ตุ่บ ...!!
ความรู้สึกเหมือนถูกโยนจากที่สูงทำให้เนตรดาวรู้สึกเจ็บร้าวไปทั้งศีรษะ ที่แก้มด้านซ้ายเหมือนจะมียางเหนียวๆไหลเยิ้มออกมา หูทั้งสองข้างได้ยินเสียงพูดคุยของผู้ชายที่มีมากกว่าหนึ่งคน เธอไม่ได้ลืมตาขึ้นในทันทียังคงตั้งใจฟังเสียงรอบข้างให้ชัดเจน
" เจ้าสังหารมันแล้วเช่นนี้จะทำอย่างไร ?"
ชายผู้หนึ่งเอ่ยขึ้นหลังจากเห็นผู้ที่มาด้วยกันบีบคอหญิงสาวจนหมดลมหายใจ แล้วทิ้งร่างของนางลงบนพื้นอย่างไม่ไยดี
" ข้าก็แค่อยากเชยชมเรือนร่างของนางเล็กน้อย ผู้ใดใช้ให้นางต่อสู้ขัดขืนจนข้าพลั้งมือเล่า นางรนหาที่เองเรื่องนี้จะมาโทษข้ามิได้ " เสียงชายอีกคนหนึ่งพูดออกมาเหมือนเห็นชีวิตผู้อื่นเป็นเพียงสิ่งไร้ค่า
" แล้วทีนี้เป็นอย่างไรสตรีก็มิได้เชยชม สิ่งที่นายท่านต้องการก็ยังหาไม่พบ "
"
เจ้าจะกังวลอันใดยังเหลือน้องชายของมันอีกผู้หนึ่งมิใช่หรือ เค้นเอาความจริงจากเด็กนั่นก็ได้แล้ว "
เนตรดาวที่ฟังเสียงพูดคุยอย่างสงบนิ่งค่อยๆหรี่ตาขึ้นมองสำรวจไปรอบๆ ภูมิประเทศแถบนี้ดูแปลกตาเบื้องหน้าเป็นแม่น้ำใหญ่ที่มีภูเขาโอบล้อมเป็นแนวยาวไปจนสุดสายตา สถานที่แห่งนี้เธอไม่เคยพบเห็นมาก่อน
หญิงสาวหันกลับมามองร่างกายของตัวเองก็ต้องแปลกใจ เธอควรจะบาดเจ็บสาหัสแขนข้างหนึ่งขาดหายไปไม่ใช่หรือ ทำไมร่างกายตอนนี้จึงยังครบสมบูรณ์หรือว่าสิ่งที่ได้เห็นจะเป็นเพียงความฝันเท่านั้น
เธอลองขยับแขนขาแล้วหยิกไปที่เนื้อของตัวเอง
" เจ็บ ..!! "
ไม่ใช่ความฝันแล้วมันเกิดอะไรขึ้นกันแน่ ไม่มีเวลาให้เนตรดาวคิดอะไรเพิ่ม เมื่อสายตาของเธอมองเห็นชายฉกรรจ์สามคน กำลังข่มขู่เด็กชายอายุราวสิบเอ็ดสิบสองปี
" ของสิ่งนั้นอยู่ที่ใดรีบบอกพวกข้ามาเดี๋ยวนี้ หากมิอยากลงนรกตามพี่สาวของแกไป " ชายผู้หนึ่งตวาดด้วยเสียงอันดังแล้วจับคอเสื้อของเด็กชายยกขึ้นจนตัวลอยเหนือพื้น
" พวกคนชั่ว..!! แกสังหารท่านพี่ ข้าไม่มีวันบอกพวกแก " เด็กชายดิ้นรนยกเท้าถีบเข้าใส่คนตรงหน้าอย่างไม่กลัวเกรง ชายผู้นั้นจึงเหวี่ยงร่างเขาลงไปบนพื้น มืออีกข้างที่ถือดาบชี้ไปที่หน้าของเด็กชาย
" ดี.. !! ในเมื่อพูดดีๆไม่รู้เรื่องเช่นนั้นก็ไปตายเสีย " มันขยับเข้าไปใกล้เงื้อดาบในมือขึ้นโดยชายอีกสองคนไม่ทันจะห้ามปราม เด็กชายได้แต่ก้มหน้ามองพื้นแล้วหลับตาอย่างยอมรับชะตากรรม
ดาบในมือที่เงื้อง่าแต่ทว่ายังไม่ได้ฟันลงไป เจ้าของดาบก็รู้สึกเสียวแปลบที่ลำคอหันมองมือที่จับดาบซึ่งบัดนี้กลับว่างเปล่า สำนึกสุดท้ายของมันจบลงอย่างไม่เชื่อสายตาเมื่อดาบของมันย้ายไปอยู่ในมือของหญิงสาวที่เพิ่งถูกพวกมันสังหารไปเมื่อครู่
ชายฉกรรจ์อีกสองคนตกตะลึงกับสิ่งที่ได้เห็น สตรีที่ตายไปแล้วกลับฟื้นคืนชีพขึ้นมาเข่นฆ่าสหายของมันไม่ต่างจากภูตผีปีศาจ ทั้งสองคนกำดาบในมือตัวเองแน่นน่าเสียดายที่ความไวของพวกมันไม่มากพอ ยังไม่ทันได้มีโอกาสยกดาบขึ้นมาต่อสู้ก็เจ็บแปลบที่ลำคอจนต้องยกมือขึ้นมากุม
โลหิตสดๆหลั่งไหลจากลำคอราวน้ำพุ ชายฉกรรจ์ทั้งสองตาเบิกโพลนสะอึกออกมาสองสามครั้ง ก่อนที่ร่างของพวกมันจะร่วงลงไปกองกับพื้นโดยที่ไม่มีโอกาสแม้แต่จะสงสัยว่าเกิดอะไรขึ้นกับพวกมันกันแน่
เนตรดาวมองสามร่างที่ไร้วิญญาณด้วยความสงบนิ่งไม่ได้มีความรู้สึกใดๆ เธอทิ้งดาบลงบนพื้นแล้วเดินเข้าไปจับไหล่เด็กชายที่ยังไม่ลืมตา
" เจ้าหนู.. เจ้าปลอดภัยแล้ว.. !! "
เด็กน้อยได้ยินเสียงที่คุ้นเคยก็ลืมตาขึ้นเหมือนไม่เชื่อหูตัวเอง สายตาของเขาจับจ้องสตรีที่อยู่ตรงหน้า โดยไม่ได้สนใจว่าตัวเองรอดชีวิตมาได้อย่างไร
" ท่านพี่.. !!"
เนตรดาวไม่ทันตั้งตัวก็ถูกเด็กน้อยตรงหน้าพุ่งเข้ามากอดเอาไว้แน่นแล้วร้องไห้เสียงดัง
" ฮือ.. ! ฮือ.. ! ท่านพี่ยังไม่ตาย.. !! "
หญิงสาวงุนงงกับสิ่งที่เกิดขึ้น เธอเข้าใจว่าเด็กชายผู้นี้อาจจะหวาดกลัวจนขาดสติจึงปล่อยให้เขากอดอยู่ครู่หนึ่งแล้วค่อยๆดันตัวให้ห่างออกมา
" เจ้าหนู.. เจ้าจำคนผิดแล้ว ข้าไม่ใช่พี่สาวของเจ้า "
เด็กชายเงยหน้าขึ้นมองด้วยความประหลาดใจ ครู่หนึ่งสายตาก็พลันหม่นหมองลง
" ท่านพี่เป็นอันใด ท่านจำข้าไม่ได้หรือขอรับข้าหานอี้เป็นน้องชายของท่าน "
" เจ้าจำผิดคนแล้วจริงๆข้าไม่ใช่ท่านพี่ของเจ้า "
เนตรดาวเองก็รู้สึกแปลกใจไม่น้อย ทำไมเด็กชายผู้นี้จึงได้ทึกทักว่าเธอเป็นพี่สาวไม่ยอมเลิกรา
" ฮือ.. ! ฮือ.. ! ท่านพี่ ท่านคงถูกทำร้ายจนบาดเจ็บมากใช่หรือไม่ถึงจำข้ามิได้เช่นนี้ "
หานอี้โผเข้าไปกอดหญิงสาวอีกครั้งมิหนำซ้ำยังร้องไห้หนักกว่าเดิม เนตรดาวเห็นว่าไม่น่าจะเป็นเรื่องปกติจึงปล่อยให้เด็กน้อยกอดจนพอใจ
เมื่อเขาคลายอ้อมกอดเธอก็รีบเดินไปยังแม่น้ำที่อยู่เบื้องหน้าโดยมีเด็กชายเดินตามมาติดๆ เธอค่อยๆนั่งลงแล้วก้มหน้ามองลงไปในน้ำหวังว่าสิ่งที่เกิดขึ้นจะเป็นเพียงเรื่องเข้าใจผิด
" นะ~ นี่มัน !!"
ภาพที่เห็นทำให้เนตรดาวตกตะลึงไปชั่วขณะ เด็กสาวที่สะท้อนเงาอยู่ในน้ำช่างมีใบหน้าไม่ต่างจากเธอเมื่อสิบกว่าปีที่แล้ว
" เกิดอะไรกันแน่ หรือจะเป็นฝีมือของหิรัญ ?"
เนตรดาวเธอคือผู้บริหารระดับสูงวัยยี่สิบเก้า ขององค์กรลับต่อต้านการก่ออาชญากรรมที่มีเครือข่ายไปทั่วทุกมุมโลก
มารดาของเธอป่วยจนเสียชีวิตตั้งแต่เนตรดาวมีอายุได้เพียงห้าปี บิดาของเธอที่เป็นผู้เชี่ยวชาญด้านอาวุธสงครามขององค์กรจึงได้เลี้ยงดูเธอให้เติบโตมาพร้อมกับพี่ชายที่มีอายุมากกว่าถึงสิบห้าปี
เนตรดาวถูกฝึกให้กำหนดลมหายใจตั้งแต่ตอนนั้น ทุกๆวันหลังจากเลิกงานบิดาจะนำภาพอาวุธต่าง ๆ มาให้ดูและสอนให้รู้จักโครงสร้างของมัน
จากการที่ฝึกจิตกำหนดลมหายใจตั้งแต่ยังเด็กทำให้เนตรดาวมีความจำที่ดีเยี่ยม ไม่ว่าสิ่งใดที่เธอสนใจเพียงมองผ่านตาแค่ครั้งเดียวก็สามารถจดจำได้ไม่ผิดพลาด
พี่ชายของเธอเป็นสายลับที่มีฝีมือการต่อสู้อันดับหนึ่งขององค์กร จึงได้ช่วยฝึกฝนให้กับเธอตั้งแต่ยังเด็ก ครอบครัวจึงอบอุ่นถึงแม้จะขาดมารดาไปก็ตาม
บิดาและพี่ชายรักเธอมากไม่อยากให้เธออยู่ไกลสายตา จึงได้ว่าจ้างอาจารย์จากต่างประเทศมาฝึกสอนภาษาให้ที่บ้าน เนตรดาวพูดอ่านเขียนได้ถึงสี่ภาษาอีกทั้งกับข้าวกับปลาก็ทำได้ไม่บกพร่อง
ความสุขของคนที่ทำงานเป็นสายลับย่อมไม่มีความยั่งยืน เมื่อเธออายุได้เพียงสิบสี่ปีทั้งบิดาและพี่ชายเกิดอุบัติเหตุรถระเบิดตกลงไปในเหวลึก ไม่เหลือแม้แต่ร่างที่จะนำมาทำพิธี
ด้วยความสามารถของเนตรดาวจึงทำให้องค์กรนำเธอมาชุบเลี้ยง เพียงอายุสิบห้าก็ได้ขึ้นเป็นหัวหน้าหน่วยนำทีมออกปฏิบัติภารกิจ
และในครั้งนั้นเธอก็ได้พบกับหิรัญเด็กน้อยวัยหกขวบที่บิดามารดาถูกผู้ก่อการร้ายสังหาร เธอเก็บเขามาจากกองซากศพนำมาเลี้ยงดูไม่ต่างจากคนในครอบครัว
เด็กน้อยในวันนั้นไม่ได้ชอบการต่อสู้แต่เขากลับชื่นชอบวิชาแพทย์ จนเรียกได้ว่าเป็นอัจฉริยะที่หาได้ยาก ทางองค์กรจึงสนับสนุนทุนวิจัยให้กับเด็กหนุ่ม
จากการปฏิบัติงานที่ไม่เคยผิดพลาด ส่งผลให้เนตรดาวได้ขึ้นเป็นผู้บริหารระดับสูงและอาจารย์ผู้ฝึกฝนสายลับตั้งแต่อายุยี่สิบห้า ท่ามกลางความริษยาของผู้ที่ทำงานมานานแต่ไม่ได้รับตำแหน่ง
" สายของเรารู้แหล่งกบดานของหัวหน้ากลุ่มอาชญากรที่สังหารคุณพ่อและพี่ชายของเนตรแล้วนะ ครั้งนี้ผอ.อยากให้เนตรนำทีมออกปฏิบิติงานด้วยตัวเอง "
ปวิตารุ่นพี่วัยสามสิบห้าเดินเข้ามาพูดคุยกับเนตรดาวด้วยสีหน้าเคร่งเครียด
"เนตรไม่ได้ลงพื้นที่มาหลายปีแล้วนะ พี่วิฟังไม่ผิดใช่ไหมว่าผอ.สั่งให้เนตรไปจริงๆ"
"พี่ฟังไม่ผิดหรอกจ้ะ งานนี้มีความอันตรายอย่างมาก ผอ.ไม่ไว้ใจคนอื่นจึงย้ำกับพี่ว่าต้องเป็นเนตรเท่านั้น"
เนตรดาวพยักหน้ารับรู้ในขณะที่ปวิตารุ่นพี่ที่แสนดีกับเธอมาตลอดลอบยิ้มเยาะอยู่ในใจ
หากไม่ใช่เพราะปวิตาไปแสดงความหวังดีเสนอชื่อเนตรดาว โดยอ้างว่าหญิงสาวอยากทำงานนี้เพื่อปิดบัญชีให้ครอบครัว ท่าน ผอ.คงไม่ยอมให้อาจารย์ผู้ผลิตสายลับอันดับหนึ่งต้องออกไปปฏิบัติหน้าที่ด้วยตนเอง
เนตรดาวไม่เคยคาดคิดว่าภารกิจครั้งนี้จะกลายเป็นภารกิจครั้งสุดท้าย ปวิตาทรยศองค์กรด้วยการนำผู้ก่อการร้ายมาโอบล้อม ลั่นกระสุนสังหารเพื่อนร่วมงานจนหมดสิ้น
ในขณะที่เนตรดาวกำลังตกตะลึงสตรีผู้หนึ่งก็เดินออกมาพร้อมกับหัวหน้าผู้ก่อการร้าย
"พี่วิ.. !! พี่ทรยศองค์กรอย่างนั้นหรือ ?"
"ถ้าไม่ใช่เพราะเธอแย่งตำแหน่งที่ควรจะเป็นของฉัน เรื่องแบบนี้ก็คงไม่เกิดขึ้น"
ปวิตาแสยะยิ้มมองหน้ารุ่นน้องที่ข้ามหน้าข้ามตาด้วยอาการเย้ยหยันไม่เหลือเค้าพี่สาวแสนดีที่เธอเคยเสแสร้ง
"พี่วิโกรธเนตรทำไมต้องไปลงกับคนอื่น เด็กพวกนี้ก็เคยทำงานร่วมกับพี่ พี่ตัดใจฆ่าพวกเขาได้ยังไง"
น้ำเสียงของเนตรดาวเย็นชาสายตาส่อแววคับแค้นชิงชัง
"ทำงานร่วมกับฉันเช่นนั้นหรือ ? พวกมันเชื่อฟังแค่เธอที่เป็นอาจารย์ไม่เคยเห็นหัวฉัน สมควรที่พวกมันต้องตายแบบนี้ เธอเองก็ควรตายตามพวกมันไปได้แล้ว"
ปวิตาตวาดเสียงดังเหมือนคนคุ้มคลั่ง
"จับเป็น .. !! ผมต้องการใช้มันต่อรองกับหัวหน้าองค์กรของคุณ"
หลังจากที่ฟังทั้งสองสาวโต้ตอบกันอยู่ครู่หนึ่ง ชายวัยใกล้ห้าสิบหัวหน้าผู้ก่อการร้ายก็พูดขึ้น เนตรดาวหัวเราะออกมาเบาๆมองคนทั้งคู่อย่างเฉยชา
"คิดว่ามีปัญญาจับฉันได้อย่างงั้นหรือ ประเมินความสามารถของตัวเองสูงไปหรือเปล่า ?"
"ระเบิดที่พวกแกวางไว้ถูกเก็บกู้ไปหมดแล้ว แกยังคิดว่าจะรอดออกไปจากที่ได้อีกหรือ เนตรดาว.. แกมันช่างหลงตัวเองเสียจริง"
เสียงสนทนาของคนทั้งหมดทำให้หิรัญที่ได้รับคำสั่งให้ซุ่มรออยู่ไม่ไกลนักได้ยินผ่านเครื่องมือสื่อสารที่ติดอยู่บนร่างกายของเนตรดาว
ชายหนุ่มส่งสัญญาณฉุกเฉินให้กลุ่มปฏิบัติการชุดสุดท้ายที่ซุ่มรออยู่ด้วยกัน ก่อนจะออกวิ่งนำไปยังแหล่งที่มาของเสียงพร้อมๆกับตะโกนใส่เครื่องมือสื่อสาร
"อาจารย์รอผมก่อน.. !! "
เนตรดาวส่งยิ้มเยือกเย็นให้ปวิตาพร้อมกับคำพูดที่คนฟังรู้สึกเย็นวาบไปถึงสันหลัง
"ปวิตา .. ยังมีอีกหลายเรื่องที่เธอไม่รู้ เคยได้ยินชื่อไมโครบอมส์หรือไม่ ฉันพัฒนาจนเหนือกว่าระเบิดทั่วไปอีกหลายเท่า ที่สำคัญไม่สามารถค้นหาด้วยเครื่องตรวจจับวัตถุระเบิด"
"แก.. !! แกมันสารเลว ? "
น้ำเสียงของปวิตาดูลนลานหวาดหวั่น เนตรดาวหรี่ตามองพวกมันอย่างเย็นชา เธอชูมือที่สวมแหวนแล้วกดลงไปบนพลอยประดับ ในเมื่อไร้ทางรอดอย่างงั้นก็ตายพร้อมกันเสียที่นี่
" อย่า.. !! "
ปวิตาหวีดร้องเสียงลั่นในขณะที่ฝ่ายผู้ก่อการร้ายต่างพุ่งตัวลงแนบพื้นเพื่อหวังเอาชีวิตรอด
" บรึ้ม..ส์ !! "
เสียงระเบิดดังสนั่นกึกก้องไปทั่วบริเวณ เศษอิฐหินแตกกระจายผสมกับชิ้นส่วนมนุษย์ปลิวกระเด็นขึ้นไปบนอากาศ