ทำบ้าอะไรกัน แล้วไหนอะไรที่ตายเกลื่อน!!"
กฤตกวาดตามองน้องทีละคน ก่อนจะมาหยุดตรงหน้าไอ้ตัวก่อเหตุ
"ไอ้กัณฐ์ มึงขับรถชนอะไร"
"..."
"ตอบ!"
เพราะเสียงที่ดุออกปานนั้น น้องคนรองอย่างเกรทก็รีบชี้ไปที่พื้น ตรงกระถางต้นไม้ที่กฤตเพิ่งเห็นมันแตกยับเมื่อครู่นี้
"ไอ้กัณฐ์! นี่มึง…" กฤตแทบควันออกหู ยิ่งเห็นรอยยิ้มกว้างแทบจะฉีกไปถึงรูหูของไอ้น้องคนเล็กด้วยแล้วเขายิ่งโมโหจัด จนสุดท้ายทนไม่ไหวคว้าหลังคอน้องเล็กสุดแสบมายืนด่าใกล้ๆ
"แค่ชนกระถาง แต่บอกว่าตายเกลื่อน กล้าเล่นแบบนี้ได้ไงวะ รู้ไหมว่ากูตกใจแค่ไหน ต้องทิ้งงานรีบมาหาก็เพราะกลัวว่ามึงจะทำใครตาย แล้วนี่อะไร"
กฤตชี้ไปที่กระถางต้นไม้
"สนุกมากเลยใช่ไหม!"
"เฮียอย่าด่ามันเลย มันแตกไปแล้วก็แค่ซื้อใหม่ เรื่องเล็กน้อยเองแค่นี้"
กฤตหันมองน้องคนรอง สายตาของเขาเขียวปั๊ดที่เห็นว่าน้องชายกำลังจะถูกสาปเลยรีบเบรกเอาไว้ก่อน
"เอ็งก็อีกคนไอ้เกรท เฮียส่งมาเป็นชาติแล้วยังไม่เอาลงดินอีก หรือจะรอให้มันงอกเบิกบานในกระถางพวกนี้ซะก่อนห๊ะ"
คนที่ไม่รู้เรื่องรู้ราวด้วยถูกด่าไปอีกหนึ่งดอก กฤตเห็นแล้วว่าหน้าน้องชายมันถอดสีไม่น้อย แต่เขาก็เบรกอารมณ์ไม่อยู่แล้วจริงๆ
"เออ โดนด่าแค่นี้เป็นใบ้กันเลยหรือไง"
"ครับเฮีย ว่าจะทำวันนี่แหละ แฮร่"
เสียงแฮร่ที่ดังตบท้ายของน้องคนรองทำเอากฤตหน้าดำคล้ำยิ่งกว่าเดิม ในใจมันเดือดปุดๆ ไปเพราะความกวนประสาทของน้องทั้งสอง โดยเฉพาะกับไอ้ตัวก่อเหตุ...
"ก็เฮียเล่นพูดคนเดียว ใครมันจะแทรกทันอ่า" นั่นไงล่ะ กัณฐ์ปากไวอีกตามเคย แล้วก็เป็นพี่ชายอย่างกฤตอีกที่ต้องแยกเขี้ยวใส่มันด้วยความโมโห
"ปากดีจังนะไอ้ตัวแสบ"
"ผมเปล่าน้าเฮีย แค่เป็นคนตรงๆ เองครับ"
"เดี๋ยวตบกบาลแยกเลย"
คนถูกดุมีหรือจะกลัว แต่ก็ทำหน้าสลดไปอย่างนั้น คนที่รู้ดีสุดคือเกรท เขามองพี่ชายที น้องชายที ก่อนจะถอนหายใจแล้วเข้ามาห้ามศึกสายเลือดในครั้งนี้
"เอาแบบนี้นะเฮีย เราเข้าบ้านกันก่อนดีไหม ใจจะได้ร่มๆ"
กฤตถอนใจเฮือกใหญ่ เขาเดินนำน้องเข้ามาก่อน แต่พอเดินมาได้ไม่กี่ก้าวก็ต้องหยุดชะงัก มองสภาพบ้านที่ต่างไปจากเดิม
"นี่มัน…"
พูดไม่ออกเลยจริงๆ ในบ้านเต็มไปด้วยลูกโป่งหลากสีที่มีหลายขนาด อีกทั้งยังมีเค้กก้อนโตที่วางอยู่ตรงกลางโต๊ะอาหารอีกด้วย
ยิ่งไปกว่านั้นยังมีทั้งกล่องของขวัญ และอะไรต่อมิอะไรมากมาย หนำซ้ำตอนนี้ เกรทดันเดินไปถือหมวกปาร์ตี้หลากสีแล้วเดินตรงมาที่พี่ชายก่อนสวมหมวกให้กับคนเป็นพี่
แล้วบรรยากาศที่เพิ่งร้อนระอุเป็นไฟเมื่อสักครู่ก็ดูจะเปลี่ยนไปชั่วพริบตา
น้องทั้งสองฉีกยิ้มหวานมาให้พี่ชาย แม้รอยยิ้มนั้นจะดูฝืนมากเอาการก็ตามเถอะ
แล้วอย่างไรล่ะ สำหรับกฤตแล้วเขาควรยิ้มออกเหมือนอย่างพวกมันหรือ...
"ไอ้เกรท ไอ้กัณฑ์ ทำบ้าอะไรกันวะ"
ทันทีทันใดสองพี่น้องก็ชี้นิ้วใส่กันเอง ไม่มีใครยอมรับว่าเป็นคนจัดงานวันเกิดให้พี่ชาย
"ให้มันได้อย่างนี้สิ ลืมไปแล้วหรือไงว่าวันนี้วันตายของใคร"