“น้องเพลิน...น้องเพลินลูก...”
เสียงของคุณนายทองระย้าปลุกเพลินมาศให้ตื่นขึ้นจากนิทรา หญิงสาวอยู่ในอาการสะลึมสะลือค่อย ๆ ปรือตาขึ้นมองไปนอกหน้าต่างรถ และก็พบว่ารถมินิแวนคันงามกำลังจอดนิ่งสนิทอยู่บนลานจอดรถด้านหน้าอาคารสูงเสียดฟ้าใจกลางกรุง
“อ้าว...ยังไม่ถึงบ้านอีกเหรอคะ”
“พอดีแม่แวะมารับซองผ้าป่าน่ะลูก”
“อ๋อ...” เพลินมาศเอ่ยออกมาเป็นเชิงรับทราบ พลางบิดร่างกายไปมาซ้ายขวาเพื่อขับไล่ความเมื่อยล้า
“พี่พีกับน้องเพลินลงมารอที่ห้องรับรองดีไหม เมื่อกี้แม่โทรไปทางนั้นเขาติดประชุมต้องรอประมาณห้านาที”
“อืม...ก็ดีเหมือนกันค่ะ เพลินอยากลงไปยืดเส้นยืดสาย เข้าห้องน้ำสักหน่อย”
“ส่วนผมขอผ่านนะครับ ขอนอนรอในรถดีกว่า”
“ตามใจจ้ะ”
คุณนายทองระย้าว่าจบก็ก้าวลงจากรถมินิแวนคันงามที่พลขับเดินลงมาเปิดประตูรอไว้อยู่ก่อนแล้ว โดยมีลูกสาวคนสวยก้าวตามลงมาด้วยกัน
หลังจากคนตัวเล็กลงมายืนบนพื้นคอนกรีตจนเต็มความสูง หญิงสาวก็แหงนคอมองอาคารสูงเสียดฟ้าที่ตั้งตระหง่านตรงหน้า
พนักงานต้อนรับสาวสวยคนหนึ่งเดินตรงเข้ามาหาสุภาพสตรีต่างวัยทั้งสองพร้อมใบหน้ายิ้มแย้มแจ่มใส
“สวัสดีค่ะคุณทองระย้า ดิฉันมาเรียนเชิญคุณผู้หญิงเข้าไปนั่งรอในห้องรับรองด้านบนค่ะ อีกประมาณห้านาทีการประชุมถึงจะเสร็จสิ้น”
“ขอบคุณค่ะ” คุณนายทองระย้ากล่าวขอบคุณ ก่อนหันมาจับจูงมือของเพลินมาศให้เดินตามพนักงานต้อนรับสาวเข้าไปในตัวอาคาร
“นี่แม่แจกซองผ้าป่ามาถึงนี่เลยเหรอคะ” เพลินมาศเอียงคอเข้ามาถามมารดาด้วยความแปลกใจ ไม่คิดว่ามารดาจะรู้จักมักจี่นักธุรกิจใหญ่ในเมืองหลวงแห่งนี้ด้วย
“ใช่แล้วจ้ะ พอดีแม่บังเอิญไปรู้จักเจ้าของบริษัทนี้ตอนที่เขาไปทำงานแถวบ้านเราน่ะลูก คุยกันถูกคอทีเดียว พอเขารู้ว่าแม่จะเป็นเจ้าภาพทอดผ้าป่าเขาก็อาสามาช่วยงานสารพัด แถมยังเอาซองมาช่วยแจกอีก คนอะไรก็ไม่รู้ ทั้งหล่อทั้งรวยแถมยังนิสัยดีอีก”
ได้ยินแบบนั้น เพลินมาศถึงกับเอียงคอมองมารดาด้วยความแปลกใจ ร้อยวันพันปีเธอแทบไม่เคยได้ยินว่าท่านจะเอ่ยปากชื่นชมใครมากมายถึงเพียงนี้ คิดแล้วก็อยากเห็นหน้าค่าตานักธุรกิจคนนี้ขึ้นมา
คุณนายทองระย้าเดินตรงไปทางเคาน์เตอร์ประชาสัมพันธ์ ในจังหวะนั้นเพลินมาศเหลือบไปเห็นป้ายบอกทางไปห้องน้ำ หญิงสาวจึงหันมากระซิบกระซาบกับมารดา
“แม่จ๋า...เพลินไปเข้าห้องน้ำก่อนนะคะ เดินต่อไปไม่น่าจะไหว เดี๋ยวเพลินตามขึ้นไปนะคะ”
“ให้แม่รอไหมลูก”
คุณนายทองระย้าเอ่ยถามลูกสาว ขณะที่พนักงานต้อนรับคนดังกล่าวหันมาหยุดยืนรอแขกทั้งสอง
“เชิญคุณทองระย้าขึ้นไปรอก่อนก็ได้ค่ะ เดี๋ยวถ้าคุณผู้หญิงอีกท่านหนึ่งเสร็จธุระเรียบร้อยแล้วมาแจ้งที่เคาน์เตอร์ประชาสัมพันธ์ด้านหน้าให้พาขึ้นไปนะคะ”
“ตามนั้นนะคะแม่ เพลินไปแล้ว...”
สิ้นเสียงหวานเพลินมาศก็ซอยเท้าวิ่งตรงไปยังห้องน้ำอย่างรวดเร็ว โดยมีสายตาของมารดามองตามด้วยความขบขันระคนเอ็นดู
ด้านเพลินมาศเข้ามาทำธุระในห้องน้ำเสร็จสรรพกำลังจะเปิดประตูออกไปเพื่อล้างมือ เธอก็ได้ยินเสียงรองเท้าส้นสูงหลายคู่เดินกระทบพื้นกระเบื้องกันเข้ามา พร้อมเสียงพูดคุยกันดังระงม อีกทั้งยังเป็นเรื่องราวที่สะดุดหู มือเล็กที่อยู่บนกลอนประตูจึงชักกลับมาโดยอัตโนมัติ
“นี่แกว่าท่านประธานของเรามีซัมติงกับคุณเชอรี่ไหม”
“หืม...เป็นคำถามที่ตอบยากมาก พวกแกเคยเห็นคุณเสกข์คบใครจริงจังไหมล่ะ ควงกันไม่ถึงอาทิตย์ก็แยกย้าย”
“ก็นั่นไงล่ะ แต่กับคุณเชอรี่เนี่ยมันอาทิตย์กว่าแล้วนะ ฉันว่าต้องมีอะไรแน่ ๆ”
ขณะที่เพลินมาศกำลังเงี่ยหูฟังด้วยความสนใจ ดวงตาคู่สวยก็เหลือบไปเห็นป้ายประกาศของบริษัทที่ติดอยู่บนผนังห้องน้ำ ทำเอานัยน์ตากลมโตเบิกกว้างขึ้นอีกเป็นเท่าตัว
‘RS LOGISTICS ในเครือรังสรรค์กรุ๊ป’
เพลินมาศยกมือเล็กขึ้นปิดปากด้วยความตกใจ เพราะเธอคลับคล้ายคลับคลาว่านี่คือบริษัทขนส่งสินค้าในเครือรังสรรค์กรุ๊ปที่เสกข์เป็นผู้บริหารสูงสุด
และเพื่อความแน่ใจ หญิงสาวรีบหยิบโทรศัพท์มือถือในกระเป๋าสะพายขึ้นมาส่งข้อความถามไถ่เพื่อนรัก
P.L.E.R.N : นิสา !
P.L.E.R.N : บริษัทของอาแกชื่ออะไร
กดส่งข้อความเสร็จสรรพ เพลินมาศก็เฝ้ารอด้วยใจเต้นระส่ำ เมื่อหน้าจอปรากฏว่าอ่านแล้ว หัวใจดวงน้อยก็ยิ่งโหมกระหน่ำเต้นอย่างบ้าคลั่ง และคำตอบที่เธอได้รับกลับมาก็ทำเอาเพลินมาศแทบหงายหลัง
NISAA : RS LOGISTICS
NISAA : ถามทำไม
เมื่อได้เห็นแบบนั้นแข้งขาของเพลินมาศก็แทบอ่อนแรง หญิงสาวพยายามสูดลมหายใจเข้าออกเพื่อรวบรวมสติ
‘เอาน่า บริษัทออกใหญ่โตคงไม่มีทางได้เจอกันง่าย ๆ หรอก’
พอคิดได้ดังนั้น ความตื่นตระหนกที่เกิดขึ้นก่อนหน้าก็แทบมลายหายไปจนสิ้น
เพลินมาศเปิดประตูออกจากห้องน้ำ ก็พบว่าบรรดาสาว ๆ ที่เพิ่งสนทนากันอย่างสนุกสนานเมื่อสักครู่ออกไปกันหมดแล้ว
เธอจึงรีบล้างไม้ล้างมือ และเดินออกไปหาพนักงานที่เคาน์เตอร์ประชาสัมพันธ์ จากนั้นพนักงานสาวก็พาเธอขึ้นลิฟต์โดยสารไปยังชั้น 25 ก่อนจะพาเพลินมาศมาหยุดยืนที่หน้าประตูบานหนึ่ง
“เชิญค่ะ ตามสบายนะคะ เครื่องดื่มและขนมขบเคี้ยวที่อยู่ในห้อง คุณผู้หญิงสามารถรับประทานได้ตามสบายเลยค่ะ และถ้าต้องการอะไรคุณผู้หญิงสามารถแจ้งเลขาฯที่นั่งทางด้านนั้นได้นะคะ” พนักงานต้อนรับสาวว่าพลางผายมือไปยังหน้าห้องที่อยู่ลึกเข้าไปด้านใน ซึ่งมีเลขานุการหนุ่มหน้าตาคมเข้มกำลังนั่งทำงานอยู่ที่โต๊ะหน้าห้อง
“ขอบคุณค่ะ”
เพลินมาศกล่าวขอบคุณพร้อมส่งรอยยิ้มให้กับพนักงานสาว ก่อนยืนมองกระทั่งหล่อนเดินเข้าลิฟต์โดยสารกลับลงไปชั้นล่าง จากนั้นก็หันกลับมาเหลียวซ้ายแลขวามองโถงทางเดินอันเงียบสงัด ก่อนตัดสินใจเปิดประตูตรงหน้าเข้าไป
“อ้าว...” เสียงหวานร้องอุทานออกมาเมื่อพบว่าภายในห้องนั้นไร้เงาคุณนายระย้า
“แม่หายไปไหน... หรือว่าไปห้องน้ำ”
เมื่อบอกตัวเองแบบนั้น เพลินมาศก็เดินไปหย่อนสะโพกนั่งลงบนโซฟาหนังรูปตัวแอลที่ตั้งอยู่ตรงมุมห้อง ก่อนไล่สายตามองไปโดยรอบ
ห้องรับรองแห่งนี้ทั้งหรูหราและโอ่อ่า อีกทั้งยังมีอุปกรณ์อำนวยความสะดวกครบครันราวกับเป็นห้องที่มีไว้สำหรับผู้บริหาร และอาคันตุกะคนสำคัญ
พลันดวงตาคู่สวยไปสะดุดเข้ากับประตูบานหนึ่งที่เชื่อมระหว่างห้องรับรองกับห้องอีกฟากฝั่งของบานประตู ทว่าในขณะที่เธอกำลังจ้องมองบานประตูนั้นด้วยความสงสัย สมาร์ตโฟนในกระเป๋าสะพายก็สั่นขึ้น
เพลินมาศก้มลงไปควานหาอุปกรณ์สื่อสารในกระเป๋าใบหรู ทว่าเสียงลูกบิดประตูเชื่อมระหว่างสองห้องที่เธอเพิ่งจะละสายตามาก็ดังขึ้น ดึงความสนใจของหญิงสาวให้เงยหน้าขึ้นไปมอง
ร่างสูงที่ก้าวเข้ามาทำเอาหัวใจดวงน้อยแทบจะหยุดเต้นลงในบัดดล เพราะเขาคือคนที่เธออยากหลบลี้หนีหน้า ทว่าราวกับโชคชะตาเล่นตลก เหวี่ยงให้เขาและเธอมาเจอกันทันทีที่เพลินมาศเดินทางกลับมาถึงเมืองไทย
นี่มันตลกร้ายชัด ๆ
“เพลิน...”