บทที่ 2 ภูษิต

1892 Words
หมอลลิตาไม่อาจอดใจแหงนเงยขึ้นมองไปโดยรอบ เมื่อก้าวเข้ามาสู่บริเวณกว้างใหญ่ไพศาลของเคหาสน์สี่ทิศ ขณะลงจากรถและเดินผ่านช่องประตูรั้ว สายตาก็ปะทะเข้ากับป้ายไม้สักขนาดใหญ่เก่าคร่ำ ที่แขวนอยู่ตรงกับระดับสายตาพอดี มันเป็นภาษาจีนที่หญิงสาวอ่านไม่ออก รู้แต่ว่าป้ายนั้นช่างขรึมขลังเข้ากับทุกสิ่งทุกอย่างรอบตัวที่นี่ เธอรู้สึกเหมือนเดินเข้ามาในฉากของภาพยนตร์จีนโบราณในวันที่ฟ้าฝนอึมครึม “ซื่อเปียนหาวไจ๋ แปลว่า เคหาสน์สี่ทิศครับ” ภูษิตคงเห็นเธอยืนมองดูป้ายอยู่นานเลยบอกให้ “ฟังแล้วเสียงเพราะจังเลยค่ะ ถึงลีจะฟังภาษาจีนไม่ออกก็เถอะ” เธอยิ้มให้เขา และภูษิตก็ส่งสายตาอย่างที่สาวๆ ชอบกลับมาให้ เพื่อนของผู้กองกาจพลคนนี้เจ้าชู้ทีเดียว “บ้านนายสวยมากเลยว่ะ” ผู้กองกาจพลเห็นด้วย เขาเข็นกระเป๋าเดินทางมาวางลงข้างเก้าอี้ไม้ทรงโบราณ พลางมองไปรอบตึกสองชั้นอย่างละลานตา “แบบนี้ไม่ใช่บ้านนะ ต้องเรียกคฤหาสน์แล้วค่ะ” หมอลลิตากำลังมอง courtyard หรือลานบ้านกว้างรูปสี่เหลี่ยมจัตุรัสปูพื้นด้วยกระเบื้องดินเผา พื้นที่เปิดโล่งมองขึ้นไปเห็นท้องฟ้าซึ่งขณะนี้มืดมิดไปแล้ว ถ้าเป็นคืนที่อากาศดี เธอมั่นใจว่าจะมองเห็นดวงดาวระยิบระยับจากลานตรงนี้ ด้านบนของลานโล่งคือชั้นสองของอาคาร มีทางเดินระเบียงหน้าห้องล้อมรอบเป็นจัตุรัสล้อกับลานด้านล่าง ดูจากจำนวนประตูประมาณคร่าวๆ น่าจะเป็นสิบห้อง ที่หญิงสาวชอบใจมากก็คือลายฉลุแบบจีนที่ลูกกรงระเบียง แม้ว่ามันจะเก่าแก่และมีบางส่วนที่ไม้ผุพังไปบ้าง แต่แน่นอนว่าในช่วงวันเวลาของอดีตนั้นมันจะต้องเป็นงานสถาปัตยกรรมที่งดงามมาก ที่ชั้นล่างเธอชื่นชมกับห้องรับแขกเปิดโล่ง มีเก้าอี้รับแขกไม้สไตล์โบราณหลายตัว ตู้ไม้กรุกระจกชิดผนังใส่ถ้วยชามแบบจีน ซึ่งแน่ล่ะว่าต้องเป็นของเก่าหายากที่เจ้าของบ้านสะสมไว้ และตามมุมตึกก็ยังประดับด้วยอ่างบัวที่ทำจากกระเบื้องสีสวยอวดลวดลายวิจิตร ดูแล้วเย็นตาเย็นใจ “เคหาสน์สี่ทิศใหญ่โตโอ่อ่าและสวยงามมากค่ะ คุณภูษิต นี่สงสัยพวกนิตยสารคงมาขอถ่ายทำกันหลายเจ้าเลยสิคะ” เธอหันไปถามเจ้าของบ้าน “มีติดต่อเข้ามาครับ แต่ก๋งไม่ชอบคนพลุกพล่าน แกเลยบอกเตี่ยไม่ให้อนุญาตเลยสักราย หลังๆ ก็คงจะรู้กันว่าทางนี้ไม่ยอมให้ถ่าย เบื่อจะตื๊อก็ซากันไปเอง” ภูษิตสั่นกระดิ่งแก้วคริสตัลที่วางอยู่บนโต๊ะ เสียงของมันใสก้องกังวานไปทั่วโถงอาคาร เขาคงจะเรียกคนรับใช้ “ฮัดชิ้ว” หมอลลิตาจามอีกครั้ง “ผมว่าหมอลีกับนายกาจพลไปเปลี่ยนเสื้อผ้าในห้องน้ำก่อนดีกว่าครับ เดี๋ยวจะได้ออกมาจิบชาจีนร้อนๆ กัน ห้องน้ำเดินตรงไปทางนี้อยู่ด้านซ้ายนะครับ” เขาชี้ทางให้ แล้วหันมาทางผู้กองกาจพล “ของนายไปทางนี้ก็มีห้องน้ำเล็กอีกห้องหนึ่ง ไม่ต้องรอคิว” “ขอบใจมาก” ผู้กองกาจพลส่งกระเป๋าเดินทางแบบมีล้อเข็นใบย่อมให้หมอลลิตา แล้วเข็นกระเป๋าตัวเองเดินแยกไป เมื่อหมอลลิตาจัดการล้างหน้าล้างตาเปลี่ยนเสื้อผ้าสะอาดออกมาจากห้องน้ำอีกครั้ง ก็พบว่า บนโต๊ะรับแขกมีชุดป้านน้ำชาพร้อมถ้วยกระเบื้องลายโบราณ สวยจนอดมองด้วยความชื่นชมไม่ได้ และยังมีขนมหวานชิ้นเล็กๆ จัดวางไว้บนโต๊ะเรียบร้อย ผู้กองกาจพลกับภูษิตกำลังนั่งคุยกันอย่างถูกคอ “เชิญจิบน้ำชาร้อนๆ กันครับ” ภูษิตหันมายิ้มให้เธอ พลางเติมชาลงในถ้วยใบเล็กอย่างชำนาญ “หมอลีเป็นไงบ้างครับ หนาวหรือเปลา” ผู้กองกาจพลกระซิบถามด้วยความเป็นห่วง “ไม่เป็นไรค่ะ คิดว่าคงไม่ถึงกับมีไข้ แต่ไม่ต้องห่วงนะคะ ลีเตรียมยาติดกระเป๋ามาด้วยอยู่แล้วล่ะ” เธอนั่งลงแล้วรับ ถ้วยชามาจิบ ชาจีนหอมและชุ่มคอมาก “ว่าแต่หนุ่มๆ กำลังคุยอะไรค้างกันอยู่หรือคะ ลีมาขัดคอหรือเปล่า” “อ๋อ คุยถึงเรื่องสาวๆ ของนายภูษิตนี่ล่ะครับ ผมเคยได้ยินข่าวแว่วมาว่าเขาจะแต่งงาน แต่พอถามถึงภรรยาเขาก็บอกว่าจะมีเมียไปทำไมให้เกะกะ” นายตำรวจพเยิดหน้าไปทางเพื่อน “ผมเกือบจะได้แต่งงานจริงๆ นั่นล่ะครับหมอ แต่ผู้หญิงเขาเปลี่ยนใจเสียก่อน ผมเลยแห้ว เรื่องมันเศร้าครับอย่าไปเอ่ยถึงมันเลย” ภูษิตพูดยิ้มๆ ไม่ได้เศร้าอย่างที่บอก “อย่าเลยว้า เอ็งมันหวงความโสดน่ะสิ ก็ทั้งหล่อทั้งรวยอย่างนี้ ผู้หญิงตอมกันเกรียว” ผู้กองกาจพลทำหน้ารู้ทัน แต่ก่อนที่ใครจะพูดอะไรอีก คนรับใช้ชายชาวจีนร่างเล็กก็เดินเข้ามายืนค้อมตัวอยู่ตรงประตู “มีอะไร” ภูษิตพเยิดหน้า “นายน้อย ฝนตกหนักจนดินถล่มลงมาปิดถนนเส้นที่ขึ้นมาที่นี่ครับ” คนรับใช้หน้าเสี้ยมพูดไทยติดสำเนียงจีน อาจเป็นเพราะเขาพูดกับนายน้อยที่ใช้ภาษาไทยจนชินแล้ว “หา ถนนขาดเหรอ” ภูษิตถามย้ำ “ครับ” คำว่าถนนขาดทำเอาทั้งหมอลลิตาและผู้กองกาจพลต้องหันมามองหน้ากัน เพราะมันหมายความว่าพวกเขาจะต้องติดอยู่ที่เคหาสน์สี่ทิศสักพักหนึ่งจนกว่าเส้นทางจะใช้งานได้ เมื่อภูษิตพยักหน้าให้คนรับใช้กลับออกไปได้แล้ว เขาก็หันมาถอนหายใจกับสองหนุ่มสาว “ดูเหมือนหมอลีกับนายกาจพลจะต้องพักอยู่ที่นี่สักระยะแล้วล่ะ เคหาสน์สี่ทิศยินดีต้อนรับนะครับ” หมอลลิตานั้นถึงจะรู้สึกผิดแผนไปสักหน่อยที่ไม่ได้ไปพักบ้านตากอากาศริมทะเลของหมอสุภาวดี แต่การได้พักค้างคืนที่เคหาสน์สี่ทิศก็ไม่เลวเลยทีเดียว ที่นี่สวยและมีเสน่ห์ลึกลับสำหรับคนชอบดูสถาปัตยกรรมเก่าๆ อย่างเธอ ถ้าหญิงสาวเป็นนักเขียนก็คงจะได้แรงบันดาลใจเขียนนิยายสนุกๆ สักเรื่องเป็นแน่ ส่วนผู้กองกาจพลนั้นพอรู้ว่าต้องติดอยู่ที่นี่ทำอะไรไม่ได้ก็ยักไหล่ หันไปพูดกับเพื่อน “งั้นขอรบกวนนายสักหน่อยก็แล้วกันนะเพื่อน” “ได้เลย เดี๋ยวให้เด็กพาไปที่ห้องตึกอุดร ยังมีห้องว่างอีกเพียบ จะอยู่กี่วันก็ตามสบาย ดีเสียอีกฉันจะได้มีเพื่อนคุยระหว่างติดแหงกอยู่ที่นี่เหมือนกัน นายไม่รู้หรอกว่าการอยู่ในที่เงียบๆ ห่างไกลความเจริญอย่างนี้มันทำให้ชีวิตฉันอับเฉาขนาดไหน” “ก็นายมันติดแสงสีกับพวกสาวๆ นี่หว่า ตี๋คาสโนว่า” นายตำรวจยิ้มขำเพื่อนของเขา “ว่าแต่ตั้งแต่เรามาถึงยังไม่ได้เจอเตี่ยกับก๋งเลยนะ พวกท่านพักอยู่ตึกไหนเหรอ” ผู้กองกาจพลเลิกคิ้ว “พวกเขาก็อยู่ตึกทางด้านเหนือด้วยกันกับฉันนั่นแหละ เราเรียกมันว่าตึกอุดร เป็นตึกเดียวที่สภาพยังดีหน่อยแล้วก็ได้วิวทะเล แล้วตึกที่เรานั่งคุยกันอยู่นี่เป็นทางถนนเข้าบ้านเรียกตึกบูรพา ก็ใช้แค่ห้องด้านล่าง เอาไว้รับแขกกับเป็นห้องกินข้าว ห้องข้างบนต้องปิดหมดเพราะหลังคามันรั่วทั้งแถบ ยิ่งฝนมาอย่างนี้ดูไม่จืดเลยล่ะ นี่ดีที่ทำรางน้ำชั่วคราวระบายออกไปแล้ว ส่วนตึกทักษิณกับประจิมมันเก่าจะพังมิพังแหล่ สภาพทรุดโทรมมากเลยปิดเอาไว้เฉยๆ เห็นไกลๆ โครงบ้านสวยแต่ข้างในจะถล่มลงมาเมื่อไหร่ก็ไม่รู้ว่ะ ฉันนอนอยู่นี่ยังเสียวๆ” ภูษิตพูดกลั้วหัวเราะ “แต่ที่นี่สวยจริงๆ นะคะ น่าเสียดายมากถ้าจะผุพังไป” หมอลลิตาออกความเห็น เธออยากให้สถาปัตยกรรมที่งดงามอยู่ไปนานๆ งานประณีตอย่างนี้ไม่มีช่างสมัยใหม่สนใจจะทำขึ้นมาอีกแล้ว เพราะใช้ทั้งเวลาและฝีมือ “มานั่งคุยกันตั้งนาน เรายังไม่ได้ไปสวัสดีก๋งกับเตี่ยแกเลยนะ” กาจพลเตือนเจ้าของบ้าน “เออ ถ้าเจอค่อยสวัสดีว่ะ ขี้เกียจตามหา นี่เตี่ยอยู่หรือเปล่าก็ไม่รู้ ฉันก็ไม่ทันได้ดูรถที่โรงจอด แต่ก๋งน่ะอยู่ทุกวันล่ะไปไหนไม่รอด ไอ้บ้านนี้มันกว้างใหญ่แล้วก็เงียบเสียจนเหมือนบ้านร้าง ต่อให้เตี่ยอยู่ก็เถอะ เพราะต่างคนก็ต่างอยู่ต่างกิน ไม่ค่อยได้พูดกันหรอก คุยกันได้ไม่นานเป็นต้องง่องแง่งใส่กันแล้ว โดยเฉพาะก๋งกับเตี่ยนี่ นิสัยแกคงแรงเหมือนกันมากเกินไป แต่กลับมองอะไรคนละมุมอยู่เรื่อย ไอ้คนอยู่ตรงกลางอย่างฉันก็เลยพลอยรำคาญ ห่างๆ กันไว้ล่ะดี” ภูษิตพูดยาวกว่าปกติ ดูเหมือนพอพูดถึงพ่อกับปู่แล้วเขาจะอึดอัดใจจนอยากระบายออก “อาก๋งของคุณภูษิตอายุเท่าไหร่แล้วคะ แกอยู่ที่นี่คนเดียวหรือคะ” หญิงสาวย่นหัวคิ้ว เพราะถ้าต่างคนต่างอยู่อย่างที่ว่า คนแก่จะมีใครดูแล “แกจะเก้าสิบแล้วครับ ก็เป็นอัมพาตต้องนั่งรถเข็น แต่แกพูดได้ ความจำยังดี ด่างี้ไม่มีเหนื่อย ไม่ต้องห่วงก๋งหรอกครับ แกมีพยาบาลประจำตัวคอยดูแล” เขายิ้มให้หมอลลิตาเหมือนจะเข้าใจประเด็นที่เธอ เป็นห่วง “แล้วคืนนี้พวกเราจะนอนที่ไหนล่ะ” ผู้กองกาจพลเป็นคนพูดทะลุกลางปล้องขึ้นมา เขาหาวหวอดด้วยความอ่อนเพลียคงเพราะขับรถมาตลอดทั้งวัน “เออ จริงสิ นายคงจะอยากพักแล้ว ไอ้ฉันก็ชวนคุยไปเรื่อยเปื่อย นายกับหมอลีก็นอนที่ตึกอุดรเหมือนฉันนี่ล่ะ ระหว่างที่เรากินข้าวเย็นกันจะให้เด็กไปจัดห้องไว้ให้ข้างๆ ห้องนายธวัช ความจริงห้องนายกับหมอลีก็อยู่ใกล้ๆ ห้องฉัน ขาดเหลืออะไรก็เคาะประตูเรียกได้เลย ห้องฉันอยู่ฝั่งตรงข้าม แต่ชั้นเดียวกันนั่นล่ะ ” “ขอบพระคุณมากๆ เลยค่ะ ที่ดูแลเราอย่างดี” หมอลลิตายิ้มให้หนุ่มรูปงาม “ด้วยความยินดีครับ” เขาส่งยิ้มพร้อมกับสายตาเจ้าชู้มาทางเธอ “แล้วนายธวัชนี่ใครกันล่ะ” ผู้กองกาจพลย่นหัวคิ้วเพราะเพิ่งจะได้ยินชื่อนี้ “อ๋อ เขาเป็นผู้รับเหมาก่อสร้างของเตี่ยน่ะ” ภูษิตเดินไปสั่นกระดิ่งเรียกคนรับใช้ กาจพลจึงไม่ได้ซักถามอะไรอีก
Free reading for new users
Scan code to download app
Facebookexpand_more
  • author-avatar
    Writer
  • chap_listContents
  • likeADD