“เพลิน...”
เสียงนุ่มทุ้มดึงสติของเพลินมาศกลับคืนสู่ปัจจุบัน ร่างบางลุกพรวดขึ้นจากโซฟา ก่อนสืบเท้าออกไปให้ห่างจากคนตัวโต ก่อนหมุนตัวหันหลังกลับเดินตรงไปยังบานประตูไม้ที่เธอได้เดินผ่านเข้ามา
มือบางเอื้อมไปคว้าลูกบิด หมายจะเปิดประตูบานนั้นออกไป ทว่ามือใหญ่ข้างหนึ่งเอื้อมมาตะปบบานประตูไม้เอาไว้ ส่วนมือหนาอีกข้างก็เข้าคว้าเอวบาง ดึงคนตัวเล็กเข้าไปประชิดกายแกร่ง
“อาเสกข์ ปล่อยเพลินนะคะ”
สิ้นเสียงหวาน เพลินมาศก็ได้ยินเสียงถ่มลมหายใจหนัก ๆ จากคนเบื้องหลัง พร้อมไออุ่นจากลมหายใจรินรดลงบนใบหูเล็ก
“ถ้าปล่อยแล้วเพลินจะหนีอาไปไหม”
“แล้วอาเสกข์จะมารั้งเพลินไว้ทำไมคะ”
“เรามีเรื่องต้องคุยกันนะครับเพลิน”
“แต่เพลินไม่มีค่ะ” ว่าจบริมฝีปากบางก็เม้มเข้าหากันแน่น พร้อมเชิดหน้าขึ้นแสดงความดื้อรั้น
“เพลิน...อย่าทำแบบนี้สิครับ คุยกับอาดี ๆ ได้ไหม”
เสียงนุ่มทุ้มเจือความอ่อนโยนที่เอ่ยอ้อนวอนออกมา ทำหัวใจดวงน้อยวูบไหว เธอก้มลงมองมือใหญ่ที่วางอยู่บนเอวบาง นึกอยากสัมผัสไออุ่นจากมือข้างนั้น ทว่าก็ต้องกำหมัดแน่นข่มใจเอาไว้
“อาเสกข์จะคุยเรื่องอะไรคะ” เพลินมาศกล่าวออกมาด้วยน้ำเสียงอ่อนลง
เสกข์ได้ยินแบบนั้น จึงคลายอ้อมแขนจากร่างเล็ก และใช้สองมือจับไหล่บอบบางหันคนตัวเล็กให้มาเผชิญหน้า ดวงตาดำขลับจ้องมองดวงหน้างดงามอยู่ครู่หนึ่งก่อนยกยิ้มมุมปากออกมา
“อาอยากคุยเรื่องของเรา อยากทำให้มันถูกต้อง”
สิ้นคำกล่าวของชายหนุ่ม ใบหน้าสวยก็เต็มไปด้วยความสับสน นี่เขากำลังล้อเล่นอะไรกับหัวใจของเธอกันแน่ หลายปีก่อนที่เธอเคยสารภาพรักไป เขาก็ปฏิเสธออกมาอย่างเด็ดขาด ไหนจะนางแบบสาวที่เป็นที่ล่ำลือในบริษัทอีก เมื่อคิดได้แบบนั้นก้อนเนื้อที่อกข้างซ้ายของเธอก็พลันปวดหนึบขึ้นมา
เพลินมาศกะพริบตาถี่ กล้ำกลืนความอ่อนไหวลงไปให้ลึกสุดใจ ก่อนแหงนหน้าขึ้นอย่างทระนงตน
“ถ้าเป็นเรื่องคืนนั้น อาเสกข์ลืมมันไปเถอะค่ะ เพลินไม่ถือ ก็แค่วันไนต์สแตนด์ อาเสกข์น่าจะชินไม่ใช่เหรอคะ”
“เพลิน !” เสกข์ร้องเรียกชื่อคนตัวเล็กพร้อมส่งสายตาเป็นเชิงตำหนิ “อาไม่ลืม แล้วอาก็ไม่เชื่อว่าเพลินจะลืมมันได้”
“เพลินจะลืมหรือไม่ลืมแล้วไงคะ ในเมื่ออาเสกข์เคยปฏิเสธเพลินแล้ว และตอนนี้อาเสกข์ก็มีนางแบบคนนั้นอยู่แล้ว อย่าคิดว่าเพลินจะไม่รู้นะคะ อาเสกข์จะมาตอแยเพลินทำไม หรือว่าติดใจอยากได้เพลินเป็นคู่นอน...”
เพลินมาศกล่าวเสียงสั่นเครือ พร้อมความรู้สึกร้อนผ่าวที่เริ่มแล่นลามขึ้นมาบนขอบตา หญิงสาวมองชายหนุ่มด้วยแววตาตัดพ้อ ใกล้จะร้องไห้อยู่รอมร่อ ทว่าสมาร์ตโฟนในมือบางที่กำเอาไว้แน่นสั่นขึ้นอีกครั้ง
หญิงสาวผลักคนตัวโตให้ถอยออกไป ก่อนกดรับสายจากโทรศัพท์เครื่องหรู
“ค่ะแม่...เอ่อ...เพลินเข้าห้องน้ำนานไปหน่อยค่ะ เดี๋ยวเราไปเจอกันข้างล่างก็ได้ค่ะ”
เพลินมาศกดวางสายก่อนเงยหน้าขึ้นมองเจ้าของใบหน้าหล่อเหลา
“เพลินต้องไปแล้วค่ะ แม่รออยู่ข้างล่าง” กล่าวจบ ร่างบางก็หันหลังกลับอย่างรวดเร็ว
ทว่ายังไม่ทันที่เธอจะเอื้อมมือไปคว้าลูกบิดประตู ก็ถูกชายหนุ่มสวมกอดจากทางด้านหลัง ทำเอาเพลินมาศชะงักฉายความหวั่นไหวออกมาทางแววตา
“เพลิน...มันมีหลายอย่างที่เพลินเข้าใจอาผิดไป แต่อาจะไม่บังคับให้เพลินต้องฟังอาตอนนี้ เพลินกลับไปพักผ่อนให้สบายใจก่อนนะครับ แล้วอาจะติดต่อไป เอาไว้เราค่อยคุยกันนะ โอเคไหม...” เขาว่าพลางโน้มใบหน้าลงมากระซิบข้างใบหูเล็ก และคลอเคลียออดอ้อนเธออยู่แบบนั้น ทำเอาเพลินมาศอ่อนใจ จำต้องพยักหน้ารับ
“ก็ได้ค่ะ เคลียร์กันให้มันจบ ๆ ซะที”
“ขอบคุณครับ” สิ้นเสียงทุ้ม จมูกโด่งเป็นสันก็กดลงบนแก้มนวลเนียน ทำเอาคนที่โดนขโมยหอมแก้มอย่างไม่ทันตั้งตัวร้องโวยวายประท้วงออกมา
“อาเสกข์ ! นิสัยไม่ดี ฉวยโอกาส ปล่อยเพลินเดี๋ยวนี้เลยนะคะ เพลินจะลงไปหาแม่” เสียงหวานบริภาษออกมาพร้อมฟาดฝ่ามือเล็กบนแขนแกร่งที่กำลังกอดรัดตัวเธอเอาไว้แน่น ทำชายหนุ่มหัวเราะออกมาด้วยความชอบใจ ก่อนค่อย ๆ คลายอ้อมกอดจากร่างบางด้วยความอาลัยอาวรณ์
“อาเดินลงไปส่งนะครับ จะได้ไปกราบสวัสดีว่าที่แม่ยาย”
ได้ยินแบบนั้นเพลินมาศถึงกับหน้าเหวอ ทว่ายังไม่ทันที่เธอจะได้กล่าวอะไรออกไป เสกข์ก็คว้ามือบางพาหญิงสาวออกจากห้อง เดินเคียงคู่กันไปขึ้นลิฟต์โดยสาร
เมื่อกล่องเหล็กสี่เหลี่ยมใกล้ถึงชั้นล่าง เพลินมาศจึงรีบสลัดมือเล็กออกจากการเกาะกุม และพอประตูลิฟต์เปิดอ้าออก คนตัวเล็กก็รีบเดินออกไปอย่างรวดเร็ว ปล่อยให้เสกข์เดินตามรั้งท้าย
“แม่จ๋า...” เสียงหวานร้องเรียกมารดาที่กำลังยืนรออยู่กับพนักงานต้อนรับสาว
คุณยายทองระย้าหันมาตามเสียงเรียก เมื่อเห็นลูกสาวก็ยิ้มกว้างออกมา กระทั่งท่านมองเลยไปยังร่างสูงที่ก้าวตามลูกสาวมาไม่ห่างกัน ท่านก็ร้องทักออกมาอย่างสนิทสนมคุ้นเคย
“อ้าวคุณเสกข์ อุตส่าห์เดินลงมาส่งลูกสาวพี่เลยเหรอคะเนี่ย”
สิ้นเสียงของคุณนายทองระย้า เพลินมาศก็หันขวับไปมองเสกข์ด้วยนัยน์ตาเบิกโพลง ก่อนจะหันกลับมามองมารดาอีกครั้งด้วยใบหน้าตกใจระคนสงสัย
“นี่คุณแม่รู้จักอาเสกข์ด้วยเหรอคะ”
“อืม...ก็ต้องรู้จักสิลูก คุณเสกข์คือคนที่แม่เพิ่งเล่าให้ฟังไปไง แถมยังช่วยแจกซองผ้าป่าให้แม่ด้วย ดูสิได้มาเป็นกระบุงเลย” ว่าจบคุณนายทองระย้าก็ผินหน้าไปยังกระเป๋าเดินทางใบยักษ์ที่ตั้งอยู่ข้างพนักงานต้อนรับสาว “ว่าแต่...น้องเพลินรู้จักคุณเสกข์ด้วยเหรอลูก”
“เอ่อ...คือ...” เสกข์เห็นท่าทางอ้ำอึ้งของเพลินมาศก็นึกขำ ชายหนุ่มจึงช่วยเป็นฝ่ายตอบคำถามแทน
“ผมเป็นอาของนิสา เพื่อนสนิทของเพลินครับ”
“อุ๊ยตาย ! โลกกลมจริงเชียว แต่คุณเสกข์ยังหนุ่มยังแน่นแท้ ๆ ถ้าบอกว่าเป็นพี่ชายของนิสาพี่ก็เชื่อนะคะเนี่ย”
“ขอบคุณมากครับ”
“เอาไว้เราคงมีเรื่องต้องคุยกันยาวเลย แต่วันนี้พี่คงต้องขอตัวก่อน เพราะลูก ๆ เพิ่งบินกลับจากอังกฤษค่ะ คงอยากกลับบ้านพักผ่อนกันแย่แล้วค่ะ”
“ครับผม เดี๋ยวผมเดินไปส่งครับ”
“ขอบคุณมากค่ะ เอาไว้วันงานเจอกันนะคะคุณเสกข์”
ว่าจบคุณนายทองระย้าก็เดินนำออกไป โดยมีพนักงานต้อนรับช่วยลากกระเป๋าเดินทางตามไปติด ๆ ส่วนเพลินมาศที่ยืนงงเป็นไก่ตาแตก จับต้นชนปลายไม่ถูก เธอรีบสาวเท้าก้าวเข้าไปกระซิบกระซาบกับชายหนุ่ม
“นี่มันอะไรกันคะ อาเสกข์จะทำอะไร”
“ความลับ !” ชายหนุ่มว่าพลางยักไหล่อย่างไม่ยี่หระ
“อาเสกข์ !”
“เอาไว้ถ้าเพลินคุยกับอารู้เรื่องเมื่อไหร่ อาจะเล่าทุกอย่างให้ฟัง”
สิ้นเสียงทุ้มชายหนุ่มก็ก้าวยาวเดินนำเพลินมาศออกไป ช่วยประคองคุณนายทองระย้าขึ้นรถ ก่อนจะหันมาหลีกทางให้เพลินมาศขึ้นไปนั่งเคียงข้างมารดา
ผู้บริหารหนุ่มยืนรอจนกระทั่งรถมินิแวนสีดำคันงามขับเคลื่อนออกไปจนลับสายตา จากนั้นใบหน้าหล่อเหลาก็เผยรอยยิ้มเจ้าเล่ห์ออกมา