
ฉีกทุกกฏของสตรีไปกับสายลับระดับผู้บริหาร ผู้เดินทางข้ามเวลามาจากโลกที่ล่มสลาย
กลางดึกคืนนั้นทุกเรือนในจวนกั๋วกงต่างดับไฟเข้านอน เหลือเพียงบ่าวไพร่ถือคบไฟเดินตรวจเวรยามไม่กี่คน
หานชิงชิงสัมผัสได้ถึงบางสิ่งที่เคลื่อนไหวอยู่ภายนอก นางจึงแฝงตัวในเงามืดออกมาดูเหตุการณ์ เมื่อออกมาด้านนอกก็พบว่าเหลียนสงและมู่ชิวกำลังติดตามคนร้ายอย่างเงียบกริบ
ทั้งหมดมากันห้าคน มีสองคนคอยดูต้นทาง อีกสามคนกำลังตรงมาที่เรือนใหญ่
คนชุดดำสามคนกวาดสายตาสำรวจในความมืดแล้วจึงย่องเข้าไปในห้องหนังสือซึ่งเป็นห้องทำงานของนาง เหลียนสงและมู่ชิวขยับตัวยืนแนบกับหน้าต่างพลางใช้นิ้วจิ้มจนเป็นรูแล้วมองผ่านเข้าไปด้านใน
สามคนนั้นเป่าคบไฟเล็กในมือให้แสงสว่าง ก่อนจะช่วยกันรื้อค้นเอกสารที่วางอยู่บนโต๊ะขึ้นมาอ่าน ครู่หนึ่งพวกมันก็หันมองหน้ากันด้วยความงุนงงแล้วส่งเสียงออกมาแผ่วเบา
" ข้าอ่านไม่ออก !"
" ข้าก็อ่านไม่ออก มิรู้ว่าสิ่งนี้มันยังเรียกตัวอักษรได้หรือไม่ ?"
" เช่นนั้นนำกลับไปให้นายท่านตรวจสอบ !"
ทั้งสามคนช่วยกันเก็บเอกสารบนโต๊ะแล้วย่องออกมาด้านนอก
" ฉวั้ะ ! ฉวั้ะ ! ฉวั้ะ ! "
มู่ชิวและเหลียนสงจัดการทั้งสามให้สลบอย่างรวดเร็วแล้วนำเชือกมามัดเอาไว้ ในขณะที่ด้านนอกปี้ฝานกำลังให้สายลับลากอีกสองคนเข้ามา
เวลาไม่นานชายฉกรรจ์ห้าคนก็ถูกลากมากองรวมกันที่หน้าเรือนของหานชิงชิง มู่ชิวจัดการค้นตัวแล้วหยิบแผ่นป้ายออกมาส่งให้ผู้เป็นนาย เมื่อนางหยิบขึ้นมาดูก็พบว่าบนแผ่นป้ายมีตราสัญลักษณ์ของวังหลวง
" องครักษ์วังหลวง ?"
นางหมุนแผ่นป้ายในมือในใจพลางครุ่นคิด องครักษ์วังหลวงเหตุใดจึงมาค้นจวนของนาง หรือว่ามหาเสนาฯคิดลงมือแล้ว
ชายฉกรรจ์ทั้งห้าเริ่มรู้สึกตัวเมื่อลืมตา ขึ้นก็เห็นหานชิงชิงนั่งจิบชามองมาที่พวกมันอย่างใจเย็น
" พวกเจ้ามาค้นจวนข้าต้องการสิ่งใด ?"
เงียบ...!!
เหลียนสงเห็นพวกมันไม่ยอมปริปากจึงกระแทกเท้าเข้าไปที่หน้าอกของชายผู้หนึ่งจนตัวงอด้วยความเจ็บปวด
" ใต้เท้าถามเจ้าเหตุใดจึงไม่ตอบ ? "
ฝ่าเท้าของเหลียนสงกระทืบซ้ำๆจนพวกมันทรุดฮวบลงกับพื้น ไม่มีผู้ใดยอมเอ่ยปากหานชิงชิงจึงกล่าวขึ้น
" ช่างเถิด..ในเมื่อพวกมันไม่อยากพูด ก็อย่าให้ผู้ใดได้พูดอีก ! "
" ขอรับใต้เท้า "
หานชิงชิงเดินกลับเข้าไปห้องทำงานแล้วนั่งลงบนเก้าอี้ เหลียนสงเก็บเอกสารที่ถูกขโมยขึ้นมาตรวจดูความเรียบร้อยแล้วจึงสะกิดปี้ฝาน
" เจ้าอ่านเข้าใจหรือไม่ ?''
มู่ชิวและปี้ฝานก้มลงมองเอกสารที่มีรอยพู่กันไม่ต่างจากเอาปูไปจุ่มน้ำหมึกแล้วปล่อยให้มันเดินเล่นบนกระดาษ
" ลายมือเช่นนี้เชื่อว่าทั้งแผ่นดินคงมีแต่ใต้เท้าของเราที่เขียนได้ !"
" นอกจากใต้เท้าก็คงมีแต่เทพเซียนเท่านั้นที่อ่านออก ! " ทั้งสามนินทาเจ้านายระยะเผาขนแล้วเปล่งเสียงหัวเราะขึ้นพร้อมกัน
" เจ้าคนชั่ว !"
หานชิงชิงลุกขึ้นชี้หน้าตามด้วยที่ฝนหมึกที่ลอยตัดอากาศออกมาจากในห้องพุ่งไปยังกลางวงสนทนา บุรุษทั้งสามกระโดดหลบอย่างว่องไว น้ำหมึกจึงตกกระจายอยู่บนพื้น
หญิงสาวไม่ได้ชินกับการเขียนพู่กัน นางจึงเพียงเขียนอักษรย่อที่ตนเองเข้าใจ ลายมือที่ออกมาอาจเลอะเทอะเล็กน้อยแต่ก็สามารถอ่านออก ' เจ้าสามคนนั่นก็มิยอมปล่อยผ่านเห็นได้ชัดว่าจงใจใส่ร้ายข้า ! '
หญิงสาวตื่นขึ้นมาในช่วงเช้าก็พบว่าร่องรอยทุกอย่างถูกจัดการเรียบร้อยแล้ว บ่าวรับใช้สตรีรีบเข้ามาช่วยนางอาบน้ำเปลี่ยนเสื้อผ้าเป็นชุดขุนนางแล้วจึงตั้งโต๊ะอาหาร
ทุกคนในจวนต่างก็ตื่นกันแต่เช้า หานอี้และอู่เฉินเดินจากเรือนรองมาทานอาหารพร้อมกับนาง สนมฉีก็มาร่วมโต๊ะอาหารด้วยใบหน้าที่สดใสไม่หลงเหลือร่องรอยของความเจ็บป่วย
" หม่อมฉันจะหาทางให้ฮ่องเต้เสด็จมาพบพระสนมที่นี่แต่คงต้องรอให้มีโอกาสเหมาะสมเสียก่อน " หานชิงชิงเอ่ยขึ้นเมื่อทุกคนทานอาหารกันเรียบร้อย
" ความจริงท่านกั๋วกงไม่จำเป็นต้องลำบากเพื่อข้าอีก ข้าอยู่เช่นนี้ก็มีความสุขมากแล้ว "
หานชิงชิงยิ้มให้สนมฉีอย่างอ่อนโยนก่อนจะกล่าวออกมาให้นางสบายใจ
" ทุกเรื่องที่หม่อมฉันทำล้วนเป็นพระประสงค์ของฝ่าบาท พระองค์ทรงเป็นห่วงพระสนม ยังรับสั่งให้ท่านอดทนเมื่อทุกอย่างดีขึ้นพระสนมต้องได้กลับเข้าวังอย่างสมพระเกียรติ "

