“ดูแลตัวเองดีๆนะครับ”
ผมยิ้มให้เด็กน้อยวัยเจ็ดขวบแล้วเตรียมเก็บของ โชคดีมากๆที่วันนี้ผมไม่มีเวรมีกรรมที่ต้องอยู่ต่อ มีเวรคือเวรผมอยู่งานต่อ มีกรรมคือกรรมกับหมอไซกิ ไม่รู้จะอะไรนักหนาแต่มีสิ่งนึงที่แปลกคือ..หมอไซกิทำเหมือนรู้จักผมดีทั้งๆที่เราพึ่งเคยเห็นหน้ากัน
“วันนี้ขอบคุณมากนะไต้ คุณวอร์คมาแล้วแบบ…หัวใจเต้นแรงอ่า~”
“ฮ่าๆๆ งั้นเดี๋ยวพามาอีกนะครับ”
พวกพี่ๆยิ้มเขินแล้วหัวเราะก่อนโบกมือบ๊ายบายผมแล้วหันกลับไปทำงานของตัวเองต่อ ผมยืนรอพี่วอร์คหน้าโรง’บาล
หมับ!
“ให้ผมไปส่งมั้ยหมอไต้ฝุ่น?”
เพี๊ยะ!
ผมปัดแขนเขาออกทันทีที่เขากอดคอผม หมอไซกิยิ้มนิดๆก่อนสองมือจะล้วงกระเป๋า ผมถอนหายใจแรงๆแล้วเบือนหน้าหนี
“เย็นชาจังนะ ไม่เห็นน่ารักเหมือนเมื่อก่อนเลย”
“หมอไซกิอย่าทำเหมือนรู้จักผมดีจะได้มั้ยครับ? คนที่รู้จักผมมีแค่พี่วอร์คเท่านั้น”
หมอไซกิหัวเราะแล้วเข้ามาหาผมก่อนที่จะดึงแขนผมไปจับไว้แน่น ผมพยายามสะบัดออกและคอยมองพี่วอร์ค ถ้าเกิดเขามาเห็นคงเกิดเรื่องแน่ๆ
“ผมรู้จักหมอไต้จริงๆนี่ครับ ตอนแรกก็ไม่มั่นใจเท่าไหร่ ชื่อเหมือนแต่อาจจะไม่ใช่และสิ่งที่ทำให้ผมมั่นใจคือรอยยิ้มและแววตาของหมอไต้..สักวันหมอจะรู้ว่าผมคือใคร”
หมอไซกิยิ้มนิดๆแล้วดึงผมไปกอดพร้อมๆกับเสียงเครื่องยนต์ขับเข้ามา
“ปล่อยผม!”
ปึก! ปึก!
ผมทุบหลังกว้างแรงๆและพยายามดันร่างกำยำออก คนที่ผ่านไปมามองเราอย่างสนใจ ผมไม่ชอบเลย! ผมไม่ชอบที่เขาทำแบบนี้!
“หมอไซกิ! ปล่อยผมนะ!”
หมับ! พลั่ก!
“เตือนแกแล้วอย่ายุ่งกับเมียชั้น!!”
พี่วอร์คกระชากหมอไซกิออกแล้วปล่อยหมัดหนักๆเข้าหน้าหล่อนั่นเต็มแรงจนหมอไซกิล้มลง ผมรีบเข้าไปหาพี่วอร์คแล้วกอดแน่น
ผมผละออกก่อนมองหมอไซกิที่ยกยิ้มแล้วยันตัวขึันนั่ง เขามองพี่วอร์คด้วยสายตาท้าทายซึ่งนั่นไม่ดีเลย ผมกอดแขนแกร่งไว้แล้วดึงเบาๆให้เขาใจเย็น
“ผม..เจอหมอไต้ก่อนคุณ…หมอไต้ควรเป็นของผม”
ผัวะ!
“พี่วอร์ค!”
“อึ่ก!”
พี่วอร์คตวัดขาเตะแก้มหมอไซกิอย่างแรงจนเขามีเลือดที่มุมปาก พี่วอร์คดูน่ากลัวมากแต่ถึงอย่างนั้นเขาก็ไม่ควรทำแบบนี้ หมอไซกิยกหลังมือเช็ดมุมปากก่อนยันตัวลุกขึ้นยืนเซๆ ผมลากพี่วอร์คให้ออกห่าง ผมกลัว..กลัวพี่วอร์คจะมีปัญหาถึงตำรวจจะไม่กล้าหือแต่มันก็ไม่ควรทำแบบนี้
“รักษาหมอไต้ดีๆ ขอบคุณสำหรับฝ่าเท้า เตะสวยมากครับบอสเทเลอร์ หึๆ”
หมอไซกิก้มหัวเล็กน้อยแล้วเดินกลับเข้าไปข้างใน
“พี่วอร์ค! อย่านะ ใจเย็นๆสิ…ไต้ไม่เป็นไร”
“โถ่โว้ย!!”
ผมสะดุ้งเฮือกแล้วมองพี่วอร์คด้วยความกลัวนิดๆ…ปกติเขาไม่เป็นคนที่จะสบถดังแบบนี้นี่… พี่วอร์คลากผมมาที่รถแล้วเปิดประตูให้ผมนั่งก่อนเขาจะขึ้นนั่งประจำที่แล้วขับออกมาโดยไม่พูดอะไร ผมก็ไม่กล้าถามหรือชวนคุยด้วยสิ…
เรามารับใบไม้ที่โรงเรียน พี่วอร์คเป็นคนลงไปรับใบไม้มา คุณครูคนนั้นรีบปล่อยมือทันทีที่เห็นพี่วอร์ค ผมได้แต่ถอนหายใจครั้งแล้วครั้งเล่ากับความขี้หึงขี้หวงของพี่วอร์ค พอทั้งสองขึ้นรถแล้วพี่วอร์คก็ขับกลับบ้านทันทีระหว่างทางใบไม้เรียกพี่วอร์คหลายรอบมากพอพี่วอร์คไม่ตอบก็หันมาซุกผมแล้วร้องไห้ ผมกอดปลอบลูกพลางพูดบอกว่าป้ะป๋าเขากำลังอารมณ์ไม่ดี ใบไม้ถึงได้เงียบแล้วหลับคาอกผม พอถึงบ้านพี่วอร์คก็เดินเร็วๆเข้าบ้านทันที ผมรู้เลยว่าอารมณ์เขาในตอนนี้ใครก็ห้ามเข้าไปยุ่งแม้กระทั่งผมแต่ผมจะปล่อยให้เขาอยู่คนเดียวเดี๋ยวคิดมากแล้วจะคลั่งซะก่อน
ผมอุ้มใบไม้มาที่ห้องแล้ววางลูกลงบนเตียงห่มผ้าให้พร้อมกับปรับแอร์เป็นยี่สิบหกแล้วค่อยเข้ามาเช็คอีกทีถ้าเย็นไปค่อยปรับอีก ผมออกจากห้องลูกมาที่ห้องตัวเองแล้วสูดลมหายใจเข้าลึกๆก่อนเปิดประตูเข้าไป
“…ออกไป”
“พี่วอร์ค..ฟังไต้ก่อนได้มั้ย?”
ผมเข้าไปหาพี่วอร์คที่เตียง ตอนนี้พี่วอร์คใส่เพียงกางเกงขายาวสีดำส่วนเสื้อเชิต สูท เนคไท ถูกโยนทิ้งลงบนพื้นห้องอย่างไม่ใยดี ผมถอนหายใจแล้วตามเก็บมันใส่ตระกร้าก่อนเดินไปนั่งข้างๆเขา
“โกรธไต้ด้วยงั้นหรอ? ไต้ขอโทษแต่ไต้ไม่ได้คิดอะไรกับหมอไซกิและไม่ยอมให้เขากอดด้วยซ้ำแต่พี่ก็เห็นขนาดตัวแล้วนี่ว่าไต้ตัวเล็กกว่าเขาแค่ไหน”
“..เปล่า ไม่ได้โกรธ”
“งั้นอะไรล่ะ?พี่บอกไต้ได้มั้ย?”
พี่วอร์คหันมองหน้าผมแล้วดึงผมให้นั่งตักแกร่ง ผมมองหน้าพี่วอร์คยิ้มๆแล้วกอดคอเขาซบหน้ากับไหล่แกร่งอ้อนๆ
“ไม่ต้องคิดมากนะ ไต้รักใครไม่ได้แล้วนอกจากพี่”
“..ให้มันจริง”
พี่วอร์คกอดผมกลับ ผมอมยิ้มแล้วกระชับกอดแน่นขึ้น ผมว่านะ..ที่คิดมากแบบนี้เป็นเพราะอายุที่เพิ่มขึ้นด้วยหรือเปล่านะ ฮ่าๆ
หลังปลอบคนพ่อเสร็จผมก็ไล่เขาไปอาบน้ำส่วนตัวผมก็มาที่ห้องลูก เช็คอุณหภูมิแอร์แต่ว่าลูกก็ตื่นพอดี
“ไงครับคนเก่ง หิวหรือยัง?”
“หิวแล้วฮะ”
ใบไม้พูดไปขยี้ตาไป ผมจับมือลูกออกแล้วอุ้มมาที่ห้องน้ำพาล้างหน้าล้างตาอาบน้ำแต่งตัวแล้วพาลงมาข้างล่าง พี่วอร์คนั่งอยู่ที่ห้องนั่งเล่นผมเลยพาลูกไปหา
“ป้ะป๋า~”
ใบไม้อ้าแขนทันทีที่เห็นพี่วอร์ค พี่วอร์ควางไอแพดลงแล้วรับลูกไปนั่งตักส่วนตัวผมต้องออกมาทำมื้อเย็น มื้อเย็นวันนี้…เอาเป็นอะไรดีนะ?
[ วอร์ค :: พาร์ท ]
“ป้ะป๋าๆ ใบไม้อยากดูการ์ตูน”
“อ่า ดูในนี้แล้วกัน”
ผมหยิบโทรศัพท์ผมยื่นให้ลูกแล้วเอาหลังพิงพนักแล้วมองลูกชายนิ่งๆ ใบไม้ถูกอุปการะมาเพราะไต้ฝุ่นอยากมีลูกซึ่งผมไม่เคยคิดอยากจะมีแต่..พอผมได้เห็นผมยอมรับว่ารักเด็กคนนี้เหมือนลูกจริงๆ เรื่องนี้ผมเองยังไม่ได้บอกพี่ชาย
แต่เรื่องนั้นยังไม่น่ากังวลเท่ากับเรื่องของไต้ ไอ้หมอเวรนั่นมันคิดจะแย่งไต้ไปจากผมซึ่งนั่น..ผมไม่ยอมให้มันเกิดขึ้นแน่ๆ
“..ใบไม้”
“ฮะ?”
ขานรับแต่ตายังคงมองการ์ตูนอยู่
“…มีคนจะแย่งหม่าม๊าไป”
“ใครฮะป้ะป๋า!?!?!”
หึๆ ใบไม้วางโทรศัพท์ลงแล้วหันมองผม ตาเริ่มแดงก่ำเหมือนคนจะร้องไห้ ผมอุ้มลูกมานอนบนตัวแล้วยิ้มมุมปาก
“..หมอไซกิ..พรุ่งนี้ใบไม้..ไปกับหม่าม๊านะครับ”
“ฮะ! ใบไม้จะไม่ให้ใครมาแย่ฃหม่าม๊าจากป้ะป๋าไป!”
พูดจบก็วิ่งออกไปหาไต้ที่ครัว หึ ผมมีตัวแทนในการขัดขวางแล้ว..ขั้นต่อไปก็… หยิบโทรศัพท์ขึ้นมาแล้วกดเบอร์แจ็ค
“แจ็ค…สืบประวัติหมอไซกิมาให้ชั้น..มันทำงานที่เดียวกับไต้”
(ครับนาย ผมจะรีบหามาให้)
“…ขอบใจ”
ต่อไป..ผมจะกำจัดมันอย่าง…เงียบๆ
[ จบพาร์ท ]
“หม่าม๊าาา~”
“ว่าไงครับ?”
ผมหันมองลูกชายยิ้มๆแล้วหันกลับมาทำมื้อเย็นต่อ นี่ก็อย่างสุดท้ายแล้ว หมูทอดของใบไม้
“ป้ะป๋าบอกว่ามีคนจะแย่งหม่าม๊า! ใบไม้ไม่ยอมนะฮะ!”
ผมชะงักแล้วนึกหน้าคนบอกก่อนยิ้มนิดๆ มีการฟ้องด้วยหรือไง
“แล้วใบไม้จะทำยังไงครับ?”
“ใบไม้จะเฝ้าหม่าม๊าแทนป้ะป๋า!”
ผมหัวเราะออกมาแล้วให้ลูกไปตามพี่วอร์คเมื่อมื้อเย็นเสร็จเรียบ พี่วอร์คกับใบไม้เดินจับมือกันมา เป็นภาพที่น่ารักจริงๆ พอเสร็จจากมื้อเย็น สองพ่อลูกก็พากันไปนั่งย่อยที่ห้องนั่งเล่นส่วนผมเก็บจานล้างและทำความสะอาดโต๊ะก่อนตามไป
ผมนั่งลงข้างๆพี่วอร์คแล้วกอดแขนแกร่งหลวมๆเอนหัวพิงไหล่กว้าง
“ขี้ฟ้องหรอครับ? ลูกจะไปเฝ้าไต้นี่เป็นแผนของพี่หรือเปล่าเนี่ย?”
“..หึ ก็ใช่”
ตอบนิ่งๆก่อนหันมาจูบเบาๆบนศรีษะ
“…คนที่รักนาย..มีแต่ชั้นก็พอ”
ผมยิ้มแล้วกระชับกอดที่แขนแน่นขึ้นเรานั่งดูการ์ตูนกับลูกชายจนเวลาร่วงมาสี่ทุ่มกว่าก็ต้องเข้านอนกัน ใบไม้งอแงเพราะอยากดูการ์ตูนต่อผมเลยต้องให้พี่วอร์คจัดการ ใบไม้ร้องไห้และแน่นอนว่ากว่าจะหยุดห้าทุ่มกว่าๆเลยครับ เฮ้อ ผมปิดไฟห้องลูกแล้วกลับมาที่ห้องตัวเองอาบน้ำแต่งตัวล้มนอนข้างๆพี่วอร์ค รายนี้ยังคงดูงานในไอแพดอยู่
ผมเลยขอนอนก่อนแล้วกันเพราะเพลียและง่วงแถมพรุ่งนี้ได้เข้าเวรด้วยสิคงออกอีกทีก็เช้าของอีกวันหรืออาจจะเที่ยงคืน ตีหนึ่งไรงี้ เฮ้อ ถ้าย้อนกลับไปได้…ผมจะไม่เป็นหมอเด็ดขาดเพราะมัน..ทำให้ผมมีเวลาอยู่กับครอบครัวน้อยมาก