เช้าวันนั้น แสงแดดยามสายลอดผ่านม่านผ้าบาง ๆ เข้ามาในห้อง คเชนทร์ตื่นขึ้นพร้อมรอยยิ้มบางที่มุมปากเมื่อเห็นข้อความในมือถือ
“อย่าลืมกินข้าวเช้านะคะ...พริม”
คเชนทร์เดินลงจากห้องไปนั่งกินข้าวตามคำสั่งของพริม
รสชาติของอาหารยังคงเหมือนเดิม แต่ความใส่ใจของใครบางคนทำให้ความรู้สึกเขาว่ามันอร่อยเป็นพิเศา
“นี่สินะ... ความสุขเล็ก ๆ ที่คนเราไม่ค่อยเห็นค่ามัน”
คเชนทร์เดินลัดเลาะไปตามเส้นทางที่ใช้ประจำ เขาอดนึกถึงตอนที่ตัวเองยังเป็นเด็กหนุ่มเลือดร้อน ที่ใช้ชีวิตด้วยความมั่นใจและความทะนงไม่ได้
แต่วันนี้ ทุกอย่างดู “ช้าลง”
เขามองเห็นเพื่อนหัวเราะกันในมุมสนาม มองเห็นคนขายน้ำที่ยื่นแก้วพลาสติกให้ลูกค้าด้วยรอยยิ้ม
เสียงนกร้อง เสียงรถ เสียงคนพูดคุย...
สิ่งที่เมื่อก่อนเขาเคยมองข้าม กลับกลายเป็นความไพเราะของชีวิตในตอนนี้
“คเชนทร์!”
เสียงพริมดังมาจากด้านหลัง เธอสวมเสื้อเชิ้ตนักศึกษาพร้อมผ้ากันเปื้อนสีเทา เพราะเพิ่งกลับจากช่วยร้านกาแฟประจำคณะ
เธอยกถุงผ้าขึ้นมา “วันนี้มีงานชมรมอาสา คเชนทร์เคยสัญญาว่าจะช่วยพริมจำได้ไหม?”
เขาหัวเราะ “จำได้สิ ใครจะกล้าผิดสัญญากับพริม”
งานชมรมอาสาในวันนี้คือ “เก็บขยะและปลูกต้นไม้รอบบึงน้ำหลังมหาวิทยาลัย”
พริมเดินข้างเขา มือถือถุงดำ ส่วนเขาถือจอบเล็ก ๆ เดินตามเธอไปโดยไม่บ่น ทั้งที่แดดแรงจนอากาศแทบระเหย
“เมื่อก่อนคเชนทร์ไม่ชอบกิจกรรมแบบนี้เลยใช่ไหม?” พริมถาม
คเชนทร์หัวเราะ “พริมรู้ได้ไง?”
“ดูท่าทางก็รู้สิ... มือแบบนี้ไม่เคยจับจอบแน่ ๆ”
เขามองมือตัวเองที่เต็มไปด้วยดิน แล้วตอบยิ้ม ๆ “ถ้ามันทำให้พริมยิ้มได้ ผมจับได้ทั้งชีวิตเลย”
พริมเงียบไปครู่ ก่อนหัวเราะ “พูดเก่งจริงนะคะคุณ คะ-เชน” พริมทำเสียงล้อเลียน
“ไม่ได้พูดเก่ง...” เขาพูดเบา ๆ “แต่พูดจริง”
เธอเหลือบมองเขาอีกครั้ง แววตานั้นเต็มไปด้วยแสงอบอุ่นบางอย่างที่เขาเริ่มมองเห็นชัดขึ้นทุกวัน
ช่วงบ่าย หลังเลิกงานอาสา ทั้งคู่ไปล้างมือที่อ่างล้างมือหลังตึก
พริมเปิดฝาขวดสบู่ กลิ่นหอมอ่อน ๆ ของลาเวนเดอร์ลอยออกมา
“พริมใช้กลิ่นนี้ประจำเหรอ?” คเชนทร์ถาม
“อืม” พริมพยักหน้า “มันทำให้พริมรู้สึกสงบดี”
เขายืนใกล้เธอในระยะไม่ถึงศอก กลิ่นสบู่นั้นลอยแตะจมูก
และในวินาทีนั้นเอง — เขาจำมันได้แม่นยำ เหมือนมันจะฝังลงในใจ
กลิ่นลาเวนเดอร์ กลิ่นของเธอ...
หลังจากนั้น ทั้งคู่แวะที่ร้านน้ำผลไม้ปั่นเล็ก ๆ หน้ามหา’ลัย
พริมสั่งน้ำมะนาว ส่วนเขาเลือกโกโก้เย็น
ตอนเจ้าของร้านส่งแก้วมาให้ พริมใช้หลอดคนน้ำให้เขาโดยไม่รู้ตัว
ภาพนั้นธรรมดาเหลือเกิน แต่หัวใจเขากลับเต้นแรงจนน่ากลัว
“เสียงหัวเราะของเธอเหมือนเสียงของโลกที่กำลังหายใจ”
เขาคิดในใจ ขณะเธอกำลังพูดถึงเรื่องเรียน เรื่องเพื่อน และเรื่องแมวของเพื่อนบ้านที่เธอชอบไปเล่นด้วย
คเชนทร์ฟังเธอพูดไป ยิ้มไป เหมือนเวลาทั้งหมดในวันนั้นมีแค่ “เสียงของเธอ”
เย็นวันนั้น พริมขอเดินกลับเพราะหอพักอยู่ไม่ไกล คเชนทร์เลยเดินไปส่ง
แสงอาทิตย์ตกกระทบหลังคาบ้านเรือนจนเป็นสีทอง สายลมเย็นพัดเอากลิ่นดินจากสนามหญ้ามาแตะจมูก
เธอเดินนำหน้าเล็กน้อย พลางพูด “ตอนเด็ก ๆ พริมฝันอยากมีร้านกาแฟเล็ก ๆ อยู่ริมถนนแบบนี้ มีโต๊ะไม้สองสามตัว กลิ่นขนมอบใหม่ทุกเช้า”
เขามองเธอ แล้วยิ้ม “ก็บอกแล้วไงว่าถ้าวันหนึ่งเราเปิดร้านด้วยกัน ผมจะชงกาแฟให้พริมทุกเช้า”
พริมชะงัก หันกลับมา “คเชนทร์พูดเหมือนจริงจังเลยนะ”
“ก็เพราะผมตั้งใจจริง” เขาตอบด้วยน้ำเสียงที่อ่อนโยนที่สุดในชีวิต “ผมอยากตื่นมาเห็นพริมยิ้มตอนเช้า ทุกวัน”
คำพูดนั้นทำให้เธอเงียบไปนาน
สุดท้ายเธอเพียงตอบเบา ๆ “งั้น...ต้องตั้งชื่อร้านว่าอะไรดีล่ะ?”
“ชื่อร้านเหรอ...” เขายิ้ม “‘กาแฟของพริม ดีไหม”
เธอหัวเราะ “ชื่อแบบนี้ ใครจะมาซื้อทุกวัน”
“ก็ไม่ต้องซื้อทุกวัน แค่พริมอยู่ทุกวันก็พอ”
เธอหัวเราะจนต้องเบือนหน้าไปอีกทาง แต่รอยยิ้มไม่หายจากใบหน้าแม้แต่วินาทีเดียว
คืนนั้น คเชนทร์กลับถึงห้อง เปิดเพลงเก่าเบา ๆ
เขาหยิบสมุดบันทึกขึ้นมา — สมุดที่เขาเริ่มเขียนตั้งแต่ย้อนเวลามา
หน้าล่าสุดเขาเขียนเพียงประโยคเดียว
“วันนี้ ฉันเข้าใจคำว่าความสุขเล็ก ๆ แล้ว”
ในวินาทีนั้น เขารู้แน่ชัดว่า...
“นี่แหละ ความสุขที่แท้จริง — ความสุขที่ไม่ต้องพูดคำว่ารัก แต่อยู่ในทุกการกระทำที่เรียกว่า ‘เรา’”
ก่อนเข้านอน เขาเปิดโทรศัพท์ดูรูปที่ถ่ายในวันนี้ — พริมยิ้มอยู่ข้างต้นไม้ที่เพิ่งปลูก
ในรูปนั้น เธอดูธรรมดาเหลือเกิน แต่สำหรับเขา มันคือภาพที่งดงามที่สุดในโลก
เขาพึมพำกับตัวเองเบา ๆ
“ไม่รู้ว่าฉันอยู่ในฝัน...หรือฝันอยู่ในฉันกันแน่”
เสียงฝนยังคงตก
กลิ่นสบู่ลาเวนเดอร์ยังติดอยู่ในใจ
และรอยยิ้มของเธอยังคงอยู่ในทุกลมหายใจของเขา