“คุณวินครับ ตั้งใจหน่อยสิครับ แบบนี้เมื่อไหร่เอกสารจะเสร็จครับ”
เสียงลูกน้องคนสนิทพูดขึ้นเมื่อเห็นท่าทางของเจ้านายที่คล้ายกำลังเบื่อโลกอย่างหนัก ในขณะที่ตรงหน้ายังมีกองเอกสารอีกหลายแฟ้มจะต้องตรวจดู
“แล้วเมื่อไหร่จะเสร็จ ฉันอายุแค่ 20 ปีเองนะ ทำไมต้องมาทำอะไรหนักขนาดนี้ด้วย”
ผู้ชายตัวโตเริ่มออกอาการงอแง แผ่นหลังเอนพิงพนักเก้าอี้ ใบหน้าแหงนขึ้นมองฝ้าเพดานแทนที่จะตั้งใจอ่านเอกสารที่วางอยู่บนโต๊ะ
“ก็เพราะคุณวินเป็นลูกชายของคุณปริณไงครับ”
“เฮ้อ...”
ลมหายใจถูกพ่นออกมาหนัก ๆ แต่มาวินก็ยอมกลับมานั่งตัวตรงแล้วเปิดอ่านเอกสารทีละแฟ้มอีกครั้ง เพราะเขาเป็นลูกของพ่อที่เป็นหัวหน้ากลุ่ม PN กรุ๊ป เลยทำให้มีหน้าที่ต้องรับผิดชอบมากมายอย่างเลี่ยงไม่ได้ ซึ่งก็ไม่ต่างจากพี่ชายคนโตและคู่แฝดของตัวเองเลย
“นายทำต่อให้หน่อยไม่ได้เหรอคิริน ฉันมีธุระต่อน่ะ”
“ไม่ได้ครับ คุณวินต้องทำเอง เอกสารพวกนี้ลูกน้องจะทำให้ไม่ได้ครับ”
ใบหน้าหล่อเหลางุ้มงอใส่ลูกน้องคนสนิทซึ่งเป็นคนคอยดูแลเขามาตั้งแต่ช่วงมัธยมต้น คิรินเป็นทั้งลูกน้อง เป็นทั้งพี่เลี้ยงเลยก็ว่าได้ เวลาที่ผู้เป็นเจ้านายงอแง เขาก็มีหน้าที่ต้องคอยบังคับให้ทำงานจนเรียบร้อย
เมื่อลูกน้องไม่ใจอ่อน มาวินจึงรีบตรวจเอกสารตรงหน้าอย่างเร่งรีบ แต่ถึงอย่างนั้นความละเอียดก็ต้องมาก่อน หากเกิดความผิดพลาดอาจจะทำให้ธุรกิจมีปัญหาได้
จิตใจตอนนี้ไม่อยู่กับเนื้อกับตัวเอาเสียเลย เพราะหัวใจของเขาตอนนี้มันอยู่กับคนตัวเล็กที่ร้านสะดวกซื้อแล้วทั้งดวง สายตาคมเหลือบมองนาฬิกาข้อมือเป็นระยะ ป่านนี้น้ำหวานคงจะมาทำงานแล้ว และนี่ก็เป็นสาเหตุที่ทำให้เขาต้องรีบทำงานให้เสร็จ เพื่อจะได้ไปพบเธอ
กว่าสองชั่วโมง เอกสารแฟ้มสุดท้ายก็ถูกปิดลงเมื่อเขาอ่านทุกแผ่นจนละเอียดและเห็นว่าไม่มีตรงไหนจำเป็นต้องแก้ไข ดวงตาสีเข้มช้อนขึ้นมองคิรินที่นั่งอยู่ฝั่งตรงข้ามแล้วริมฝีปากก็ฉีกยิ้มกว้างออกมา
“เสร็จแล้ว ไปได้ยัง” สีหน้าท่าทางของมาวินในตอนนี้ เหมือนกับเด็กนักเรียนที่เพิ่งทำงานส่งอาจารย์ไม่มีผิด
“ไปได้แล้วครับ” คิรินตอบรับ “แต่ว่า...พรุ่งนี้เช้ายังต้องเข้าไปดูที่โกดังเหมือนเดิมนะครับ”
“รู้แล้วน่า นี่นายย้ำกับฉันมาเป็นร้อยรอบแล้วมั้ง ไม่ลืมหรอกครับลูกพี่!”
ร่างสูงลุกพรวดยืนตรง มือข้างขวายกขึ้นทำท่าตะเบ๊ะเคารพชายหนุ่มตรงหน้า นอกจากจะเป็นลูกน้อง เป็นพี่เลี้ยงแล้ว คิรินยังเหมือนพี่ชายคนหนึ่งที่สนิทกันมาก ๆ จนสามารถหยอกกันเล่นได้
“รีบไปเถอะครับ เดี๋ยวเธอคนนั้นจะคิดถึง”
“รู้ใจนะนายเนี่ย”
มาวินฉีกยิ้มกว้างให้ลูกน้องคนสนิทอีกครั้ง ก่อนที่จะรีบเดินออกจากห้องทำงานไปอย่างอารมณ์ดี
รถสปอร์ตคู่ใจวิ่งด้วยความเร็วสูงสุดเท่าที่จะทำได้ ใช้เวลาไม่นานนักก็มาถึงหน้าเซอร์เลสคลับ แต่เป้าหมายของเขาคือร้านสะดวกซื้อที่ตั้งอยู่ข้าง ๆ นั่นต่างหาก
ก่อนจะลงจากรถก็ไม่ลืมสำรวจหน้าตาและทรงผมว่าเรียบร้อยดีหรือจัง เสร็จแล้วก็รีบเดินไปหาคนตัวเล็กที่อยู่ด้านใน ‘คิดถึงจะตายอยู่แล้ว’
แต่พอเดินใกล้จะถึงก็รู้สึกว่ามีบางอย่างผิดปกติ ภายในร้านเหมือนจะดูวุ่นวายกว่าทุกวัน ภาพที่เขาเห็นผ่านประตูกระจกตรงทางเข้า คือลูกค้าหลายคนที่ยืนมุงอยู่หน้าเคาน์เตอร์ชำระเงิน แต่ก็ยังเว้นระยะห่างอยู่พอสมควร ท่าทางของคนเหล่านั้นเหมือนกำลังตกใจกับอะไรบางอย่าง
แล้วเมื่อเดินเข้าไปใกล้อีกนิด ภาพที่เขาเห็นทำให้สองเท้าต้องรีบเร่งจังหวะในการก้าวมากขึ้น
“ปล่อยนะคะ!”
น้ำหวานพูดกับผู้ชายตรงหน้าด้วยท่าทีตื่นตระหนก ในขณะที่ข้อมือของเธอถูกฝ่ามือหยาบกำเอาไว้แน่นแล้วออกแรงดึงเพื่อจะให้เดินตามออกไปด้านนอก คนตัวเล็กพยายามยื้อตัวเองเอาไว้กับเคาน์เตอร์ โดยที่ไม่มีใครกล้าเข้ามาช่วย เพราะไอ้คนเมามันถือมีดอยู่ด้วย
“ออกไปกับพี่นะจ๊ะคนสวย...” น้ำเสียงหย่อนยานเอ่ยพูดพร้อมกับรอยยิ้มน่ากลัว แล้วแรงดึงก็เพิ่มมากขึ้นเรื่อย ๆ
“ปล่อยนะคะคุณลูกค้า ฉันยังต้องทำงานต่อค่ะ คงตามออกไปด้วยไม่ได้”
น้ำหวานพยายามพูดดี ๆ เพื่อจะให้คนที่สติเหลือน้อยได้ใจเย็นลง แต่ดูเหมือนจะไม่เป็นผลเลยแม้แต่น้อย เมื่ออีกฝ่ายยังคงฉุดลากจะให้เธอตามออกไปด้วยให้ได้
“เฮ้ย! พูดดี ๆ ไม่ชอบหรือไง หรืออยากจะโดนแทงตายซะก่อน ฮะ!”
แกร็ก!
“ถ้ากล้า มึงก็ลองดู”
เสียงขึ้นไกปืนมาพร้อมกับวัตถุสีดำที่จ่ออยู่ท้ายทอยของไอ้ผู้ชายที่จับแขนเธออยู่ มาวินข่มอารมณ์พูดลอดไรฟันออกมาช้า ๆ สายตาคมจ้องไปยังหญิงสาวตาไม่กะพริบ
“มึงจะปล่อยผู้หญิงของกู หรือจะให้กูระเบิดกบาลมึงตอนนี้” เขาพูดขึ้นอีกครั้งพร้อมกับนิ้วชี้ที่เตรียมพร้อมจะลั่นไกตลอดเวลา
“คะ แค่ล้อเล่นเอง” คนเมาที่ตอนนี้เหมือนจะหายเมาเป็นปลิดทิ้งค่อย ๆ เบือนหน้าหันกลับมามอง และตอนนี้ปลายกระบอกปืนก็จ่ออยู่ตรงจมูกพอดิบพอดี
“ล้อเล่น? เพื่อนเล่นมึงเหรอ ฮะ!”
ฝ่าเท้าที่สวมรองเท้าราคาแพงยันเข้าเต็มลำตัวของอีกฝ่ายจนล้มลงกับพื้น มาวินตามไปกระทืบซ้ำอีกหลายทีจนคนที่หมอบอยู่นิ่งไป
“ฮะ เฮียวิน พอแล้ว เดี๋ยวเขาตาย”
น้ำหวานรีบเข้ามาห้าม ขืนเธอปล่อยให้เขาทำต่อมีหวังคงมีคนตายในร้านจริง ๆ แน่
“หวานไม่เป็นอะไรใช่ไหม เจ็บตรงไหนหรือเปล่า ไหนเฮียดูหน่อย”
เขาหันกลับมาหาเธอ ใช้สองมือจับข้อมือเล็กพลิกหงายไปมาเพื่อสำรวจว่าไม่ได้ถูกทำร้ายจนเลือดตกอย่างออก แต่ถ้าหากเธอบาดเจ็บมากกว่าที่เห็น เขาก็จะยิงกบาลไอ้คนทำให้ตายห่าในตอนนี้เลย
“หวานไม่เป็นไรค่ะ แค่เจ็บข้อมือนิดหน่อย”
“ตัดแขนแม่ง” พอได้ยินว่าคนตัวเล็กเจ็บตรงไหน เขาก็แทบจะเอามีดมาตัดส่วนเดียวกันของมันให้รู้แล้วรู้รอด
“ช่างเขาเถอะค่ะเฮียวิน เจ็บขนาดนี้คงทำอะไรใครไม่ได้แล้วล่ะค่ะ”
คราวนี้เธอต้องพูดให้เขาใจเย็นลง เพราะมาวินยังทำท่าจะเข้าไปกระทืบคนที่สลบไปแล้วซ้ำอีก ต่อให้เป็นคนเมาที่เพิ่งทำร้ายร่างกายเธอไปหมาด ๆ แต่ก็ถือว่าตัวเองไม่ได้เจ็บมากมายอะไร แค่นี้ก็เพียงพอแล้ว
“ถ้าหวานว่าแบบนั้น เฮียก็ตามใจ”
เมื่อโดนเธอเอ่ยขอร้องพร้อมกับดวงตากลมโตที่กะพริบปริบ ๆ มีเหรอที่ผู้ชายอย่างเขาจะปฏิเสธได้ลง เพียงแค่นี้หัวใจที่เต้นตึกตัก ๆ อยู่ข้างในมันก็ละลายจนเหลวไปหมดแล้ว
มาวินเรียกลูกน้องที่ทำงานในคลับออกมาช่วยพาคนเมาไปไว้ที่ไหนสักที่ แล้วก็ให้ช่วยกันทำความสะอาดรอยเลือดที่เลอะพื้นออกจนหมด
“แล้วนี่หวานต้องเลิกงานตีสองเหมือนเดิมเหรอ”
เมื่อเคลียร์พื้นที่และทุกอย่างเรียบร้อยมาวินก็เอ่ยถามคนตัวเล็ก ที่ตอนนี้กลับไปประจำยังเคาน์เตอร์ชำระเงินแล้ว
“ใช่ค่ะ เลิกเวลาเดิมทุกวัน” เธอตอบกลับแล้วก็หันไปยิ้มให้กับลูกค้าที่มาคิดเงิน
เขารอให้ลูกค้าที่ยืนต่อคิวอยู่ออกจากร้านไปจนหมดจึงพาตัวเองไปยืนอยู่ด้านหน้าเคาน์เตอร์
“เฮียอยากให้หวานเลิกงานตอนนี้”
“คะ?” น้ำหวานตอบรับด้วยเสียงงุนงง “จะทำได้ยังไงคะ เดี๋ยวโดนเจ้าของร้านไล่ออกพอดี”
“เอาเบอร์เจ้าของร้านมาให้เฮีย เดี๋ยวเฮียจัดการเอง”
แม้ไม่รู้ว่าเขาจะเอาไปทำไม แต่เธอก็ยอมจดเบอร์โทรของเจ้าของร้านแล้วยื่นให้ชายหนุ่มตรงหน้า มาวินหยิบกระดาษแผ่นเล็กขึ้นดูก่อนที่เขาจะเดินออกไปนอกร้าน น้ำหวานได้แต่ชะเง้อมองคนที่กำลังยืนคุยโทรศัพท์ เพียงไม่นานเขาก็กลับเข้ามาในร้านอีกครั้ง
“มีอะไรหรือเปล่าคะเฮียวิน” น้ำหวานเอ่ยถามทันทีที่มาวินกลับเข้ามาด้านในอีกครั้ง
“ไม่มีอะไรครับ เดี๋ยวอีกครึ่งชั่วโมงก็มาแล้วล่ะ”
“ใครมาเหรอคะ”
“เจ้าของร้าน”
คำตอบของเขาทำเอาคนตัวเล็กต้องยกมือขึ้นทาบอกด้วยความตกใจ ไม่รู้ว่าอีกฝ่ายไปพูดอะไรอีท่าไหนถึงทำให้เจ้าของร้านรีบเร่งมาที่นี่ภายในครึ่งชั่วโมงได้
และมันก็เป็นไปตามที่เขาบอกเอาไว้จริง ๆ ครึ่งชั่วโมงต่อมาผู้เป็นเจ้าของก็มาถึงร้านและบอกว่าให้ปิดร้านได้เลย แถมยังบอกต่อด้วยว่า ร้านจะหยุดให้พนักงานพักผ่อนอีกหนึ่งอาทิตย์เต็ม ๆ โดยที่ไม่หักค่าแรง
ดวงตากลมโตเป็นประกายช้อนขึ้นมองคนตัวสูงที่ยืนอยู่ข้างกายด้วยความสงสัย แต่มาวินก็ทำเพียงส่งยิ้มกว้าง ๆ มาให้เธอเท่านั้น
‘ผมต้องการให้คุณมาปิดร้านเดี๋ยวนี้ และหยุดให้พนักงานพักผ่อนอีกสองอาทิตย์โดยที่ไม่หักค่าแรง ส่วนค่าเสียหายในส่วนที่คุณต้องปิดร้านทั้งของคืนนี้ และอีกสองอาทิตย์ข้างหน้า ผมจะจ่ายให้ทั้งหมด”
‘คุณเป็นใคร มาสั่งให้คนอื่นปิดร้านง่าย ๆ แบบนี้ได้ไง’
‘มาวิน อัศวโภคิน เจ้าของเซอร์เลสคลับ ที่ตั้งอยู่ติดกับร้านขายของของคุณ’
นั่นเป็นประโยคสุดท้ายที่มาวินบอกกับเจ้าของร้าน ก่อนที่อีกฝ่ายจะรีบละล่ำละลักรับปากว่าจะมาปิดร้านภายในครึ่งชั่วโมง และยอมที่จะหยุดร้านให้พนักงานพักผ่อนตามที่เขาสั่งทุกอย่าง
///////////////////////////////////////////////////////