“ได้เลยครับ ว่าแต่หมอไม่เหนื่อยเหรอ” เขายิ้มให้
“ไม่เหนื่อยหรอกค่ะ แค่เซ็งที่ขึ้นมาสูงขนาดนี้แล้วก็ยังไม่มีสัญญาณโทรศัพท์เลย” เธอมองหน้าจอสมาร์ตโฟน จับมันส่ายไปมาช้าๆ เพื่อหาสัญญาณ แล้วทำหน้าเบ้
“งั้นไปกันเลยดีกว่า” ชายหนุ่มเก็บสมาร์ตโฟนลงกระเป๋า มองหาทางลงไปยังถ้ำที่ว่า เขากับเธอมีเวลาทั้งวันที่จะเที่ยวเดินสำรวจหินผาป่าถ้ำแถวนี้ มันดีกว่าที่เธอจะชวนเดินเที่ยวตึกโน้นตึกนี้ในเคหาสน์สี่ทิศเป็นไหนๆ
ใช้เวลาเกือบชั่วโมงทีเดียวกว่าจะค่อยๆ ไต่ลัดเลาะลงมาตามทางค่อนข้างชันจนกระทั่งลงมาถึงปากถ้ำ เล่นเอาเสื้อของสองหนุ่มสาวเปียกเหงื่อชุ่มและใบหน้าก็แดงเกรียมเพราะแดดที่แผดกล้าขึ้นเมื่อเข้าสู่ช่วงใกล้เที่ยงเข้าไปทุกที
“หืม เป็นถ้ำจริงอย่างที่คิดนะนี่” หมอลลิตากวาดสายตามองไปโดยรอบ ในขณะที่ผู้กองกาจพลเดินลึกเข้าไปสำรวจภายในถ้ำ
“ข้างในนี่อากาศเย็นกว่าด้านนอกลิบลับเลยครับ” เสียงของชายหนุ่มก้องสะท้อนไปตามผนังหินเย็นเยียบ
หมอลลิตาเดินตามเขาเข้าไปด้านใน แต่แล้วเธอก็สัมผัสเข้ากับอะไรบางอย่าง รับรู้ถึงมันได้ เป็นความรู้สึกที่อธิบายไม่ถูก รู้แต่ว่าร่างกายของตัวเองกำลังรู้สึกถึงการเปลี่ยนแปลงบางอย่าง ถ้าจะพูดให้ใกล้เคียงที่สุดก็น่าจะเป็นอาการที่ผิวหนังเห่อขึ้นมาเวลาเกิดอาการแพ้ แต่ผิวของเธอก็ไม่ได้มีอาการบวมแดงแต่อย่างใด เป็นก็เพียงขนลุกและรู้สึกเย็นสันหลังวาบๆ เท่านั้น
“หมอลี เป็นอะไรหรือเปล่าครับ” คงเป็นเพราะกิริยาที่ยั้งขาไว้ไม่ก้าวต่อ กับสีหน้าของเธอที่ทำให้ผู้กองกาจพลหันมาเห็นแล้วจึงถาม
“ไม่เป็นไรค่ะ” เธอตอบอย่างนั้นเพราะอาการเหล่านั้นหายไปแล้ว มันเป็นเพียงชั่วขณะหนึ่งสั้นๆ ยากจะบอกว่าเป็นอะไร
เขาพยักหน้า เมื่อเดินลึกเข้าไปด้านในแล้วจึงหันมาบอก “อยากเข้าไปข้างในไหมครับ ดูเหมือนจะมืดหน่อย แต่คิดว่าช่องหินที่แตกเป็นโพรงข้างบนนั่นก็ยังพอให้แสงส่องเข้ามาได้ คงจะพอมองเห็นอะไรอยู่บ้าง ว่าไงครับ... ลุยกันเลยไหม” เขาหันมาถาม
“ไปค่ะ”
เธอเดินตามหลังเขาลึกเข้าไปในถ้ำ แสงสว่างจากปากถ้ำลดน้อย ลงทุกที แต่ก็ยังไม่ถึงกับมืดสนิท เธอยังมองเห็นว่าเมื่อเดินลึกเข้ามาโพรงหินก็กว้างขึ้น มองไปรอบๆ เหมือนเดินเข้ามาในห้องรูปทรงกลมที่ล้อมรอบด้วยหิน
“ตรงนี้มีทางเดินลึกเข้าไปอีกนะครับ” ชายหนุ่มปีนขึ้นไปบนหินก้อนใหญ่แล้วหันมาฉุดให้เธอขึ้นตามไป
เมื่อขึ้นมาบนหินก้อนนี้แล้ว หมอลลิตาจึงเห็นว่ามีทางเดินต่อ และสัมผัสได้ถึงสายลมพัดแผ่วๆ
“ดูเหมือนจะมีช่องลมนะคะ” เธอเดินตามเขาลึกเข้าไป
“ใช่ครับ ลมพัดมาจากทางนี้” เขาชี้ไปตรงทางข้างหน้า แล้วจูงมือเธอเดินลึกเข้าไป ทว่าจู่ๆ ก็หยุดชะงักจนหญิงสาวที่เดินตามมาชนเข้ากับแผ่นหลังของเขา
“หยุดทำไมคะ”
“หมอลี ผมได้กลิ่นธูป!”
หมอลลิตาสูดลมหายใจ จริงอย่างที่เขาบอก เธอเองก็ได้กลิ่นธูปลอยมากับสายลมที่พัดโชยอ่อนๆ แม้ว่ากลิ่นนั้นมันจะจางมาก
“เราต้องเข้าไปค่ะ” อะไรบางอย่างดลใจให้เธอพูดออกไปอย่างนั้น
“จะดีหรือครับ” เขาหันมาเลิกคิ้ว”
หญิงสาวไม่ตอบแต่ดันเขาเดินเข้าไปด้วยกัน บอกไม่ได้ว่าทำไม แต่เธอต้องเข้าไปในถ้ำนั่น
ทั้งสองคนเดินไปตามทางเล็กและแคบ พวกเขาได้กลิ่นธูปชัดเจนขึ้น รวมทั้งความรู้สึกของหมอลลิตาที่ชัดเจนขึ้นด้วย เธอรู้ว่าที่สุดทางจะต้องพบอะไรบางอย่าง
“หมอลี” อีกครั้งที่ผู้กองกาจพลหยุดเดิน สายตาของเขาจ้องมองไปข้างหน้า
หญิงสาวมองตามไปก็เห็นว่า ที่สุดทางเดินนั้นเป็นเวิ้งถ้ำที่กว้างประมาณห้องขนาดเล็ก บนแท่นหินมีกลดสีกลักของ
พระธุดงค์ที่ค่อนข้างเก่าซีด และเธอเห็นหลวงพ่อวัยชราอายุประมาณเจ็ดสิบรูปหนึ่ง ท่านนั่งสมาธิสงบนิ่งอยู่ภายใต้ลำแสงที่ส่องลงมาจากช่องหินแตกเบื้องบน มองเห็นเป็นรัศมีเรืองรองเหมือนท่านเป็นคนที่ฟ้ากำหนดเลือกลงมา
นี่เองที่มาของกลิ่นธูปซึ่งลอยอวลอยู่ในเวิ้งถ้ำเมื่อพระธุดงค์รูปนั้นจุดธูปสวดมนต์ภาวนา
ผู้กองกาจพลค่อยๆ ผ่อนลมหายใจออกมาจากช่องท้องด้วยความโล่งใจ เขาหันมายิ้มให้หญิงสาว “พระธุดงค์น่ะครับ เราเข้าไปกราบท่านกัน”
สองหนุ่มสาวค่อยๆ เดินเข้าไปใกล้ แล้วทรุดกายลงกราบหลวงพ่อซึ่งกำลังหลับตารูปนั้น เหมือนกับว่าท่านสามารถมองเห็นทุกสิ่งอย่างได้ด้วยสัมผัสพิเศษ พระชรารูปนั้นลืมตาขึ้นมาช้าๆ สายตาทอดนิ่งมองมาที่เขาและเธอ ไม่มีอาการแปลกใจแต่อย่างใด
“นมัสการครับหลวงพ่อ”
“เจริญพรเถิดโยม”
“ผมแปลกใจมากเลยที่พบหลวงพ่อมานั่งธุดงค์อยู่ในถ้ำนี่” ผู้กองกาจพลพูดสิ่งที่เขาคิด ทว่าหลวงพ่อก็ไม่ได้พูดตอบอะไร เพียงแต่นั่งนิ่งๆ
“หลวงพ่อมาธุดงค์ที่ถ้ำนี่นานหรือยังคะ” หมอลลิตาเป็นฝ่ายถาม
“ตั้งแต่พายุเข้านะโยม เข้ามาหลบฝนในนี้”
“แล้วบิณฑบาตยังไงครับ” กาจพลย่นหัวคิ้ว
“ก็เดินลงไป ที่ตีนผาก็มีบ้านของชาวบ้านอยู่บ้าง”
“โอ้โห ไกลมากนะครับ”
“โยมก็มาไกลมากเหมือนกันสินะ” สีหน้าสงบนิ่งนั้นเหมือนจะยิ้มน้อยๆ ด้วยความเมตตา
“ครับ พวกผมมาจากกรุงเทพฯ จะไปพักบ้านเพื่อน แต่มาเจอพายุ แถมถนนยังขาดด้วย เลยติดแหงกอยู่ที่เคหาสน์สี่ทิศตั้งแต่เมื่อวานแล้ว อ่า... ผมหมายถึงตึกจีนโบราณที่อยู่เหนือถ้ำนี้ขึ้นไปน่ะครับ” กาจพลเล่าให้ท่านฟัง
“อาจจะต้องอยู่นานกว่าที่คิด...” ท่านพูดเสียงเรียบเรื่อย ชายหนุ่มฟังแล้วมันเหมือนมีนัยอะไรบางอย่าง แต่ยังไม่ทันที่เขาจะพูดอะไร ท่านก็พูดต่อ “ดูท่าพายุจะยังเข้ามาอีกหลายวัน”
“หรือครับ ทำไมหลวงพ่อทราบ” ชายหนุ่มย่นหัวคิ้ว
“บางครั้งคนเราก็ต้องพบกับพายุรุนแรง บางคนผ่านพ้นไปได้ บางคนก็ไม่ได้...” ท่านไม่ได้ตอบคำถามของเขาแต่กลับพูดไปอีกเรื่อง
ชายหนุ่มฟังสิ่งที่หลวงพ่อพูดแล้วก็แปลกใจ เหมือนกับท่านพยายามจะบอกอะไรบางอย่างแต่เขาก็ไม่เข้าใจ หมอลลิตาเองก็นั่งนิ่งเช่นเดียวกับเขา เธออาจจะสัมผัสได้ว่าหลวงพ่อไม่ได้พูดเรื่องปกติ ทว่าไม่สามารถจะพูดตรงๆ ได้
“สติและปัญญาเท่านั้นจึงจะพาให้ผ่านพ้นไปได้” ท่านพูดแล้วหลับตาลง เหมือนต้องการเข้าสู่ความสงบต่อ
หมอลลิตาเอื้อมมือมาจับแขนของเขา เธอพยักหน้าให้เป็นสัญญาณว่าควรจะกลับออกไปจากตรงนี้และปล่อยให้หลวงพ่อนั่งสมาธิอย่างสงบ ทั้งสองจึงก้มลงกราบท่าน แล้วเดินจากมาอย่างเงียบๆ จนกระทั่งออกมาถึงปากถ้ำ ผู้กองกาจพลจึงเป็นฝ่ายทำลายความเงียบขึ้น
“ไม่คิดเลยว่าจะพบพระธุดงค์อยู่ในถ้ำนั่น”
“ในถ้ำก็สงบเงียบดีนะคะ เสียอย่างเดียวว่าไกลจากชุมชนไปหน่อย จะบิณฑบาตทีก็เดินไกลมากเลย”
“ไว้เรามาใส่บาตรท่านกันไหมครับ”
“ก็ดีนะคะ” หญิงสาวพยักหน้า
“หมอลีคิดว่า พระธุดงค์รูปนั้นท่านจะบอกอะไรเราหรือเปล่าครับ”
“ลีก็ไม่รู้เหมือนกันค่ะ แต่เราอาจจะรู้ในไม่ช้านี้”
หญิงสาวเหลือบตาขึ้นมองไปด้านบนของหน้าผาที่อยู่สูงขึ้นไปจากปากถ้ำเล็กๆ แห่งนี้ แดดเที่ยงแผดกล้าร้อนแรงสะท้อนหลังคาสีแดงเข้มดังหยดเลือดให้ดูพร่าเลือนไป