ลืมมันไปเถอะ

1394 Words
“เพลิน...” เสียงนุ่มทุ้มดึงสติของเพลินมาศกลับคืนสู่ปัจจุบัน ร่างบางลุกพรวดขึ้นจากโซฟา ก่อนสืบเท้าออกไปให้ห่างจากคนตัวโต ก่อนหมุนตัวหันหลังกลับเดินตรงไปยังบานประตูไม้ที่เธอได้เดินผ่านเข้ามา มือบางเอื้อมไปคว้าลูกบิด หมายจะเปิดประตูบานนั้นออกไป ทว่ามือใหญ่ข้างหนึ่งเอื้อมมาตะปบบานประตูไม้เอาไว้ ส่วนมือหนาอีกข้างก็เข้าคว้าเอวบาง ดึงคนตัวเล็กเข้าไปประชิดกายแกร่ง “อาเสกข์ ปล่อยเพลินนะคะ” สิ้นเสียงหวาน เพลินมาศก็ได้ยินเสียงถ่มลมหายใจหนัก ๆ จากคนเบื้องหลัง พร้อมไออุ่นจากลมหายใจรินรดลงบนใบหูเล็ก “ถ้าปล่อยแล้วเพลินจะหนีอาไปไหม” “แล้วอาเสกข์จะมารั้งเพลินไว้ทำไมคะ” “เรามีเรื่องต้องคุยกันนะครับเพลิน” “แต่เพลินไม่มีค่ะ” ว่าจบริมฝีปากบางก็เม้มเข้าหากันแน่น พร้อมเชิดหน้าขึ้นแสดงความดื้อรั้น “เพลิน...อย่าทำแบบนี้สิครับ คุยกับอาดี ๆ ได้ไหม” เสียงนุ่มทุ้มเจือความอ่อนโยนที่เอ่ยอ้อนวอนออกมา ทำหัวใจดวงน้อยวูบไหว เธอก้มลงมองมือใหญ่ที่วางอยู่บนเอวบาง นึกอยากสัมผัสไออุ่นจากมือข้างนั้น ทว่าก็ต้องกำหมัดแน่นข่มใจเอาไว้ “อาเสกข์จะคุยเรื่องอะไรคะ” เพลินมาศกล่าวออกมาด้วยน้ำเสียงอ่อนลง เสกข์ได้ยินแบบนั้น จึงคลายอ้อมแขนจากร่างเล็ก และใช้สองมือจับไหล่บอบบางหันคนตัวเล็กให้มาเผชิญหน้า ดวงตาดำขลับจ้องมองดวงหน้างดงามอยู่ครู่หนึ่งก่อนยกยิ้มมุมปากออกมา “อาอยากคุยเรื่องของเรา อยากทำให้มันถูกต้อง” สิ้นคำกล่าวของชายหนุ่ม ใบหน้าสวยก็เต็มไปด้วยความสับสน นี่เขากำลังล้อเล่นอะไรกับหัวใจของเธอกันแน่ หลายปีก่อนที่เธอเคยสารภาพรักไป เขาก็ปฏิเสธออกมาอย่างเด็ดขาด ไหนจะนางแบบสาวที่เป็นที่ล่ำลือในบริษัทอีก เมื่อคิดได้แบบนั้นก้อนเนื้อที่อกข้างซ้ายของเธอก็พลันปวดหนึบขึ้นมา เพลินมาศกะพริบตาถี่ กล้ำกลืนความอ่อนไหวลงไปให้ลึกสุดใจ ก่อนแหงนหน้าขึ้นอย่างทระนงตน “ถ้าเป็นเรื่องคืนนั้น อาเสกข์ลืมมันไปเถอะค่ะ เพลินไม่ถือ ก็แค่วันไนต์สแตนด์ อาเสกข์น่าจะชินไม่ใช่เหรอคะ” “เพลิน !” เสกข์ร้องเรียกชื่อคนตัวเล็กพร้อมส่งสายตาเป็นเชิงตำหนิ “อาไม่ลืม แล้วอาก็ไม่เชื่อว่าเพลินจะลืมมันได้” “เพลินจะลืมหรือไม่ลืมแล้วไงคะ ในเมื่ออาเสกข์เคยปฏิเสธเพลินแล้ว และตอนนี้อาเสกข์ก็มีนางแบบคนนั้นอยู่แล้ว อย่าคิดว่าเพลินจะไม่รู้นะคะ อาเสกข์จะมาตอแยเพลินทำไม หรือว่าติดใจอยากได้เพลินเป็นคู่นอน...” เพลินมาศกล่าวเสียงสั่นเครือ พร้อมความรู้สึกร้อนผ่าวที่เริ่มแล่นลามขึ้นมาบนขอบตา หญิงสาวมองชายหนุ่มด้วยแววตาตัดพ้อ ใกล้จะร้องไห้อยู่รอมร่อ ทว่าสมาร์ตโฟนในมือบางที่กำเอาไว้แน่นสั่นขึ้นอีกครั้ง หญิงสาวผลักคนตัวโตให้ถอยออกไป ก่อนกดรับสายจากโทรศัพท์เครื่องหรู “ค่ะแม่...เอ่อ...เพลินเข้าห้องน้ำนานไปหน่อยค่ะ เดี๋ยวเราไปเจอกันข้างล่างก็ได้ค่ะ” เพลินมาศกดวางสายก่อนเงยหน้าขึ้นมองเจ้าของใบหน้าหล่อเหลา “เพลินต้องไปแล้วค่ะ แม่รออยู่ข้างล่าง” กล่าวจบ ร่างบางก็หันหลังกลับอย่างรวดเร็ว ทว่ายังไม่ทันที่เธอจะเอื้อมมือไปคว้าลูกบิดประตู ก็ถูกชายหนุ่มสวมกอดจากทางด้านหลัง ทำเอาเพลินมาศชะงักฉายความหวั่นไหวออกมาทางแววตา “เพลิน...มันมีหลายอย่างที่เพลินเข้าใจอาผิดไป แต่อาจะไม่บังคับให้เพลินต้องฟังอาตอนนี้ เพลินกลับไปพักผ่อนให้สบายใจก่อนนะครับ แล้วอาจะติดต่อไป เอาไว้เราค่อยคุยกันนะ โอเคไหม...” เขาว่าพลางโน้มใบหน้าลงมากระซิบข้างใบหูเล็ก และคลอเคลียออดอ้อนเธออยู่แบบนั้น ทำเอาเพลินมาศอ่อนใจ จำต้องพยักหน้ารับ “ก็ได้ค่ะ เคลียร์กันให้มันจบ ๆ ซะที” “ขอบคุณครับ” สิ้นเสียงทุ้ม จมูกโด่งเป็นสันก็กดลงบนแก้มนวลเนียน ทำเอาคนที่โดนขโมยหอมแก้มอย่างไม่ทันตั้งตัวร้องโวยวายประท้วงออกมา “อาเสกข์ ! นิสัยไม่ดี ฉวยโอกาส ปล่อยเพลินเดี๋ยวนี้เลยนะคะ เพลินจะลงไปหาแม่” เสียงหวานบริภาษออกมาพร้อมฟาดฝ่ามือเล็กบนแขนแกร่งที่กำลังกอดรัดตัวเธอเอาไว้แน่น ทำชายหนุ่มหัวเราะออกมาด้วยความชอบใจ ก่อนค่อย ๆ คลายอ้อมกอดจากร่างบางด้วยความอาลัยอาวรณ์ “อาเดินลงไปส่งนะครับ จะได้ไปกราบสวัสดีว่าที่แม่ยาย” ได้ยินแบบนั้นเพลินมาศถึงกับหน้าเหวอ ทว่ายังไม่ทันที่เธอจะได้กล่าวอะไรออกไป เสกข์ก็คว้ามือบางพาหญิงสาวออกจากห้อง เดินเคียงคู่กันไปขึ้นลิฟต์โดยสาร เมื่อกล่องเหล็กสี่เหลี่ยมใกล้ถึงชั้นล่าง เพลินมาศจึงรีบสลัดมือเล็กออกจากการเกาะกุม และพอประตูลิฟต์เปิดอ้าออก คนตัวเล็กก็รีบเดินออกไปอย่างรวดเร็ว ปล่อยให้เสกข์เดินตามรั้งท้าย “แม่จ๋า...” เสียงหวานร้องเรียกมารดาที่กำลังยืนรออยู่กับพนักงานต้อนรับสาว คุณยายทองระย้าหันมาตามเสียงเรียก เมื่อเห็นลูกสาวก็ยิ้มกว้างออกมา กระทั่งท่านมองเลยไปยังร่างสูงที่ก้าวตามลูกสาวมาไม่ห่างกัน ท่านก็ร้องทักออกมาอย่างสนิทสนมคุ้นเคย “อ้าวคุณเสกข์ อุตส่าห์เดินลงมาส่งลูกสาวพี่เลยเหรอคะเนี่ย” สิ้นเสียงของคุณนายทองระย้า เพลินมาศก็หันขวับไปมองเสกข์ด้วยนัยน์ตาเบิกโพลง ก่อนจะหันกลับมามองมารดาอีกครั้งด้วยใบหน้าตกใจระคนสงสัย “นี่คุณแม่รู้จักอาเสกข์ด้วยเหรอคะ” “อืม...ก็ต้องรู้จักสิลูก คุณเสกข์คือคนที่แม่เพิ่งเล่าให้ฟังไปไง แถมยังช่วยแจกซองผ้าป่าให้แม่ด้วย ดูสิได้มาเป็นกระบุงเลย” ว่าจบคุณนายทองระย้าก็ผินหน้าไปยังกระเป๋าเดินทางใบยักษ์ที่ตั้งอยู่ข้างพนักงานต้อนรับสาว “ว่าแต่...น้องเพลินรู้จักคุณเสกข์ด้วยเหรอลูก” “เอ่อ...คือ...” เสกข์เห็นท่าทางอ้ำอึ้งของเพลินมาศก็นึกขำ ชายหนุ่มจึงช่วยเป็นฝ่ายตอบคำถามแทน “ผมเป็นอาของนิสา เพื่อนสนิทของเพลินครับ” “อุ๊ยตาย ! โลกกลมจริงเชียว แต่คุณเสกข์ยังหนุ่มยังแน่นแท้ ๆ ถ้าบอกว่าเป็นพี่ชายของนิสาพี่ก็เชื่อนะคะเนี่ย” “ขอบคุณมากครับ” “เอาไว้เราคงมีเรื่องต้องคุยกันยาวเลย แต่วันนี้พี่คงต้องขอตัวก่อน เพราะลูก ๆ เพิ่งบินกลับจากอังกฤษค่ะ คงอยากกลับบ้านพักผ่อนกันแย่แล้วค่ะ” “ครับผม เดี๋ยวผมเดินไปส่งครับ” “ขอบคุณมากค่ะ เอาไว้วันงานเจอกันนะคะคุณเสกข์” ว่าจบคุณนายทองระย้าก็เดินนำออกไป โดยมีพนักงานต้อนรับช่วยลากกระเป๋าเดินทางตามไปติด ๆ ส่วนเพลินมาศที่ยืนงงเป็นไก่ตาแตก จับต้นชนปลายไม่ถูก เธอรีบสาวเท้าก้าวเข้าไปกระซิบกระซาบกับชายหนุ่ม “นี่มันอะไรกันคะ อาเสกข์จะทำอะไร” “ความลับ !” ชายหนุ่มว่าพลางยักไหล่อย่างไม่ยี่หระ “อาเสกข์ !” “เอาไว้ถ้าเพลินคุยกับอารู้เรื่องเมื่อไหร่ อาจะเล่าทุกอย่างให้ฟัง” สิ้นเสียงทุ้มชายหนุ่มก็ก้าวยาวเดินนำเพลินมาศออกไป ช่วยประคองคุณนายทองระย้าขึ้นรถ ก่อนจะหันมาหลีกทางให้เพลินมาศขึ้นไปนั่งเคียงข้างมารดา ผู้บริหารหนุ่มยืนรอจนกระทั่งรถมินิแวนสีดำคันงามขับเคลื่อนออกไปจนลับสายตา จากนั้นใบหน้าหล่อเหลาก็เผยรอยยิ้มเจ้าเล่ห์ออกมา
Free reading for new users
Scan code to download app
Facebookexpand_more
  • author-avatar
    Writer
  • chap_listContents
  • likeADD